พชร อนันตศิลป์

วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ ทันที เมื่อมีการประชุมร่วมของสองคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบโครงการสำคัญอย่าง TH-AI Passport ที่ดูเหมือนว่าการเริ่มต้นจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นประชุม โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือด

ประเด็นร้อน วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

เหตุการณ์ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ ซึ่งนำโดย น.ส.รักชนก ศรีนอก และคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ได้นัดประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องโครงการ TH-AI Passport แต่เพียงแค่เริ่มการประชุม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ก็ได้ลุกขึ้นทักท้วงเรื่องรูปแบบการประชุมทันที

ทำไมการสอบ TH-AI Passport ถึงถูกทักท้วง?

คำถามหลักที่เกิดขึ้นคือ วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ว่าการประชุมครั้งนี้ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมของสภาหรือไม่ โดยทางสส.ภูมิใจไทยมองว่าควรต้องมีการพิจารณาความถูกต้องของกฎระเบียบก่อนที่จะเริ่มดำเนินการสอบถามข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความพยายามในการตรวจสอบงบประมาณที่มีความละเอียดอ่อน
  • การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมตามข้อบังคับสภาฯ
  • บทบาทของการประชุมร่วมสองกรรมาธิการที่อาจนำไปสู่ความล่าช้าหากขั้นตอนไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการถกเถียงกันอยู่นานเกือบชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมก็ได้ข้อสรุปและเดินหน้าสอบถาม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ TH-AI Passport ต่อไป ซึ่งสังคมคงต้องจับตาดูกันว่าผลการตรวจสอบนี้จะมีบทสรุปอย่างไร และโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรบ้าง

ความเห็นส่วนตัวมองว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการควรเน้นที่เนื้อหาและประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แม้การตรวจสอบข้อบังคับจะสำคัญ แต่การทำให้การทำงานมีความล่าช้าเกินความจำเป็นอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของสภาชุดนี้ หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุยด้วยเหตุผลและยึดถือระเบียบเป็นที่ตั้ง การตรวจสอบความโปร่งใสก็จะเป็นเรื่องที่ราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มา – วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ประชุมตามข้อบังคับหรือไม่

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองโครงการไอทีภาครัฐอย่างเจ้าตัว TH-AI Passport กันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาขานรับกระแสสังคมด้วยการประกาศปรับเงื่อนไขใหม่ให้มีความโปร่งใสมากขึ้น งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนโมเดลการจ่ายเงินของโครงการ TH-AI Passport มาเป็นแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Success Fee) ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ดูคุ้มค่าและไม่เสียเปรียบ โดยปลัดกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ได้ออกมาย้ำชัดว่า หากมีประชาชนใช้งานไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 5 ล้านคน ทางภาครัฐก็ไม่ต้องแบกรับภาระจ่ายเงินเต็มจำนวนเหมือนโมเดลเดิมครับ

ทำไมต้องปรับเงื่อนไขให้เป็นธรรม?

สาเหตุหลักที่กระทรวงดีอีต้องปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ก็เพื่อลบข้อครหาเรื่องงบประมาณและเพื่อความโปร่งใสสูงสุด ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำสัญญาไปจนถึงการใช้งานจริง ไม่ต้องกลัวเรื่องล็อกสเปกหรือการเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่งครับ โดยเน้นย้ำว่าหากพบการทุจริตพร้อมที่จะยกเลิกโครงการทันทีไม่มีละเว้น

สำหรับประเด็นดราม่าเรื่องงบพีอาร์ในร้านสะดวกซื้อ ปลัดกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่านั่นเป็นเพียงงบส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งการฝึกอบรม การสัมมนา และการเข้าถึงระบบ AI ที่มีราคาถูกประหยัดกว่าการเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ทั่วไปหลายเท่าตัว โดยมีรายละเอียดจุดเด่นดังนี้:

  • ต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า: เฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน
  • เข้าถึง AI ได้หลากหลาย: ตอบโจทย์การใช้งานยุคดิจิทัล
  • ความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง: ปรับสัญญาให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
  • เริ่มใช้งานจริง: ลงทะเบียนพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ก.ค.นี้

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐยอมรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงแผนงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ การที่ TH-AI Passport ปรับโมเดลก่อนเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ นอกจากจะช่วยลดความกังวลของสังคมแล้ว ยังเป็นการปูทางให้เทคโนโลยี AI เข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่าลืมติดตามข่าวสารการลงทะเบียนกันให้ดีนะครับ เพราะโครงการนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเราได้มากทีเดียว

ที่มา – “ดีอี” ยอมถอยปรับเงื่อนไข “TH-AI Passport” ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น ลงทะเบียน 1 ก.ค.

PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026

PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026 ชู “Privacy in Action” ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลสู่การลงมือทำจริง เสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดงาน “Data Privacy Day 2026” ภายใต้แนวคิด “Privacy in Action” ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากความเข้าใจ ไปสู่ “การลงมือทำจริง” ในระบบงาน การให้บริการ และการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันขององค์กรในประเทศ ผ่านกิจกรรมมากมายในงาน พร้อมยกระดับบทบาท PDPC ทำงานรับกับความท้าทายร่วมสมัย ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และการกำกับดูแลการใช้ AI โดยได้รับเกียรติจาก นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีเปิด

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความไว้วางใจ–ความโปร่งใส–ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในยุคที่บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ อย่าง AI เข้ามามีบทบาทในหลาย ๆ มิติของชีวิต และทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยได้กลายเป็นทั้ง โอกาส และ ความท้าทาย ของประเทศ – “การผลักดันแนวคิด Privacy in Action จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนทิศทางได้อย่างเหมาะสม เพราะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรหยุดอยู่เพียงในระดับนโยบาย แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ในระบบงาน ในบริการ และในกระบวนการทำงานของทุกองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน คือการพึ่งพาข้อมูลเป็นหลัก ทำให้บริบทของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ถูกนำมาใช้งานในวงกว้าง ตั้งแต่การยืนยันตัวตน การเงินดิจิทัล ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไปจนถึงการประยุกต์ใช้ Generative AI – ทำให้ประเด็น Data Privacy จึงไม่ใช่เพียงแค่กฎหมาย แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง โดยในรายงานจาก IBM ระบุว่าค่าเฉลี่ยความเสียหายจากเหตุข้อมูลรั่วไหลทั่วโลกอยู่ที่ 4.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 10% สะท้อนว่าทั่วโลกกำลังมีต้นทุนจากความไม่พร้อมด้านข้อมูลและความปลอดภัย สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ World Economic Forum เผยผลสำรวจแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ คือ AI ถึง 94% ของผู้ตอบแบบสำรวจ และสัดส่วนองค์กรทั่วโลกที่นำกระบวนการประเมินความปลอดภัยของเครื่องมือ AI มาใช้ เพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 64% ภายในปีเดียว

ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่เศรษฐกิจดิจิทัลขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และองค์กรทั่วโลกเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ รวมถึง AI ไปใช้จริง โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ใช้เป็น แต่ต้อง “ใช้เป็นและไว้วางใจได้” ซึ่งหมายถึงองค์กรต้องมีกรอบกำกับดูแล (Governance) ที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งการใช้ข้อมูล การจัดการความเสี่ยง ความปลอดภัย และจริยธรรม เพื่อให้การสร้างนวัตกรรมใหม่ ไม่แลกมาด้วยความเสี่ยงต่อสิทธิของประชาชนและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

ด้าน พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็นรากฐานสำคัญ ทั้งต่อชีวิตของประชาชน ต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และต่อความมั่นคงของประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะขึ้นอยู่กับความมั่นใจของประชาชนว่าข้อมูลของตนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน – “ภารกิจของ PDPC จึงเป็นการทำให้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่แค่หลักการในหน้ากระดาษ แต่ต้องเป็นกรอบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการทำงานของหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ รวมถึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงในระดับความเข้าใจ แต่ต้องถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริงในกระบวนการทำงาน การให้บริการ และการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของทุกองค์กร”

บทบาทของ PDPC ในปีนี้ จึงเป็นการกำกับดูแล ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาเครื่องมือ เพื่อช่วยให้องค์กรยกระดับมาตรฐานการดูแลข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ที่สอดรับกับความท้าทายร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล (Secure Digital Economy) บนฐานความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของข้อมูลและการกำกับดูแลการใช้ AI (AI Governance) ที่ยึดหลักสิทธิ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ

อีกทั้ง ภายในงาน Data Privacy Day 2026 ในปีนี้ ยังประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญที่ช่วยทำให้ Privacy in Action กลายเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ อาทิ

  • ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Building a Data-Driven Nation: The Role of Trust & PDPC’s Vision” ที่เชื่อมบทบาทภาครัฐ-ภาคธุรกิจ ผ่านมิติความไว้วางใจ ในการขับเคลื่อนประเทศสู่ Data-Driven Nation
  • เวทีเสวนา CEO Playbook ที่สะท้อนมุมมองผู้บริหารองค์กรต่อการยกระดับ “Data Governance” ให้เป็นกลยุทธ์องค์กร – เพื่อใช้ข้อมูลและ AI ได้อย่างมั่นใจ พร้อมลดความเสี่ยงเชิงกฎหมายและความเสี่ยงต่อชื่อเสียง
  • เวที AI & Privacy ที่วิเคราะห์ทิศทางการกำกับดูแล Generative AI และจริยธรรมข้อมูลในบริบทสากล เพื่อวางกรอบการใช้งาน AI อย่างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและสิทธิ
  • กิจกรรมเสริมสร้างระบบนิเวศด้านความเชื่อมั่น เช่น พิธีมอบรางวัล PDPA Challenge 2025 เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับอุดมศึกษา และพิธีลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อขยายผลการคุ้มครองข้อมูลสู่ภาคเศรษฐกิจจริง
  • ตลอดจนนิทรรศการและการนำเสนอเครื่องมือสนับสนุนด้าน Data Privacy ที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนได้รับทั้ง ความรู้–มุมมอง–เครื่องมือ เพื่อต่อยอดสู่การปฏิบัติในองค์กร

พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวทิ้งท้ายว่า PDPC คาดหวังให้งาน Data Privacy Day 2026 เป็นเวทีที่เชื่อมองค์ความรู้–ความร่วมมือ–แนวทางปฏิบัติ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และประชาชน เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัลไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026

ความสำคัญของ PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026

งาน PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย สอดคล้องกับความท้าทายในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม

การจัดงาน PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026 เป็นการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูล สร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026 ในครั้งนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคง

ที่มา – PDPC เปิดเวที Data Privacy Day 2026 ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลสู่การลงมือทำจริง

ปลัดดีอีตั้งทีมสอบกรณีไชยชนกแฉสินบน 40 ล้าน

ในสถานการณ์ที่ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์กำลังระบาดหนักในประเทศไทย การเปิดเผยของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับการถูกเสนอสินบนจำนวนมหาศาล ยิ่งทำให้สังคมตื่นตัวมากขึ้น ล่าสุด “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้โปร่งใสและเร่งด่วน

“ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายไชยชนกได้กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ติดต่อมาทางอ้อม เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการละเว้นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย และกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์อื่นๆ การเปิดเผยนี้ไม่เพียงสร้างความตกใจให้กับสาธารณชน แต่ยังจุดประกายให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจังจากหน่วยงานรัฐ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ได้รับคำสั่งโดยตรงจากรัฐมนตรีให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ปลัดกระทรวงได้เปิดเผยถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งประกอบด้วยบุคคลภายนอกทั้งหมด ยกเว้นตัวท่านเองที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแลเท่านั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและน่าเชื่อถือสูงสุด คณะกรรมการนี้คาดว่าจะมีสมาชิกไม่เกิน 10 คน โดยดึงตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญๆ เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

กระบวนการสอบสวนและระยะเวลาที่คาดการณ์

การตั้งทีมสอบในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอีในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ โดยคณะกรรมการจะเริ่มทำงานทันทีหลังจากได้รับรายชื่อสมาชิกภายใน 1-2 วัน และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2567 ตามข้อสั่งการของนายไชยชนก ปลัดกระทรวงยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดจะยึดหลักข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ หากพบผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใคร รวมถึงข้าราชการในกระทรวงดีอี จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยไม่มีข้อยกเว้น

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในไทยกำลังเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง โดยเฉพาะการโจมตีผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินนับพันล้านบาทต่อปี การเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านต่อเดือนนี้ บ่งชี้ถึงขนาดของเครือข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อนและมีทุนหนา การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ตอบโต้เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนขยายการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อปราบปรามแก๊งเหล่านี้ให้เด็ดขาด เช่น การเพิ่มมาตรการทางเทคโนโลยี การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน และการประสานงานข้ามชาติ เนื่องจากแก๊งสแกมมักมีฐานที่มั่นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ตัวแทนจาก บช.ก. จะช่วยในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่าย
  • DSI จะรับผิดชอบด้านคดีพิเศษที่ซับซ้อน
  • ป.ป.ท. และ ปปง. จะตรวจสอบการทุจริตและการฟอกเงินที่อาจเกี่ยวข้อง

การดำเนินการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากสแกมเมอร์ หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งเบาะแสกับตำรวจหรือกระทรวงดีอีโดยตรงเพื่อช่วยเหลือการสอบสวน

สุดท้าย การตั้งทีมสอบครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลในการต่อสู้กับการทุจริตและอาชญากรรมดิจิทัล หากผลการสอบสวนออกมาดี จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ยั่งยืน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

Scroll to top