ผู้ต้องหาคดียาเสพติด

สืบ ตม.3 โชว์ผลงานแกะรอยจับ 2 ผู้ต้องหารายสำคัญ “จีน-ฝรั่งเศส” หนีคดีกบดานไทย

สืบ ตม.3 โชว์ผลงานแกะรอยจับ 2 ผู้ต้องหารายสำคัญ “จีน-ฝรั่งเศส” หนีคดีกบดานไทย

เป็นที่ฮือฮาอีกครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้ออกปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเข้มข้น ล่าสุดทางชุดสืบสวน กก.สส. บก.ตม.3 สามารถสืบ ตม.3 โชว์ผลงานแกะรอยจับ 2 ผู้ต้องหารายสำคัญ “จีน-ฝรั่งเศส” หนีคดีกบดานไทยได้อย่างแม่นยำ สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในเรื่องความปลอดภัยของบ้านเมืองเรา

ปฏิบัติการในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. โดยได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามผู้ต้องหาตามหมายจับนานาชาติที่เข้ามาแอบแฝงตัวอยู่ในประเทศไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง

เปิดปฏิบัติการล่าตัวข้ามชาติ

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้หลบหนีคดีร้ายแรงจากประเทศบ้านเกิดเข้ามายังประเทศไทย โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบ ตม.3 โชว์ผลงานแกะรอยจับ 2 ผู้ต้องหารายสำคัญ “จีน-ฝรั่งเศส” หนีคดีกบดานไทยประกอบด้วย:

  • MR. RONGYAO WANG (ชาวจีน อายุ 31 ปี): ก่อเหตุลักทรัพย์มูลค่าสูงนับล้านหยวนในจีน ถูกพบตัวกบดานอยู่ในโรงแรมย่านพระราม 9 กรุงเทพมหานคร
  • MR. SALVATORE URSO BALADO (ชาวฝรั่งเศส อายุ 42 ปี): ผู้ต้องหาคดียาเสพติดข้ามชาติและองค์กรอาชญากรรม ถูกจับกุมได้ที่คอนโดมิเนียมย่านพัทยา จ.ชลบุรี

พฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้งสองถือว่าเข้าข่ายเป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 12(9) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเพิกถอนวีซ่าและเตรียมส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมของแต่ละประเทศต่อไป

การที่ชุดสืบ ตม.3 โชว์ผลงานแกะรอยจับ 2 ผู้ต้องหารายสำคัญ “จีน-ฝรั่งเศส” หนีคดีกบดานไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามหน้าที่ แต่ยังส่งสัญญาณเตือนไปถึงอาชญากรข้ามชาติว่า ประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย การเข้มงวดตรวจสอบผู้ที่เดินทางเข้า-ออกเมืองถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสันติสุขของคนในชาติ

สุดท้ายนี้ ต้องขอชื่นชมการทำงานอย่างมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกนายที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการติดตามคดีนี้จนสำเร็จ ทำให้สังคมไทยน่าอยู่และปลอดภัยมากขึ้นครับ หากใครพบเห็นบุคคลต้องสงสัยสามารถแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างเกราะป้องกันอาชญากรรมในบ้านเราครับ

ที่มา – สืบ ตม.3 โชว์ผลงานแกะรอยจับ 2 ผู้ต้องหารายสำคัญ “จีน-ฝรั่งเศส” หนีคดีกบดานไทย

นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสหนุ่มยาบ้าก่อนติดคุก

ในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวร้ายเกี่ยวกับยาเสพติด เรื่องราวของนายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำกลับกลายเป็นข่าวที่ทั้งน่าประหลาดใจและอบอุ่นหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงด้านมนุษย์ของเจ้าหน้าที่รัฐและความรักที่มั่นคงของคู่รักท่ามกลางวิกฤต

นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำ

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกระบี่ ที่ออกไล่ล่าผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ โดยเป้าหมายหลักคือ “โดม เกาะกลาง” ชายหนุ่มจากบ้านเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ เจ้าหน้าที่สืบรู้ว่าเขาจะไปพบแฟนสาวที่หอพักในตัวเมืองกระบี่ จึงวางแผนดักจับ ส่งผลให้จับกุมได้พร้อมของกลางยาบ้า 399 เม็ด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีหมายจับค้างเก่าในคดีอาวุธปืน ทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง

กระบวนการจดทะเบียนสมรสฉุกเฉิน

ระหว่างที่กำลังดำเนินคดี ผู้ต้องหาและแฟนสาวต่างยื่นขอจดทะเบียนสมรสทันที โดยฝ่ายหญิงยืนยันว่าจะรอให้แฟนหนุ่มรับโทษจนครบตามกฎหมาย และสัญญาว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันต่อไป นายปรีชา สอิ้งทอง นายอำเภอเมืองกระบี่ ไม่ปฏิเสธคำขอนี้ แต่กลับจัดพิธีจดทะเบียนสมรสให้อย่างเรียบร้อย ก่อนที่จะส่งตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายอำเภอปรีชา เปิดเผยกับสื่อว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งยาบ้าและยาเสพติดอื่นๆ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างบ้านเกาะกลาง ผู้ต้องหาถูกจับได้คาหนังคาเขากับของกลางชัดเจน และเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพื่อตัดเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนจากเรื่องราวความรักท่ามกลางคดียาเสพติด

หลายคนมองว่า แม้ “โดม” จะหลงผิดไปกับยาเสพติด แต่ความรักของแฟนสาวที่ยอมรับและรอคอย กลายเป็นแสงสว่างในชีวิตที่มืดมน เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้ต้องหาจดทะเบียนสมรสได้ หากไม่ขัดต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งช่วยให้คู่รักมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน แม้ฝ่ายชายจะต้องติดคุก

  • ของกลาง: ยาบ้า 399 เม็ด
  • คดีเพิ่มเติม: หมายจับอาวุธปืนค้างเก่า
  • สถานที่: หอพักตัวเมืองกระบี่
  • ผล: จดทะเบียนสมรสสำเร็จ ก่อนส่งเรือนจำ

ปัญหายาเสพติดในกระบี่ยังคงรุนแรง โดยข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระบุว่า จังหวัดนี้มีการจับกุมยาบ่ากว่าหลายหมื่นเม็ดต่อปี การปราบปรามต้องเข้มข้นขึ้น แต่เรื่องราวเช่นนี้ก็เตือนใจว่าทุกคนมีโอกาสแก้ตัว หากมีคนรักที่ยืนเคียงข้าง

สุดท้ายแล้ว เรื่องนายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำนี้ สอนให้เราคิดถึงคุณค่าของความรักและการให้โอกาส คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระจายเรื่องราวดีๆ นี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน!

ที่มา – นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำ

ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง

เกิดเหตุวุ่นวายสุดระทึกที่ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง ขณะที่ตำรวจเตรียมส่งตัวไปฝากขังที่ศาล ผู้ต้องหาคนนี้กล้าดียังไงวิ่งหนีทั้งที่ยังสวมกุญแจมืออยู่ สิบเวรที่คุมตัวต้องวิ่งไล่ตามอย่างสุดตัว จนในที่สุดก็จับกุมได้ในป่าละเมาะหลังโรงพัก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง

รายละเอียดของเหตุการณ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง เริ่มต้นจากนายชาย คำปา อายุ 30 ปี ซึ่งถูกจับกุมในคดีครอบครองยาเสพติดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พนักงานสอบสวนสั่งเบิกตัวเพื่อส่งฝากขังที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ สิบเวรที่รับผิดชอบได้ล็อกกุญแจมือแล้ว นำตัวออกจากห้องขัง แต่ทันทีที่ออกจากประตู นายชายก็สะบัดตัววิ่งหนีทะลุไปทางด้านหลังโรงพัก ซึ่งมีร่องน้ำและป่าละเมาะ

ศูนย์วิทยุ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งทันที และกระจายข่าวให้ทุกด่านสกัดในพื้นที่เชียงใหม่เฝ้าระวัง แต่ไม่นานศูนย์วิทยุสภ.แม่ปิงก็แจ้งยกเลิก เพราะจับกุมตัวได้แล้ว สิบเวรผู้ไล่ตามเล่าว่า เหงื่อชุ่มตัวแต่ดีใจที่ใช้ความชำนาญในป่าละเมาะไล่ตามจนได้ตัว “คนร้ายวิ่งเข้าป่าละเมาะ เสร็จตนทุกราย แต่ถ้าวิ่งถนนก็เสร็จกล้องวงจรปิด” คำพูดเด็ดจากเจ้าหน้าที่

การไล่ล่าที่น่าตื่นเต้นในป่าละเมาะ

การไล่จับในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้ผู้ต้องหาจะสวมกุญแจมือแต่ก็ยังวิ่งหนีได้ไกลพอสมควร ป่าละเมาะหลังสภ.แม่ปิงเป็นพื้นที่คุ้นเคยของสิบเวร ทำให้ไล่ตามได้ทัน พ.ต.อ.ญาณพล พัฒนชัย ผู้กำกับการสภ.แม่ปิง สั่งเพิ่มคดีหลบหนีการควบคุมตัวอีก 1 ข้อหา พนักงานสอบสวนยอมรับว่าคดีเดิมเป็นคดีเล็กน้อย ไม่น่าให้ผู้ต้องหาคิดสั้น อาจมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม

ปัญหายาเสพติดในเชียงใหม่และบทเรียนจากเหตุการณ์

เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีปัญหายาเสพติดรุนแรง โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ที่ลักลอบมาจากชายแดนทางเหนือ เหตุการณ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของสถานีตำรวจ ต้องเพิ่มมาตรการ เช่น กล้องวงจรปิดในห้องขัง การตรวจสอบผู้ต้องหาอย่างละเอียด และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • เพิ่มการล็อกกุญแจข้อมือและเท้าให้แน่นหนา
  • ใช้ทีมไล่ล่าพิเศษสำหรับพื้นที่ป่าเขา
  • ประสานงานด่านตรวจทุกจุดทันที
  • ตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาก่อนเบิกตัว

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาสังคมยาเสพติดที่ทำให้ผู้เสพกล้าทำทุกอย่างเพื่อหลบหนี ตำรวจเชียงใหม่ต้องทำงานหนักเพื่อปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดที่แพร่หลาย

เหตุการณ์นี้จบลงด้วยดี แต่เป็นบทเรียนราคาแพง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การป้องกันหลบหนีควรทำอย่างไรบ้าง

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์ร้อนๆ ในเชียงใหม่ได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง วิ่งหนีทั้งกุญแจมือ สิบเวร ไล่ตามวุ่น

ด่วน! จับแล้ว จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง จริงหรือ?


ข่าวใหญ่สะเทือนวงการสีกากี! กรณี จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมจับตามอง ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว จ.ส.ต. นายดังกล่าวได้แล้ว เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร? มาติดตามกันครับ

จับแล้ว! จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง จริงหรือ?

จากเหตุการณ์สุดอื้อฉาวที่ จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ มีสีจันทร์ ตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติหน้าที่สิบเวร ก่อเหตุพาผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีออกจากห้องขังโรงพัก ซึ่งก็คือนายเอกลักษณ์ หรือตู่ เดชผลิต ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงแรงจูงใจและเบื้องหลังของการกระทำดังกล่าว

หลังเกิดเหตุการณ์ พนักงานสอบสวนและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้เร่งติดตาม และขอศาลจังหวัดทุ่งสง ออกหมายจับ จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ มีสีจันทร์ ผบ.หมู่(ป.) สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติหน้าที่สิบเวร ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผู้ต้องหาที่ตำรวจรายนี้นำตัวออกไปอีก 1 หมายในคดีหลบหนีการควบคุม โดยอำนาจเจ้าพนักงาน

ความคืบหน้าล่าสุดคดี จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง

ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้แล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา (10 มกราคม) อย่างไรก็ตาม นายเอกลักษณ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ยังคงหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่

หลังจากการสอบสวนอย่างเคร่งเครียดตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาและตลอดกลางวันของวันนี้ จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ ได้ถูกคุมตัวไว้ในห้องควบคุม สภ.ทุ่งใหญ่ โดยที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัว และได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากมีพยานหลักฐานเพียงพอ พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเพื่อดำเนินการวินัยและอาญาซ้ำ

จากการสอบสวน จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ สิบเวรรายนี้อยู่ในสภาพเครียดจัด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าได้สนิทสนมและรู้จักกับนายเอกลักษณ์ผู้ต้องหารายนี้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ก่อนรับราชการ หลังจากที่มาเข้าเวรสิบเวร นายเอกลักษณ์ได้พูดคุยขอร้องอย่างน่าเห็นใจอ้างว่าขอให้ตนเองพาไปหาลูกเมีย ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งเรือนจำเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความที่รู้จักกันเลยหลงเชื่อ จึงตัดสินใจนำตัวนายเอกลักษณ์ไปขึ้นรถส่วนตัวของตัวเอง จากนั้นได้พาไปที่บ้านของนายเอกลักษณ์ ที่ตำบลกุแหระ อำเภอทุ่งใหญ่ แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงนั้นนายเอกลักษณ์ได้หลบหนีไป โดยที่ไม่สามารถคุมตัวได้ทัน

พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ระบุว่าเหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากทราบเหตุได้มีการตรวจสอบทันทีโดยเฉพาะกล้องวงจรปิด ได้สอบไม่พบการพยายามแหกหักห้องควบคุม แต่พบว่ามีตำรวจเปิดประตูนำผู้ต้องหาออกไป จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ ได้จับกุมไว้ได้ตั้งแต่วานนี้ วันนี้ยังถูกคุมตัวไว้ ส่วนผู้ต้องหาอยู่ในระหว่างดำเนินการติดตามตัว

เรื่องราว จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง นี้ สอนให้เรารู้ว่า ความไว้ใจอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง การทำตามกฎหมายและระเบียบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการใช้อำนาจในทางที่ผิดย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

ที่มา – จับแล้ว จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง อ้างถูกเพื่อนรักขอร้องให้พาไปหาลูกเมียเป็นครั้งสุดท้าย

Scroll to top