ผู้บัญชาการทหารเรือ

สภากลาโหม 20 ส.ค.นี้ เคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ดัน “ชาคริต” นั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้

สภากลาโหม 20 ส.ค.นี้ เคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ดัน “ชาคริต” นั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้

วงการกองทัพไทยกำลังจับตามองการประชุมสำคัญที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นวาระการประชุมสภากลาโหม โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นั่งเป็นประธาน เพื่อพิจารณาและเคาะโผทหารประจำปีในโค้งสุดท้าย ก่อนที่รายชื่อทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

จับตาการปรับทัพครั้งสำคัญในสภากลาโหม 20 ส.ค.นี้ เคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ดัน “ชาคริต” นั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้

สำหรับประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจใน สภากลาโหม 20 ส.ค.นี้ เคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ดัน “ชาคริต” นั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้ ก็คือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพภาคที่ 4 เพื่อจัดการกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยมีการคาดการณ์ว่า พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน (ตท.28) นายทหารจากหน่วยรบพิเศษ จะขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 แทน พล.ท.นรธิป โพยนอก ที่จะขยับขึ้นไปครองอัตราพลเอก

นอกเหนือจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว ยังมีตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ที่น่าจับตามองดังนี้:

  • ปลัดกระทรวงกลาโหม: คาดว่า พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ (ตท.26) จะเข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งนี้
  • กองทัพเรือ: มีแคนดิเดต 3 ท่าน ได้แก่ พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล, พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัตพิทักษ์กุล และ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี
  • กองทัพบก: การปรับทัพในระดับ 5 เสือ โดยมี พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. เพื่อเตรียมก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ. ในอนาคต
  • กองทัพอากาศ: คาดการณ์ว่า พล.อ.อ.ระวิน ถนอมสิงห์ จะขึ้นมาเป็นผู้นำทัพฟ้าคนใหม่

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกองทัพไทยที่จะต้องวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งงานความมั่นคงชายแดน งานบริหารกระทรวง และภารกิจพิทักษ์เอกราช ซึ่งเราคงต้องติดตามความชัดเจนหลังจากวันที่ 20 ส.ค. นี้ ว่าโผสุดท้ายจะออกมาตรงตามที่สื่อมวลชนวิเคราะห์ไว้หรือไม่ เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของกองทัพให้ดียิ่งขึ้นไป

ที่มา – สภากลาโหม 20 ส.ค.นี้ เคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ดัน “ชาคริต” นั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้

ผบ.ทร. มั่นใจคัดเลือก เรือฟริเกต โปร่งใส เตรียมประกาศผลกลาง ก.ค.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทางกองทัพเรือกันครับ เกี่ยวกับประเด็นที่หลายคนจับตามองนั่นคือความคืบหน้าของโครงการจัดหาเรือใหม่เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพ ซึ่งล่าสุดดูเหมือนจะมีข่าวดีออกมาให้เราอุ่นใจกันแล้วครับ

ผบ.ทร. มั่นใจคัดเลือก เรือฟริเกต โปร่งใส

ทางด้าน พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยท่านได้ยืนยันหนักแน่นว่ากระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้ และที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ใครที่กังวลว่าจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลไหม ผบ.ทร. ยืนยันด้วยตัวเองว่า “โถ! เรายืนยันอยู่แล้ว” ซึ่งถือเป็นการการันตีความมั่นใจให้กับภาคประชาชนได้เป็นอย่างดีครับ

รายละเอียดการคัดเลือก เรือฟริเกต ที่หลายคนรอคอย

เมื่อถามถึงประเด็นสำคัญว่าเราจะได้ของดีสมกับที่สังคมคาดหวังหรือไม่ ทาง ผบ.ทร. ได้พยักหน้าพร้อมตอบรับอย่างหนักแน่นว่า “ครับ” ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าทางกองทัพเรือให้ความสำคัญกับศักยภาพและสมรรถนะของเรือที่จะนำเข้ามาประจำการอย่างเต็มที่ โดยขั้นตอนหลังจากนี้คือการเสนอผลการพิจารณาไปยังปลัดกระทรวงกลาโหมตามขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน

สำหรับไทม์ไลน์ภาพรวมที่เราควรทราบ มีประเด็นหลักดังนี้ครับ:

  • การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามกรอบเวลาที่กองทัพเรือกำหนดไว้
  • เตรียมเสนอชื่อผู้ชนะการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบขั้นสุดท้าย
  • คาดการณ์ว่าจะมีการแถลงผลการคัดเลือกอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้
  • โฆษกกองทัพเรือจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับสมรรถนะของเรือให้สังคมได้รับทราบ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายชื่อบริษัทที่ชนะการคัดเลือกนั้น เราคงต้องอดใจรอกันอีกนิดครับ เพราะทางกองทัพเรือจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่กองทัพเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาครับ

ในมุมมองของผม โครงการจัดหาผบ.ทร. มั่นใจคัดเลือก เรือฟริเกต โปร่งใส ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลให้กับประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในฐานะเจ้าของงบประมาณได้เป็นอย่างดี เรามาคอยติดตามกันนะครับว่าบริษัทไหนจะคว้าโอกาสนี้ไป และเรือฟริเกตลำใหม่จะมีสมรรถนะล้ำสมัยแค่ไหน รอฟังข่าวดีกันกลางเดือนกรกฎาคมนี้ครับ

ที่มา – ผบ.ทร. มั่นใจคัดเลือก “เรือฟริเกต” โปร่งใส ลั่นได้ของดี จ่อแถลงผลกลาง ก.ค.

ผบ.ทร. ย้ำเข้มชายแดน ไม่มีเปิดด่าน เผยได้บริษัทต่อเรือฟริเกต

ผบ.ทร. ย้ำเข้มชายแดน ไม่มีเปิดด่าน เผยได้บริษัทต่อเรือฟริเกต

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย โดยล่าสุด พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการโดยเฉพาะเรื่อง ผบ.ทร. ย้ำเข้มชายแดน ไม่มีเปิดด่าน เผยได้บริษัทต่อเรือฟริเกต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ท่ามกลางกระแสข่าวการเสริมกำลังทางทหารของประเทศเพื่อนบ้าน

ทางกองทัพเรือได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเคร่งครัด โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำชัดเจนว่า สถานการณ์ยังคงอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยอย่างใกล้ชิด และไม่มีนโยบายเปิดด่านอย่างที่หลายฝ่ายเกิดความกังวลใจแต่อย่างใด

ความคืบหน้าโครงการเรือฟริเกตลำแรกและอนาคตของกองทัพเรือ

นอกจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือความคืบหน้าของกองทัพเรือไทย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ผบ.ทร. ย้ำเข้มชายแดน ไม่มีเปิดด่าน เผยได้บริษัทต่อเรือฟริเกต ลำแรกในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกองทัพในการยกระดับแสนยานุภาพทางทะเล โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การคัดเลือกบริษัทเอกชนเพื่อต่อเรือฟริเกตลำแรกจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้
  • สำหรับเรือฟริเกตลำที่ 2 ทางกองทัพเรือยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ หรือที่เรียกกันว่า “On the track”
  • การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างรัดกุมตามรอบปีงบประมาณ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่กองทัพมุ่งเน้นโครงการเหล่านี้ จะส่งผลอย่างไรต่อความมั่นคงในระยะยาว หากสังเกตจากคำให้สัมภาษณ์ของ พลเรือเอกไพโรจน์ จะเห็นได้ว่าท่านให้ความสำคัญกับทั้งการเฝ้าระวังภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อรักษาอธิปไตยทางน้ำ การที่ ผบ.ทร. ย้ำเข้มชายแดน ไม่มีเปิดด่าน เผยได้บริษัทต่อเรือฟริเกต แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่และการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพไปพร้อมๆ กัน

ในส่วนของกรณีรถถัง T-59D ที่ทางจีนส่งมอบให้กัมพูชาและมีการนำไปไว้ใกล้แนวชายแดนนั้น ทางกองทัพเรือไม่ได้นิ่งนอนใจและได้จัดเตรียมกำลังพลพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยในพื้นที่ริมชายแดนฝั่งตะวันออกอย่างแน่นอน

ติดตามชมความคืบหน้ากันต่อไปครับว่า การคัดเลือกบริษัทต่อเรือในเดือนนี้จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ กองทัพเรือไทยยังคงมีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะปกป้องน่านน้ำไทยอย่างไม่ลดละ

ที่มา – ผบ.ทร. ย้ำเข้มชายแดน ไม่มีเปิดด่าน เผย “เรือฟริเกต” ลำแรกได้บริษัทต่อเรือ มิ.ย.นี้

นายกฯ เยือนเวียดนาม สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และภาคเอกชนชั้นนำ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นหลักคือ นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ ในช่วงระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 นี้ครับ

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

การเดินทางเยือนกรุงฮานอยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การไปเยือนแบบปกติทั่วไป แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่ประธานาธิบดีเวียดนามได้เดินทางมาเยือนไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การที่นายกฯ พาคณะชุดใหญ่ไปเองครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรให้กลายเป็นความร่วมมือที่จับต้องได้จริงในเชิงธุรกิจและยุทธศาสตร์

จับตาเวที ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3

นอกจากประเด็นทวิภาคีแล้ว ไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้นั่นคือการเข้าร่วมประชุม นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ ภายในงาน ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ซึ่งไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยนายกฯ ได้เข้าร่วมด้วยตนเองเพื่อร่วมถกแถลงในหัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่อาเซียนกำลังให้ความสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่

ทำไมการเยือนครั้งนี้ถึงสำคัญต่อคนไทยและภาคเอกชน?

  • ขยายโอกาสการลงทุน: มีการจัดตั้งงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้ง่ายขึ้น
  • ความมั่นคงและยุทธศาสตร์: การนำ ผบ.เหล่าทัพไปร่วมด้วย ช่วยส่งเสริมการประสานงานด้านความมั่นคงในภูมิภาคให้ราบรื่น
  • การค้าระหว่างประเทศ: เป็นการกระชับสายสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เพื่อผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมายของรัฐบาล

ในมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งและคู่ค้าที่แข็งแกร่งอย่างเวียดนาม การที่นายกฯ ลงไปลุยเองแบบนี้ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและภาคเอกชนไทยอย่างมากครับ หากทุกโครงการที่คุยกันเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา จะส่งผลบวกมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน มาลุ้นกันครับว่าผลลัพธ์จากการหารือครั้งนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย – ข่าวสำคัญจากกองทัพเรือไทยที่กำลังจะมีผู้นำคนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง ในวันที่ 29 กันยายน 2568 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือและว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะสานต่อ โดยเน้นย้ำถึงการรักษาอธิปไตยของชาติอย่างมั่นคง

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เปิดเผยว่าการสานต่อนโยบายจาก พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนเก่า จะช่วยให้กองทัพเรือมีความยั่งยืน โดยนโยบายหลักที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ โครงการเรือดำน้ำและเรือฟริเกต ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริม เช่น อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ทุกประเภท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบและการตรวจการณ์

นโยบายเหล่านี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติบนทะเล โดยว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ ยืนยันว่าจะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า กองทัพเรือจะรักษาเส้นเขตแดนไทยไม่ให้ใครลุกล้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนทางทะเลและบกที่รับผิดชอบ

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตยในพื้นที่ชายแดน

ในส่วนของการปกป้องอธิปไตย กองทัพเรือยึดมั่นตามประกาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 สำหรับพื้นที่ทางทะเล และรับผิดชอบพื้นที่บกประมาณ 250 กิโลเมตรที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ปัจจุบันไม่มีชาวกัมพูชาลักลอบเข้ามาอยู่ ยกเว้นผู้ที่อยู่ถูกกฎหมายและทำงานถูกต้องเท่านั้น โดยเฉพาะบริเวณเกาะกูด ซึ่งไทยยืนยันสิทธิ์ตามเส้นเขตแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506

ว่าที่ ผบ.ทร. ใหม่ ได้สั่งการให้ตรวจสอบแผนปฏิบัติการอย่างละเอียด หากสถานการณ์ขยายตัว จะมีความพร้อมทั้งทางเรือและบก โดยเพิ่มยุทโธปกรณ์ เช่น โดรนโจมตี แอนตี้โดรน และระบบตรวจการณ์กลางคืน ส่งไปยังพื้นที่ชายแดนที่มีงบประมาณรองรับ นอกจากนี้ ยังมีการฝึกกำลังทางทะเลเพื่อสนับสนุนทางบก เนื่องจากศักยภาพทางทะเลของไทยเหนือกว่าฝ่ายกัมพูชา โดยเรือรบที่มีปืนใหญ่สามารถระดมยิงข้ามฝั่งได้

สำหรับกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ได้ยึดพื้นที่ฐานทหารเดิม 3 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน กองทัพเรือยังกดดันให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างล้ำเขตแดน เช่น บ้าน 3 หลัง คูเลต และถนน โดยเจรจาตามข้อตกลงระหว่างประเทศ จนกัมพูชายอมรับและรื้อถอนบางจุด แม้ก่อนหน้านี้จะประท้วงแต่ไม่ค่อยได้ผล แต่ช่วงหลังสถานการณ์ดีขึ้น

นอกจากนโยบายหลักแล้ว ยังมีการดูแลสวัสดิการกำลังพลผ่านสมาคมภริยาทหารเรือ เพื่อให้ชั้นผู้น้อยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงนโยบาย NAVY SAFETY 2025 ที่มุ่งสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลอย่างยั่งยืน โดยจะทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

  • สานต่อโครงการเรือดำน้ำ: เพิ่มขีดความสามารถใต้น้ำในการปกป้องทะเลไทย
  • พัฒนาเรือฟริเกต: นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้
  • เทคโนโลยีโดรน: ใช้ในการตรวจการณ์และโจมตี
  • รักษาอธิปไตย: เจรจาและกดดันเพื่อป้องกันการลุกล้ำ

การดำเนินนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพเรือ แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไทยจะรักษาอธิปไตยได้อย่างมั่นคง หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงแห่งชาติ สามารถติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย

Scroll to top