พรรคก้าวไกล

“ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ เคยตัดค่าอาหาร สส.

ในแวดวงการเมืองไทยที่ร้อนระอุ ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ “ไอซ์” หรือน.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงกองเชียร์ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคของเธออย่างหนัก ทั้งที่พรรคประชาชนเคยเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล

“ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ

ประเด็นนี้เริ่มต้นจากวันที่ 16 มี.ค. 2567 น.ส.รักชนก โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “เรื่องที่งงมากๆ ในเวลานี้คือ นพ.วรงค์ เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. แต่คนที่เชียร์ นพ.วรงค์ จำนวนมาก ด่าพรรคปชน. ว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์” เธอยังชี้แจงว่าพรรคของเธอเสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และปัจจุบันพรรคประชาชน และประสบความสำเร็จในการตัดงบไปหลายปี ไม่ใช่แค่ค่าอาหารเท่านั้น แต่รวมถึงงบดูงานต่างประเทศและงบอื่นๆ อีกมากมาย “เราทำอะไรผิดกันนะ” คำถามที่ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ กลายเป็นไวรัล สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่รวมถึงการโจมตีทางการเมือง

พรรคประชาชนที่ถูกเรียกว่า “พรรคส้ม” เนื่องจากสีประจำพรรค ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มก้าวหน้า ที่เน้นการปฏิรูประบบงบประมาณ ส.ส. เพื่อลดการใช้จ่ายภาษีอากรของประชาชน การเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อวันต่อคน หรือราว 10,000 บาทต่อเดือนต่อ ส.ส. หนึ่งคน หากตัดได้ทั้งสภา 500 คน จะประหยัดงบได้หลายล้านบาทต่อปี นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายประหยัดงบที่พรรคทำมาโดยตลอด

ประวัติการเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. ของ “ไอซ์” และพรรคส้ม

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2562 สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคได้เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. เป็นครั้งแรก และประสบความสำเร็จในบางส่วน ต่อมาพรรคก้าวไกลยังคงย้ำนโยบายนี้ทุกปี จนถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน ไม่เพียงค่าอาหาร แต่ยังรวมถึง:

  • งบดูงานต่างประเทศของ ส.ส. ที่เคยสูงถึงหลายร้อยล้านบาทต่อปี
  • งบเลี้ยงรับรองและประชุมที่ไม่จำเป็น
  • ค่าพาหนะและที่พักของ ส.ส. ที่สามารถลดลงได้
  • งบประมาณอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนในสภา

ผลจากการเสนอเหล่านี้ สภาได้ตัดงบรวมหลายพันล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเห็นภาพการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใสมากขึ้น

ทำไมกองเชียร์ “หมอวรงค์” ถึงด่าพรรคส้ม?

นพ.วรงค์ เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. กลางที่ประชุมสภาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นเรื่องดีและสอดคล้องกับนโยบายพรรคประชาชน แต่สิ่งที่ทำให้ “ไอซ์” งงคือ กองเชียร์ของหมอวรงค์จำนวนมากกลับออกมาด่าพรรคประชาชนว่าไร้ประโยชน์ ไร้ค่า ทั้งที่พรรคส้มทำเรื่องนี้มานานแล้ว บางคนอาจมองว่าพรรคประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นปฏิรูปสถาบันและประชาธิปไตย ทำให้เกิดการโจมตีแบบไม่เลือกหน้า แม้สาระจะเหมือนกัน

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่แบ่งฝ่ายชัดเจนเกินไป ผู้สนับสนุนมักเชียร์แบบไม่ดูเหตุผล การที่ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ จึงเป็นคำถามที่ท้าทายให้ทุกฝ่ายทบทวน ว่าการเมืองควรยึดนโยบายเพื่อประชาชน หรือปล่อยให้อคติครอบงำ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากโซเชียลมีเดียที่แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเห็นด้วยกับไอซ์ว่าพรรคส้มทำดีแล้ว ฝั่งหนึ่งยังยืนยันว่าพรรคนี้ไร้สาระ การถกเถียงนี้ช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามงบประมาณสภามากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยต้องการความเป็นกลางมากกว่านี้ ส.ส.ทุกคนควรทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่แบ่งพรรค การตัดงบเล็กๆ อย่างค่าอาหารอาจดูไม่มาก แต่สะสมแล้วช่วยลดภาระภาษีได้จริง คุณลองคิดดูสิ ถ้าทุกพรรคร่วมมือกัน จะประหยัดงบได้เท่าไหร่?

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านแสดงความเห็นในคอมเมนต์ ว่าคุณคิดอย่างไรกับการตัดค่าอาหาร ส.ส. และการโจมตีทางการเมืองแบบนี้? แชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันการเมืองที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ เคยเสนอตัดค่าอาหาร สส. แต่ถูกกองเชียร์ “หมอวรงค์” ด่า

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ชิงประธานสภา

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคประชาชนเสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “ไอติม” ชิงตำแหน่งประธานสภา ผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาที่สำคัญนี้ เขาจะต้องแข่งขันกับนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นตัวแทนสายตรงบ้านใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน มาดูกันครับว่า ประวัติ ไอติม พริษฐ์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ที่ทำให้พรรคเลือกเขาในตำแหน่งสำคัญขนาดนี้

ประวัติ ไอติม พริษฐ์

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535 หรือจะมีอายุครบ 34 ปีในปี 2569 เขาเป็นบุตรชายของศาสตราจารย์ นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย กับศาสตราจารย์ พญ. อลิสา วัชรสินธุ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คุณแม่ของเขายังเป็นพี่สาวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน และเป็นน้องสาวของนางสาวงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์ด้วยนะครับ ครอบครัวนี้เลยเต็มไปด้วยบุคคลสำคัญทั้งในวงการแพทย์ การเมือง และวรรณกรรม

ไอติมมีพี่ชาย 1 คน คือ นายพศุตม์ วัชรสินธุ หรือ “อะตอม” ซึ่งจบด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรู้แบบนี้ ทำให้ไอติมเติบโตมาด้วยแรงบันดาลใจมหาศาลเลยครับ

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ในด้านการศึกษา

ด้านการศึกษา ประวัติ ไอติม พริษฐ์ นั้นโดดเด่นมาก เขาจบจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี และได้รับทุน King’s Scholarship เข้าเรียนที่โรงเรียนอีตัน (Eton College) แห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำของโลก จากนั้นศึกษาปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ด้วยผลงานยอดเยี่ยม เขาได้รับเลือกเป็นประธานองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (President of the Oxford Union) ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกและคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตำแหน่งนี้ คุณลองนึกภาพเด็กไทยวัยรุ่นไปบริหารสโมสร辩論ดังระดับโลกดูสิครับ น่าทึ่งมาก!

เส้นทางการเมืองในประวัติ ไอติม พริษฐ์

เส้นทางการเมืองของไอติมเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนที่อังกฤษ เขาเป็นสมาชิกโครงการยุวประชาธิปัตย์ และยังฝึกงานที่สำนักนายกรัฐมนตรีสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ตอนอายุแค่ 16-17 ปีเท่านั้น! หลังจบปริญญาตรี ปี 2558 เขาเข้าทำงานที่ McKinsey & Company เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ รับผิดชอบโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 3 ปี ก่อนหันมาเล่นการเมืองเต็มตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2561

ไอติมเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “NewDem” หรือคนรุ่นใหม่ประชาธิปัตย์ ร่วมกับเพื่อนๆ อย่างหมอเอ้ก นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์, ปลื้ม สุรบถ หลีกภัย, พรหม พรรณวิเชียร และอื่นๆ เพื่อปรับภาพลักษณ์พรรคให้ทันสมัย นำเสนอนโยบายเสรีนิยมก้าวหน้า เช่น ยกเลิกเกณฑ์ทหาร สิทธิ LGBTQ+ และกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ แต่ปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง เข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ทำให้กลุ่ม NewDem บางคนลาออก รวมถึงไอติมที่ยื่นลาออกพร้อมข้อความสุดซึ้ง “ผมขอโทษที่สิ่งที่ท่านได้ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านเลือก” แล้วเว้นวรรคทางการเมือง

ต่อมา ไอติมก่อตั้ง StartDee EdTech Startup เพื่อขยายโอกาสการศึกษาให้เด็กไทย และตั้งกลุ่ม Re-Solution รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ยกเลิก สว. ทำให้สนิทกับนายธนาธรและปิยบุตร ปี 2565 เข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล รับตำแหน่งผู้จัดการการสื่อสารและรณรงค์นโยบาย ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ หลังพรรคลั่นแหล่งชนะเลือกตั้ง

บทบาทสำคัญของเขาคือผลักดันนโยบายปฏิรูปกองทัพ (ยกเลิกเกณฑ์ทหาร) การศึกษา (เรียนฟรีจริง คืนครูให้นักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรเน้นทักษะศตวรรษ 21) และแก้รัฐธรรมนูญให้ สสร.มาจากเลือกตั้ง 100% เขายังเป็นโฆษกพรรคก้าวไกลต่อจากรังสิมันต์ โรม และหลังพรรคยุบ มาเป็นโฆษกพรรคประชาชนต่อ

นี่คือ ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ที่ครบเครื่องทั้งการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และวิสัยทัศน์การเมือง คุณคิดว่าเขาจะเหมาะสมกับเก้าอี้ประธานสภาไหม? ติดตามผลการเลือกตั้งและข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่เลยครับ แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนไอติมหรือคู่แข่ง?

ที่มา – ประวัติ “ไอติม พริษฐ์” ผู้ถูกพรรคประชาชนเสนอชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภา

ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้คือ ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ ซึ่งเป็นคดีที่สะเทือนวงการเลือกตั้งไทย โดยนายนครชัย หรือที่รู้จักในชื่อ “ไอซ์” เคยเป็น สส.ระยอง เขต 3 สังกัดพรรคก้าวไกล แต่ถูกตีตกเพราะมีประวัติต้องโทษเก่า ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อรัฐและประชาชน

ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2567 ศาลจังหวัดระยองได้มีคำพิพากษาคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องนายนครชัย ขุนณรงค์ ในข้อหากระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และประมวลกฎหมายอาญา โดยศาลเห็นว่านายนครชัยรู้ตัวดีว่าตนเองขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส. เนื่องจากเคยถูกศาลตัดสินจำคุกคดีลักทรัพย์ในปี 2558 แต่ยังฝืนลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2566 และแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงาน นายนครชัยให้การรับสารภาพต่อศาล ทำให้ศาลลดโทษจากสูงสุด 2 ปี เหลือจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

รายละเอียดโทษที่ศาลสั่ง

นอกจากคำสั่งจำคุกแล้ว ศาลยังมีคำสั่งเพิ่มเติมที่รุนแรง ดังนี้

  • เพิกถอนสิทธิ์ในการเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี
  • สั่งคืนเงินค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่ได้รับระหว่างดำรงตำแหน่ง ส.ส. จำนวน 402,055 บาท ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

กรณีนี้เกิดขึ้นเพราะการลงสมัครที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขต 3 ระยอง สร้างความเสียหายให้รัฐจำนวนมาก

คดีแพ่งควบคู่ไปด้วย

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ศาลจังหวัดระยองยังตัดสินคดีแพ่ง สั่งให้นายนครชัยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทดแทนความเสียหายแก่รัฐ โดยคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 8,228,748 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสูญเสียจริงที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมดังกล่าว

คดีนี้เริ่มต้นจากประวัติคดีลักทรัพย์ในปี 2558 ที่นายนครชัยถูกศาลสั่งจำคุก ซึ่งตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. บุคคลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก จะขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส. เป็นเวลา 10 ปี แต่เขายังคงยื่นสมัครและชนะการเลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อพิพาทและถูกยื่นฟ้องในที่สุด

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวนายนครชัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพรรคก้าวไกลที่ต้องสูญเสีย ส.ส. และภาพลักษณ์ รวมถึงประชาชนในเขตระยองที่ต้องไปเลือกตั้งใหม่ สร้างความไม่ไว้วางใจในระบบเลือกตั้ง

จากกรณี ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ นี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งไทย ที่มุ่งรักษาความสุจริตและโปร่งใสในการเมือง หากใครคิดลัดขอบเขต ต้องรับผลที่ตามมาแบบเต็มๆ

บทเรียนสำคัญคือ ผู้สมัครทุกคนต้องตรวจสอบคุณสมบัติตัวเองให้ดีก่อนลงสนามเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทั้งส่วนตัวและสังคม ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่เตือนใจนักการเมืองทุกพรรค ว่ากฎหมายอยู่เหนือกว่าใคร

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ

สุพรรณบุรี นับคะแนนใหม่ พรรคส้มคะแนนเพิ่ม 100+

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่รักข่าวการเมือง วันนี้เรามีเรื่องฮือฮาจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาอัปเดตกันครับ คือ สุพรรณบุรี นับคะแนนใหม่ 2 หน่วย หลังจากที่ กกต. สุพรรณบุรีสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ส่งผลให้คะแนนของพรรคส้ม หรือพรรคประชาชน เพิ่มขึ้นกว่า 100 คะแนนรวมสองหน่วย ขณะที่ผู้สมัครผู้ชนะเดิมจากพรรคภูมิใจไทยกลับคะแนนลดฮวบ! เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่อดีตผู้สมัคร ส.ส. ก้าวไกล โพสต์ภาพเทียบผลให้เห็นชัดๆ ไปเลยครับ

สุพรรณบุรี นับคะแนนใหม่ 2 หน่วย: ภาพรวมเหตุการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งเขตเลือกตั้งเขต 2 สุพรรณบุรี โดย กกต. สุพรรณบุรีมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่ใน 2 หน่วยเลือกตั้งหลักๆ ได้แก่ หน่วยที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง และหน่วยที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง (แต่จากโพสต์ยังมีภาพหน่วย 4 ต.องครักษ์ อ.บางปลาม้า ด้วย) รวมถึงบางหน่วยสำหรับบัญชีรายชื่อ แต่ที่เด่นคือผลแบ่งเขตที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนมาก

นายณัฐพิชา รอดชีพ หรือ ลูกนัท อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 สุพรรณบุรี จากพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ภาพใบรายงานผลการนับคะแนนเดิมวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เทียบกับผลนับใหม่ 27 กุมภาพันธ์ บนเฟซบุ๊กของตัวเอง โดยระบุว่า “นี่แค่หน่วยเดียวนะครับ อันดับ 1 จาก 427 เหลือ 263 อันดับ 2 จาก 104 เป็น 228” และอีกโพสต์ “อีกหน่วยครับ อันดับ 1 จาก 297 เหลือ 212 อันดับ 2 จาก 129 เป็น 165” ชัดเจนมาก!

รายละเอียดผลสุพรรณบุรี นับคะแนนใหม่ หน่วยที่ 1

ในหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง เขต 2:

  • ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย (อันดับ 1 เดิม): จาก 427 คะแนน ลดเหลือ 263 คะแนน (ลดลง 164 คะแนน)
  • ผู้สมัครพรรคประชาชน (อันดับ 2): จาก 104 คะแนน เพิ่มเป็น 228 คะแนน (เพิ่ม 124 คะแนน)

เห็นได้ชัดว่าคะแนนพรรคส้มทะลุเพิ่มแบบไม่น่าเชื่อ!

ผลนับคะแนนหน่วยที่ 4: พรรคส้มยังพุ่งต่อ

ส่วนหน่วยเลือกตั้งที่ 4 (ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า เขต 2):

  • พรรคภูมิใจไทย: จาก 297 คะแนน เหลือ 212 คะแนน (ลด 85 คะแนน)
  • พรรคประชาชน: จาก 129 คะแนน เป็น 165 คะแนน (เพิ่ม 36 คะแนน)

รวมสองหน่วย พรรคส้มได้คะแนนเพิ่มกว่า 160 คะแนน ขณะภูมิใจไทยเสียไปเกือบ 250 คะแนนเลยทีเดียว ถึงแม้ผู้สมัครภูมิใจไทยจะยังชนะในเขตนี้ แต่คะแนนที่หายไปมหาศาลแบบนี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการนับคะแนนครั้งแรก

บริบทสำคัญคือ พรรคประชาชนก่อตั้งโดยกลุ่มอดีต ส.ส. ก้าวไกล หลังพรรคก้าวไกลถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 (รอเช็คปี) พรรคนี้ใช้สีส้มเหมือนเดิม จึงถูกเรียกว่า “พรรคส้ม” ในข่าวการเมือง การนับใหม่ครั้งนี้จึงยิ่งน่าสนใจ เพราะอาจสะท้อนฐานเสียงที่แท้จริงในพื้นที่สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่การแข่งขันดุเดือด

นอกจากนี้ ยังมีการนับคะแนนบัญชีรายชื่อใน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วย 11 ต.สนามชัย อ.เมืองสุพรรณฯ เขต 1, หน่วย 1 บางตาเถร เขต 2, และหน่วย 4 อ.บางปลาม้า เขต 2 แต่ผลเด่นสุดยังอยู่ที่แบ่งเขตครับ

เหตุการณ์สุพรรณบุรี นับคะแนนใหม่ 2 หน่วย นี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์ในโซเชียลอย่างกว้างขวาง หลายคนชื่นชมกกต.ที่สั่งตรวจสอบ แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบหน่วยอื่นๆ เพิ่ม เพื่อความเป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งไทยโดยรวม

ในมุมมองของผม การนับคะแนนใหม่แบบนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความโปร่งใสสำคัญแค่ไหน หากปล่อยผ่านไป ฐานเสียงพรรคส้มอาจถูกกดทับโดยไม่เป็นธรรม สุดท้ายแล้ว ประชาชนอย่างเราก็ได้ประโยชน์จากความถูกต้องครับ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีสุพรรณบุรี นับคะแนนใหม่นี้? พรรคส้มจะพลิกเกมได้ไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

ที่มา – สุพรรณบุรี นับคะแนนใหม่ 2 หน่วย พรรคส้มคะแนนเพิ่ม 100 กว่าคะแนน ขณะผู้ชนะจากภูมิใจไทย คะแนนลด

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามอง นั่นคือมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล จากกรณียื่นร่างแก้ไขมาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ม.112 ซึ่งถูกมองว่ามีเจตนาเซาะกร่อนและบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์แล้ว โดยชี้ว่าการกระทำนี้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อ สส. พรรคก้าวไกล 44 คน นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปรับปรุงเนื้อหา ม.112 ป.ป.ช. เห็นว่าการเสนอร่างนี้ไม่ใช่แค่สิทธิปกติของ สส. แต่มีเนื้อหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นการไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้า หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงนานนับปี ตั้งแต่กลางปี 2568 ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายได้คัดค้านและขอชี้แจงทั้งเป็นหนังสือและด้วยวาจา ป.ป.ช. จึงใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความยุติธรรม สุดท้ายมีมติส่งสำนวนทั้งหมดไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 30 วัน

เหตุผลหลักคือ การกระทำของทั้ง 44 คนมีเจตนาร่วมกัน ไม่สามารถแยกได้ว่าใครทำอะไรแยกต่างหาก ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 แม้เลขาธิการสภาฯ จะทักท้วงแล้ว แต่ สส. เหล่านี้ยังยืนยันเสนอต่อ นอกจากนี้ยังเอาเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งก่อความเสียหายต่อชาติอย่างร้ายแรง

ใครคือ 44 สส.ก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด

  • นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ผู้ริเริ่ม)
  • นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายสมชาย ฝั่งชลจิตร
  • และอื่นๆ รวม 44 ราย (รายชื่อเต็มดูในข่าวต้นทาง)

ทั้งหมดถูกกล่าวหาฐานไม่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อความเสื่อมเสียต่อตำแหน่ง สส. และขัดมาตรา 219 รัฐธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.บ.ปปช. มาตรา 28

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทยที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเส้นแดง การเสนอแก้ ม.112 ถูกตีความต่างกัน บางฝ่ายเห็นว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ ป.ป.ช. ชี้ว่าเกินขอบเขตจริยธรรม สส. ต้องยึดมั่นรัฐธรรมนูญ หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด อาจนำไปสู่การสิ้นสุดสถานะ สส. และผลกระทบต่อพรรคก้าวไกล

ในมุมมองของผู้เขียน มติมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงต้องเคารพหลักนิติธรรมและสถาบันหลัก หากละเลยอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไรในอนาคต? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิดทั้ง 44 สส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112 เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจงยังไม่มีสรุป

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองในช่วงนี้ หลังจากมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 44 คน จากพรรคก้าวไกล ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ออกมาโต้แย้งข่าวดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีการนำวาระดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 จริง แต่การประชุมครั้งนั้นเป็นการประชุมลับ และยังไม่สามารถสรุปผลได้ในทันที เลขาฯ ป.ป.ช. ฝากถึงสื่อมวลชนและประชาชนให้ใจเย็นๆ รอฟังผลอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจมีการแถลงในช่วงเย็นของวันเดียวกัน หากได้ข้อสรุป หรืออาจเลื่อนการประชุมหากยังไม่พร้อม

กรณีศึกษาการลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112

ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากอดีต สส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ที่ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นมาตราเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมของ สส. ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายจริยธรรม ป.ป.ช. จึงรับเรื่องมาพิจารณาเพื่อตรวจสอบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ โดยพิจารณาจากหลักฐานและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

  • อดีต สส. 44 คน ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112
  • ป.ป.ช. นำเข้าที่ประชุมลับเพื่อพิจารณา
  • ยังไม่มีมติชี้มูลความผิด
  • เลขาฯ ขอให้รอผลอย่างเป็นทางการ
  • อาจแถลงข่าวช่วงเย็นวันเดียวกัน

ผลกระทบและมุมมองต่อสังคม

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวอดีต สส. เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานอิสระที่ต้องรักษาความโปร่งใสและเป็นกลาง การโต้ข่าวลือของเลขาฯ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ถูกต้อง สังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเด็นจริยธรรมนักการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่กระจายข่าวสารอย่างรวดเร็ว ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดได้ง่าย ป.ป.ช. จึงต้องระมัดระวังในการสื่อสารเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ มาตรา 112 ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ การเสนอแก้ไขจึงมักถูกจับตามองจากทุกฝ่าย หาก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าผิดจริง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป แต่หากไม่ผิด ก็จะเป็นการคลี่คลายความตึงเครียดได้ หากคุณกำลังติดตามข่าวการเมืองไทย เรื่องนี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการตรวจสอบที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ

ในมุมมองของผู้เขียน การขอให้ “ใจเย็นๆ” จาก ป.ป.ช. เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงการไม่รีบร้อนตัดสินใจ ซึ่งช่วยรักษาความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม สุดท้ายแล้ว ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวปลอม

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ

“เติร์ด รัฐภูมิ” อ้อนชาวเพชรบูรณ์โค้งสุดท้าย

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวเพชรบูรณ์ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวเด็ดเกี่ยวกับเติร์ด รัฐภูมิ อ้อนชาวเพชรบูรณ์กันเลยนะ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง สส.ปี 2569 นี้ “เติร์ด รัฐภูมิ” หรือนายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร ผู้สมัครหมายเลข 5 พรรคประชาชน เขต 1 จังหวัดเพชรบูรณ์ กำลังอ้อนวอนขอคะแนนจากพี่น้องชาวเพชรฯ ให้กาเลือกพรรคส้มทั้ง 2 ใบ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!

เติร์ด รัฐภูมิ อ้อนชาวเพชรบูรณ์ โค้งสุดท้ายขอกาพรรคส้ม 2 ใบเพื่อเปลี่ยน

ตามที่เติร์ด รัฐภูมิ อ้อนชาวเพชรบูรณ์ได้เปิดเผยกับสื่อเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เขาเตรียมจัดเวทีปราศรัยสุดเข้มข้นในวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สวนสาธารณะเพชรบุระ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่เวลา 17.30-20.00 น. ใครว่างอย่าพลาดเลยนะ เพราะจะมีการถ่ายทอดสดเชื่อมโยงกับเวทีใหญ่ของพรรคประชาชนที่สนามกีฬาเวสน์ ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพฯ ด้วย บรรยากาศจะคึกคักสุดๆ แน่นอน!

นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยที่พรรคการเมืองสีส้มอย่างพรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยอย่างเป็นทางการในเพชรบูรณ์ ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีมาก่อน ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมา รัฐภูมิและทีมงานเดินสายพบปะประชาชนแบบใกล้ชิด แต่คราวนี้จัดใหญ่เพื่อรวบรวมพลังให้ชาวเพชรบูรณ์ได้เห็นวิสัยทัศน์ชัดๆ

เติร์ด รัฐภูมิ อ้อนชาวเพชรบูรณ์

รายละเอียดเวทีปราศรัยเติร์ด รัฐภูมิ อ้อนชาวเพชรบูรณ์

เวทีนี้จะมีแขกรับเชิญน่าสนใจเพียบ เช่น อดีตผู้สมัคร สส.พรรคก้าวไกล จังหวัดเพชรบูรณ์ และผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเข็กน้อย ทุกคนจะมาพูดถึงนโยบายที่ตอบโจทย์คนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเพชรบูรณ์ที่ล้าหลังมานาน

รัฐภูมิเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยให้พรรคส้มปักธงในเพชรบูรณ์ได้สำเร็จ เพราะจังหวัดนี้ถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมืองเก่าม along ยาวนาน ชาวเพชรบูรณ์สมควรได้ตัวแทนที่แท้จริง เพื่อต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชน

เติร์ด รัฐภูมิ อ้อนชาวเพชรบูรณ์

ย้อนดูผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกล (ต้นกำเนิดพรรคประชาชน) ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 แต่ในเขตเพชรบูรณ์ยังไม่พอสำหรับชัยชนะใหญ่ คราวนี้เติร์ด รัฐภูมิ อ้อนชาวเพชรบูรณ์ขอพลังจากทุกคน ช่วยกาเลือกทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อให้พรรคมีที่นั่งในสภาฯ เพิ่มขึ้น สร้างนโยบายดีๆ ให้จังหวัด

ทำไมชาวเพชรบูรณ์ต้องให้คะแนนพรรคประชาชน 2 ใบ?

  • เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ: หลุดพ้นจากกลุ่มอิทธิพลเก่า สร้างการเมืองโปร่งใส
  • นโยบายท้องถิ่น: พัฒนาเพชรบูรณ์ให้เป็นเมืองเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เขาค้อ น้ำหนาว
  • ต่อเนื่องจากก้าวไกล: มีประสบการณ์พิสูจน์แล้วจากระดับชาติ
  • ใกล้ชิดประชาชน: รัฐภูมิเดินสายจริง ไม่ใช่แค่หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย
เติร์ด รัฐภูมิ

ส่วนตัวผมมองว่า นี่คือโอกาสทองของชาวเพชรบูรณ์เลยนะ การเมืองท้องถิ่นต้องการคนรุ่นใหม่แบบเติร์ด รัฐภูมิ ที่กล้าพูดกล้าทำ ลองไปร่วมเวทีปราศรัยกันดูครับ รับรองได้ไอเดียใหม่ๆ เพียบ แล้วกาเลือกพรรคประชาชน 2 ใบให้หน่อย เพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม! ถ้าพร้อมเปลี่ยนแล้ว มาเจอกันที่สวนเพชรบุระ 6 ก.พ. นี้นะเพื่อนๆ

ที่มา – “เติร์ด รัฐภูมิ” อ้อนชาวเพชรบูรณ์โค้งสุดท้ายขอกาพรรคส้ม 2 ใบเพื่อเปลี่ยน

ปชน. ดาวกระจายปราศรัย พิธา สกล ธนาธร สระแก้ว แฉพรรคส้ม

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันเลยนะครับ ปชน. ดาวกระจายปราศรัย “พิธา” ไปสกล “ธนาธร” อยู่สระแก้ว แฉมีคนจ้องทำลายพรรคส้ม ซึ่งเป็นกิจกรรมหาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรคประชาชนที่กระจายกำลังไปทั่วประเทศ สุดยอดมาก! ไม่ใช่แค่เวทีใหญ่ แต่ดาวกระจายไปทุกจังหวัด เรียกได้ว่าพลังประชาชนล้นทะลักเลยทีเดียว

ปชน. ดาวกระจายปราศรัย “พิธา” ไปสกล “ธนาธร” อยู่สระแก้ว แฉมีคนจ้องทำลายพรรคส้ม

เริ่มที่สกลนคร วันที่ 31 ม.ค. 2569 ณ ตลาดนัดหน้าค่าย บขส. พี่ๆ น้องๆ มาร่วมฟังปราศรัยจาก “ปิยบุตร แสงกนกกุล” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน บรรยากาศคึกคักสุดๆ ปิยบุตรบอกว่าคาราวานประชาชน 8 เส้นทางทั่วไทย แบบนี้ไม่มีพรรคไหนเลียนแบบได้ เพราะมีดาวฤกษ์มากมาย แกนนำ ผู้ปราศรัย ส.ส. ผู้สมัครกระจายไปทุกหนแห่ง ขอให้สกลนครปักธงส้ม 7 เขต 7 คนเลยนะ!

ปิยบุตรยังชี้แจงชัด การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่ 3 ก๊ก แต่เป็น การเมือง 2 ขั้ว ขั้วเก่า vs ขั้วใหม่ พรรคประชาชนคือขั้วใหม่ที่ยังไม่เคยตั้งรัฐบาล อยากเปลี่ยนการเมืองให้โปร่งใส โค้งสุดท้ายนี้ ข้ามขั้วมาแล้ว อย่าทิ้งกันนะ 14.4 ล้านเสียงเดิม + อีกเท่าตัว = 28 ล้าน รัฐบาลประชาชนเกิดแน่!

ปิยบุตร ปราศรัยสกลนคร

พิธา ถอนคำสาปสกลนคร ปักธงส.ส. เขตแรก

พิธาต่อเลย บอกว่าครั้งนี้โอกาสทองปักธง ส.ส. สกลนครคนแรก ตั้งแต่อนาคตใหม่-ก้าวไกล มาเสมอๆ แพ้แค่ 2-3 พันคะแนน ครั้งนี้ถล่มทลาย ได้ 7/7 เขตแน่นอน! พิธายังเล่าว่าเป็นหนี้บุญคุณสกล จากการเรียนรู้ปัญหาที่ดินเกษตรกร นำไปอภิปราย “กระดุม 5 เมตร” ในสภา วันที่ 8 ก.พ. กาเปลี่ยน กาส้มทั้งสองใบ ส่งนายกเท้งเข้าทำเนียบ!

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สกลนคร

ธนาธร สระแก้ว แฉคนจ้องทำลายพรรคส้ม

ข้ามไปสระแก้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปราศรัยที่ บขส. ตลาดนัดเมืองแก้ว คาราวาน “ลูกน้ำเค็ม” บอกชัด พรรคประชาชนไม่ซื้อเสียง ไม่เลี้ยงหัวคะแนน แต่คัดคนเก่งมาบริหาร เช่น พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตทูตสหรัฐ จัดการปัญหาชายแดน สงครามการค้า.

ธนาธรแฉหนัก “เขาบอกว่าเป็นที่ 1 ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้” นี่คือการทำลายจิตใจ อยากให้หมดหวังกับสังคมใหม่ เท่าเทียม ประชาธิปไตยไร้โกง แต่เราจะไม่ยอม! กาส้มทั้งสองใบ หยุดรัฐบาลแข่ง ส่ง ณัฐพงษ์ เป็นนายก!

ธนาธร สระแก้ว

ภคมน-วีระยุทธ กระบี่ ย้อนรักชาติแบบไหน

ทางใต้ที่กระบี่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายก กับ ภคมน หนุนอนันต์ คาราวาน “บินหลาดง” ลานธารา กระบี่มารีนา. ภคมนบอก เดิมพันคืออนาคตไทย ต้องการการเมืองคนธรรมดา กล้าหาญ แม้ภาคใต้ยาก แต่เราต้องสู้! ย้อนถาม รักชาติแบบไหน เอาที่ดินเป็นสมบัติตัวเอง? แลนด์บริดจ์ถมทะเล? งบปฏิทินจากประกันสังคม? รัฐมนตรีคดียาเสพติด?

วีระยุทธอ้อน การเมืองเก่าบ้านใหญ่ ทุนผูกขาด ซื้อเสียง โกงกิน จีดีพีโตแค่ 1% เหลื่อมล้ำสูง พรรคประชาชนตั้งใจจริง นโยบายรอบด้าน ทีมเก่ง พิสูจน์จากฝ่ายค้านเชิงรุก. แต่ต้องฝันใหญ่ รัฐบาลส้มไม่ใช้เงินเริ่มต้น กา 8 ก.พ. ถล่มทลาย สร้างรุ่งอรุณใหม่!

ภคมน กระบี่

สรุปแล้ว ปชน. ดาวกระจายปราศรัย “พิธา” ไปสกล “ธนาธร” อยู่สระแก้ว แฉมีคนจ้องทำลายพรรคส้ม แสดงพลังขั้วใหม่ชัดเจน การเมือง 2 ขั้วชิงรัฐบาล อย่าปล่อยให้ขั้วเก่าครองต่อ เราเห็นแล้ว 2 ปีกว่า ยังวนลูปเดิมๆ

  • ปักธงสกล 7/7 เขต
  • สระแก้วหยุดทำลายฝัน
  • กระบี่ฝันใหญ่ไร้โกง

ความเห็นผมนะ การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสเปลี่ยนไทยจริงๆ พรรคประชาชนพิสูจน์แล้วว่าทำได้ ลุยเลย! วันที่ 8 ก.พ. ไปกา ส.ส. + นายก สีส้มทั้งสองใบ ชวนเพื่อนๆ มาด้วย สร้างรัฐบาลประชาชนกันเถอะ 🇹🇭🧡

ที่มา – ปชน. ดาวกระจายปราศรัย “พิธา” ไปสกล “ธนาธร” อยู่สระแก้ว แฉมีคนจ้องทำลายพรรคส้ม

25 ธ.ค. ลุ้น! ป.ป.ช. ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล

จับตา 25 ธันวาคมนี้! ป.ป.ช. จะฟันคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล หรือไม่? มีรายงานว่าคณะกรรมการไต่สวนสรุปสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อลงมติ

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงความคืบหน้าคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ที่ถูกตั้งคณะกรรมการไต่สวนคดีผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีข่าวว่า ป.ป.ช. จะลงมติในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ โดยขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการบรรจุคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล เข้าสู่วาระการประชุม ป.ป.ช. ในวันที่ 25 ธันวาคมหรือไม่ เนื่องจากเป็นอำนาจของนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช. ที่จะบรรจุวาระเรื่องนี้ในฐานะประธานกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว

ลุ้นระทึก! ป.ป.ช. ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล 25 ธ.ค. นี้?

ทั้งนี้ คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวนเสร็จสิ้นหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อลงมติเท่านั้น กระบวนการพิจารณาเรื่องนี้ใช้เวลานานพอสมควร เกือบ 1 ปี นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ป.ป.ช. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทม์ไลน์ทางการเมือง แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ และเป็นคดีใหญ่ จึงถูกจัดลำดับความสำคัญในการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ความคืบหน้าล่าสุด คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในวันที่ 25 ธันวาคม คือ:

  • การตัดสินใจของประธาน ป.ป.ช. ว่าจะบรรจุวาระการพิจารณาคดีนี้หรือไม่
  • หากบรรจุวาระ จะมีการลงมติในวันดังกล่าวเลยหรือไม่
  • ผลการลงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะออกมาในทิศทางใด

คดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองและกฎหมายที่สำคัญ การตัดสินใจของ ป.ป.ช. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของอดีต สส. ทั้ง 44 คน รวมถึงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. เอง

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากอคติทางการเมืองได้หรือไม่ ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การพิจารณาคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกฎหมายและการเมืองในประเทศไทย การแก้ไขมาตรา 112 เป็นประเด็นที่ยังคงมีความเห็นต่างในสังคม การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความยุติธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ในขณะที่การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจในคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศในอนาคต การที่ประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จะช่วยสร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายดำเนินการด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ

จึงเป็นที่น่าติดตามว่าผลสรุปของคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล จะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ลุ้น 25 ธ.ค. ป.ป.ช. ฟันคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล เผย คกก.ไต่สวน สรุปสำนวนเสร็จแล้ว

Scroll to top