พนมดงรัก

ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ หวั่นปะทะชายแดน

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจย้ายออกจากพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย ชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะจากบ้านโคกแสลงและบ้านพนมดิน ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก ได้พากันอพยพครอบครัวมาพักอาศัยชั่วคราวในสถานที่หลบภัยและวัดต่างๆ ราว 90 กว่าคน บางรายเพิ่งมาถึง บางรายอยู่มา 2-3 วันแล้ว สาเหตุหลักมาจากข่าวลือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 26 ก.ย. 68

ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ

ชาวบ้านเหล่านี้มีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติและมีประสบการณ์จากเหตุปะทะรอบแรกที่เคยทำให้บางคนต้องหลบภัยในหลุมบังเกอร์นานถึงสองวัน รอบนี้จึงเลือกออกมาก่อนเพื่อไม่ให้ลำบากอีก พวกเขานำอุปกรณ์ทำอาหารมาด้วยตนเอง เพราะศูนย์อพยพยังไม่เปิด และยังไม่มีคำสั่งประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝั่งกัมพูชายังคงยั่วยุไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศตึงเครียด

เจ้าหน้าที่จาก อสม. และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งมน ได้เข้ามาคัดกรองชาวบ้านที่อพยพ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็ก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค นอกจากสถานที่หลบภัยหลักแล้ว ยังมีชาวบ้านกระจายไปพักที่วัดต่างๆ อีกหลายแห่ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ชาวบ้านอพยพชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ

นางปรารถนา สังข์มีแสง หนึ่งในผู้อพยพและช่วยคัดกรองชาวบ้าน เปิดเผยว่ามีชาวบ้านมากันกว่า 90 คน ส่วนใหญ่มาจากบ้านโคกแสลง ซึ่งอยู่ใกล้ปราสาทตาเมือนธม พวกเขาต้องพึ่งพาตนเองในการกินอยู่ โดยนำหม้อและข้าวสารมาทำอาหารกันเอง เนื่องจากยังไม่มีประกาศให้อพยพ ชาวบ้านเหล่านี้หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว แต่ก็เตรียมพร้อมหากต้องอยู่ยาว

บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม สถานการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารกัมพูชาเสริมกำลังประชิดชายแดนและยั่วยุอย่างต่อเนื่อง มีกระแสข่าวการปะทะรอบที่สองในวันที่ 26 ก.ย. 68 ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเหล่านี้เคยเผชิญกับความขัดแย้งมาหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเกษตร และเศรษฐกิจท้องถิ่น

เพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ชัดเจนให้ชาวบ้านทราบ รวมถึงเตรียมศูนย์อพยพให้พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ การเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อลดความตึงเครียดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

  • ชาวบ้านอพยพล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
  • เจ้าหน้าที่คัดกรองสุขภาพอย่างเข้มงวด
  • สถานที่พักชั่วคราวกระจายตามวัดและสถานหลบภัย
  • ฝั่งกัมพูชายังยั่วยุ สถานการณ์ต้องเฝ้าดู

จากประสบการณ์ของชาวบ้านที่ผ่านเหตุการณ์คล้ายกัน การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดความสูญเสียได้มาก ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและเตรียมแผนอพยพส่วนตัว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือเคยประสบการณ์คล้ายกัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ

ที่มา – ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: จริงหรือ? ยังไม่มีประกาศอพยพ!

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้นำหมู่บ้านชายแดนยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศเสียงตามสายให้ผู้คนอพยพ มีเพียงการแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมตามปกติ ชาวบ้านยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ข่าวลือหรือความจริง?

วันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็มีกระแสข่าวการประกาศให้ผู้คนอพยพออกจากพื้นที่เมื่อวานนี้

วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านหนองคันนาและบ้านตาเมียง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงใกล้กับปราสาทตาเมือนธม พบว่าชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ และข่าวลือเรื่องการปะทะรอบ 2 ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้นำชุมชนได้แจ้งให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และชาวบ้านก็เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ชาวบ้านได้เตรียมสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์ และติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าหากมีการแจ้งเตือนหรือได้ยินเสียงปืน พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขายืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศให้อพยพจากผู้นำชุมชน มีเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเพื่อความไม่ประมาท อย่างไรก็ตาม บางส่วนของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ได้ออกจากพื้นที่ไปบ้างแล้ว โดยญาติได้พาไปอาศัยอยู่กับญาติด้วยความสมัครใจ

ชาวบ้านในบ้านตาเมียงก็เช่นกัน ผู้สื่อข่าวพบว่าพวกเขาเก็บสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์พร้อมตลอดเวลา พวกเขาบอกว่ายังไม่ได้อพยพ แต่สิ่งของที่เห็นเป็นการเตรียมความพร้อมเนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ชายแดน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและทางอำเภอ พวกเขาเตรียมข้าวของไว้ตั้งแต่การอพยพครั้งแรกแล้ว และไม่ได้นำลงจากรถ เพื่อให้พร้อมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ผู้นำชุมชนว่าอย่างไร?

นายสัมพันธ์ สิงคเสลิต ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมอพยพได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เขาได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพราะมีประสบการณ์มาก่อน แต่ไม่มีการประกาศให้อพยพในช่วงนี้ และสถานการณ์ทั่วไปยังคงปกติ

นายสยาม แสนแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ที่ 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประกาศให้ชาวบ้านอพยพ มีเพียงการประชาสัมพันธ์เตือนให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก แต่ไม่วิตก ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ยังคงไม่ปกติ มีกระแสข่าวการปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารให้จัดการสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 ยันยังไม่มีประกาศอพยพ

ยายวอน! ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน หล่นหายเหตุปะทะ

ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

คุณยายวัย 70 ปี ชาวอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหม 56 ผืน มูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท ได้หล่นหายไประหว่างการอพยพหนีเหตุปะทะ เธอวอนขอให้ผู้ที่เก็บได้นำมาคืน เนื่องจากเป็นสมบัติที่มีค่าที่สะสมมาทั้งชีวิต คุณตาถึงกับเสียใจจนช็อกเมื่อทราบข่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านศรีสวาย ตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังทราบข่าวว่ามีคุณยายวัย 70 ปีทำผ้าไหมที่เก็บสะสมไว้ในกระสอบปุ๋ย หล่นหายจากท้ายรถกระบะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการอพยพไปยังศูนย์พักพิง ลูกสาวของคุณยายได้โพสต์ตามหา แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว ทำให้คุณยายเสียใจมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ คุณตา ซึ่งเป็นสามีของคุณยาย เสียใจจนช็อกต้องนอนโรงพยาบาล เพราะผ้าไหมที่หายไปมีมูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ทั้งคู่มีอยู่

เรื่องราวสุดเศร้าของคุณยายเสมอที่ทำผ้าไหม 56 ผืนหาย

คุณยายเสมอ วงศ์รัมย์ อายุ 70 ปี เจ้าของผ้าไหม 56 ผืน เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหมทั้งหมดนั้น ยายเป็นคนเก็บใส่กระสอบเอง โดยเก็บเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปะทะกัน แต่วันที่เกิดเหตุ ยายตกใจมาก พอได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังสนั่น ลูกเขยกับลูกสาวก็รีบเก็บข้าวของที่เตรียมไว้ขึ้นรถกระบะ รวมทั้งกระสอบผ้าไหมด้วย

เนื่องจากความตกใจและความเร่งรีบ ทำให้ลูกเขยไม่ได้ปิดฝาท้ายรถกระบะ ทำให้ไม่รู้ว่ากระสอบผ้าไหมตกหายที่ไหน ซึ่งผ้าไหมทั้งหมดในกระสอบ 56 ผืน เป็นสิ่งมีค่าที่ยายเก็บสะสมมา มีทั้งผ้าไหมที่ทอเอง และผ้าไหมที่ได้มาจากการไปช่วยงานแต่งของญาติพี่น้องเพื่อนฝูง มันมีค่าที่สุดในชีวิต ตอนนี้ยายไม่เหลืออะไรแล้ว ยายจึงอยากจะฝากถึงคนที่เก็บไปได้ ให้เห็นใจยายด้วย มันเป็นสมบัติที่ยายเก็บสะสมมาทั้งชีวิต ขอให้ส่งคืนยายด้วยเถิด


คุณยายร้องไห้เสียใจ

ด้านนายเจริญ วงศ์รัมย์ อายุ 69 ปี สามีของคุณยาย เล่าว่า รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก แม้ยายจะปลอบว่าอย่าเสียใจไปเลย มันหายไปแล้ว ทำใจเถอะ แต่ตาก็ทำใจไม่ได้ เสียใจจนช็อก ลูกหลานต้องหามส่งโรงพยาบาล ระหว่างอยู่ที่ศูนย์พักพิง ต้องไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึง 2 คืน ตาก็อยากจะฝากถึงคนที่เก็บได้ ก็ขอคืนเถอะ ทั้งตาทั้งยายเสียใจมาก หากนำมาคืน ตา มี น้ำใจให้แน่นอน ยังไงก็ขอคืนด้วย

นายสุรัตน์ โกสา อายุ 43 ปี ลูกเขยของคุณยาย ซึ่งเป็นคนขับรถ เล่าว่า วันนั้นเป็นวันที่เริ่มเหตุการณ์ปะทะกันวันแรก ทั้งเด็กทั้งคนแก่ต่างก็ตกใจกลัว ร้องกันระงม ทำให้ต้องรีบเร่งออกจากพื้นที่ ข้าวของก็เต็มรถ ทำให้ไม่ได้ปิดฝาท้ายรถ ตั้งใจว่าจะวิ่งออกไปสักพัก พอพ้นวิถีกระสุนก็จะจัดเรียงของใหม่แล้วค่อยปิดฝาท้ายรถ

พอวิ่งออกไปสักพักก็จอดรถ เก็บของแล้วก็ปิดฝาท้ายรถ ตอนนั้นยังไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรตกหล่น แต่พอไปถึงศูนย์พักพิง เก็บของลงรถถึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไป ทีแรกคิดว่าลืมเอาขึ้นรถ แต่พอวันหลังกลับมาดูที่บ้าน จึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไปแล้วจริงๆ รู้สึกเสียดายและสงสารแม่ยายมาก

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ความรุนแรง พวกเขาต้องสูญเสียทรัพย์สินและเผชิญกับความทุกข์ทางจิตใจ การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

Scroll to top