พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัว ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ เพื่อเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารรับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โครงการนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเชิงรุกที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและเข้าถึงง่ายกว่าที่เคย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาระบบนี้ว่า หัวใจสำคัญของการเป็นพรรคการเมืองคือการรับใช้ประชาชน ดังนั้น การที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ ขึ้นมา จึงเป็นการตอกย้ำภารกิจหลักในการดูแลสิทธิและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถูกจำกัดสิทธิหรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในการบริการของภาครัฐ

จุดเด่นของ Blue House ที่ประชาชนต้องรู้

สำหรับแพลตฟอร์มนี้มีการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้การใช้งานลื่นไหลและมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • การรับเรื่อง 3 ด้านหลัก: มุ่งเน้นไปที่ปัญหาด้านกฎหมาย การทุจริตคอร์รัปชัน และความเดือดร้อนทั่วไปของพี่น้องประชาชน
  • เครือข่ายทนายอาสา: เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในระดับพื้นที่
  • ฟังก์ชัน Whistleblower: ระบบแจ้งเบาะแสการทุจริตที่การันตีความปลอดภัยด้วยการปกปิดตัวตนโดยใช้เพียง Case Number เท่านั้น

นอกจากนี้ นายจิรวัฒน์ จังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ Blue House ยังได้เน้นย้ำว่า การทำงานผ่านแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่แค่การรับเรื่องไว้เฉยๆ แต่เป็นการนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์และถอดรหัสเพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ระบบที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่จะช่วยอุดรอยรั่วของการติดตามเรื่องราวร้องทุกข์แบบเดิมที่มักจะล่าช้าหรือสูญหายไป

ในยุคที่การเมืองต้องการความทันสมัยและโปร่งใส พรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การปรับตัวสู่นวัตกรรมดิจิทัลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการเข้าถึงปัญหาของประชาชนในเชิงลึก การเชื่อมโยงแอปพลิเคชัน ‘ส่องรัฐ’ เข้ากับระบบร้องทุกข์ใหม่นี้ จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เสียงสะท้อนจากประชาชนกลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่พรรคการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องว่างระหว่างผู้สมัครกับประชาชน นี่คือโอกาสสำคัญที่พวกเราทุกคนจะสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐและร่วมกันผลักดันให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหา อย่าปล่อยไว้จนเกินการแก้ไข ลองใช้ช่องทางใหม่นี้เป็นกระบอกเสียงให้แก่ตนเองและสังคมดูนะครับ

ที่มา – ปชป. เปิด “Blue House” แพลตฟอร์มร้องทุกข์ แจ้งปัญหาข้อกฎหมาย-ทุจริตคอร์รัปชัน-ความเดือดร้อน ปชช.

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาไฟฟ้าและราคาน้ำมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำนั้น “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน

ถอยกลางซอยหรือสะดุดขาตัวเอง?

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีกระทรวงพลังงานเคยสัญญาว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ในที่สุดกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังเลือกใช้วิธีนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาแบกรับภาระแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว คำถามสำคัญคือเหตุใดถึงเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้ในสภาฯ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองว่ามีความโปร่งใสจริงหรือไม่

  • การตรวจสอบส่วนต่างของค่าการกลั่นที่ไม่มีความชัดเจน
  • นโยบายค่าไฟฟ้าที่มองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆ
  • การปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมและเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชน

นอกจากนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ด้วยตรรกะที่มองว่าเป็นคนมีฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงนโยบายนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนชั้นกลางและร้านค้าขนาดเล็กอย่างมาก โดยสรุปได้ว่าภาพความขึงขังที่แสดงออกต่อสภานั้น สวนทางกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด การบริหารงานด้านพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดทำนโยบายที่ยั่งยืน และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นเองโดยไม่จำเป็น

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

พรรคประชาธิปัตย์รับจดหมายเปิดผนึกจากเยาวชน ขอรัฐใส่ใจสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงรู้สึกได้ว่าโลกปัจจุบันนั้นหมุนเร็วและเต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องแบกรับความคาดหวังทั้งเรื่องการเรียน การงาน และปัญหาสังคมที่รุมเร้า ซึ่งล่าสุดถือเป็นข่าวดีที่น่าจับตามอง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์รับจดหมายเปิดผนึกจากเยาวชน ขอรัฐใส่ใจสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

กลไกสำคัญเมื่อพรรคประชาธิปัตย์รับจดหมายเปิดผนึกจากเยาวชน ขอรัฐใส่ใจสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อแกนนำพรรคอย่างคุณสกลธี ภัททิยกุล ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และคุณรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ได้เปิดพื้นที่ต้อนรับกลุ่มตัวแทนเยาวชนที่นำจดหมายเปิดผนึกมายื่นเพื่อขอให้รัฐบาลและพรรคการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เห็นว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์รับจดหมายเปิดผนึกจากเยาวชน ขอรัฐใส่ใจสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่แล้ว ทางพรรคยังพร้อมที่จะลงมือทำผ่านโครงการดีๆ อีกด้วย

เปิดตัว Youth Voice for Well-being Camp พื้นที่ปลอดภัยของคนรุ่นใหม่

ทางพรรคได้เปิดตัวโครงการ “Youth Voice for Well-being Camp” หรือ “เสียงของเยาวชน เพื่อสุขภาวะและอนาคตสังคมไทย” ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และระบายปัญหาต่างๆ โดยโครงการนี้ไม่ได้มีแค่การรับฟัง แต่ยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ ดังนี้:

  • กิจกรรมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตตลอด 5 สัปดาห์
  • การจัดระดมแนวคิดเชิงนโยบาย Youth Policy Hackathon
  • การเปิดรับเยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาหารือกับพี่เลี้ยงในพรรคเพื่อผลักดันนโยบายจริง

คุณสกลธี ภัททิยกุล ได้ย้ำว่าปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และทางพรรคพร้อมที่จะนำข้อเสนอจากน้องๆ ไปผลักดันให้เกิดการทำงานจริงในสภาฯ ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ก็มองว่าโครงการนี้จะเป็นเวทีที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ออกแบบอนาคตสังคมไทยด้วยมือของตัวเอง ส่วนคุณรัดเกล้า อินทวงศ์ ก็เปิดประตูต้อนรับทุกคนที่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง โดยมีทีมงานคอยเป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงในทุกขั้นตอน

ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าชื่นชม เพราะเสียงของเยาวชนคือเสียงแห่งอนาคต การที่คุณเห็นผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองพร้อมรับฟังและสร้างพื้นที่ให้เช่นนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดช่องว่างระหว่างวัย และสุดท้ายแล้ว ความเข้าใจซึ่งกันและกันคือหัวใจหลักที่จะช่วยเยียวยาสุขภาพจิตของคนในสังคมให้ดีขึ้นได้ครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์รับจดหมายเปิดผนึกจากเยาวชน ขอรัฐใส่ใจสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงทางการเมืองล่าสุด เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยการอภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโดยภาคประชาชนครับ

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ของภาครัฐกว่า 1,276 โครงการ รวมงบประมาณมหาศาลถึง 4,271 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการวิเคราะห์จากระบบพบว่าโครงการเหล่านี้วนเวียนอยู่กับบริษัทเอกชนเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งหลายโครงการยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความจำเป็นและอาจมีลักษณะการถือหุ้นไขว้หรือบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเป็นนัยยะสำคัญ

เจาะลึกความโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้เข้าใกล้เกณฑ์ OECD มากขึ้น การที่ อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ จะช่วยให้ประชาชนเห็นช่องโหว่ของการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงที่เรามักพบเห็นในกระทรวงสำคัญอย่าง อว., ศธ. และ ดีอี โดยแพลตฟอร์มนี้จะมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้:

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้บริหารบริษัทเอกชน
  • วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ AI ที่ภาครัฐอ้างว่าเพื่อประชาชน
  • สืบค้นความสอดคล้องของ TOR กับมาตรฐานสากล
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสความผิดปกติ

ในฐานะฝ่ายค้าน การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการข้อมูลถือเป็นวิธีที่แยบยลและสามารถตรวจสอบได้จริงจังมากกว่าการใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว เพราะระบบสามารถดึงเอาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของบริษัทต่างๆ ออกมาให้เห็นได้อย่างรวดเร็ว พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำว่าจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหากพบการกระทำที่ส่อถึงทุจริตอย่างร้ายแรง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำไม่ใช่การของบประมาณมาทำโครงการ AI ราคาแพง แต่คือการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้โดยตรง หวังว่าในอนาคตอันใกล้ แพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องเงินภาษีของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” นำร่องตรวจ “โครงการ AI ภาครัฐ”พบวนแค่ 3 กลุ่มบริษัท

ย้อนดูประวัติบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ตระกูลม่วงศิริ

ย้อนดูประวัติบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ตระกูล “ม่วงศิริ” ที่เป็นเจ้าของพื้นที่การเมืองท้องถิ่นฝั่งธนฯ มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเขตบางขุนเทียนและบางบอน ตระกูลนี้ส่งคนในครอบครัวลงชิงเก้าอี้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เพื่อรักษาแชมป์เก่าไว้ได้อีกสมัย หากพูดถึงบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี คงไม่มีใครไม่รู้จักตระกูลม่วงศิริ ที่ครองใจชาวบ้านมาหลายทศวรรษ

ย้อนดูประวัติ บ้านใหญ่ ฝั่งธนบุรี

ตระกูลม่วงศิริถือเป็นหนึ่งในตระกูลการเมืองเก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี พวกเขาสร้างฐานเสียงตั้งแต่ยุคบุกเบิก สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเปลี่ยนพรรคการเมืองอย่างไร ก็ยังครองพื้นที่ได้อย่างเหนือชั้น บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรีแห่งนี้เริ่มจากรุ่นปู่ย่าที่วางรากฐานทั้งการเมืองชาติและท้องถิ่น

รุ่นบุกเบิก: กำนันปลิว ม่วงศิริ

บุคคลสำคัญคนแรกคือ นายปลิว ม่วงศิริ หรือกำนันปลิว อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร ปี 2522 ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างฐานความนิยมในเขตบางขุนเทียนและใกล้เคียง ก่อนส่งไม้ต่อให้ลูกชายอย่าง นายประเสริฐ ม่วงศิริ และนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ที่ได้เป็น ส.ส. ต่อเนื่องหลายสมัย

  • นายปลิว ม่วงศิริ: ส.ส. ปี 2522
  • นายประเสริฐ ม่วงศิริ: ส.ส. หลายสมัย
  • นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ: ต่อยอดฐานเสียง

จากนั้นตระกูลนี้ขยายอิทธิพลไปถึงระดับชาติ มีสมาชิกถึง 5 คนที่เคยเป็น ส.ส. กรุงเทพฯ ได้แก่ นายสากล ม่วงศิริ และ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ พวกเขาเคยสังกัดพรรคหลากหลาย ทั้งประชากรไทย ไทยรักไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย แสดงถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวทางการเมือง

ภาพตระกูลม่วงศิริ บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี

ครองบัลลังก์การเมืองท้องถิ่น ส.ก. หลายสมัย

ควบคู่กับการเมืองชาติ ตระกูลนี้ยังครองการเมืองท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น เริ่มจากปี 2533 นายสุรชัย ม่วงศิริ เป็น ส.ก.เขตบางขุนเทียน สมัยแรก สังกัดพรรคประชากรไทย และชนะเลือกตั้งถึง 3 สมัย:

  • ส.ก.บางขุนเทียน ปี 2533 – ประชากรไทย
  • ส.ก.บางขุนเทียน ปี 2537 – ประชากรไทย
  • ส.ก.บางบอน ปี 2541 – ประชาธิปัตย์ (ส.ก.คนแรกของเขตใหม่)

ตามด้วย นายประพันธ์ ม่วงศิริ บิดาของนายณรงค์ศักดิ์ ได้เป็น ส.ก.บางบอน 2 สมัย ปี 2545 และ 2549 สังกัดไทยรักไทย

ขณะที่ นายสาทร ม่วงศิริ ครอง ส.ก.บางขุนเทียน 2 สมัย ปี 2549 และ 2553 สังกัดประชาธิปัตย์

นายสารัช ม่วงศิริ ส.ก.บางขุนเทียน

世代ใหม่ตีตั๋ว 2 เขตหลัก

ยุคใหม่ นายสารัช ม่วงศิริ บุตรชายนายประเสริฐ เป็น ส.ก.บางขุนเทียน 2 สมัย (2553, 2565) และ นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ (เบิด) ลูกชายนายประพันธ์ เป็น ส.ก.บางบอน 2 สมัย สังกัดประชาธิปัตย์ ก่อนย้ายไปเพื่อไทยปี 2568

การเลือกตั้ง ส.ก. ล่าสุด บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ส่งทั้งคู่ลงสมัครอีกสมัยที่ 3 ในนามผู้สมัครอิสระ กลุ่ม “คนทำงาน” เพื่อความเป็นอิสระในการพัฒนาท้องถิ่น

นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน
กลุ่มคนทำงาน ตระกูลม่วงศิริ

ตระกูลม่วงศิริพิสูจน์แล้วว่าบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ไม่ใช่แค่ชื่อเรียก แต่เป็นพลังฐานเสียงที่แท้จริง การสืบทอดแบบนี้ช่วยให้พื้นที่บางขุนเทียนและบางบอนมีตัวแทนที่รู้จักดี หากคุณเป็นชาวฝั่งธน ลองติดตามผลเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ดู ว่าพวกเขาจะรักษาแชมป์ได้อีกหรือไม่? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองท้องถิ่นนะครับ!

ที่มา – ย้อนดูประวัติ บ้านใหญ่ ฝั่งธนบุรี ส่งคนในตระกูล “ม่วงศิริ” รักษาเก้าอี้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน ตระกูลม่วงศิริ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึง ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ท่านนี้คือหนึ่งในขุนพลการเมืองท้องถิ่นของตระกูลม่วงศิริ บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งมานาน ล่าสุดวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) นายณรงค์ศักดิ์ หรือที่แฟนๆ เรียก “เบิด” ประกาศลงสมัครรักษาเก้าอี้ ส.ก.เขตบางบอน อีกสมัย ในนามกลุ่ม “คนทำงาน” โดยให้คำนิยามชัดๆ ว่า “คนทำงาน แปลว่าอิสระ” ไม่สังกัดพรรคไหน ไร้วาระซ่อนเร้น ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ?

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

ตระกูลม่วงศิริเนี่ย ถือเป็นตระกูลการเมืองตัวจริงในย่านบางบอนและบางขุนเทียนเลยครับ พ่อของนายณรงค์ศักดิ์คือ นายประพันธ์ ม่วงศิริ อดีตกำนันและ ส.ก.บางบอน 2 สมัย (2545 และ 2553) ส่วนลูกพี่ลูกน้องอย่างนายสารัช ม่วงศิริ ก็เป็น ส.ก.บางขุนเทียน ฐานเสียงแบบยกทีมเลยทีเดียว ทำให้การเมืองท้องถิ่นฝั่งธนบุรีของตระกูลนี้แข็งแกร่งมาก

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ เกิดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2519 ปัจจุบันอายุ 50 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชีวิตการเมืองของท่านเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2553 ลงสมัคร ส.ก.เขตบางบอน สมัยแรกกับพรรคประชาธิปัตย์ และชนะอย่างงดงาม จากนั้นสมัยที่ 2 ในปี 2562 (หรือ 2565 ตามบางแหล่ง) ยังคงสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ต่อ จนกระทั่งปี 2567 ตระกูลม่วงศิริยกทีมย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ครั้งนี้เลือกทางสายอิสระกับกลุ่มคนทำงาน แสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพตัวเองสุดๆ

ประวัติการศึกษาและครอบครัวของ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ

ด้านการศึกษา ท่านจบป.ตรี รัฐศาสตร์ จากรามคำแหง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญให้กับเส้นทางการเมือง ครอบครัวเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า พ่อทำหน้าที่กำนันและ ส.ก.มานาน ทำให้ “เบิด” ได้ซึมซับวัฒนธรรมการทำงานเพื่อประชาชนตั้งแต่เด็กๆ ลูกพี่ลูกน้องอย่างสารัช ก็ลงสมัครรักษาเก้าอี้บางขุนเทียนพร้อมกัน สองพี่น้องตระกูลนี้จะพิสูจน์ฝีมือในศึกเลือกตั้ง ส.ก.กทม. ครั้งนี้ได้ยังไง ต้องจับตา!

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน ตระกูลม่วงศิริ

ถึงจะมีประสบการณ์ ส.ก.แค่ 2 สมัย แต่ด้วยฐานตระกูลที่ยาวนาน ตระกูลม่วงศิริเคยประสบความสำเร็จทั้งท้องถิ่นและระดับชาติมาแล้ว การย้ายพรรคบ่อยๆ แสดงถึงความยืดหยุ่นในการเมืองไทยสมัยใหม่ แต่การลงอิสระครั้งนี้ น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะประชาชนในบางบอนชอบคนที่ทำงานจริง ไม่ใช่พรรค

ผลงานเด่นตั้งแต่ปี 2565 – ปัจจุบัน

ในสมัยปัจจุบัน นายณรงค์ศักดิ์ ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายอย่างที่ช่วยพัฒนาเขตบางบอน ดังนี้:

  • กรรมการ คณะกรรมการกิจการสภา
  • กรรมการ คณะกรรมการการเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและการงบประมาณ
  • กรรมการ คณะกรรมการการระบายน้ำ

ผลงานเหล่านี้โฟกัสที่ปัญหาคนเมืองอย่างงบประมาณ การเงิน และน้ำท่วม ซึ่งเป็น pain point ของชาวบางบอนเลยครับ ท่านทำงานใกล้ชิดประชาชน รับฟังปัญหาแบบ real time ทำให้ฐานเสียงเหนียวแน่น

ผลงาน ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

การเมืองท้องถิ่นอย่าง ส.ก.กทม. มีความสำคัญมาก เพราะเป็นตัวแทนตรงของชาวบ้านในการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ ตระกูลม่วงศิริพิสูจน์แล้วว่าสามารถอยู่รอดได้แม้เปลี่ยนพรรคบ่อย แต่ครั้งนี้อิสระล้วนๆ จะชนะใจได้ไหม? ผมมองว่าฐานเก่าที่แข็งแกร่ง บวกประสบการณ์พ่อลูกพี่น้อง น่าจะรอดสบาย หากท่านยังทำงานแบบเดิม

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวการเลือกตั้ง ส.ก.กทม. ครั้งนี้ให้ดีนะครับ โดยเฉพาะเขตบางบอนและบางขุนเทียน คุณคิดว่าประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน จะช่วยให้ชนะอีกสมัยมั้ย? คอมเมนต์บอกความเห็นกันได้เลย อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ประวัติ “ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ” ส.ก.บางบอน อีกหนึ่งขุนพลการเมืองท้องถิ่นของตระกูล “ม่วงศิริ”

“อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อุ้มพวกพ้อง

ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา มีดราม่าร้อนแรงเมื่อ อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อย่างดุเดือด โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ นี่คือประเด็นที่สะท้อนทัศนคติของรัฐบาลได้ชัดเจนที่สุดเลยทีเดียว

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อุ้มกฎหมายพวกพ้อง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมปล่อยผ่าน เขาอภิปรายว่าการเลือกยืนยันร่างกฎหมายบางฉบับแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีใจแคบและเลือกปฏิบัติชัดเจน แม้เขาจะสนับสนุนกฎหมายดีๆ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของไทย เช่น กฎหมายอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต กฎหมายล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการ หรือกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ควรเพิ่มอำนาจคณะกรรมการกำกับดูแลให้จัดการกลุ่มทุนที่ผูกขาดตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องรอพิสูจน์อำนาจเหนือตลาด รวมถึงกฎหมายอากาศสะอาดและกฎหมายบุคลากรทางการศึกษาที่รัฐบาลยืนยันให้เดินหน้า

แต่ปัญหาอยู่ที่ร่างกฎหมายที่รัฐบาล “ไม่ยืนยัน” ซึ่งดูผิดปกติมาก โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบอย่างล้นหลาม แต่รัฐบาลกลับไม่สานต่อตามข้อตกลงเดิม ทำให้กระบวนการประนีประนอมในหมวด 1 และ 2 ต้องเริ่มใหม่ สร้างปมขัดแย้งวนกลับมาอีกครั้ง นี่คือสัญญาณอันตรายสำหรับสังคมไทย

ตัวอย่างชัดๆ ของการเลือกปฏิบัติที่อภิสิทธิ์ชี้

  • กฎหมาย PRTR (รายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ): ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อเสนอ ผ่านกรรมาธิการแล้ว สอดคล้องมาตรฐาน OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม แต่ถูกสั่งหยุดเพราะเป็นร่างจากประชาชน
  • นิรโทษกรรมประชาชน: รัฐบาลอุ้มนิรโทษนักการเมือง แต่ทิ้งนิรโทษประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินที่รัฐรุกเอง
  • กฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม: เพิกเฉยต่อแรงงานยุคใหม่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในเศรษฐกิจดิจิทัล
  • สวัสดิการ อสม.: ทุกพรรคเคยรักหนาแต่ตอนนี้ทิ้งให้เริ่มใหม่ทั้งหมด

การกระทำแบบนี้ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเลือกอุ้มกฎหมายที่เป็นประโยชน์พวกพ้อง แต่ทิ้งร่างจากภาคประชาชน สะท้อนหัวใจที่ไม่กว้างพอของผู้มีอำนาจ

ผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติของรัฐบาล

ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังจุดชนวนความขัดแย้งเก่าๆ ให้ฟื้นคืน ถ้ารัฐบาลมีอำนาจบริหาร ก็ต้องเคารพเจตนารมณ์ประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เลือกข้าง การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องฟังเสียงทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเล็กที่มักถูกมองข้าม

จากมุมมองของอภิสิทธิ์ นี่คือโอกาสให้รัฐบาลทบทวน หันมาให้ความสำคัญกับกฎหมายที่ประชาชนผลักดัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดช่องว่างทางการเมือง สุดท้ายแล้ว ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการรับฟังและปฏิบัติเพื่อทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็น อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ นี้? รัฐบาลควรปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ปมขัดแย้งวนลูป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลใจแคบเลือกปฏิบัติ อุ้มกฎหมายพวกพ้องแต่ทิ้งร่างภาคประชาชน

ปชป. เตือน พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย สถานการณ์วิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง รัฐบาลไทยกำลังเร่งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อเยียวยาประชาชนและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้เสี่ยงทำให้ชาติติดหล่มหนี้สิน แถมยังมีทางออกที่ดีกว่าที่ไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวเตือน พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายอภิสิทธิ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวที่พรรคปชป. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤติรุนแรง GDP เติบโต 1.5% ดัชนีอุตสาหกรรมเพิ่ม 0.8% และมูดี้ส์ปรับมุมมองดีขึ้น ธปท. ก็ยืนยันเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือนยังมั่นคง การออก พ.ร.ก.กู้เงินจึงไม่จำเป็นเร่งด่วน และขัดกรอบวินัยการเงินการคลัง

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย เพราะหากกู้ 4 แสนล้านแล้วเอา 2 แสนล้านไปโครงการคนละครึ่งหรือไทยช่วยไทยใน 4 เดือน ถ้าวิกฤติยืดเยื้อหรือเงินเฟ้อพุ่ง จะทำอย่างไรต่อ? หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว การกู้เพิ่มจะซ้ำเติมความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงกดดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

ปชป. เสนอทางออก 4 ทางที่ถูกกฎหมาย ชอบรัฐธรรมนูญ และหลักเศรษฐศาสตร์

  • ลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: น้ำมันดีเซลเหลือ 33 บาท/ลิตร ลดต้นทุนผลิตและขนส่งสินค้า ใช้เงินแค่ 1 ใน 3 ของแผนกู้ 4 เดือน ของถูกลงทั้งระบบ
  • เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น: ราคาน้ำมันลดเหลือ 30 บาท/ลิตร รายได้รัฐเพิ่ม เศรษฐกิจมั่นคง โรงกลั่นกำไรโชกจากราคาน้ำมันแพง
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยไบโอดีเซล B20 B50: สนับสนุนน้ำมันปาล์ม ชาวสวนปาล์มได้ประโยชน์ ลดพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้า ปรับเครื่องยนต์ยานยนต์ในประเทศ สร้างมูลค่าในไทยมากกว่าสนับสนุน EV หรือโซลาร์รูฟที่ยังพึ่งต่างชาติ
  • ออก พ.ร.บ.โอนงบค้างท่อ: นำเงินเก่าเติมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้ใหม่
นายกรณ์ จาติกวณิช พูดถึงกำไรโรงกลั่น

กรณ์ ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอยทันที

นายกรณ์ ชี้ผลประกอบการไทยออยล์ไตรมาส 1/2567 กำไร 19,481 ล้านบาท เพิ่ม 456% จากปีก่อน สูงกว่ากำไรทั้งปี 2566 ถึง 30% จาก 3 สาเหตุหลัก

  • ปล่อยกักตุนน้ำมันก่อนสงคราม ไม่ตรวจสต็อก แล้วขายแพงหลังสงคราม
  • ค่าการกลั่นพุ่ง 16-17 บาท/ลิตร
  • ราคาน้ำมันโลกสูง สร้างกำไรลาภลอย ขณะประชาชนเดือดร้อน
กราฟกำไรไทยออยล์ไตรมาสแรก

รัฐบาลแก้ต้นตอไม่ได้ แต่ใช้เป็นข้ออ้างกู้เงิน รูปแบบกำหนดราคาน้ำมันยังอิงสิงคโปร์ ไม่ปรับใหม่ ลดภาษีสรรพสามิตทำง่ายแต่ไม่ทำ ปชป. ย้ำต้องแก้ที่ต้นเหตุ ลดราคาน้ำมันจริง ไม่ใช่เยียวยาชั่วคราวที่เสี่ยงรั่วไหลเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

การตัดสินใจนโยบายการเงินต้องรอบคอบ เพื่อไม่ให้เพิ่มหนี้สินให้ลูกหลาน สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจระยะยาว คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอปชป. หรือไม่? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้กว้างขึ้น!

ที่มา – ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

Scroll to top