ผลักดันชาวกัมพูชา

“บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา

จากกรณีที่มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเน้นย้ำว่าอย่าหลงเชื่อข่าวลือเกี่ยวกับการผลักดันชาวกัมพูชา เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ลุกลามได้

นอกจากนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้เดินทางไปเยี่ยมปั๊มน้ำมันที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เพื่อให้กำลังใจและมอบความช่วยเหลือ โดยทั้งสองท่านได้ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนเดินทางต่อไปยังบริเวณภูมะเขือ เพื่อตรวจเยี่ยมและสำรวจพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ร่วมกับนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ตั้งใจเดินทางมา หลังจากได้รับมอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่กำลังพลประจำการในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความยากลำบากในการเข้าถึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เส้นทางชำรุดและเต็มไปด้วยอุปสรรค วันนี้ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงคมนาคมที่จะดำเนินการปรับปรุงเส้นทางให้หน่วยกำลังรบสามารถเข้าถึงแนวชายแดนได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งในด้านการเสริมกำลัง การลำเลียงยุทธปัจจัย และการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บให้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานจะดำเนินการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีไฟฟ้าใช้ ครอบคลุมทั้งงานสื่อสารทางทหารและการดำรงชีวิตประจำวันของกำลังพล โดยยึดแนวคิดหลัก “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” เพื่อให้ทหารชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสมควรแก่อัตภาพ

พลโท อดุลย์ กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่วันนี้ พบว่าถนนบางช่วงชำรุดทรุดโทรมตามสภาพและกาลเวลา จึงได้มอบหมายให้หน่วยทหารร่วมกับแขวงทางหลวงดำเนินการซ่อมแซมในระยะเร่งด่วน ก่อนจะเสริมความแข็งแรงถาวรในระยะต่อไป โดยจะเริ่มดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันรัฐบาล กองทัพ และประชาชน เป็นหนึ่งเดียวกันในการดูแลความมั่นคงของประเทศ ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับไฟเขียวให้ดำเนินการในพื้นที่ที่เคยเป็นเขตอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อสนับสนุนภารกิจชายแดนอย่างถูกต้องตามขั้นตอน

สำหรับความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนศรีสะเกษ ว่าอาจเกิดเหตุลุกลามจากการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วนั้น พลโท อดุลย์ กล่าวยืนยันว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือหลงเชื่อข่าวลือ เพราะทุกหน่วยงานมีระบบการรายงานข่าวความมั่นคงอย่างใกล้ชิด โดยจะประสานงานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที

พร้อมฝากถึงพี่น้องประชาชนให้งดเข้าไปในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนดห้ามเข้า เพื่อความปลอดภัย และมั่นใจได้ว่าทุกกระทรวงได้เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุกสถานการณ์

“บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำว่า อย่าเชื่อข่าวลือเรื่อง “บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา เพราะสถานการณ์ยังคงอยู่ในการควบคุม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ “บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จึงออกมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลและกองทัพกำลังทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

“รมว.พลังงาน” มอบโซลาร์เซลล์ 100 จุด เยี่ยมปั๊มเสียหายจากเหตุระเบิด

ภายหลังการตรวจเยี่ยมแนวชายแดน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางต่อไปยังปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเคยได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิดที่ยิงข้ามมาจากฝั่งกัมพูชา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยมีเจ้าของปั๊มน้ำมันออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น

หลังการพูดคุย นายอรรถพล เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า ได้รับทราบถึงความต้องการของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเรื่องของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและภารกิจด้านความมั่นคง กระทรวงพลังงานจึงได้วางแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ชายแดนทั้งหมด 100 จุด เพื่อให้กำลังพลในพื้นที่สามารถใช้งานไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ได้มีประธานเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าฝ่ายการผลิตลงพื้นที่ร่วมสำรวจ เพื่อกำหนดจุดที่เหมาะสมในการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะให้ทหารในพื้นที่ช่วยระบุจุดที่มีความจำเป็นมากที่สุด เนื่องจากเป็นผู้รู้สภาพพื้นที่ดีที่สุด จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งกลับมายังกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการเสนอของบประมาณและเร่งติดตั้งโดยเร็วที่สุด

นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หากทุกขั้นตอนดำเนินไปตามแผน คาดว่าภายในหนึ่งเดือนจะสามารถติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ครบทั้ง 100 จุด เพื่อให้ทหารตามแนวชายแดนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพล พร้อมทั้งเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ

สำหรับกรณีปั๊มน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัท OR และร้าน 7-Eleven ได้เข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่แล้ว เบื้องต้นได้มีการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารร้านค้าให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งคาดว่าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจะกลับมาเปิดให้บริการได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

ส่วนความเสียหายด้านอื่น ๆ ทั้งในแง่ของทรัพย์สินและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เจ้าของสถานประกอบการได้จัดทำรายละเอียดและตัวเลขความเสียหายส่งให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษแล้ว เพื่อให้ประสานต่อไปยังหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญและพร้อมดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

ในส่วนของความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ นายอรรถพลย้ำว่า “เรื่องการสื่อสารถือว่าสำคัญมาก” โดยได้หารือกับหน่วยทหารในพื้นที่ให้มีแนวทางการแจ้งข่าวสารและเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปยังชุมชนอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกในยามเกิดสถานการณ์อ่อนไหว พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข่าวจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนในพื้นที่ชายแดน

เจ้าของปั๊มดีใจ รมต.มาเยี่ยม หวังได้รับชดเชยตามจริง

ด้านนางสาวกมนรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของปั๊มน้ำมันที่ได้รับความเสียหาย เปิดเผยว่า วันนี้รู้สึกดีใจและขอบคุณรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่มาพูดคุยและให้กำลังใจ รวมถึงเข้ามาตรวจสอบตัวเลขความเสียหายเพื่อเตรียมดำเนินการเยียวยา ซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษจะนำข้อมูลไปส่งต่อให้หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการต่อไป หวังว่าจะได้รับเงินชดเชยที่ตรงตามความเป็นจริง เพราะตัวเลขที่ส่งไปนั้นประเมินตามข้อมูลจริงทั้งหมด

เจ้าของปั๊มยังกล่าวขอบคุณบริษัทเอกชนอย่าง CP และ ปตท. ที่เข้ามาดูแลและให้ความช่วยเหลือ พร้อมบอกว่าการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินทางมารับฟังปัญหาด้วยตัวเอง ถือเป็นสัญญาณที่ดีและสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก เชื่อว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น

สำหรับผลกระทบทางธุรกิจ ตอนนี้ยอดขายน้ำมันลดลงไปประมาณ 20% ซึ่งไม่ใช่เฉพาะปั๊มของตน แต่ปั๊มอื่น ๆ รวมถึงร้านค้าในพื้นที่ชายแดนต่างก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน ส่วนร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในพื้นที่ปั๊ม คาดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การสื่อสารที่ถูกต้องและรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยกันสร้างความสงบและความมั่นคงในพื้นที่

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” ขออย่าเชื่อผลักดันชาวกัมพูชาแล้วเหตุจะลุกลาม-“อรรถพล” เยี่ยมปั๊มที่โดนระเบิด

ชายแดนตึงเครียด! ผลักดันชาวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วเริ่มตึงเครียด! วันนี้เป็นดีเดย์ปฏิบัติการ ผลักดันชาวกัมพูชา ที่รุกล้ำแผ่นดินไทยออกจากพื้นที่ หลังพบมวลชนกัมพูชารวมตัวพร้อม ทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังเท่าตัว น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

ความคืบหน้าล่าสุด สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชาจังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หลังจากทางจังหวัดได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ชาวกัมพูชาต้องอพยพออกจากพื้นที่ฝั่งไทย

ล่าสุดในช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่แนวชายแดนทั้งสองจุด เพื่อประเมินสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของมวลชนทั้งสองฝั่ง ผลการตรวจสอบพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว พบกลุ่มประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 30–40 คนเริ่มรวมตัวอยู่บริเวณใกล้แนวรั้วลวดหนามในลักษณะรอดูสถานการณ์ บางส่วนถือกล้องโทรศัพท์ถ่ายภาพและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของตนเอง ขณะที่ฝั่งไทยยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารของกองกำลังบูรพา ประจำจุดคอยสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่อง

ส่วนในพื้นที่บ้านหนองจาน ซึ่งถือเป็นแนวพื้นที่อ่อนไหวมากที่สุดจากกรณีพิพาทเขตแดนที่ผ่านมา พบว่า ทหารกัมพูชามีกำลังเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะในบริเวณ “จุดเต็นท์สีฟ้า” ซึ่งตั้งอยู่ประชิดแนวชายแดน พบกำลังพลหลายสิบนายผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติหน้าที่ตลอดแนว บางส่วนติดอาวุธครบมือและมีลักษณะเฝ้าระวังใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวคาดว่าเกี่ยวข้องกับการที่วันนี้เป็นวันที่ทางจังหวัดสระแก้วกำหนดให้ชาวพุทธกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยต้องอพยพออกทั้งหมดและขนย้ายสิ่งของออกไป

ผลักดันชาวกัมพูชา: ชายแดนสระแก้วตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินของหน่วยข่าวในพื้นที่ คาดว่าในช่วงสายถึงเที่ยงวันนี้ น่าจะมีมวลชนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเพิ่มอีกหลายเท่าตัว เพื่อรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา และหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ยังคงวางกำลังในพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมทั้งบินโดรนตรวจการณ์ต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันและรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดน

ขณะเดียวกัน ผู้นำชุมชนฝั่งไทยและฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูงยังคงประสานงานกับชาวบ้านในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด และขอให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แนวชายแดนในช่วงเวลานี้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สถานการณ์ล่าสุด: การผลักดันชาวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนยังคงตรึงเครียด และมีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ การผลักดันชาวกัมพูชา ครั้งนี้เป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้ แต่ก็ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด การตระหนักถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การพูดคุยและเจรจาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้งและนำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การผลักดันชาวกัมพูชา ครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขปัญหาชายแดน และยังคงมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำต่อไป เพื่อสร้างความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – ดีเดย์ผลักดันชาวกัมพูชา ชายแดนสระแก้วเริ่มตึงเครียด ทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังเท่าตัว

Scroll to top