ฝ่ายค้าน

“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพ

“วรวัจน์” ขอรับไว้เอง ทำสภาล่ม ผิดที่เป็นห่วงคน กทม. ขอโอกาสถกปัญหาถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล ถามหาฝ่ายค้ำ-ฝ่ายรัฐบาลไปไหน ไม่ช่วยประชาชนแล้วใช่หรือไม่

เมื่อเวลา 20.20 น. วันที่ 25 กันยายน 2568 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เป็นตนเองที่ทำให้ประชุมสภาฯ ล่ม โดยระบุว่า “ผมทำสภาล่มครับ ไม่ต้องหาคนที่ทำให้สภาล่มวันนี้หรอกครับ ผมเอง ผมคงผิดที่เป็นคนจังหวัดแพร่ แต่ห่วงพี่น้องในกรุงเทพมหานคร ไปเสนอขอโอกาสให้สภาได้มีโอกาสคุยถึงปัญหาเรื่องอุโมงค์ถล่ม (ถนนทรุดหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล) ที่ทำให้คนในกรุงเทพฯ ต้องหวาดวิตกว่ามันเกิดจากอะไร แล้วมันจะถล่มอีกหรือไม่ เพราะใต้ดินของกรุงเทพมหานครมีอุโมงค์ทางรถไฟฟ้าเต็มไปหมด”

นายวรวัจน์ เผยต่อไปว่า ไม่รู้ใครกลัวจะถูกบอกให้รับผิดชอบก็ไม่รู้ ก็เลยไม่กด เพื่อไม่เป็นองค์ประชุมเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เช้า สภาเลยล่ม อย่าไปกล่าวหาพรรคเพื่อไทยเลย อายเขาเปล่าๆ พร้อมระบุต่อถึงร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ตกลงเป็นของพรรคเพื่อไทยพรรคเดียว แม้เป็นฝ่ายค้านก็ต้องรับผิดชอบ แล้วฝ่ายค้ำกับฝ่ายรัฐบาลไปไหนไม่ทราบ ไม่ช่วยประชาชนแล้วใช่หรือไม่.

“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพ

จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเกิดเหตุการณ์สภาล่ม ส่งผลให้การพิจารณาเรื่องสำคัญต้องหยุดชะงักลง ล่าสุด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นผู้ที่ทำให้สภาล่มเอง เนื่องจากมีความห่วงใยต่อปัญหา ถนนทรุด ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

นายวรวัจน์กล่าวว่า ตนต้องการเสนอญัตติเพื่อให้สภาฯ ได้หารือถึงปัญหาถนนทรุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนชาวกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ใต้ดินของกรุงเทพฯ มีอุโมงค์รถไฟฟ้าจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนได้

ทำไม “วรวัจน์” ถึงรับผิดชอบเหตุสภาล่ม?

การตัดสินใจของนายวรวัจน์ที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สภาล่มในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายวรวัจน์มีต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน แม้ว่าตนเองจะเป็น สส. จากจังหวัดแพร่ แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ

นายวรวัจน์ยังได้ตั้งคำถามถึงบทบาทของ “ฝ่ายค้ำ” และ “ฝ่ายรัฐบาล” ว่าได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาถนนทรุดอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่น่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาใส่ใจและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

สถานการณ์“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพนี้ นำมาสู่ประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อประชาชน และบทบาทของฝ่ายต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาของสังคม

ปัญหาสภาล่มเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรัฐสภาไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายและญัตติสำคัญต่างๆ การที่นายวรวัจน์ออกมาแสดงความรับผิดชอบ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการทำงานของรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและให้ความสนใจกับการทำงานของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้แทนที่ตนเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ ทำงานอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพ เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทยและการทำงานของรัฐสภา การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่า ถึงแม้จะเป็น สส. ต่างจังหวัด ก็สามารถที่จะใส่ใจปัญหาของคนกรุงเทพได้ หากมองในแง่ดี การกระทำของนายวรวัจน์อาจจะช่วยกระตุ้นให้ สส. ท่านอื่นๆ หันมาใส่ใจปัญหาของประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่ของตนเอง หรือคนในพื้นที่อื่นๆ ก็ตาม

ที่มา – “วรวัจน์” รับไว้เองทำสภาล่ม ผิดที่เป็นห่วงคน กทม. ปมถนนทรุด ถามฝ่ายค้ำ-รัฐบาลไปไหน

เพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ

เพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ

“อดิศร เพียงเกษ” โชว์ภาพต้นกล้วยที่มีไม้ค้ำยัน พร้อมข้อความเด็ด “อาถรรพ์ไม้ค้ำกล้วย” ประกาศชัดเจนไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับผู้นำฝ่ายค้าน แซะแรงไม่ขอเป็นฝ่ายค้ำรัฐบาลแน่นอน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงการหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้หารือถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันที่จะทำหน้าที่ของ สส. อย่างเต็มที่ แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำงานร่วมกับบางพรรคได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าร่วมกับผู้นำฝ่ายค้านและคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้

เหตุผลสำคัญคือ พรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค แต่บางพรรคกลับเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ ซึ่งกำลังจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 29-30 กันยายนนี้ ดังนั้นจึงต้องมีการแบ่งแยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างฝ่ายค้านที่แท้จริงกับฝ่ายที่ค้ำจุนรัฐบาล แต่ในการทำงานในสภาฯ จะเป็นการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน ตนไม่อยากทำหน้าที่เป็นไม้ค้ำกล้วย เพราะถ้าดึงไม้ค้ำกล้วยออก กล้วยก็จะล้ม พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายค้ำรัฐบาล

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศรได้นำภาพต้นกล้วยที่มีไม้ค้ำมาประกอบการอธิบาย พร้อมกับเขียนข้อความว่า “อาถรรพ์ไม้ค้ำกล้วย” เพื่อเน้นย้ำจุดยืนของพรรค

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงประกาศจุดยืนชัดเจนเรื่อง “ต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ”?

การประกาศจุดยืนของพรรคเพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะรักษาจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรคในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริง พรรคต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนรัฐบาลในทางอ้อม และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การใช้ภาพต้นกล้วยที่มีไม้ค้ำยังเป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายและสื่อความหมายได้ชัดเจน ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการสื่อสารได้ทันที

พรรคเพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคที่เห็นด้วยกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เช่นนี้ สร้างความน่าสนใจเเละทำให้คนหันมาสนใจข่าวมากขึ้น เเสดงให้เห็นว่าจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ จะกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศต่อไป

ท่าทีเเบบ เพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อเเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่แข็งแกร่งและชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน การที่พรรคเลือกที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับผู้นำฝ่ายค้าน และประกาศว่า “ต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ที่มา – พท. ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมเปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ

“พลพีร์” สวน “จิรายุ”: ทำไมไม่ตอบโต้กัมพูชา?

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” หลังยุ “ภูมิใจไทย” บีบให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก ตั้งคำถามตอนเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย บีบพรรคประชาชน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน เพราะขัดหลักประชาธิปไตย เนื่องจากสนับสนุน พรรคอื่นเป็นนายกฯ ว่าขอชื่นชมการทำหน้าที่ของนายจิรายุ ในการออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ประเด็นคือ สมัยที่นายจิรายุเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เหตุไฉน จึงไม่ออกมาตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง ถ้าทำงานให้ประเทศชาติเร็วได้สักครึ่งของที่ทำงานให้พรรคเพื่อไทย คิดว่า ประเทศไทย จะไม่มีทางแพ้ในสงครามข่าวสารแบบที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ถามตอนเป็นรัฐบาล ทำไมนิ่ง

“อดีตโฆษกออกมาปกป้องพรรคได้ไวครับ ผมลงวันเดียว ท่านร้อนรนแล้ว ไม่เหมือนตอนที่เราปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาวบ้านนั่งรอท่านแถลง ขอความชัดเจน อยากรู้สึกปลอดภัย แต่กลับพึ่งไม่ได้ เพราะท่านเอาแต่นิ่งเงียบ หากจะพูดสักที ก็ช้าตลาดวาย ฝ่ายตรงข้าม เล่นงานไทย จนยับเยินไปแล้ว”

จวกเสียมารยาทเกาะเก้าอี้รองประธานสภา

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ทำงานการเมืองต้องมีสปิริต แต่ไหนแต่ไรมา เก้าอี้ประธานสภา ต้องเป็นของฝ่ายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งอยู่ในการกำกับของรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วไป เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุด แต่ตอนนี้ พรรคฝ่ายค้านเป็นประธานสภา แบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลจะดันนโยบาย หรือกฎหมายสำคัญ ที่มีผลต่อปากท้องพี่น้องประชาชนได้ราบรื่นหรือไม่ ขอให้นึกย้อนไป ในวันที่พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นฝ่ายค้าน สิ่งแรกๆ ที่ทำ คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาลได้ขับเคลื่อนการทำงาน แต่ที่เห็นตอนนี้ ฝ่ายท่านกลับหวงเก้าอี้ มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ เพราะเห็นว่าเรามีเวลาน้อย เลยจะขัดแข้งขาอย่างเต็มที่หรือเปล่า ยอมกระทั่งเสียมารยาท ทำลายสปิริตทางการเมือง

 ย้ำไม่ใช่ขี้ข้าอังเคิล

ส่วนที่หลายคนมาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทย จะขี่พรรคประชาชน หลอกใช้เพื่อน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย นายพลพีร์ ย้ำว่า เป้าหมายของเราก็คือ การที่เราปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน และยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทย เราไม่หลอกใช้ใคร สัญญา ก็คือสัญญา และตอนนี้ เราให้เกียรติในข้อตกลง ไปจนถึงพรรคประชาชน และประชาชนคนไทยทุกคน

“พรรคภูมิใจไทย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน และเราไม่มีทางผลักคนที่รักชาติบ้านเมืองไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เรายึดถือว่า เราจะเป็นขี้ข้าของคนไทยเท่านั้น จะไม่ยอมเป็นขี้ข้าของอังเคิลที่ไหนเด็ดขาด”

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

จากกรณีที่นายจิรายุออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยบีบพรรคประชาชนลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน นายพลพีร์ได้ออกมาตอบโต้ โดยตั้งคำถามถึงความรวดเร็วในการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองของนายจิรายุ เมื่อเทียบกับสมัยที่ดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลและกรรมการ ศบ.ทก. ที่นายจิรายุกลับไม่มีท่าทีตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

ประเด็นที่น่าสนใจจาก “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

  • การตอบโต้ทางการเมืองที่รวดเร็วของนายจิรายุ
  • ความแตกต่างระหว่างการทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลกับการเป็นสมาชิกพรรค
  • ประเด็นเรื่องสปิริตทางการเมืองและการดำรงตำแหน่งประธานสภา
  • ข้อตกลงและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้กันไปมาของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในแวดวงการเมืองไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ และการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

สมคิดติง อนุทิน เกณฑ์คนต้อนรับก่อนถวายสัตย์

“สมคิด” อัด “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต้องไม่สร้างความแตกแยกในสังคม โต้ที่ปรับออกจากมหาดไทยเพราะเกือบ 2 ปีสอบตกปัญหายาเสพติด ไม่จริงใจแก้ปัญหาประชาชน

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หากผมบ้าจี้ขึ้นมาอภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้างจะเป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะใจคับแคบเช่นนี้ ทั้งนี้การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชน คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับฟัง หากฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องฟังก่อนว่าเขาอภิปรายเรื่องอะไร แค่เรื่องเขากระโดงคุณอนุทินก็ตอบยากแล้ว ดังนั้นอย่าเพิ่งร้อนตัว ฟังว่าเขาจะอภิปรายเรื่องอะไร มีหลายเรื่องมากที่ฝ่ายค้านจะหยิบมาอภิปราย

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พูดว่าการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรับตนเองออกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วเวรกรรมตามทัน ในกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของเวรกรรมเป็นเรื่องของการทำงาน นายอนุทินต้องรู้ว่าเกือบ 2 ปีที่นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามยาเสพติดทำหรือไม่ เรื่องอื้อฉาวในกระทรวงมหาดไทยท่านทำหรือไม่ ประชาชนมองไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันในฐานะของรัฐมนตรีมหาดไทย ในขณะเดียวกันสมัยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 2 เดือนกลับมีผลงานที่พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ต่างจากเกือบ 2 ปีของนายอนุทินมาก

“การลงพื้นที่ของนายอนุทิน ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่กลับเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ แล้วกลับมาอ้างว่ามาในฐานะหัวหน้าพรรค ต้องระมัดระวังเพราะนายอนุทิน มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย นายอนุทิน รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ สังคมจับตาดูอยู่ การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องบริหารประเทศไม่จ้องกระแหนะกระแหนหรือพูดจาเสียดสี หรือมาสร้างความแตกแยกของคนในชาติอย่างที่นายอนุทินกำลังทำอยู่” นายสมคิด กล่าว

“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ

จากกรณีที่นายสมคิด เชื้อคง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการลงพื้นที่และการกระทำต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจและข้อถกเถียงมากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวกับการ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับจริยธรรมทางการเมือง

ข้อกล่าวหาสำคัญ: เกณฑ์ข้าราชการต้อนรับก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นายสมคิดหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายอนุทินถูกกล่าวหาว่าเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายของการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางของข้าราชการ

นอกจากนี้ นายสมคิดยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของนายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งนายสมคิดมองว่ายังไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายสมคิดในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทางการเมือง และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม การ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ เป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้กับนักการเมืองทุกคนว่า การทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชน จำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และต้องพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น การกระทำของท่านอนุทินที่ถูกกล่าวหาว่า “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อความถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ

เพื่อไทยไม่ส่งวิปฝ่ายค้าน เหตุผลคือ?

“สรวงศ์” เผย มติพรรคเพื่อไทย ไม่ส่งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน ยันไม่ใช่เรื่องความแค้น แต่เจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ย้ำไม่ได้งอแงอะไร

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมพรรคเพื่อไทยช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สส.ในพรรคมีการพูดคุยกัน และมีมติว่าจะไม่ตั้งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน เนื่องจากเราเห็นความไม่เหมาะสมในการไปเป็นเสียงโหวตการตั้งรัฐบาล เราทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร มั่นใจว่าการทำงานของพวกเราพิสูจน์ได้ว่า เราจะเป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มตัวและทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องความแค้น เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็เตรียมเรื่องการอภิปรายนโยบายไว้แล้ว เมื่อถามถึงกรณีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยวางอัตตาลง นายสรวงศ์ กล่าวว่า นายปกรณ์วุฒิ อาจจะคุยกับบางคน แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนในรุ่นเดียวกันที่มีความคิดเห็นคล้ายกันและชัดเจนว่า ไม่อยากร่วมเป็นวิปฝ่ายค้าน แต่การทำงานในสภาฯ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การไปร่วมเป็นวิปฝ่ายค้านเราไม่สามารถทำได้ เพราะเจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เมื่อถามว่า หากมีกฎหมายสำคัญเข้าพร้อมที่จะประสานงานกับพรรค ปชน. ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า แน่นอนที่ผ่านมาเราก็เป็นองค์ประชุมและโหวตผ่านให้ตลอด อะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์ อะไรที่ต้องตรวจสอบรัฐบาลเราทำงานเต็มที่

จุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

ประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดสินใจไม่ส่งคนเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านนั้น มาจากความแตกต่างในจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ซึ่งส่งผลต่อการทำงานร่วมกันในสภา

พรรคเพื่อไทยมองว่า การเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านอาจเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์ของพรรค เนื่องจากพรรคมีจุดยืนที่แตกต่างจากพรรคประชาชน (ปชน.) ในเรื่องของการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ทำไมจุดยืนถึงสำคัญต่อการทำงานร่วมกัน?

จุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลงมติในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไม่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นการแสดงออกถึงความชัดเจนในจุดยืนของพรรค และเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันกับพรรคที่มีจุดยืนแตกต่างกัน

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้เน้นย้ำว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของหลักการและเจตนารมณ์ทางการเมือง

เขากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองในสภาฯ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่การทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงจุดยืนของพรรคอย่างรอบคอบ

บอกเป็นวิปไม่ได้เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

เมื่อถามว่า ในอนาคตหากมีการจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีปัญหาในการประสานงานกับพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า ในการประสานงานและประชุมกัน เราสามารถทำได้อยู่แล้วไม่มีปัญหา เพราะเรามีตัวแทนของพรรค พท.ที่จะไปคุยกับตัวแทนของพรรค ปชน. แต่การที่เราจะไปทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เราต้องดูจุดยืนของเราด้วย จุดยืนของเราชัดเจนคือไม่สนับสนุนในการที่จะให้เขาเป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรค ปชน. ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ไปทำเช่นนั้น ซึ่งเราไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ยืนยันว่าเราจะทำงานในฐานะฝ่ายค้านเต็มตัว ไม่ได้งอแงอะไร

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจุดยืนทางการเมืองในการทำงานร่วมกันในสภาฯ และอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา!

ที่มา – เพื่อไทยไม่ส่งคนร่วมวิปฝ่ายค้าน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ปัดงอแง

ณัฐพงษ์แนะ ธปท. บล็อกบัญชีม้าหาจุดสมดุล

“ณัฐพงษ์” แนะ “แบงก์ชาติ” หาจุดสมดุลในการบล็อกบัญชีม้า ยันแก้รัฐธรรมนูญตามกรอบที่ศาลกำหนด เชื่อรัฐบาลทำตาม MOA

วันที่ 16 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเพิกถอนบัญชีธนาคารชั่วคราวที่อาจเชื่อมโยงกับบัญชีม้า โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรหาความสมดุล เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ พร้อมเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณามาตรการเยียวยาผู้เสียหายไว้แล้ว

ส่วนประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวยังมีปัญหาบางส่วน แต่การแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงการที่พรรคโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือการเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อวางบทบาทขององค์กรอิสระให้เป็นไปตามหลักสากล

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านว่า พรรคจะใช้ สส. ที่มีอยู่กว่า 140 เสียง ในการกำกับทิศทางรัฐบาลให้ทำตาม MOA โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 พร้อมย้ำว่าหากรัฐบาลบิดพลิ้วหรือถ่วงเวลา พรรคก็พร้อมที่จะใช้เสียงที่มีในการตรวจสอบ.

ณัฐพงษ์แนะ ธปท. บล็อกบัญชีม้าหาจุดสมดุล

จากกรณีข่าวที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการการบล็อกบัญชีม้าของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเด็นนี้กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว การหาจุดสมดุลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์

ความสำคัญของการหาจุดสมดุลในการบล็อกบัญชีม้า

การบล็อกบัญชีม้ามีจุดประสงค์เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์และการฉ้อโกง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องมีความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำธุรกรรมโดยสุจริตด้วย การที่นายณัฐพงษ์ออกมาให้คำแนะนำในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อประชาชนและต้องการให้ ธปท. ดำเนินการอย่างระมัดระวัง

ผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จากการบล็อกบัญชีม้า

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากใช้บัญชีธนาคารในการรับชำระเงินจากลูกค้า หากบัญชีถูกบล็อกชั่วคราว อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักและสูญเสียรายได้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่ให้กระทบประชาชนผู้บริสุทธิ์ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อาจเผชิญ

ประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 และบทบาทของพรรคประชาชน

นอกเหนือจากเรื่องการบล็อกบัญชีม้าแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความเห็นต่างหลากหลาย การที่นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าการแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการดำเนินการเรื่องนี้ นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนมีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่พรรคประชาชนมี สส. กว่า 140 เสียง ทำให้มีอำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันนโยบายต่างๆ การที่นายณัฐพงษ์ย้ำว่าพรรคจะใช้เสียงที่มีในการตรวจสอบรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาผู้เสียหายจากการบล็อกบัญชีม้า: สิ่งที่ต้องพิจารณา

หากมีการบล็อกบัญชีม้าเกิดขึ้นจริง สิ่งที่สำคัญคือการมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหายที่ชัดเจนและเป็นธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับผลกระทบและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การบล็อกบัญชีม้าถือเป็นมาตรการที่จำเป็นในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ การหาจุดสมดุลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มาตรการนี้มีประสิทธิภาพและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็น ดังนั้น พรรคการเมืองและประชาชนควรติดตามการทำงานของ ธปท. ในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ณัฐพงษ์” แนะ ธปท. หาจุดสมดุลบล็อกบัญชีม้า ยันแก้ ม.112 ตามกรอบศาล รธน.

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

“วิโรจน์” น้อมรับข้อครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทย ยันพรรคประชาชนพร้อมชำแหละนโยบาย ไม่สนเจ้าของปราสาทสายฟ้า ย้ำไม่มีข้อตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี

วันที่ 16 กันยายน 2568 ที่พรรคอาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณี พรรคปชน. ถูกครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภท. จัดตั้งรัฐบาล ว่า ยืนยันการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและน้อมรับเคารพเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ชี้แจง ว่ายังไงพรรคปชน.ต้องตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลสีแดง หากยกมืออีกฝ่ายก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นนั่งร้านให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี มั่นใจว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน และเข้าใจดีถึงความอึดอัดถึงโฉมหน้าครม.บางคนที่ถูกข้อกังขาของสังคม แต่เชื่อว่าด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยรัฐสภาเสียงปริ่มน้ำ ต่อให้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หน้าตารัฐมนตรียังคงวนเวียนอยู่กับกลุ่มเดิม การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้กับประชาชนคือการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง น้อมรับข้อต่อว่าท้วงติง

เมื่อถามถึงกรณี ในวันแถลงนโยบายรัฐบาล พรรค ปชน.จัดผู้อภิปรายไว้อย่างไรบ้างนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า มีการเตรียมกรอบ ในการประคับประคองเศรษฐกิจจะทำอย่างไร ซึ่งรับผิดชอบโดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และการท้วงติง เพื่อเตือนหรือส่งสัญญาณว่าสิ่งใดไม่ควรกระทำในระยะเวลา 4 เดือน โดยตนเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุน ที่เชื่อมโยงไปถึงทุนฝั่งกัมพูชา ตนและสส.อย่างน้อย 36 คนจะรวบรวมข้อมูลและอภิปรายท้วงติงพร้อมปักหมุดตรวจสอบ ครม.อนุทิน 1 ไว้ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะสามารถลบความคลางแคลงใจว่า เป็นฝ่ายค้านจริง หรือเป็นฝ่ายรัฐบาลได้หรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ต้องดูที่เนื้อหาสาระ เราได้รับมอบหมายให้ดำเนินการได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไม่ต้องคำนึงถึงเจ้าของปราสาทสายฟ้า ดำเนินการตามเนื้อผ้า เชื่อว่า ประชาชนจะเข้าใจบทบาทของพวกเรามากขึ้นจากการอภิปราย และการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองจริง ๆ

เมื่อถามว่ากรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคปชน. ให้สัมภาษณ์ ว่า เพราะพรรคปชน.จึงได้โควตารัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดี ๆ เข้ามาอยู่ในครม.อนุทิน1 จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการตกลงตำแหน่งรัฐมนตรี กันมาก่อนหรือไม่ นายวิโรจน์ ตอบว่า ตนว่าน.ส.รักชนกคงสัมภาษณ์ในลักษณะคณิตศาสตร์มากกว่า แต่ในการเจรจาไม่มีในส่วนนี้ขอตอบสั้น ๆ ว่าเราไม่ร่วมรัฐบาล ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีต่อให้เป็นซุปเปอร์แมนถ้าอยู่ในสภาวะที่สภาฯ ปริ่มน้ำแบบนี้ขับเคลื่อนไปได้ยากพอสมควร เชื่อว่า หน้าตารัฐมนตรีที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็สามารถประคับประคอง เพราะจะไม่ถูกการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจะทำงานให้ราบรื่นขึ้น

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า จะใช้กลไกทางสภา ทั้งตั้งกระทู้ถามสด เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา กรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเกิดมีความชัดเจนชัดแจ้งก็จะยกมือคว่ำรัฐบาล

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

ประเด็นโควตารัฐมนตรีคืออะไร ทำไมนายวิโรจน์ถึงต้องออกมาพูด?

จากกระแสข่าวและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล และบทบาทของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ถูกมองว่าเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง โควตารัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า

นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า พรรค ปชน. จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีใดก็ตาม และจะไม่ปล่อยผ่านหากพบเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความอึดอัดใจต่อโฉมหน้ารัฐมนตรีบางคนที่ยังเป็นที่กังขาของสังคม แต่ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปี 2560 และสภาวะสภาฯ ปริ่มน้ำที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น พรรคปชน. เตรียมที่จะเน้นย้ำถึงแนวทางการประคับประคองเศรษฐกิจ และการเตือนถึงสิ่งที่ไม่ควรกระทำในช่วง 4 เดือนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุนที่มีความเชื่อมโยงกับทุนฝั่งกัมพูชา

แม้จะถูกตั้งคำถามถึงความเป็นฝ่ายค้านที่แท้จริง แต่ นายวิโรจน์ ยืนยันว่า การอภิปรายจะเป็นไปตามเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เจ้าของปราสาทสายฟ้า” แต่จะยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว นายวิโรจน์ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า พรรค ปชน. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การติดตามข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – “วิโรจน์” ย้ำไร้ดีลเรื่องโควตารมต. น้อมรับข้อท้วงติงถูกโจมตีเป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

“ภูมิธรรม” อวยพร รบ.ใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“ภูมิธรรม” ยอมรับขึ้นได้ก็ลงได้ พร้อมอวยพรรัฐบาลใหม่ทำงานเต็มที่นำประเทศหลุดจากปัญหา ลั่นเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่ พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และสมศักดิ์ศรีในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

นายภูมิธรรมกล่าวว่า อย่าคิดอะไรมากเป็นแบบนี้ตามสภาพขึ้นได้ก็สามารถลงได้ และขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หวังว่าจะนำพาประเทศหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความมั่นใจในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีต้นทุนที่แข็งแรง มี สส. ในพื้นที่ที่เข้มแข็งสมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะไม่มีการไหลออกไปไหน และพรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและตรวจสอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ เช่น การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้าจับตามองอยู่

“ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของพรรคเพื่อไทยในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หลังจากที่ได้ส่งมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลชุดใหม่ ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์

นายภูมิธรรมได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา “อย่าคิดอะไรมากเป็นแบบนี้ตามสภาพขึ้นได้ก็สามารถลงได้” เขากล่าว พร้อมทั้งอวยพรให้รัฐบาลใหม่สามารถนำพาประเทศชาติให้หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานาน “ขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หวังว่าจะนำพาประเทศหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น”

ความมั่นใจในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย

แม้จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นฝ่ายค้าน แต่นายภูมิธรรม ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย โดยกล่าวว่า “พรรคยังมีต้นทุนที่แข็งแรง มี สส. ในพื้นที่ที่เข้มแข็ง สมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะไม่มีการไหลออกไปไหน” เขายังเน้นย้ำว่าพรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและตรวจสอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติอย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะจับตามองเป็นพิเศษคือ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมในสังคม

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสมดุลทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พรรคเพื่อไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

นายภูมิธรรม ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี โดยยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของพรรค พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายภูมิธรรม จะสามารถอวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทั้งทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรีได้อย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

การที่“ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรีนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะเห็นประเทศชาติพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้จะมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ทุกฝ่ายก็ควรที่จะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี ยัน ส.ส. พรรคเพื่อไทยไม่ไหลออก

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

“อลงกรณ์” ลั่น ประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มสูบ ลุยปราบคอร์รัปชันเข้มข้น ชี้จุดตาย “รัฐบาลอนุทิน” คดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง ดัก “นายกฯ หนู” จนถึง รมต. อย่าแทรกแซงคดีเด็ดขาด

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยจะร่วมมือและทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ จะเดินหน้าตรวจสอบปราบปรามการคอร์รัปชันเข้มข้นตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในคำถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าอย่างไร นายอลงกรณ์ มองว่า รัฐบาลใหม่มีเสียง สส.รัฐบาลไม่ถึงกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุด วันใดที่พรรคประชาชนไม่สนับสนุนก็ไปไม่รอด นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงจุดตายของรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับพรรคแกนนำรัฐบาล จึงขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีคนอื่นๆ

ส่วนประเด็นการยื่นถอดถอนนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดย สส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตนไม่มีความเห็นและไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

ทางด้านประเด็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุจะขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายอลงกรณ์ เผยว่า เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ ขณะนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ น่าจะหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน.

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเด็นสำคัญที่พรรค ปชป. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ปชป.จับตา “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยจะร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ เนื่องจากต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันนโยบายต่างๆ หากพรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาได้

ประเด็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเตือนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ระมัดระวังในการเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสในการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับการยื่นถอดถอนนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ โดยเห็นว่าควรให้รัฐบาลได้มีโอกาสทำงานและแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ควรมีการหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและได้ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้มีข้อมูลและเหตุผลที่เพียงพอในการตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน”

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

การดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง

Scroll to top