พรรคประชาธิปัตย์

“ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญที่หลายคนเฝ้าหาคำตอบคือ นิยามของ “ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย อย่างแท้จริงได้อย่างไร? เมื่อเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจในโครงการ DIP รุ่นที่ 16 ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

“ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ์ได้แบ่งปันมุมมองว่า หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่ไม่เพียงแค่รอด แต่ต้องรุ่งในยุคปัจจุบัน คือการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ผู้นำไม่ได้ทำหน้าที่แค่สั่งการ แต่คือการสร้างแสงสว่างให้ผู้คนรู้ว่าจะก้าวไปทางไหน สังคมไม่ได้ต้องการแค่เทคนิค แต่ต้องการเป้าหมายที่ร่วมกันฝันถึง

หลักการสำคัญที่ ผู้นำยุคใหม่ ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

จากการแบ่งปันประสบการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี เราสามารถสรุปคุณสมบัติสำคัญได้ดังนี้:

  • ทิศทางที่ชัดเจน: ผู้นำต้องบอกได้ว่าองค์กรหรือประเทศจะเดินไปสู่จุดไหนด้วยวิธีคิดที่เป็นระบบ
  • ค่านิยมประชาธิปไตย: นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าประชาธิปไตยจบลงที่การชนะเลือกตั้ง แต่แท้จริงแล้วคือการฟังเสียงข้างน้อยและการรับผิดชอบต่อประชาชน
  • ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy): การทำงานกับคนอื่นต้องอาศัยการฟังและความอดทน การเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ทีมเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช ยังได้ย้ำเตือนเยาวชนว่า เส้นทางของชีวิตและการเมืองไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการสั่งสมประสบการณ์และความรู้ เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในอาชีพใด ประสบการณ์เหล่านั้นล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่หล่อหลอมให้คุณกลายเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังค้นหาตัวเอง หรืออยากเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ จงอย่ากลัวความล้มเหลว เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การเมืองอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวในวันนี้ แต่ด้วยจิตสาธารณะและการเตรียมพร้อมอย่างมุ่งมั่น คุณอาจเป็นผู้นำรุ่นต่อไปที่สังคมกำลังรอคอย

ที่มา – “อภิสิทธิ์” กางนิยาม “ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกโซเชียล เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยการเผยแพร่ภาพขณะรับประทานอาหารร่วมกับ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล หรือรองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี เพื่อสยบข่าวลือความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

การพบปะกันในครั้งนี้ นายชัยชนะได้ระบุข้อความสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “มื้อนี้ พี่รองตุ้มและครอบครัวเลี้ยงครับ มิตรภาพที่ยืนยาวมั่นคง เข้าใจตรงกันนะครับ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับรองผู้กำกับทุ่งใหญ่ยังคงแน่นแฟ้น ไม่ได้เป็นไปตามที่มีกระแสข่าวความขัดแย้งในช่วงก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

เบื้องหลังการโพสต์ ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เป็นต้นเรื่อง จะพบว่าทั้งสองท่านเคยมีกรณีพิพาทที่เป็นประเด็นทางสังคม ซึ่งส่งผลให้เกิดการแจ้งความดำเนินคดีและเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งคู่เลือกจะนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นมิตรที่อยู่เหนือปัญหาความเห็นต่างทางการเมืองหรือข้อพิพาททางคดีความ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้:

  • บรรยากาศการรับประทานอาหารเป็นไปอย่างเป็นกันเอง มีครอบครัวและเพื่อนร่วมโต๊ะ
  • นายชัยชนะยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติข่าวลือความบาดหมางในสังคม
  • ทั้งสองฝ่ายพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนปกติ

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง การกระทำของนายชัยชนะในครั้งนี้เป็นการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์เพื่อลดแรงปะทะจากกระแสสังคม โดยเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นมิตรภาพและวุฒิภาวะในการจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว แม้ในยามที่มีคดีความค้างคาอยู่ก็ตาม ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าในเชิงคดีความทางกฎหมายจะมีความคืบหน้าอย่างไร แต่ในแง่ของภาพลักษณ์ส่วนตัวถือว่าการแสดงออกครั้งนี้ช่วยปรับลดอุณหภูมิความขัดแย้งไปได้มากทีเดียว

ที่มา – “ชัยชนะ” โพสต์ร่วมโต๊ะอาหาร “รอง ผกก.ทุ่งใหญ่” ย้ำสัมพันธ์ยังดี

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้านได้ออกมาตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดล่าสุด โดยมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลและอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต. จะมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหานี้

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

ในการเสวนาที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดสสงค์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า กระบวนการที่ดูเหมือนเป็นการเลือกกันเองนั้น แท้จริงแล้วอาจมีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบต่อกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศอย่างรุนแรง พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ และหาก กกต. ไม่กล้าตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามหลักฐานที่มี ก็จะกลายเป็นคำถามถึงความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระ

ความเห็นจากฝ่ายค้านและเสียงสะท้อนเรื่องประชาธิปไตยผีดิบ

ทางด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเสริมถึงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ประชาธิปไตยผีดิบ’ หรือ Zombie Democracy ที่มีโครงสร้างทางการเมืองอยู่ แต่ขาดจิตวิญญาณในการดูแลประชาชน เขาขู่เตือน กกต. ว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้จนนำไปสู่การติดคุกของกรรมการการเลือกตั้งมาแล้ว ดังนั้นขออย่าให้มีการตัดตอนหรือเอาผิดแค่ผู้สมัครรายบุคคล แต่ต้องดูไปถึงตัวการใหญ่และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง

  • ต้องปฏิรูปที่มาของ สว. ให้ยึดโยงกับประชาชน
  • กกต. ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่ทำตามอำเภอใจ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการฮั้ว

นอกจากนี้ ยังมีการแฉข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว. ที่ระบุว่ามีการบังคับให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อการันตีว่าจะโหวตตามมติพรรคการเมือง ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้เป็นจริง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่น่ากังวล การจะก้าวข้ามปัญหาการ ‘กินรวบประเทศ’ นี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยการตื่นรู้ของประชาชนและการตรวจสอบที่โปร่งใสจากทุกภาคส่วน

ในท้ายที่สุด ความจริงเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญขององค์กรที่เกี่ยวข้องว่าจะเลือกยืนข้างความถูกต้องหรือปล่อยให้วงจรนี้กัดกินประชาธิปไตยต่อไป นี่คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันจับตาอย่างไม่กะพริบตา

ที่มา – “ทวี” ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ขณะ “สาทิตย์” ขู่ ปชป.เคยทำ กกต. ติดคุกมาแล้ว

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย พร้อมแนะรัฐบาล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายชวนได้กล่าวถึงประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย โดยระบุว่าตนยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนและขอให้สื่อมวลชนสอบถามไปยังหัวหน้าพรรคโดยตรง อย่างไรก็ตาม ท่านได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญว่าไม่ว่าใครก็ตาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น

มุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองและปัญหาอาวุธปืน

นอกจากเรื่องคดีความแล้ว นายชวนยังได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นการเมืองและการแก้ไขปัญหาอาวุธปืนของรัฐบาล โดยท่านมองว่าการที่ “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นเพียงมุมมองในแง่ของกระบวนการยุติธรรม แต่ในส่วนของการแก้ปัญหาปืนรายวันที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่นั้น ท่านตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ปัญหาแบบ “แก้รายวัน” อาจไม่ตรงจุดเท่าที่ควร หากไม่ดูที่พฤติกรรมของคนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ประเด็นที่น่าสนใจที่ท่านหยิบยกมามีดังนี้:

  • การควบคุมอาวุธปืนต้องเริ่มจากระเบียบวินัยในสังคม
  • การซื้อขายปืนออนไลน์เป็นจุดอ่อนที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปราบปราม
  • การสะสมปืนไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ปัญหาอยู่ที่การนำไปใช้ในทางที่ผิด
  • ท่านยืนยันว่าตนเองมีปืน 2 กระบอก แต่ไม่ได้ใช้งานจนขึ้นสนิมไปหมดแล้ว

นายชวนยังได้สะท้อนถึงปัญหาการเลือกตั้งที่ใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของนักการเมืองและฐานเสียงในภาคใต้ โดยท่านเน้นย้ำว่าแม้พรรคประชาธิปัตย์จะรอดมาได้ด้วยระบบบัญชีรายชื่อ แต่การเมืองในอนาคตต้องการความโปร่งใสมากกว่านี้

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าในประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่านักการเมืองรุ่นใหญ่ยังคงยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความรุนแรงและอาวุธปืนในประเทศ ไม่สามารถทำได้เพียงแค่การออกกฎหมายเพิ่ม แต่อยู่ที่การปรับพฤติกรรมและวินัยของผู้คนในสังคม ซึ่งภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน

ที่มา – “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย-มองรัฐบาลแก้ปัญหาปืนรายวัน

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณพงศกร ขวัญเมือง ในฐานะโฆษกพรรค ได้ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปราบปรามการซื้อขายในโลกออนไลน์และการจัดการปืนที่เปลี่ยนมือผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาในขณะนี้

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายการระงับการออกใบอนุญาตอาวุธปืนประเภทต่างๆ ทั้ง ป.3, ป.4 และ ป.12 ของรัฐบาลนั้น แม้จะมีเจตนาดีเพื่อลดความรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจบใหม่ที่ต้องการอาวุธปืนไว้ปฏิบัติหน้าที่ การทำเช่นนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนดีไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอาวุธอย่างถูกต้อง ในขณะที่อาชญากรยังคงเข้าถึงปืนเถื่อนได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ เพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการจำกัดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว

ปัญหาการครอบครองปืนเปลี่ยนมือที่ต้องแก้ไข

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือปัญหา "ปืนเปลี่ยนมือ" ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่อันตรายมาก คุณพงศกรได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันมีการนำชื่อผู้อื่นหรืออดีตนักการเมืองมาครอบครองอาวุธปืน ซึ่งเมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้น การติดตามตัวผู้กระทำความผิดหรือตรวจสอบที่มาของอาวุธจึงทำได้ยากลำบากมาก โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ โดยขอให้ภาครัฐเร่งทำฐานข้อมูลการครอบครองอาวุธปืนให้ทันสมัยและตรวจสอบการโอนย้ายสิทธิ์อย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาวุธจะถูกนำไปใช้ก่อเหตุซ้ำซาก

  • เร่งตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลการถือครองอาวุธปืนให้เป็นระบบดิจิทัล
  • เข้มงวดกับมาตรการการโอนสิทธิ์ครอบครองปืนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้ตำรวจโดยให้เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างเหมาะสม

ในมุมมองของเรา ปัญหาปืนเถื่อนไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยการออกคำสั่งห้ามเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดควบคู่ไปกับการปิดช่องโหว่ทางเทคโนโลยี หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับตลาดมืดออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายนี้ได้ สุดท้ายผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนั่นเอง

ที่มา – โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดมีการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละ โดย โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ หลังจากที่เหล่าบรรดาตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด. ภาค 1) ได้ร้องเรียนว่ายังไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีสู้รบไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นระยะเวลานานกว่า 5 เดือนแล้ว สร้างความเดือดร้อนและบั่นทอนกำลังใจผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก

เบื้องหลังคำถามถึงความโปร่งใสทำไม โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ

ตามสิทธิที่ควรได้รับนั้น เจ้าหน้าที่ต้องได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 240 บาท หรือประมาณ 7,200 บาทต่อเดือน เพื่อตอบแทนความเสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีการอ้างจากต้นสังกัดว่ารัฐบาลยังไม่อนุมัติงบประมาณ นายพงศกร ขวัญเมือง ในฐานะตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งคำถามสำคัญไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือตัวนายกรัฐมนตรี ว่าติดขัดที่ขั้นตอนใดกันแน่

ประเด็นที่น่าจับตามองและถือเป็นหัวใจสำคัญที่ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ ในครั้งนี้คือเรื่องความโปร่งใส เพราะมีข้อครหาจากกำลังพลหลายร้อยนายว่า:

  • สรุปแล้วรัฐบาลมีการอนุมัติงบประมาณลงมาแล้วหรือไม่?
  • เหตุใดการเบิกจ่ายจึงล่าช้าผิดปกติและไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน?
  • มีการอมเงินเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้าหรือไม่?

การปล่อยให้ผู้ที่เสี่ยงชีวิตในสนามรบต้องมานั่งรอความหวังเรื่องเงินเบี้ยเลี้ยงที่ควรจะเป็นสิทธิพื้นฐาน เป็นภาพสะท้อนที่น่าเศร้าใจของระบบราชการไทย การจวกรัฐบาลว่า “จบศึกทิ้งนักรบ” จึงเป็นคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาและชวนให้คิดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับรั้วของชาติเพียงใด เมื่อยามเกิดศึกต่างพากันโหนกระแส แต่เมื่อความสงบกลับคืนมา กลับทอดทิ้งคนที่เคยเสี่ยงตายเพื่อประเทศชาติ

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเงินเบี้ยเลี้ยงหลักไม่กี่พันบาทสำหรับรัฐบาลอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับครอบครัวของ ตชด. ที่รอคอยเงินก้อนนี้ มันคือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่จำเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าคำถามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ทวงถามไปจะได้รับคำตอบที่โปร่งใสและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ตัวไปวันๆ

ที่มา – โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ จวกรัฐ จบศึกทิ้งนักรบ

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการไทยอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในกรณีทุจริตการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยล่าสุด โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบกว่า 5,200 ราย

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ในเมื่อคดีนี้มีมูลความผิดฐานฟอกเงินชัดเจน การตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้มข้นขึ้น นายพิทักษ์เดช เดชเดชะ ในฐานะประธาน กมธ.ปปง. สภาผู้แทนราษฎร จึงเตรียมเดินหน้าขุดคุ้ยเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อดูว่ามีใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังการแก้คะแนนสอบในครั้งนี้

เหตุผลที่ต้องดันเรื่องเข้า กมธ.ปปง.

ปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายกังวลคือการตรวจสอบกันเองภายในกระทรวงมหาดไทย อาจนำไปสู่การตัดตอนข้อมูลเพื่อปกป้องผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การที่ โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เรื่องนี้ถึงมือองค์กรอิสระหรือศาลโดยเร็วที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตามองเป็นพิเศษ มีดังนี้:

  • ความพยายามในการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 5,200 ราย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน
  • การแสวงหาความจริงว่านักการเมืองคนใดมีส่วนรู้เห็นหรือสั่งการหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกทำลายลง

เราต้องยอมรับว่า การทุจริตในระบบราชการเป็นมะเร็งร้ายที่บั่นทอนศักยภาพของประเทศ การตั้งคณะกรรมการอิสระที่ปราศจากความเกรงใจทางการเมืองจึงเป็นทางออกเดียวที่จะกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงและถูกโกงโอกาสไป หวังว่าก้าวสำคัญนี้จะนำไปสู่การปฏิรูประบบสอบให้โปร่งใสอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อจบกระแสสังคมเท่านั้น

ที่มา – โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

Scroll to top