พรรคประชาชาติ

“ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

“ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้ากรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีข้อกังขาเรื่องความไม่โปร่งใส ล่าสุด พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่ควรทำหน้าที่เสมือนเป็นศาลตัดสินเอง แต่ควรยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญที่ พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นคือเรื่องของเกณฑ์ในทางกฎหมาย โดยระบุชัดเจนว่า “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการรักษาหลักนิติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง หากมีข้อบ่งชี้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต กกต. มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แทนที่จะเก็บสำนวนไว้พิจารณาเอง

ทำไมต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา?

การที่สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ กกต. นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีข้อเท็จจริงหลายประการที่ดูย้อนแย้ง เช่น:

  • ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้ดำรงตำแหน่ง สว. กับการให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. ในอดีต
  • ระเบียบ กกต. ที่เปิดช่องให้เกิดพฤติการณ์จัดตั้งหรือ “โหวตล็อก”
  • ความล่าช้าและการปรับเปลี่ยนแนวทางการตรวจสอบสำนวนคดี

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้ซึ่งถือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

ในเชิงกฎหมายมหาชน มาตรฐานการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกานั้นไม่ได้เข้มข้นเท่ากับการตัดสินคดีอาญาที่ต้องปราศจากข้อสงสัย แต่กติกาพุ่งเป้าไปที่ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริต ซึ่งหากเข้าเงื่อนไขนี้ กกต. ไม่มีหน้าที่อื่นใดนอกจากต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาไต่สวนต่อไป

บทสรุปและมุมมอง: การกระทำขององค์กรอิสระในสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนบททดสอบครั้งสำคัญของชาติ หาก กกต. ยึดมั่นในความโปร่งใสและหลักนิติธรรม แทนที่จะใช้อำนาจล้นเกินจนถูกสังคมครหา การเปิดทางให้ศาลฎีกาเข้ามาตัดสินจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการยุติความขัดแย้ง และกอบกู้ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

โรม พา กมธ.กฎหมายฯ บุก สรรพาวุธ ทร. พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง สส.กมลศักดิ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ “โรม” พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” เพื่อหาความจริงเกี่ยวกับอาวุธปืนปริศนาที่โผล่ไปโผล่ในเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งที่ควรจะถูกทำลายไปแล้วตามระเบียบของทางราชการ

โรม พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์”

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ. พร้อมด้วยสมาชิกสำคัญ อาทิ นายรอมฎอน ปันจอร์ และนายปิยรัฐ จงเทพ ได้ยกขบวนลงพื้นที่กรมสรรพาวุธทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปืนกระบอกที่ใช้ลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งพบเบาะแสสำคัญว่าปืนกระบอกนี้มีหมายเลขทะเบียนตรงกับปืนในสังกัดกองทัพเรือที่ถูกระบุว่าทำลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2564

เปิดปมร้อน การลงพื้นที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง

การที่ โรม พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อค้นหาความจริงว่า ปืนที่ควรจะถูกตัดเป็น 7 ท่อนและฝังกลบไปนานแล้วนั้น หลุดรอดออกมาได้อย่างไร หรือกระบวนการทำลายอาวุธปืนดังกล่าวมีช่องโหว่ตรงไหนหรือไม่ โดยกิจกรรมการตรวจสอบประกอบด้วย:

  • การสังเกตการณ์ขั้นตอนการทำลายอาวุธปืนตัวอย่าง
  • การตรวจสอบพื้นที่และบ่อที่อ้างว่ามีการฝังกลบ
  • การขอข้อมูลเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบปืน

อย่างไรก็ตาม ผลการลงพื้นที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เนื่องจากทางกองทัพเรือนำเสนอเพียงรูปถ่าย ซึ่งในรูปภาพไม่สามารถยืนยันเลขทะเบียนปืนได้อย่างชัดเจนว่าตรงกับปืนที่ยึดได้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการตรวจสอบภายในกองทัพยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นใหญ่

นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า แม้ทาง กมธ. จะยังไม่มีอำนาจสั่งการให้ขุดบ่อฝังกลบขึ้นมาตรวจสอบใหม่ทั้งหมด แต่ลำดับต่อไปคือการเรียกดูเอกสารข้อมูลเชิงลึกและรอผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการของกองทัพเรือ หากพบว่ามีการทุจริตหรือปล่อยปละละเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องชี้แจงต่อสังคมให้กระจ่างเพื่อความยุติธรรมของผู้เสียหาย

ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมากที่แสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อลดช่องว่างของระเบียบราชการที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้แก่อาวุธร้ายแรงหลุดรอดไปสู่มือของผู้ไม่หวังดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีนี้จะจบลงอย่างไร และความโปร่งใสจะกลับคืนมาหรือไม่

ที่มา – “โรม” พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์”

นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. ยันเป็นกลไกสำคัญดูแลความมั่นคง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีการออกมาเสนอให้ยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยนายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เพราะถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานความมั่นคงของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครับ

เหตุผลที่ นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เพื่อความมั่นคงของชาติ

หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงยังให้ความสำคัญกับหน่วยงานนี้ นายกฯ ได้อธิบายว่า กอ.รมน. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ดูแลเรื่องความปลอดภัยในภาพรวมของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนแขนขาในการประสานงานระหว่างกองทัพกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การส่งมอบความช่วยเหลือและการบริการประชาชนเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในมิติด้านการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

มุมมองต่อการปรับความเข้าใจกับ “วันนอร์”

สำหรับข้อเสนอจากทางฝั่งของท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เสนอให้ยุบหน่วยงานนี้นั้น นายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจดีถึงที่มาที่ไป เนื่องจากท่านวันนอร์ดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจมีความกดดันที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยืนยันว่าจะขอเข้าไปปรับความเข้าใจกับท่านด้วยตนเองในฐานะผู้ใหญ่ที่เคารพ เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีกลไกนี้ไว้ขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการก้าวก่ายหน้าที่ของใคร ทุกอย่างจะดำเนินการตามโครงสร้างเดิมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ครับ

  • กอ.รมน. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานงานด้านความมั่นคงและสวัสดิการ
  • รัฐบาลเน้นการทำงานตามกฎหมาย ไม่ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม
  • นายกฯ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจกับผู้ที่มีความเห็นต่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ในส่วนของความคืบหน้าคดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีการยกเว้นให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันครับ

สรุปแล้ว การที่นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะที่ประเทศต้องการเสถียรภาพ การรักษาหน่วยงานที่เป็นกลไกประสานงานสำคัญคือทางออกที่รัฐบาลเลือกใช้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความมั่นคงและสันติสุขในทุกย่างก้าวของพี่น้องประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ อย่าลืมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เหตุต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาลดูแลความมั่นคง ขอปรับความเข้าใจ “วันนอร์” เอง

สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม

สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม

เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ได้สร้างความตื่นตัวให้กับพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง ด้วยการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม เพื่อจี้ให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยมองว่ามาตรการเดิมอย่างการขุดลอกคูคลองเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปต่อสถานการณ์ฝนตกหนักแบบฉับพลัน

เปิดมุมมองการจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้

นายอับดุลอายีได้หยิบยกประเด็นเรื่อง Rain Bomb หรือการที่มวลน้ำฝนขนาดใหญ่เทลงมาในพื้นที่แคบๆ จนเกิดสภาวะเหมือนสึนามิจากท้องฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาสร้างความเสียหายให้กับจังหวัดสงขลาและยะลาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมบนภูเขาและดินถล่มที่ตำบลอัยเยอร์เวง ซึ่งการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม ในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรีได้รับภาระหนักเกินไปจนไม่สามารถรองรับน้ำได้

ทางด้านรัฐบาลโดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้ออกมาชี้แจงว่ามีการเตรียมความพร้อมเชิงรุกอย่างเต็มที่ โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก
  • นำเทคโนโลยีเรดาร์มาใช้ตรวจจับและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
  • สร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้มีความพร้อมในการรับมือและอพยพอย่างมีขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม นายอับดุลอายียังคงยืนยันผ่านการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วมว่า การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุควรเน้นไปที่การขุดช่องทางระบายน้ำสายใหม่ เพื่อช่วยลดการไหลหลากเข้าสู่แม่น้ำสายหลักก่อนที่น้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน

ในมุมมองของเรา การถกเถียงในสภาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญกับปัญหาภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว หากรัฐบาลสามารถบูรณาการงบประมาณและนำข้อเสนอเรื่องการเปิดช่องทางระบายน้ำใหม่ไปปฏิบัติได้จริง เชื่อว่าความสูญเสียจากอุทกภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม ชี้แค่ขุดลอกคูคลองไม่เพียงพอ

ทีมคลี่คลายคดี สส.กมลศักดิ์ แฉข้าราชการสั่งสกัดตัวละครใหม่

ทีมคลี่คลายคดี สส.กมลศักดิ์ แฉข้าราชการสั่งสกัดตัวละครใหม่ กลางพื้นที่ชายแดนใต้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.เขต 5 นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งผ่านไปแล้วเกือบ 3 เดือน แต่คดียังคงไม่มีการจับกุมตัวผู้กระทำความผิด ล่าสุดทีมคลี่คลายคดี สส.กมลศักดิ์ แฉข้าราชการสั่งสกัดตัวละครใหม่ ที่เตรียมจะนำหลักฐานสำคัญมามอบให้ โดยระบุว่าได้รับคำสั่งจากข้าราชการผู้มีอำนาจระดับสูงในจังหวัดให้หยุดยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเด็ดขาด

นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนถึงความยากลำบากในการหาความจริงว่า การทำงานของทีมงานต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากกลไกของภาครัฐเสียเอง ทั้งที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความบอบช้ำจากเหตุการณ์ความไม่สงบมาอย่างยาวนานกว่า 22 ปี การที่ข้าราชการระดับสูงเลือกใช้อำนาจที่มีอยู่ไปปกป้องคนผิดแทนที่จะอำนวยความยุติธรรม ถือเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง

เบื้องลึกความเชื่อมโยงที่ต้องจับตา: ทีมคลี่คลายคดี สส.กมลศักดิ์ แฉข้าราชการสั่งสกัดตัวละครใหม่

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในระบบราชการไทย ว่าเหตุใดข้าราชการที่ควรเป็นที่พึ่งของประชาชนกลับกลายเป็นอุปสรรคในการคลี่คลายคดีสำคัญเช่นนี้ การที่ทีมคลี่คลายคดี สส.กมลศักดิ์ แฉข้าราชการสั่งสกัดตัวละครใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะปิดปากพยานหรือแหล่งข่าวเพื่อปกปิดความจริงบางอย่างที่อาจเชื่อมโยงไปถึงบุคคลในโครงสร้างอำนาจรัฐเอง

นอกจากนี้ ในวันที่ 17 มิถุนายนที่จะถึงนี้ คาดว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญของคดีนี้ โดยจะมีการชี้แจงจากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัด ต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ซึ่งสังคมต่างรอคอยคำตอบว่า:

  • ความคืบหน้าทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ล่าช้าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง?
  • ทำไมข้าราชการระดับสูงถึงต้องสั่งขัดขวางการเข้าถึงหลักฐานสำคัญ?
  • กลไกของ กอ.รมน. มีบทบาทอย่างไรกับคดีนี้?

หากปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการตรวจสอบ ระบบราชการจะกลายเป็นจำเลยของสังคมเสียเอง ในฐานะประชาชนที่ติดตามข่าวสาร เราคงต้องช่วยกันเป็นกระบอกเสียงและร่วมกันจับตาดูว่า ผู้มีอำนาจจะจริงใจในการสืบหาความจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะหัวใจสำคัญของความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องเท่าเทียมและปราศจากการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจเบื้องหลังอย่างเด็ดขาด

ที่มา – ทีมคลี่คลายคดี “สส.กมลศักดิ์” แฉข้าราชการผู้มีอำนาจสูงในจังหวัด สั่งสกัด “ตัวละครใหม่”

ทวี เยี่ยม เด่น โต๊ะมีนา สะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณชายแดนใต้

ทวี เยี่ยม เด่น โต๊ะมีนา สะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี สอดสึง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้นำคณะเดินทางไปเยี่ยมอาการป่วยของ นายเด่น โต๊ะมีนา นักการเมืองอาวุโสผู้เป็นที่เคารพรักของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจในฐานะนักการเมืองรุ่นน้อง แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความผูกพันที่เปรียบเสมือน ทวี เยี่ยม เด่น โต๊ะมีนา สะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณชายแดนใต้ ที่เชื่อมโยงอดีตและอนาคตของพื้นที่นี้ไว้ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น

นายเด่น โต๊ะมีนา ถือเป็นบุตรชายของ หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญของชาวมลายู และเป็นบุคคลที่ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองระดับชาติมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งบทบาทของท่านได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการยอมรับความแตกต่างทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

บทบาทสำคัญในฐานะสะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณ

พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวระหว่างการเยี่ยมเยียนว่า การที่เขาได้เข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาชาติและกลุ่มวาดะห์นั้น มีนายเด่น โต๊ะมีนา เป็นเสมือนครูใหญ่ทางจริยธรรมและการเมือง การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงการรำลึกถึง ทวี เยี่ยม เด่น โต๊ะมีนา สะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณชายแดนใต้ ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศในการทำงานเพื่อความยุติธรรม โดยเฉพาะการพยายามคืนความชอบธรรมให้กับประวัติศาสตร์พื้นที่ผ่านโครงการบูรณะบ้านหะยีสุหลง เพื่อสร้างให้โลกเห็นว่ารัฐไทยพร้อมจะรับฟังเสียงของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในวงสนทนายังได้หยิบยกประเด็นการเมืองสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ:

  • การส่งต่อเรื่องราวชีวประวัติเพื่อการเรียนรู้ของคนรุ่นหลัง
  • ความสำคัญของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในการสร้างอำนาจต่อรองในสภาฯ
  • การผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมในคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่
  • ความคล้ายคลึงระหว่างบททดสอบทางการเมืองของหะยีสุหลงในอดีต และสถานการณ์ของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในปัจจุบัน

บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง แม้จะเป็นการเยี่ยมในสถานพยาบาล แต่ความรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องที่เชื่อมโยงผ่านอุดมการณ์ไม่ได้จางหายไปเลย การที่ ทวี เยี่ยม เด่น โต๊ะมีนา สะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณชายแดนใต้ ย้ำให้เราเห็นว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่สามารถใช้เพียงแค่หลักการบริหารหรืออำนาจรัฐ แต่ต้องใช้ ‘หัวใจ’ และ ‘การเคารพอดีต’ เป็นเครื่องนำทางด้วย

ในฐานะประชาชนเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสืบทอดเจตนารมณ์ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการแสวงหาความยุติธรรม จะเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อผ่านคนรุ่นหลัง เพื่อให้ความขัดแย้งในอดีตได้แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจและสันติสุขที่ยั่งยืนในอนาคต ขอบคุณทุกแรงกายแรงใจของผู้ใหญ่ที่พยายามรักษาจิตวิญญาณของพื้นที่นี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป

ที่มา – “ทวี” นำคณะพรรคประชาชาติ เยี่ยม “เด่น โต๊ะมีนา” ย้ำผูกพันในฐานะสะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณ

“กมลศักดิ์” พบพิรุธบัญชีปืนผี ทร. อ้างทำลายแล้ว โผล่ใช้ลอบสังหาร หวั่นขบวนการตัดตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกเกี่ยวกับคดีลอบสังหาร ซึ่งมีเงื่อนงำน่าสงสัยมากมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “กมลศักดิ์” พบพิรุธบัญชีปืนผี ทร. อ้างทำลายแล้ว โผล่ใช้ลอบสังหาร หวั่นขบวนการตัดตอน ที่ทำเอาผู้เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจน

“กมลศักดิ์” พบพิรุธบัญชีปืนผี ทร. อ้างทำลายแล้ว โผล่ใช้ลอบสังหาร หวั่นขบวนการตัดตอน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ สส.กมลศักดิ์ ได้เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี แต่กลับพบความผิดปกติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักฐานโทรศัพท์มือถือที่หายไปจากสำนวน หรือแม้แต่ตัวอาวุธปืนที่นำมาใช้ก่อเหตุ โดยเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน สส.กมลศักดิ์ พบพิรุธบัญชีปืนผี ทร. อ้างทำลายแล้ว โผล่ใช้ลอบสังหาร หวั่นขบวนการตัดตอน ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับระบบการจัดการอาวุธของหน่วยงานรัฐกันใหม่

เปิดปมร้อน: ปืนที่ตายแล้วทำไมถึงฟื้นคืนชีพ?

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าปืนเอ็ม 16 ที่ถูกใช้ในการลอบสังหารนั้น มีข้อมูลจากกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ ระบุว่าได้ทำลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2563 เพราะเสื่อมสภาพ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือมันกลับมาใช้งานได้เป็นปกติ นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเรื่อง “กมลศักดิ์” พบพิรุธบัญชีปืนผี ทร. อ้างทำลายแล้ว โผล่ใช้ลอบสังหาร หวั่นขบวนการตัดตอน ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนถึงช่องโหว่ของกระบวนการควบคุมอาวุธสงคราม

  • ปืนเอ็ม 16 ถูกระบุในบัญชีว่าทำลายแล้วในปี 2563
  • ปืนกระบอกดังกล่าวกลับถูกนำมาใช้ก่อเหตุในปี 2569
  • ผลพิสูจน์หลักฐานยันว่าปืนยังใช้งานได้ดีเยี่ยม
  • ตั้งคำถามถึงปืนอีก 39 กระบอกที่เหลือในลอตเดียวกันว่าหายไปไหน

การที่อาวุธของทางราชการหลุดรอดออกมาอยู่ในมือกลุ่มมือปืนได้นั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ควรเป็นเรื่องที่ปล่อยผ่านไปได้ โดยเฉพาะเมื่อมีร่องรอยการสลักชื่อหน่วยงานหรือที่มาของปืนอย่างชัดเจน ยิ่งทำให้เห็นว่ามีความบกพร่องตั้งแต่ระบบการจัดเก็บไปจนถึงกระบวนการกำจัดอาวุธที่ไม่มีประสิทธิภาพจริง

ในฐานะ สส. ผู้เสียหายยืนยันหนักแน่นว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะถ้าผู้มีอำนาจหรือคนที่มีความรู้ยังมีโอกาสเจอเรื่องแบบนี้ แล้วชาวบ้านธรรมดาจะมีความปลอดภัยได้อย่างไร เราหวังว่ากระบวนการตรวจสอบจะมีความโปร่งใสและนำผู้กระทำผิดตัวจริง รวมไปถึงผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ เพื่อไม่ให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดขึ้นอีก

ที่มา – “กมลศักดิ์” พบพิรุธบัญชีปืนผี ทร. อ้างทำลายแล้ว โผล่ใช้ลอบสังหาร หวั่นขบวนการตัดตอน

“ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

“ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

เหตุการณ์ล่าสุดที่หลายคนให้ความสนใจคือการที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ล่าสุดได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา เพื่อหาทางออกให้กับโครงการที่หยุดชะงักไปนานกว่าหลายปี โดยสนามกีฬาแห่งนี้เคยถูกตั้งความหวังไว้สูงมากว่าจะเป็นศูนย์กลางกีฬาของพี่น้องชาวใต้ แต่กลับต้องกลายเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้างมูลค่ามหาศาลถึง 177 ล้านบาท สร้างความเสียดายให้กับชาวนราธิวาสเป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าเรื่อง “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

ปัญหาของสนามกีฬาแห่งนี้มีความซับซ้อน ตั้งแต่เรื่องการฟ้องร้องระหว่างหน่วยงานไปจนถึงผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนจบตามแผนเดิม พ.ต.อ.ทวี เห็นว่านี่คือโอกาสทองหลังจากที่สโมสรนรา ยูไนเต็ด สามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก 2 ได้สำเร็จ ทำให้ความต้องการสนามกีฬาที่มีมาตรฐานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การปล่อยให้สนามร้างต่อไปจึงถือเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่

จากการลงพื้นที่ “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา ครั้งนี้ ท่านได้เตรียมนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการฯ เพื่อเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยและวางแผนแก้ไขให้ชัดเจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปิดใช้งานสนามให้ได้ภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อรองรับฤดูกาลการแข่งขันใหม่ของทีมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

  • เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการปัญหาข้อกฎหมายให้จบ
  • ผลักดันงบประมาณส่วนที่เหลือเพียงเล็กน้อยเพื่อให้สนามพร้อมใช้งาน
  • สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนและคนในพื้นที่

สิ่งที่น่าชื่นชมคือความสามัคคีที่เกิดขึ้นผ่านเกมกีฬา ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธหรือมุสลิม ทุกคนต่างรวมใจกันเชียร์ทีมรักของจังหวัดเดียวกัน นี่คือภาพสะท้อนที่สวยงาม แต่ความสวยงามนี้จะสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อสนามกีฬาแห่งนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่มีคิวลงพื้นที่ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ จึงเป็นความหวังสำคัญที่ชาวนราธิวาสกำลังเฝ้ารอว่า ปัญหานี้จะถูกแก้ไขให้ลุล่วงอย่างเป็นรูปธรรมเสียที หรือจะปล่อยให้เป็นมรดกความล้มเหลวต่อไป

ในมุมมองของเรา นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงออกถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับคนในพื้นที่ภาคใต้ การทำให้สนามฟุตบอล 177 ล้านบาทกลับมาใช้งานได้จริงไม่ใช่แค่เรื่องของการกีฬา แต่เป็นเรื่องของขวัญและกำลังใจของประชาชน หากทำสำเร็จจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับชุมชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

ทหาร 2 นาย เตรียมพบตำรวจ 5 พ.ค. คดียิง สส.กมลศักดิ์

เหตุการณ์ยิงถล่มรถของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 มี.ค. 2569 ยังคงเป็นประเด็นร้อนในพื้นที่ภาคใต้ ล่าสุดมีพัฒนาการสำคัญคือ ทหาร 2 นาย เตรียมพบตำรวจ 5 พ.ค.นี้ ถูกหมายเรียก คดียิง “สส.กมลศักดิ์” ซึ่งทั้งสองคนคือ น.อ.มนตรี และ น.ต.เดโช ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ

ทหาร 2 นาย เตรียมพบตำรวจ 5 พ.ค.นี้ ถูกหมายเรียก คดียิง “สส.กมลศักดิ์”

จากรายงานของผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 ชุดสืบสวนคดีได้ออกหมายเรียกทหารระดับ น.อ. และ น.ต. สองนายนี้ให้มารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้ ทั้งคู่ได้รับทราบหมายเรียกแล้วและยืนยันว่าจะเดินทางไปตามนัด หากไม่มา เจ้าหน้าที่อาจออกหมายเรียกซ้ำหรือหมายจับตามกฎหมาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหน้าบ้านพักของสส.กมลศักดิ์ ถนนเพชรเกษม ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะโตโยต้า 4 ประตู สีขาว ของกอ.รมน.จ.นราธิวาส เป็นพาหนะ พร้อมอาวุธปืนเอ็ม16 ยิงถล่มรถของ สส. ทำให้คนขับนายอุชลัมห์ โกะเลาะ และ ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ สส.กมลศักดิ์ ไม่ได้รับอันตราย

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้าในคดีทหาร 2 นาย เตรียมพบตำรวจ 5 พ.ค.นี้

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับผู้ต้องหาได้ 5 คนแล้ว ได้แก่

  • นายสมพร ลังเดช – หน้าที่ประสานงาน ชี้เป้า
  • นายอลาวี อาแว – ขับรถยนต์กระบะ
  • นายธนภัทร วัฒนภิญโญ – มือปืน
  • นายสุนทร พรหมภักดี – เจ้าของอู่รถ
  • ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี – มือปืน

สำหรับทหารสองนายที่ถูกหมายเรียกเพิ่มเติม น.อ.มนตรี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้ยืมรถกอ.รมน.แก่ ร.อ.วิโรจน์ ในการก่อเหตุ ขณะที่ น.ต.เดโช ถูกสงสัยว่ามีส่วนรู้เห็นในการวางแผน ทั้งคู่อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาจ้างวาน ตัวการ หรือสนับสนุนการพยายามฆ่า

คดีนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการจับกุมผู้ต้องหาหลายราย แต่ยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลุดรอด สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความยุติธรรม โดยเฉพาะการตรวจสอบวินัยทหารที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การใช้รถของหน่วยงานรัฐในการก่อเหตุยังเป็นประเด็นที่หน่วยต้นสังกัดต้องรับผิดชอบ ชุดสืบสวนยังไม่เปิดเผยหลักฐานที่เชื่อมโยงทั้งสองนาย แต่เชื่อว่ามีน้ำหนักพอให้เรียกสอบสวน พื้นที่นราธิวาสซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของ สส.กมลศักดิ์ มักมีเหตุการณ์ความไม่สงบ การเมืองท้องถิ่นปะปนกับอิทธิพลมืด ทำให้คดีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ประชาชนในพื้นที่ต่างจับตาความคืบหน้า หากทหารทั้งสองรายงานตัวตามกำหนด คดีอาจใกล้คลี่คลาย แต่หากเพิกเฉย อาจนำไปสู่การออกหมายจับที่เข้มข้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการสอบสวนวินัยของกองทัพที่กำลังดำเนินการควบคู่ไปด้วย

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ คดีนี้แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ในการควบคุมทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐและการป้องกันการนำไปใช้ในทางมิชอบ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ชายแดนใต้สมควรได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเพื่อลดเหตุรุนแรง

ติดตามความคืบหน้าคดี ทหาร 2 นาย เตรียมพบตำรวจ 5 พ.ค.นี้ ถูกหมายเรียก คดียิง “สส.กมลศักดิ์” ได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ที่มา – ทหาร 2 นาย เตรียมพบตำรวจ 5 พ.ค.นี้ ถูกหมายเรียก คดียิง “สส.กมลศักดิ์”

Scroll to top