ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน เมื่อล่าสุดนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่บริษัทเอกชนผู้ชนะการประมูลอาจมีปัญหาเรื่องสถานะทางการเงิน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ

การที่ ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสและต้องการความชัดเจนในข้อกฎหมายครับ โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยันว่าทาง กทม. ยึดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหลัก และต้องการผู้รับเหมาที่มีความมั่นคงเพื่อไม่ให้โครงการสะดุดกลางคัน เนื่องจากปัญหาเรื่องการฟื้นฟูกิจการของเอกชนอาจส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้าง

ความคืบหน้าการตรวจสอบและมาตรฐานความโปร่งใส

นอกจากประเด็นเรื่องคุณสมบัติแล้ว ท่านผู้ว่าฯ ยังได้เปิดเผยถึงปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็น:

  • การออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพหน้างานจริง
  • ปัญหาการแก้ไขแบบที่ทำได้ยากในเชิงวิศวกรรม
  • การจัดประมูลในช่วงรอยต่อก่อนที่ท่านจะเข้ารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ทาง กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามเร่งรัดทุกโครงการให้เป็นไปตามสัญญา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างที่ล่าช้า ในส่วนของ ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ นั้น เราต้องรอคำตอบจากกรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่จะตัดสินว่าการดำเนินการนี้สามารถทำสัญญาได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ภายใต้ความกดดันเรื่องงบประมาณและเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การยึดถือระเบียบและความโปร่งใสคือสิ่งที่จะตอบคำถามสังคมได้ดีที่สุดครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ

“ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับกรณีการเข้าร่วมประชุมสภากรุงเทพมหานครของท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่หลายคนอาจจะเห็นภาพข่าวผ่านตากันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดทางท่านผู้ว่าฯ ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงประเด็นที่ว่าทำไมถึงไม่อยู่ในช่วงแก้ข้อบังคับการประชุมครับ

“ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม

ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม มาโดยตลอด โดยในวันเกิดเหตุท่านและคณะผู้บริหารได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า ชี้แจงกระทู้สดและญัตติต่างๆ อย่างครบถ้วนตามหน้าที่ แต่เมื่อเข้าสู่วาระการแก้ไขข้อบังคับการประชุม ซึ่งเป็นเรื่องภายในของสภาฯ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ท่านจึงออกไปปฏิบัติภารกิจอื่นเพื่อความเป็นระเบียบและให้เกียรติสมาชิกสภากรุงเทพมหานครให้ได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่ครับ

ทำความเข้าใจหน้าที่ฝ่ายบริหารในสภา

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบครับว่า ในทางปฏิบัติแล้วผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและฝ่ายบริหารไม่ได้มีสถานะเป็นองค์ประชุมของสภา กทม. ดังนั้นการที่ผู้บริหารออกไปปฏิบัติภารกิจในระหว่างที่สภาฯ พิจารณาวาระที่ไม่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามระบบงานปกติ

  • ผู้ว่าฯ และผู้บริหารเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงกระทู้และญัตติสำคัญอย่างสม่ำเสมอ
  • เมื่อเป็นวาระภายในของสภาฯ ฝ่ายบริหารจะหลีกทางให้เพื่อให้ สก. ทำงานได้อย่างอิสระ
  • หากมีข้อซักถาม ท่านผู้ว่าฯ ยังคงเตรียมข้อมูลและเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรส่งให้พิจารณาอยู่เสมอ

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นถึงทัศนคติของท่านผู้ว่าฯ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานแบบมืออาชีพ การแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเป็นสิ่งที่ช่วยให้การทำงานของกรุงเทพมหานครเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า การทำงานร่วมกันในองค์กรใหญ่อย่างกทม. ต้องอาศัยทั้งการมีส่วนร่วมและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน สำหรับคนที่กังวลว่าท่านผู้ว่าฯ จะเพิกเฉยต่อการประชุม บอกได้เลยครับว่าท่านยังคงมุ่งมั่นกับการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่แน่นอนครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม

6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้เส้นทางแถววงเวียนใหญ่คงจะอึดอัดใจกันมาหลายวัน ล่าสุดผมมีข่าวดีมาฝากครับ โดยทาง กทม. ได้ออกมาประกาศเตรียม 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เร่งแก้ไขสถานการณ์น้ำรั่วเข้าอุโมงค์รถไฟฟ้าจนเริ่มกลับมามีเสถียรภาพแล้ว

6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันว่าจากการเติมน้ำเพื่อปรับแรงดันและฉีดสารเคมีอุดรอยรั่วใต้ดิน ผลการวัดการทรุดตัวในช่วง 2 วันที่ผ่านมาไม่พบการทรุดตัวเพิ่ม ทำให้เราสามารถ 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า ได้อย่างปลอดภัยในเบื้องต้นครับ

สรุปแผนการจราจรเพื่อความปลอดภัย

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว ต้องทราบข้อมูลการปรับเส้นทางดังนี้:

  • ขาเข้า: เปิด 3 เลนตามปกติ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 19 ก.ค.
  • ขาออก: ยังคงปิดจราจรเพื่อใช้พื้นที่ติดตั้งเครื่องมือและฉีดเกราต์ต่อเนื่อง
  • เส้นทางเลี่ยง: สำหรับรถจากสะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้า ให้เลี้ยวขวาที่แยกบ้านแขกเข้าถนนอิสรภาพครับ

ถึงแม้ว่าจะมีการอนุญาตให้ 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า แล้ว แต่ทาง กทม. ยังคงเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุด โดยมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดอาคารทุก 2 ชั่วโมง และจะมีการตรวจสอบร่วมกับ วสท. ในช่วงวันที่ 21-22 กรกฎาคมนี้อีกครั้ง เพื่อความมั่นใจของคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงครับ

ทางทีมงานฝากประชาสัมพันธ์ว่าขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามป้ายจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงห้ามจอดรถในซอยลาดหญ้า 1 เพื่อให้การระบายรถมีประสิทธิภาพสูงสุด หวังว่าเหตุการณ์นี้จะคลี่คลายโดยเร็วและไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาวครับ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมอย่างไร ผมจะรีบนำมาอัปเดตให้เพื่อนๆ ทราบทันทีครับ

ที่มา – 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า

กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวที่ทาง กทม. ออกมาปฏิบัติการเชิงรุกกันอย่างเข้มข้น เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคน ล่าสุดมีการตีแผ่เรื่อง กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ใช้บริการสถานบันเทิงต้องให้ความสำคัญครับ

กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย

การลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ กทม. ครั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้กำชับให้ทุกเขตทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการตรวจตราเรื่องอัคคีภัยและการขออนุญาตประกอบกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะอุบัติเหตุที่เกิดในร้านอาหารหรือสถานบันเทิงเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เลยครับ

รายละเอียดการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานประกอบการ

จากการตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายในหลายจุด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนี้:

  • ย่านพระราม 1 (เขตปทุมวัน): พบการลักลอบเปิดผับโดยไม่มีใบอนุญาต ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัย และทางหนีไฟถูกกีดขวาง
  • ย่านจรัญสนิทวงศ์ (เขตบางกอกน้อย): ตรวจพบการเปิดมหรสพและดนตรีโดยไม่ได้รับอนุญาต กระทบต่อสุขอนามัย
  • ย่านเพชรบุรี (เขตราชเทวี): มีการฝ่าฝืนคำสั่งเตือนให้หยุดกิจการแต่ยังแอบเปิดให้บริการต่อ จึงถูกคำสั่งระงับการใช้สถานที่ในที่สุด

หากถามว่าทำไมเรื่อง กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย ถึงมีความสำคัญ ก็เพราะว่าความปลอดภัยของผู้ใช้บริการต้องมาเป็นอันดับหนึ่งครับ ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 อาจได้รับโทษหนักทั้งจำคุกหรือปรับเงินรายวัน จนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเตือนเพื่อนๆ ที่ชอบไปแฮงก์เอาต์ตามร้านอาหารหรือสถานบันเทิงต่างๆ ก่อนเข้าร้านควรสังเกตทางหนีไฟและมาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่ด้วยตัวเองบ้างนะครับ อย่ามองข้ามจุดเล็กๆ เหล่านี้ เพราะชีวิตของเราสำคัญที่สุดครับ สำหรับใครที่พบเห็นร้านใดที่ดูไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเบาะแสให้ทางสำนักงานเขตตรวจสอบได้ทันที เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เมืองของเราน่าอยู่และปลอดภัยขึ้นครับ

ที่มา – กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย

ชัชชาติ เซ็นตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม.

เรียกได้ว่าเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของกรุงเทพมหานคร เมื่อล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับการบริหารงานในเมืองหลวงให้มีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

เจาะลึกการจัดตั้ง คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม.

การจัดตั้ง คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. ในรอบนี้ ถือเป็นการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้ครอบคลุมการทำงานในทุกมิติ ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สาธารณสุข ไปจนถึงการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ โดยมี นายต่อศักดิ์ โชติมงคล รับหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษา เพื่อคอยประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย

รายชื่อทีมงานและบทบาทสำคัญใน คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม.

สำหรับรายชื่อทั้ง 20 ท่านที่ถูกคัดเลือกมาเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นั้น ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนี้:

  • นายต่อศักดิ์ โชติมงคล (ประธานที่ปรึกษา)
  • นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ตันไชย (ด้านพัฒนาองค์กร)
  • นายวุฒิสาร (ด้านการพัฒนาท้องถิ่น)
  • นายวิบูลย์ แสงชมภู (ด้านกฎหมาย)
  • นายฉันชาย สิทธิพันธุ์ (ด้านการแพทย์และสาธารณสุข)
  • นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ (ด้านพัฒนาชุมชน)
  • นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (ด้านผังเมือง)
  • นายต่อภัสสร์ (ด้านความโปร่งใส)
  • นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย (ด้านเศรษฐศาสตร์)
  • และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ อีก 11 ท่านครอบคลุมทุกมิติของเมือง

การมีที่ปรึกษาที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติ ต้องการใช้ความรู้จากภาคส่วนปฏิบัติจริงมาผสานกับกลไกราชการ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ อาจได้รับการแก้ไขผ่านมุมมองที่หลากหลายและสดใหม่มากขึ้น

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การจัดชุดที่ปรึกษาครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้ากรุงเทพมหานครไปในทิศทางใด แต่เชื่อมั่นได้เลยว่าด้วยความตั้งใจของคุณชัชชาติและการรวมตัวของเหล่ายอดฝีมือ จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงในอนาคตอันใกล้นี้ครับ หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการตั้งที่ปรึกษาชุดนี้ อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นกันเข้ามานะครับ!

ที่มา – “ชัชชาติ” เซ็นตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. “ต่อศักดิ์” นั่งประธาน

“ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที

“ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที

กลายเป็นประเด็นร้อนที่พ่อเมืองกรุงฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าว ล่าสุด “ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการให้เข้มงวดกว่าเดิม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยในที่ประชุมหัวหน้าหน่วยงาน กทม. โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกฎหมายและช่องโหว่ในการปฏิบัติงาน แม้ก่อนเกิดเหตุจะมีการตรวจสอบตามระเบียบแล้ว แต่เมื่อร้านเปิดใช้งานจริงกลับมีการนำสิ่งของ เช่น โต๊ะวางขายลูกอม มาขวางทางหนีไฟ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชีวิตประชาชน

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นอกจากนี้ นายชัชชาติได้กำชับให้ผู้อำนวยการเขตทุกเขตลงพื้นที่ด้วยตนเองแบบสุ่ม โดยไม่ต้องรอการแจ้งล่วงหน้า หรือการตรวจสอบที่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว โดยมาตรการสำคัญมีดังนี้:

  • ตรวจสอบทางหนีไฟว่ามีสิ่งกีดขวางหรือไม่
  • ตรวจสอบระบบไฟฉุกเฉินและสัญญาณเตือนภัยว่าใช้งานได้จริง
  • ประเมินวัสดุบุผนังที่เป็นชนวนติดไฟง่าย โดยเฉพาะวัสดุซับเสียง
  • ชัชชาติ สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที หากพบความไม่ปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ยังได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัสดุซับเสียงที่หลายร้านมักเลือกใช้เพื่อกันเสียงรบกวนข้างเคียง แต่วัสดุเหล่านี้มักเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเมื่อเกิดประกายไฟ ซึ่งทางเขตต้องใช้ดุลยพินิจในการตรวจตรามากขึ้น ไม่ใช่ดูแค่เอกสารอนุญาต แต่ต้องดูพฤติกรรมการใช้งานจริงเป็นหลัก

การตัดสินใจที่เด็ดขาดในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า กทม. จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์สลดซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารเองก็ควรให้ความร่วมมือและตรวจสอบความเรียบร้อยของร้านตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะความปลอดภัยของลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยรักษาธุรกิจให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน หากร้านไหนยังละเลยและปล่อยให้มีความเสี่ยง การถูกสั่งหยุดให้บริการเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคทุกคนครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที

อนุทินเปิดประชุมสภา กทม. ยืนไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์

อนุทินเปิดประชุมสภา กทม. ยืนไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อ อนุทินเปิดประชุมสภา กทม. ยืนไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งสร้างความโศกเศร้าให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยในห้องประชุมสภา กทม. ณ อาคารไอราวัตพัฒนา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมทั้งผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รวมถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตจำนวน 27 ราย จากเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจในครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องความปลอดภัย แต่ยังเป็นการเปิดฉากการทำงานเพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ข่าวที่ว่า อนุทินเปิดประชุมสภา กทม. ยืนไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมต้องการกำลังใจและการดูแลจากผู้นำอย่างเร่งด่วน

มุมมองการพัฒนา กทม. ร่วมกับรัฐบาล

นอกจากจะมีพิธีแสดงความอาลัยแล้ว นายอนุทินยังได้ฝากประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและสภากรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำว่า:

  • การบริหารงานต้องยึดผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  • เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการจัดการงบประมาณ
  • ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยว

ในขณะที่ทุกคนกำลังโฟกัสข่าว อนุทินเปิดประชุมสภา กทม. ยืนไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ เรายังได้เห็นถึงสัญญาณที่ดีของความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยนายอนุทินยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนสภากรุงเทพมหานครในทุกมิติ เพื่อให้เมืองหลวงของเราเป็นมหานครแห่งความภูมิใจและยั่งยืนอย่างแท้จริง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลชุดใหม่และทีมผู้บริหาร กทม. จะนำพาเมืองหลวงของเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยที่เป็นบทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ หรือการพัฒนาระบบขนส่งและเศรษฐกิจในอนาคต เราในฐานะคนกรุงเทพฯ ก็คงต้องติดตามและให้กำลังใจกันต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่า กทม. จะเป็นเมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างที่ทุกคนคาดหวังครับ

ที่มา – “อนุทิน” เปิดประชุมสภา กทม. นำผู้ว่าฯ-สก. ยืนไว้อาลัยผู้เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

“ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารชื่อดังย่านลาดพร้าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ซึ่งทางด้าน ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่นิ่งนอนใจ รีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในทันที โดยเฉพาะเรื่องการตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือญาติผู้ประสบภัย และประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามองคือ “ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยเดิม

“ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

การลงพื้นที่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติในครั้งนี้ นอกจากเพื่อติดตามเหตุเพลิงไหม้แล้ว ท่านยังเน้นย้ำถึง 3 ภารกิจหลักที่ต้องทำทันที ได้แก่:

  • การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตและผู้ประสบเหตุ
  • การตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารอย่างละเอียด
  • การตรวจสอบเส้นทางหนีไฟว่ามีความถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายกำหนดหรือไม่

เจาะลึกความคืบหน้า: ทำไม “ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่เบื้องต้น พบว่าบริเวณจุดเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตไปออกันอยู่ที่บริเวณทางหนีไฟด้านซ้ายของร้าน ซึ่งคาดว่าอาจมีสิ่งกีดขวางอยู่ รวมถึงวัสดุตกแต่งร้านที่ทำให้เกิดควันหนาแน่นจนผู้ประสบเหตุขาดอากาศหายใจ นายชัชชาติได้ระบุว่า ทางสำนักงานเขตกำลังเร่งตรวจสอบใบอนุญาตว่ามีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ และเส้นทางหนีไฟมีป้ายบอกชัดเจนเพียงใด รวมถึงต้องเคลียร์สิ่งกีดขวางที่ถูกรายงานว่ามีการวางโต๊ะจำหน่ายสินค้าในจุดดังกล่าว

ในส่วนของสาเหตุการเกิดไฟไหม้นั้น กองพิสูจน์หลักฐานกำลังเร่งทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุด โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมทั้งดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการละเลยในเรื่องความปลอดภัยของสถานประกอบการ

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการร้านอาหารและสถานบันเทิงทุกแห่งต้องนำไปทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบดับเพลิง สัญญาณเตือนภัย และที่สำคัญที่สุดคือทางหนีไฟที่ต้องพร้อมใช้งานเสมอและปราศจากสิ่งกีดขวาง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของกทม. จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในการเลือกใช้บริการสถานที่ต่างๆ ในอนาคต

ที่มา – “ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

“ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง

“ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง

เป็นอีกหนึ่งวันที่ผู้ว่าฯ กทม. ทำงานหนักไม่หยุด สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญสองจุดในกรุงเทพฯ นั่นคือเหตุเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก และการติดตามความคืบหน้ากรณีถนนทรุดตัวย่านวงเวียนใหญ่อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ครับ

สำหรับ “ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง นั้น มีรายละเอียดที่ท่านผู้ว่าฯ เน้นย้ำคือความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยเหตุเครนหักเกิดจากลมแรงช่วงพายุเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา แม้จะโชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่การรื้อถอนต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุดภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญครับ

ความคืบหน้าสถานการณ์และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ

ในส่วนของกรณีถนนทรุดตัวที่วงเวียนใหญ่นั้น สถานการณ์ภาพรวมเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยันว่าผลตรวจวัดการทรุดตัวยังคงที่ ประกอบกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการในภาพรวมเรื่อง “ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง นี้ สิ่งที่ยังต้องกังวลคือผู้พักอาศัยอีก 7 รายที่ยังไม่ยอมย้ายออก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำความเข้าใจเพื่อความปลอดภัยครับ

  • เร่งรื้อถอนเครนหักโดยใช้มาตรการทางวิศวกรรมที่ปลอดภัย
  • เฝ้าระวังการทรุดตัวของดินที่วงเวียนใหญ่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
  • ดูแลสวัสดิภาพของผู้พักอาศัยในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด
  • ประสานงานหน่วยงานการทางพิเศษฯ เพื่อจัดการจราจรในช่วงการทำงาน

ในมุมมองของผม การที่ กทม. ออกมาตั้งรับและจัดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเช่นนี้ ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับชาวกรุงเทพฯ ได้มากครับ คงต้องขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เมืองของเรากลับมาเป็นปกติและปลอดภัยที่สุดครับ สำหรับใครที่อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว อย่าลืมเช็คเส้นทางจราจรให้ดีก่อนเดินทางนะครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง

Scroll to top