ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร และมุมมองต่อนโยบายเมืองหลวงจะเป็นไปในทิศทางไหน

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวพร้อมแล้ว เหลือเพียงการรวบรวมรายชื่อ สส. ให้ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทันกรอบเวลาในการพิจารณาของรัฐสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน แม้จะมีประเด็นเรื่องความเห็นต่างภายในพรรคบ้าง แต่ทางพรรคจะยึดหลักการที่ได้ตกลงกันไว้เป็นสำคัญ

ก้าวต่อไปกับการเมืองระดับท้องถิ่น

ในประเด็นการเมืองกรุงเทพฯ นายจุลพันธ์ได้แสดงความยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกหนึ่งสมัย โดยนายจุลพันธ์มองว่าเป็นเรื่องดีที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ และพรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนกรุงเทพฯ ในฐานะรัฐมนตรี ท่านยังเน้นย้ำถึงการประสานงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

หากสรุปใจความสำคัญของประเด็น จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่า:

  • พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าสู่สภาตามกำหนดเวลา
  • มีการเตรียมความพร้อมภายในพรรคเพื่อสร้างฉันทามติที่ชัดเจน
  • แสดงจุดยืนชัดเจนในการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อพี่น้องประชาชน
  • ไม่ทอดทิ้งผู้สมัคร สก. ที่ไม่ได้รับคัดเลือก แต่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมต่อไป

ท้ายที่สุด การเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือท้องถิ่น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือประโยชน์ของประชาชน ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างแน่นอน หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราคนไทยต้องรอติดตามผลงานกันต่อไปว่าทั้งฝั่งนิติบัญญัติและผู้บริหารเมืองจะร่วมกันแก้ปัญหาที่คั่งค้างได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” บอกเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว รอรวมชื่อ สส. ยินดี “ชัชชาติ” ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

เพื่อไทย ยื่น กกต. สอบคลิปเสียงกาญจนบุรี ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เพื่อไทย ยื่น กกต. สอบคลิปเสียงกาญจนบุรี ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายกำลังหาเสียงอย่างเข้มข้น วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดเหตุการณ์นี้ให้เข้าใจชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมและความสำคัญต่อการเลือกตั้งที่โปร่งใส

เพื่อไทย ยื่น กกต. สอบคลิปเสียงกาญจนบุรี ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นร้องเรียนอย่างเป็นทางการ กรณีคลิปเสียงที่แพร่กระจายในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งถูกมองว่าเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยคลิปดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการหาเสียงของผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในพื้นที่

นายนรวิชญ์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากพรรคเพื่อไทย ระบุว่าคลิปเสียงนี้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้ กกต. สืบสวนสอบสวน เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน ทั้งตัวคลิปต้นฉบับและคำยืนยันจากบุคคลที่ปรากฏในคลิป ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเสียงจริง ไม่ใช่ AI สร้างขึ้นอย่างที่ผู้ถูกกล่าวหาพยายามโต้แย้ง

ประเด็นร้องเรียนหลัก 3 ข้อในกรณีเพื่อไทย ยื่น กกต. สอบคลิปเสียงกาญจนบุรี

  • ข้อ 1: การใช้ถ้อยคำจูงใจให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร โดยเฉพาะการกล่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นได้แค่ฝ่ายค้านเท่านั้น ไม่ได้รับการสนับสนุน
  • ข้อ 2: สัญญาว่าจะให้ตำแหน่งต่างๆ เพื่อแลกกับคะแนนเสียง ซึ่งเป็นการซื้อเสียงโดยอ้อม
  • ข้อ 3: ผู้พูดใช้อำนาจในฐานะข้าราชการหรือรัฐมนตรีในการแทรกแซงการเลือกตั้ง โดยเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย

ทั้ง 3 ประเด็นนี้ หาก กกต. พบว่าผิดจริง ผู้กระทำผิดอาจถูกโทษจำคุก 1-10 ปี และตัดสิทธิ์ทางการเมืองนาน 20 ปี ซึ่งถือเป็นโทษหนักที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของกฎหมายเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องคลิปเสียงธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อโจมตีคู่แข่งทางการเมือง พรรคเพื่อไทยจึงฝากถึง กกต. ให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และปราศจากการแทรกแซง

นอกจากนี้ คลิปเสียงยังกระทบโดยตรงต่อผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในกาญจนบุรี ที่กำลังหาเสียงอย่างหนัก เพราะมีการพูดถึงชื่อผู้สมัครโดยตรงและชักชวนให้ไปสนับสนุนพรรคอื่น ซึ่งถือเป็นการหาเสียงเชิงลบที่ผิดกฎหมาย ในยุคที่เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้โต้แย้ง แต่หลักฐานจากพยานบุคคลทำให้กรณีนี้หนักแน่นยิ่งขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย การที่พรรคเพื่อไทยกล้าดำเนินการร้องเรียน แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสะอาดของกระบวนการเลือกตั้ง หาก กกต. ดำเนินการรวดเร็ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก

ในมุมมองของเรา การตรวจสอบคลิปเสียงกาญจนบุรีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ในการรักษาความเป็นกลาง หากปล่อยผ่าน อาจนำไปสู่การทุจริตเลือกตั้งที่รุนแรงขึ้น คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – เพื่อไทย ยื่น กกต. สอบคลิปเสียงกาญจนบุรี ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 เพื่อไทย กวาดโคราช

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เชื่อมั่นเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้พื้นที่นครราชสีมาทั้งหมด 16 เขต โวผู้สมัครมีศักยภาพ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่ทุกคนรอคอย และพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มเดินหน้าหาเสียงกันอย่างเข้มข้น ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าในการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช ยกจังหวัดอย่างแน่นอน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ดูพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งส่วนตัวคิดว่าครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้แน่นอน เพราะการที่มีพรรคชาติพัฒนาได้เข้ามารวมกับพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ในพื้นที่โคราชมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และทำให้ผู้สนับสนุน ซึ่งเดิมอยู่คนละกลุ่มกัน มารวมพลังกัน ก็มั่นใจว่าจะทำให้ยกทั้งจังหวัดได้ ทั้งนี้ ในนครราชสีมามีทั้งหมด 16 คน พรรคเพื่อไทยมี สส.12 คน ซึ่งพรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ไป 3 ที่นั่ง ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ 1 ที่นั่ง ดังนั้น ครั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถเจาะฐานเสียงอีก 4 ที่นั่งได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัคร ที่มีศักยภาพและมั่นใจว่าจะทำให้พื้นที่โคราชมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคมีพลังและเข้มแข็ง โดยจะทำให้พื้นที่โคราชมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

การที่นายประเสริฐออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด นอกเหนือจากการรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจในการเลือกตั้ง 69 กวาดโคราช

  • ศักยภาพของผู้สมัคร: นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัครที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่
  • การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนา: การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนจากทั้งสองพรรค
  • นโยบายที่โดนใจประชาชน: พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ

อย่างไรก็ตาม การ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช จะเป็นจริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงเจตจำนงของตนเอง ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนทุกคน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองอื่นๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย และประชาชนจะตัดสินใจเลือกใคร

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ขอเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมกันออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของท่าน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช อย่างใกล้ชิดนะครับ

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ประชาชนชาวโคราชจะให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน และพรรคเพื่อไทยจะสามารถทำตามที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ มาร่วมติดตามและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปด้วยกัน

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

“ภูผา นพวิชญ์” แนะสานต่อ ปราบฝุ่น PM 2.5

“ภูผา นพวิชญ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เตือนรับมือวิกฤติ PM 2.5 ชี้ปรากฏการณ์ “ฝาชีครอบ” ทำกรุงเทพฯ อ่วม แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย ดันอากาศสะอาด คืนสิทธิพื้นฐานของคนไทย

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายนพวิชญ์ ไทยแท้ หรือ ภูผา นพวิชญ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. เขต 12 (แขวงออเงิน ท่าแร้ง จรเข้บัว) พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหา“ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5 ที่กลับมาวิกฤติอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากปรากฏการณ์ Temperature Inversion หรือ “ฝาชีครอบ” พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งสานต่อและขยายผล 5 นโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยได้วางรากฐานไว้ เพื่อคืนลมหายใจที่สะอาดให้คนไทยโดยไม่ต้องรอเริ่มนับหนึ่งใหม่

นายนพวิชญ์ ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครขณะนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศปิด หรือปรากฏการณ์ฝาชีครอบ ซึ่งเกิดจากอากาศเย็นกดทับอากาศร้อน ทำให้อากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงได้ เปรียบเสมือนมีฝาชีขนาดยักษ์มาครอบกรุงเทพฯ ไว้ ส่งผลให้มลพิษที่ถูกปล่อยออกมาสะสมตัวหนาแน่นในระดับการหายใจ ไม่ต่างจากการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ในห้องที่ปิดสนิท แม้ปัจจัยทางธรรมชาติจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การบริหารจัดการต้นตอของฝุ่นควันเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันที พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรเร่งสานต่อภารกิจปราบฝุ่น ที่พรรคเพื่อไทยได้วางระบบไว้แล้ว 5 ด้าน ดังนี้

5 ยุทธศาสตร์สำคัญ: “ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อเพื่อปราบฝุ่น

เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติ PM 2.5 อย่างยั่งยืน “ภูผา นพวิชญ์” ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์หลักที่พรรคเพื่อไทยได้ริเริ่มไว้ ซึ่งครอบคลุมการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นตอของการปล่อยมลพิษ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

  • ปฏิรูประบบขนส่งสู่ EV : เร่งเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะใน กทม. ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้า ให้ครอบคลุมเพื่อตัดตอนฝุ่นควันจากเครื่องยนต์ดีเซล
  • รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย : ใช้กลไกราคาจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้รถไฟฟ้าขนส่งสาธารณะ ที่มีการปล่อยมลภาวะน้อยกว่า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดฝุ่นแล้วยังช่วยลดค่าครองชีพได้จริง
  • ผู้นำแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน : สานต่อยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky) ร่วมกับ ลาว และเมียนมา และออกมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ภาคเอกชนไทยต้องไม่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการเผา
  • เกษตร “ไม่เผา เราซื้อ” : เปลี่ยนวิธีการจากจับปรับ เป็นจูงใจ สนับสนุนเครื่องจักรและการแปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตรให้เป็นรายได้ แทนการเผาทำลาย
  • ดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด : เร่งผลักดันกฎหมายแม่บทเพื่อบูรณาการอำนาจในการจัดการปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ รวมศูนย์การทำงาน และสามารถเอาผิดข้ามพรมแดนได้

“ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5

นายนพวิชญ์ ยังได้ระบุในช่วงท้ายด้วยว่า “แม้เราจะสั่งฟ้าฝนไม่ได้ แต่รัฐบาลสามารถเลือกสานต่อนโยบายที่ใช่ ได้ทันที หากเดินหน้าขยายผลสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง อนาคตที่คนไทยจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด จะไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่เราสร้างร่วมกันได้”

การที่“ภูผา นพวิชญ์” ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสานต่อนโยบายปราบฝุ่นอย่างจริงจังนั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคน การแก้ไขปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็สามารถสร้างอากาศที่สะอาดและยั่งยืนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

ที่มา – “ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5

Scroll to top