ฝนถล่ม

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หลังคาปลิวไกล 30 เมตร

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หลังคาปลิวไกล 30 เมตร

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ตุลาคม 2568 พื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบจากพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายแห่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในย่านเมืองทองธานี

ภาพเหตุการณ์พายุถล่มปากเกร็ด

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร

พายุฝนที่พัดกระหน่ำนานเกือบ 1 ชั่วโมง ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ปั๊มน้ำมันบางจาก เลขที่ 50/1192 หมู่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองทองธานี โครงสร้างหลังคาของคาร์แคร์ขนาดใหญ่ประมาณ 5×10 เมตร ถูกแรงลมพัดหอบปลิวไปไกลถึง 30 เมตร ข้ามหลังคาตู้จ่ายน้ำมันไปกองรวมกับอาคารพาณิชย์ที่เป็นร้านกาแฟด้านตรงข้าม

ผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า แรงกระแทกจากโครงสร้างเหล็กที่ปลิวมาทำให้ผนังอาคารร้านกาแฟบุบสลาย และหลังคาบางส่วนของตู้จ่ายน้ำมันในปั๊มก็เสียหายเช่นกัน โชคดีที่เหตุการณ์ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร นี้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทางปั๊มน้ำมันต้องปิดให้บริการชั่วคราว โดยมีทีมช่างและรถเครนเข้ามาจัดการเคลื่อนย้ายซากโครงสร้างออกจากพื้นที่ทันที

ภาพโครงสร้างหลังคาที่ปลิว
ภาพความเสียหายจากพายุ

สาเหตุและผลกระทบของพายุฝนถล่มในปากเกร็ด

สาเหตุหลักของเหตุการณ์นี้มาจากพายุฤดูฝนที่แรงลมสูงเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นลักษณะของพายุโทรปิคอลที่พบบ่อยในประเทศไทยช่วงปลายฝนต้นหนาว ผลกระทบไม่เพียงแต่ทำให้ปั๊มน้ำมันหยุดชะงัก แต่ยังส่งผลต่อการจราจรในย่านเมืองทองธานีที่พลุกพล่าน ชาวบ้านหลายรายเล่าว่าฝนตกหนักและลมแรงจนมองไม่เห็นถนน สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่ต้องเดินทางแต่เช้ามืน

นอกจากนี้ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของโครงสร้างอาคารในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ที่มักเผชิญพายุบ่อยครั้ง

เคล็ดลับป้องกันอันตรายจากพายุฝน

เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่อย่างอำเภอปากเกร็ดเตรียมตัวรับมือกับพายุในอนาคต เราได้รวบรวมเคล็ดลับสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบโครงสร้างบ้านและอาคาร: ดูแลหลังคาและส่วนที่ยื่นออกมาทุก 6 เดือน เพื่อป้องกันการปลิวจากลมแรง
  • ติดตามพยากรณ์อากาศ: ใช้แอปพลิเคชันจากกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อรับแจ้งเตือนพายุล่วงหน้า
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน: เก็บไฟฉาย วิทยุ และเสบียงอาหารในที่ปลอดภัย
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: หากฝนตกหนัก อย่าอยู่ใกล้ป้ายโฆษณาหรือโครงสร้างหลวม

การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์แบบ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์พายุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ด้วยการวางแผนและความระมัดระวัง เราสามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้ หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารพายุฝนเพื่อความปลอดภัย

ที่มา – ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร

พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด

เมื่อเช้ามืดของวันที่ 3 ตุลาคม 2568 กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับเหตุการณ์ พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก ฝนตกหนักพร้อมลมกระโชกแรงทำให้เกิดความเสียหายกระจายไปทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะในพื้นที่ชั้นในและชั้นนอกที่เป็นย่านอยู่อาศัยและถนนสายหลัก

พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด

กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า สภาพอากาศรุนแรงครั้งนี้เกิดจากลมหมุนที่พัดผ่านอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ช่วง 05.50 น. ฝนถล่มลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่ล้มทับบ้านเรือน รถยนต์เสียหายยับเยิน และระบบไฟฟ้าดับในหลายจุด นอกจากนี้ การจราจรติดขัดหนึบทำให้หลายเส้นทางกลายเป็นอัมพาต ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเสียหายกระจายตัวกว้างขวาง โดยเฉพาะในเขตบางกะปิ จตุจักร สวนหลวง และลาดพร้าว

ภาพพายุฝนถล่มกรุงเทพฯ

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลักจากพายุฝนถล่ม กทม.

จากรายงานเบื้องต้น พบความเสียหายหนักในหลายจุด เช่น ซอยรามคำแหง 60 แยก 10 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ที่หลังคาบ้านปลิวว่อนและต้นไม้ล้มทับรถยนต์ของชาวบ้าน นอกจากนี้ ยังมีเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มลงกลางถนนวิภาวดี 19 เขตจตุจักร ทำให้รถสัญจรติดขัดและบางคันเสียหาย ส่วนที่ซอยพัฒนาการ 30 เขตสวนหลวง แผ่นหลังคาเมทัลชีทขนาดใหญ่ปลิวมาตกขวางถนน ส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องหลีกเลี่ยงโดยด่วน

  • ถนนกำแพงเพชร 2 บริเวณหน้านครชัยแอร์: ต้นไม้ล้ม 2 ต้น ขวางช่องจราจร สะสมรถติดยาว
  • รัชดาภิเษก ซอย 32 หน้าตึกปิยะภิรมย์: ต้นไม้ล้มสิ้นเชิงการจราจร
  • กรุงเทพกรีฑา ซอย 8: เสาไฟฟ้าและหม้อแปลงล้ม ไฟดับพื้นที่ใกล้เคียง
ต้นไม้ล้มจากพายุ

เหตุการณ์ พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งระดมกำลังพลพร้อมเครื่องจักรเพื่อเคลียร์พื้นที่ เช่น ตัดต้นไม้ที่ล้มทับและซ่อมแซมเสาไฟฟ้า

ไฟดับจากพายุ

เพื่อป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว หากไม่จำเป็น และแจ้งเหตุผ่านช่องทางของกรุงเทพมหานครทันทีที่พบความเสียหาย ในส่วนของการฟื้นฟู คาดว่าระบบไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่บางพื้นที่อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น เนื่องจากต้องตรวจสอบความปลอดภัยก่อน

เจ้าหน้าที่แก้ไขเหตุพายุ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองใหญ่ต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือโดยติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และมีแผนสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น เตรียมไฟสำรองหรือเส้นทางอ้อม หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ตรวจสอบบ้านเรือนและต้นไม้รอบๆ เพื่อป้องกันล่วงหน้า

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่นได้ทันที เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา – พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด

ท่าสองยางอ่วม! น้ำป่าทะลักท่วมชุมชน เตือนดินโคลนถล่ม

สถานการณ์น่าเป็นห่วงที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก! ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลให้ น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมชุมชนหลายแห่ง ทางเจ้าหน้าที่ได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากดินโคลนถล่ม พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยที่เคยเกิดขึ้น

ท่าสองยางอ่วม! น้ำป่าทะลักท่วมชุมชน เตือนดินโคลนถล่ม

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์จาก อ.ท่าสองยาง ว่า จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากอ่าวมะตะบัน ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า 7 ชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ส่งผลให้เกิด น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมชุมชน ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่บ้านแม่สลิดหลวง ต.แม่สอง น้ำจากลำห้วยแม่สลิดได้ไหลบ่าเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านต้องรีบขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงอย่างเร่งด่วน รถยนต์ที่จอดอยู่ริมน้ำก็ต้องเคลื่อนย้ายเพื่อป้องกันความเสียหาย

ทางด้าน อบต.แม่หละ ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ในพื้นที่ หมู่ 1 ต.แม่หละ ว่า น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมชุมชน จนทำให้สะพานข้ามห้วยแม่หละ ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักของชาวบ้าน ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หน่วยบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมชุมชนและดินโคลนถล่ม เนื่องจากในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มทับบ้านเรือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมาแล้วในพื้นที่ ต.แม่หละ

เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในท่าสองยาง

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำสะสมในดินเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดดินโคลนถล่มได้ทุกเมื่อ ทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมอพยพหากสถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • สังเกตสัญญาณเตือนภัย เช่น น้ำในลำธารมีสีขุ่นข้น หรือมีเสียงดังผิดปกติจากภูเขา
  • เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการอพยพ เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยาประจำตัว
  • วางแผนเส้นทางอพยพที่ปลอดภัย
  • แจ้งข่าวสารให้เพื่อนบ้านและคนในชุมชนทราบ

การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้ทุกท่านใน อ.ท่าสองยาง และพื้นที่ใกล้เคียง โปรดใช้ความระมัดระวัง และติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

สถานการณ์ น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมชุมชนที่ท่าสองยางในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การมีสติ การวางแผน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – ท่าสองยางอ่วม ฝนถล่มหนัก น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมชุมชน เตือนเสี่ยงดินโคลนถล่ม

Scroll to top