ผู้นําฝ่ายค้าน

“เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ด

เป็นประเด็นร้อนที่คอการเมืองต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับการจัดการปัญหาทุจริตการสอบข้าราชการกว่า 5,925 คน

“เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจส่งเรื่องการถอดถอนข้าราชการที่ทุจริตให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นดำเนินการ แต่ทางผู้นำฝ่ายค้านมองว่านี่คือการหนีปัญหา “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก โดยชี้ว่านายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจเต็มมือ แต่กลับเลือกที่จะโยนเผือกร้อนให้คนอื่นทำแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่กล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจน

เบื้องลึกศึกซักฟอกที่รัฐบาลต้องหวาดหวั่น

นอกจากประเด็นทุจริตสอบแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบการเลือก สว. ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยมองว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงประเด็นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ พรรคประชาชนจึงได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้

  • รัฐบาลถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในการตรวจสอบ สว.
  • พรรคประชาชนเตรียมช่องทางกฎหมายรับมือหากคดีถูกยกคำร้อง
  • ความร้าวฉานภายในขั้วรัฐบาลเริ่มชัดเจนขึ้นจากระบอบผลประโยชน์

ผู้นำฝ่ายค้านยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้รัฐบาลจะพยายามใช้วาทกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ฝ่ายค้านยังมีข้อมูลเด็ดอีกหลายชุดที่เก็บไว้ใช้ในสภา การที่นายกฯ ออกมาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่าฝ่ายค้านอยากเป็นรัฐบาลนั้น เป็นเพียงการเลี่ยงคำถามจากหลักฐานที่มีอยู่จริงเท่านั้น

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยในยุคนี้ต้องการความชัดเจนและการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น การที่ฝ่ายค้านออกมาทำหน้าที่อย่างแข็งขันถือเป็นเรื่องที่ดีต่อระบอบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไรในศึกซักฟอก ต้องรอติดตามดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการเผยแพร่ประกาศผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ซึ่งหนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามองคือการเข้ามาทำหน้าที่ของ เดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะโฆษกผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญของฝ่ายค้านในยุคปัจจุบัน โดยการประกาศแต่งตั้ง ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ครั้งนี้ ได้รับการลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การขับเคลื่อนงานด้านนิติบัญญัติและการตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น

ทำความรู้จักบทบาทใหม่ในฐานะโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

การที่ ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ในครั้งนี้ ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโฆษกผู้นำฝ่ายค้านเปรียบเสมือนกระบอกเสียงหลักที่จะต้องสื่อสารแนวทาง นโยบาย รวมถึงการตรวจสอบรัฐบาลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน โดยหน้าที่หลักๆ ประกอบด้วย:

  • การชี้แจงท่าทีของฝ่ายค้านต่อประเด็นสังคมและเศรษฐกิจ
  • ประสานงานการสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้นำฝ่ายค้านและสื่อมวลชน
  • นำเสนอทางออกหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ด้วยประสบการณ์ของเดชรัต สุขกำเนิด ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีในบทบาทนักวิชาการและการเคลื่อนไหวทางสังคม การมารับตำแหน่งนี้จึงถูกจับตาว่าจะช่วยยกระดับการสื่อสารของฝ่ายค้านให้มีความเข้มข้นและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นหรือไม่

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองเป็นประจำ หรือเพิ่งเริ่มต้นให้ความสนใจ นี่นับเป็นก้าวสำคัญของสภาไทยที่น่าติดตามว่าการทำงานของโฆษกผู้นำฝ่ายค้านท่านใหม่จะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเวทีการเมืองได้มากน้อยเพียงใด มาร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กันว่าผลงานต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง “เดชรัต สุขกำเนิด” เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ พร้อมรับฟังปัญหาจากพื้นที่

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามคดีระเบิดปั๊มน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการหาแนวทางป้องกันในระยะยาว

เสียงสะท้อนจากหน่วยความมั่นคงและการปฏิบัติงานจริง

จากการรายงานของ กอ.รมน. และกรมทหารพรานที่ 44 พบว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังคงมีความซับซ้อน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม BRN อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของอัตรากำลังพลที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน ทางด้านทหารได้สะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมาว่า ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ เหตุการณ์ในลักษณะนี้ทุกจุด เนื่องมีการปรับลดกำลังพลลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี

  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดอย่างเป็นธรรม
  • ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • แนวทางการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในแหล่งชุมชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริมว่า ทางพรรคประชาชนและฝ่ายค้านพร้อมที่จะผลักดันการจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลผู้ก่อเหตุได้แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

ในฐานะมุมมองจากผู้ติดตามสถานการณ์ ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่แค่เรื่องของกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างฝ่ายการเมืองและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน การที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ และลงลึกถึงปัญหาอย่าง ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าภาครัฐจะหันมาทบทวนรูปแบบการจัดวางกำลังและทรัพยากรใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการพิจารณาใหม่ของฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนบทบาทของกองกำลังในพื้นที่ไปในทิศทางใด

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ

“นิกร” มองรัฐสภาชะลอแก้รธน. เพื่อรอร่างภาคประชาชน ส่อขยับได้รธน.ใหม่ เกินปี 2572

“นิกร” มองรัฐสภาชะลอแก้รธน. เพื่อรอร่างภาคประชาชน ส่อขยับได้รธน.ใหม่ เกินปี 2572

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายนิกร จำนง จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงทัศนะถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า “นิกร” มองรัฐสภาชะลอแก้รธน. เพื่อรอร่างภาคประชาชน ส่อขยับได้รธน.ใหม่ เกินปี 2572 ซึ่งการตัดสินใจชะลอเวลาเพื่อรอเนื้อหาจากภาคประชาชนนั้น อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อกรอบเวลาที่ประชาชนคาดหวังไว้

ความท้าทายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมุมมองของนิกร

นายนิกรได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของผู้นำฝ่ายค้านและการทำงานในสภา โดยมองว่าหากรัฐสภาตัดสินใจชะลอการพิจารณาเพื่อรอร่างจากภาคประชาชน จะทำให้กระบวนการทั้งหมดล่าช้าออกไป เพราะเมื่อมีการเสนอเข้ามาใหม่ จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อและการรับฟังความคิดเห็นอีกนับเดือน ซึ่งสถานการณ์ “นิกร” มองรัฐสภาชะลอแก้รธน. เพื่อรอร่างภาคประชาชน ส่อขยับได้รธน.ใหม่ เกินปี 2572 นี้ถือเป็นจุดที่น่ากังวลว่าความหวังของประชาชนในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเลื่อนออกไปอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

  • การดึงร่างรัฐธรรมนูญออกไปเพื่อปรับแก้ใหม่เสียเวลาสะสม
  • ความเสี่ยงเรื่องข้อกฎหมายและการถูกร้องเรียนเรื่องจริยธรรม
  • ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้นำฝ่ายค้านในการพาเรือลำใหญ่ให้ถึงฝั่ง
  • ความกังวลว่าประชาชนจะต้องผิดหวังซ้ำซากหากการเมืองยังคงเป็นอุปสรรค

นายนิกรยังย้ำเตือนว่า การทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภานั้นไม่ใช่เพียงการเล่นเกมการเมือง แต่คือการแบกรับความคาดหวังของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่แค่ความฝันค้าง โดยกล่าวถึงประเด็นที่ว่าหากเรามัวแต่เสียเวลาวนเวียนอยู่กับความเห็นที่ขัดแย้งกันเอง หรือยึดติดกับแนวทางที่สุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายผลลัพธ์ก็จะจบลงที่ความล่าช้า ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว “นิกร” มองรัฐสภาชะลอแก้รธน. เพื่อรอร่างภาคประชาชน ส่อขยับได้รธน.ใหม่ เกินปี 2572 และผลกระทบนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องจับตาดูว่าในสมัยประชุมหน้า รัฐสภาจะมีท่าทีอย่างไรต่อการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญนี้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นพิมพ์เขียวของประเทศที่ประชาชนทุกคนต่างรอคอยด้วยความหวัง หากฝ่ายการเมืองสามารถลดการเล่นเกมและหันหน้ามาหาข้อสรุปที่ปลอดภัยและเป็นไปได้จริง ประเทศไทยก็คงมีโอกาสได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ต้องรอจนถึงปี 2572 ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สรุปแล้วคือทุกคนต้องยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งมากกว่าชัยชนะทางการเมืองของฝ่ายตนเอง

ที่มา – “นิกร” มองรัฐสภาชะลอแก้รธน. เพื่อรอร่างภาคประชาชน ส่อขยับได้รธน.ใหม่ เกินปี 2572

ณัฐพงษ์นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ได้ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อพิรุธหลายประการ

เปิด 4 ข้อกล่าวหาหลักในการยื่นคำร้องตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

สำหรับสาระสำคัญในการดำเนินการครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้สรุปข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล โดยระบุ 4 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:

  • ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีซุกหุ้น
  • มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ
  • การปกปิดข้อมูลและเพิกเฉยต่อคำขอเข้าถึงเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงความล่าช้าในการแจ้งผล
  • การละเลยการตรวจสอบในประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความสง่างามและความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดมีความเป็นธรรมจริงหรือไม่

ทางด้านนายสาธิต วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้มุมมองเสริมว่าพรรคสนับสนุนการเมืองสุจริตและมองว่า ป.ป.ช. จงใจละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการรับงานของบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับนายศักดิ์สยามจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลโดยตรง การพยายามยื่นเรื่องควบคู่กันนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทางการเมืองที่หลากหลายมีความเห็นพ้องต้องกันในความผิดปกติของกรณีดังกล่าว

ในเชิงความคิดเห็น เราอาจกล่าวได้ว่าหากประธานรัฐสภาเมินเฉยต่อคำร้องที่มีหลักฐานประกอบแน่นหนาเช่นนี้ สังคมย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแทนการสร้างความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบตรวจสอบของภาครัฐ การเฝ้ามองท่าทีของประธานรัฐสภาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะเลือกยืนข้างความโปร่งใสหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

“เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่ชื่นชอบข่าวการเมืองไทย วันนี้เรามีเรื่องฮอตฮิตมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ กับข่าวใหญ่ที่ทุกคนกำลังพูดถึง “เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง ณัฐพงษ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 12 เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในวงการเมืองไทยชุดใหม่หลังการเลือกตั้งเลยทีเดียว

“เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการอย่างสมพระเกียรติ เลขาธิการสภาฯ ได้อ่านพระบรมราชโองการจากสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายณัฐพงษ์ ตามมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญ เพราะพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มี ส.ส. มากที่สุดในฝ่ายค้าน ไม่มีใครไปนั่งรัฐมนตรีหรือประธานสภา

หลังจากนั้น “เท้ง ณัฐพงษ์” ก็ถวายบังคมต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอันสิ้นสุดพิธีอย่างเรียบร้อย แต่ที่ทุกคนรอฟังคือคำแถลงหลังจากนี้แหละครับ

ยันเร่งเดินหน้า แก้รัฐธรรมนูญ ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่

ในการแถลงข่าว “เท้ง ณัฐพงษ์” ขอบคุณทุกฝ่ายที่มาร่วม ทั้ง ส.ส. ผู้บริหารสภา เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน เขาให้คำมั่นว่าจะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านด้วยสำนึกความเป็นตัวแทนประชาชน ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างตรงไปตรงมา โดยยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังจะดูแลคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ เช่น องค์กรตรวจเงินแผ่นดิน หรือ กกต. ให้อิสระจริงๆ ไม่ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากใคร จะรีบตั้งวิปฝ่ายค้านเพื่อให้รัฐสภาเดินหน้าครบถ้วน

ที่สำคัญคือ เร่งแก้รัฐธรรมนูญ! เขาย้ำชัดว่าหวังให้รัฐสภาเดินหน้ากจัดทำรธน.ฉบับใหม่ตามเจตนารมณ์ประชาชนจากประชามติ 8 ก.พ. 2569 ถามว่าจะยื่นร่างแก้เมื่อไหร่ ตอบว่าถ้ารัฐบาลไม่จริงใจ พรรคประชาชนพร้อมริเริ่มเอง แม้กฎหมายเลย 60 วันแล้ว จะเร่งเต็มที่ โดยเฉพาะวันที่ 15 พ.ค. นี้จะอภิปรายทวงกฎหมายค้างเก่า และเรื่องแก้รธน.ด้วย

สำหรับสูตรกรรมการยกร่าง หรือแก้หมวด 1-2 ที่คลุมเครือ คงหารือกันต่อไป แต่ยืนยันเดินหน้าแน่นอน

บทบาทสำคัญของผู้นำฝ่ายค้านในระบบประชาธิปไตยไทย

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ ในระบบการเมืองไทย ผู้นำฝ่ายค้านคือหัวใจของการตรวจสอบอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคที่มี ส.ส. ฝ่ายค้านมากสุดเป็นผู้นำ ถ้าไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง รัฐบาลอาจใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ การแต่งตั้ง “เท้ง ณัฐพงษ์” จากพรรคประชาชน จึงเป็นสัญญาณดีที่ฝ่ายค้านจะมีพลังมากขึ้น โดยเฉพาะพรรคนี้ที่เน้นนโยบายประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • ตรวจสอบนโยบายรัฐบาล: แถลงนโยบาย 9-10 เม.ย. 2569 จะถูกจับตา
  • สรรหาองค์กรอิสระ: ป้องกันการแทรกแซง
  • แก้รัฐธรรมนูญ: ดันร่างใหม่ให้ตรงใจประชาชน
  • อภิปรายไม่ไว้วางใจ: เตรียมพร้อมในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกฎหมายค้างจากสภาชุดก่อนที่รัฐบาลตีตก ฝ่ายค้านจะทวงถามให้ชัด วันที่ 15 พ.ค. นี่แหละเวทีแรก!

ขยายความกันหน่อยนะครับ พรรคประชาชนภายใต้การนำของเท้ง ณัฐพงษ์ มี ส.ส. จำนวนมาก เป็นแกนนำฝ่ายค้านชุดนี้ การมาของผู้นำคนใหม่จะช่วยรวมพรรคร่วมฝ่ายค้านให้แข็งแกร่ง สร้างสมดุลในสภาได้ดีขึ้น ในยุคที่ประชาชนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง การแก้รธน. เป็นประเด็นร้อนมาตลอด เพราะฉบับปัจจุบันถูกวิจารณ์เรื่องไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ประชามติปี 2569 ชัดเจนว่าประชาชนอยากได้ฉบับใหม่ที่ทันสมัย

ส่วนตัวผมมองว่า นี่คือโอกาสทองของฝ่ายค้าน ถ้าเท้ง ณัฐพงษ์ ทำได้ตามสัญญา การเมืองไทยจะคึกคักและโปร่งใสขึ้นเยอะ คุณล่ะคิดยังไงกับ “เท้ง ณัฐพงษ์” ในบทบาทผู้นำฝ่ายค้านคนนี้? จะช่วยผลักดันแก้รธน.ได้จริงมั้ย ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัพเดทแบบนี้ต่อไปนะ!

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ยันเร่งเดินหน้า แก้รัฐธรรมนูญ

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” ผู้นำฝ่ายค้าน

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ ส.ส. จากพรรคประชาชนออกมาแสดงความกังวลต่อการทำงานของประธานสภาที่ดูเหมือนจะล่าช้าในการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน สร้างคำถามใหญ่ให้กับสาธารณชนว่าปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคาไปนานเกินไปหรือไม่

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติเรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำและเยียวยาเกษตรกรจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขอหารือแทรกเพื่อทวงถามนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่ายังไม่นำชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านหรือเมื่อใด

เหตุผลหลักที่นายปกรณ์วุฒิยกมาคือ รัฐมนตรีที่ประชุมครม. (ครม.) ได้เข้ารับตำแหน่งครบแล้ว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 วรรคสาม กำหนดให้ต้องแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านโดยด่วน แต่ประธานสภากลับบอกเมื่อสัปดาห์ก่อนว่ารอเอกสารแจ้งหัวหน้าพรรคและตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งนายปกรณ์วุฒิชี้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเอกสาร เพียงตรวจสอบว่าพรรคประชาชนมี ส.ส. มากที่สุดในฝ่ายค้าน ไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาหรือรองประธานสภา ก็เพียงพอแล้ว

การชี้แจงจากประธานสภาโสภณ ซารัมย์

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ชี้แจงว่าการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับของสภา ไม่มีการถ่วงเวลา หากทุกอย่างเรียบร้อยจะลงนามส่งชื่อแน่นอน เมื่อนายปกรณ์วุฒิซักถามต่อว่ามีอะไรขัดข้องหรือไม่ นายโสภณย้ำว่าเป็นไปตามระเบียบ ไม่ถ่วงเวลา ก่อนตัดบทเข้าวาระถัดไป

ความสำคัญของการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ

ผู้นำฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 106 กำหนดชัดเจนว่าหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นส.ส.มากที่สุดซึ่งไม่มีผู้ใดเป็นรัฐมนตรีหรือประธานสภา จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

  • ขั้นตอนการแต่งตั้ง: ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบคุณสมบัติหัวหน้าพรรค
  • ส่งชื่อเสนอให้ กกต. ภายในเวลาที่กำหนดหลังครม.เข้ารับตำแหน่ง
  • กกต. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • ผู้นำฝ่ายค้านสามารถตั้งโฆษกและรองผู้นำได้

พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลักที่มี ส.ส.จำนวนมาก จึงสมควรได้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านเพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล การดองชื่ออาจส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบรัฐบาลในช่วงเริ่มต้น

บริบทการเมืองไทยปัจจุบัน

หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาชนกลายเป็นแกนนำฝ่ายค้าน โดยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนมาก การที่ประธานสภาล่าช้าอาจถูกมองว่าเป็นการเมืองเกมหรือปัญหาทางเทคนิค แต่ ส.ส.ปกรณ์วุฒิยืนยันว่าคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอเอกสารเพิ่มเติม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างฝ่ายค้านกับประธานสภา ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์ของรัฐสภา

ประชาชนจำนวนมากติดตามประเด็นนี้ เพราะผู้นำฝ่ายค้านคือด่านหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน หากล่าช้านาน อาจทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือญัตติอื่นๆ ขาดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นบททดสอบความโปร่งใสของกระบวนการรัฐสภาไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ ส.ส.ปกรณ์วุฒิ เป็นการแสดงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง สร้างแรงกดดันให้ประธานสภาดำเนินการเร็วขึ้น เพื่อให้ระบบถ่วงดุลทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? การดองชื่อผู้นำฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติหรือมีนัยการเมืองซ่อนอยู่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด

“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ขอประชุมก่อนเปลี่ยน กก.บห.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน เพื่อขอประชุมหารือก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ หลังจากที่มีข่าวลือหนาหูเรื่องการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ยกชุดหรือไม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าคดีจาก ป.ป.ช. ที่ชี้มูลอดีต ส.ส. 44 คนจากพรรคก้าวไกล ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” เป็นหนึ่งในนั้น หากศาลฎีกาตัดสินรับฟ้อง อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อตำแหน่งหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านในสภา

“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ขอประชุมก่อน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้สมัครนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคฯ ณ อาคารอนาคตใหม่ทันทีทันใด ผู้สื่อข่าวต่างรุมถามว่า “วันนี้จะประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ครับ?” เท้งตอบสั้นๆ ว่า “มาคุยงานปกติ” เมื่อถูกถามต่อยอดถึงเรื่องการเปลี่ยนทีมบริหารพรรคยกชุดหรือไม่ เท้งก็กล่าวว่า “รอคุยกันก่อน ยังไงเดี๋ยวลงมาให้สัมภาษณ์” คำตอบนี้ทำให้ทุกคนจับตาไปที่การประชุมภายในพรรคว่าจะมีมติอะไรออกมาบ้าง

ปมคดี ป.ป.ช. ชี้มูล 44 ส.ส. ที่เป็นจุดเริ่มต้น

ก่อนหน้านี้เมื่อวาน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค และมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ข่าวนี้จุดประกายความสนใจเพราะเกี่ยวเนื่องกับคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนายณัฐพงษ์และอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกลอีก 43 คน ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง คดีนี้เกิดจากกรณีที่ ส.ส. กลุ่มนี้รับเงินเดือนและสวัสดิการหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และย้ายมาอยู่พรรคก้าวไกล ป.ป.ช. ส่งฟ้องศาลฎีกาแล้ว หากศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกฟ้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ซึ่งเท้งในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน (พรรคที่สืบทอดจากก้าวไกล) ก็อยู่ในข่ายเสี่ยง ทำให้เกิดคำถามใหญ่ “เท้ง เข้าพรรคประชาชน เพื่อเตรียมปรับโครงสร้างพรรคหรือไม่?”

พรรคประชาชนก่อตั้งขึ้นหลังพรรคก้าวไกลถูกสั่งยุบเมื่อไม่นานมานี้ โดยเท้งก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ด้วยนโยบายต่อต้านเผด็จการและปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเก่า การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเข้มข้น โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ต้องรักษากำลังพลให้แข็งแกร่ง หากหัวหน้าพรรคต้องพ้นตำแหน่ง อาจกระทบการนำเสนอนโยบายในสภาและการต่อสู้กับรัฐบาล

  • ผลกระทบหากศาลรับฟ้อง: หัวหน้าพรรคหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ผู้นำฝ่ายค้านสั่นคลอน
  • การประชุมใหญ่พรรค: มี.ค.-เม.ย. อาจเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุดเพื่อความคล่องตัว
  • บทบาทเท้ง: ยังยืนยันมาทำงานปกติ แสดงถึงความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม
  • สถานการณ์พรรคฝ่ายค้าน: พรรคประชาชนคือหัวหอกสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล

อนาคตพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร

จากที่ติดตามมา พรรคประชาชนมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งจากกลุ่มผู้สนับสนุนก้าวไกลเดิม การปรับเปลี่ยน กก.บห. อาจเป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางการเมือง ไม่ว่าจะศาลตัดสินอย่างไร พรรคก็ต้องมีแผนสำรอง เช่น เลื่อนคนขึ้นมาแทนที่ได้ทันที ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าการที่เท้ง เข้าพรรคประชาชน วันนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การเตรียมเลือกตั้งท้องถิ่น การผลักดันร่างกฎหมายปฏิรูป และการรวมพรรคฝ่ายค้านให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น การเมืองไทยปีนี้คาดว่าจะเดือดพล่านด้วยคดีความและการต่อสู้ในสภา

สรุปแล้ว เหตุการณ์“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ครั้งนี้เป็นสัญญาณบอกใบ้ว่าพรรคกำลังเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต หากคุณเป็นคนติดตามข่าวการเมือง คงเห็นด้วยว่าการปรับโครงสร้างพรรคเป็นเรื่องจำเป็นในยุคนี้ เพื่อไม่ให้การทำงานสะดุดลง สำหรับผมมองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พรรคประชาชนยังคงเป็นความหวังของประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การเปลี่ยน กก.บห. ยกชุดจะช่วยให้พรรคแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดแชร์เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ขอประชุมก่อน หลังถูกถามเปลี่ยน กก.บห.พรรค ยกชุดหรือไม่

Scroll to top