พรรคประชาธิปัตย์

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

“ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เพื่อแก้หนี้และกู้ชื่อชั้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ยันทำงานเป็นทีมไม่ใช่โชว์เดี่ยว มั่นใจจะทำให้ประเทศกลับมาผงาดได้

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เปิดใจครั้งแรกหลังพรรคประกาศชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากความแน่วแน่ที่ต้องการใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคตเข้ามากอบกู้ประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะ “อึดอัด” ทั้งเรื่องรายได้และความเชื่อมั่นระดับสากล พร้อมชูจุดแข็งของพรรคว่าเป็น “ส่วนผสมที่กลมกล่อม” ระหว่างผู้นำที่มีบารมีระดับสากลอย่างนายอภิสิทธิ์ และมือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างนายกรณ์ โดยตนจะเข้ามาเสริมทัพในการนำพาประเทศไปสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ “DNA เดียวกัน” คือความสุจริต

ดร.การดี ย้ำว่าการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คนเป็นรูปแบบทีมเวิร์ก ไม่ใช่การโชว์เดี่ยว โดยนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงรุกที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนเมืองและเกษตรกร พร้อมประกาศตั้ง KPI ชี้วัดผลการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการดึงอันดับความโปร่งใสและสถานการณ์คอร์รัปชันให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้พร้อมลงพื้นที่ช่วยว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

การประกาศชื่อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไม่น้อย ด้วยโปรไฟล์ที่โดดเด่นในด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคต ทำให้หลายคนจับตามองว่าเธอจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรค

วิสัยทัศน์ของ “ดร.การดี” ในการแก้หนี้และกู้เศรษฐกิจ

ดร.การดี มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องหนี้สินของประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เธอจึงมุ่งมั่นที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

นโยบายที่ ดร.การดี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน โดยจะมีการออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ทั้งคนเมืองและเกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ความคาดหวังต่อการทำงานเป็นทีม:

  • ผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคน: ดร.การดี เชื่อว่าการทำงานร่วมกับนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จะเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างครอบคลุม
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน: ด้วยประสบการณ์และความสามารถของทั้ง 3 คน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
  • ขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ: การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.การดี ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โดยเชื่อว่าการผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนจะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่ “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่ ดร.การดี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

การมี “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะมีนโยบายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป

ที่มา – “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

ณัฐพงษ์ชนะดีเบต! ครั้งหน้าเน้น “ปากท้อง”


หลังจบเวทีดีเบตแรก ผลสำรวจจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ชี้ว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้รับคะแนนสูงสุดในทุกหัวข้อ อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่ประชาชนอยากฟังในการดีเบตครั้งหน้าคือเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ”

“ปากท้องและค่าครองชีพ” โจทย์ใหญ่ที่ต้องขยี้ในการดีเบตครั้งหน้า

การดีเบต “ไทยรัฐดีเบต #ดีเบตอีกสักตั้ง ไทยรัฐเลือกตั้ง 69 ท้าชนนโยบาย พาไทยออกจากเงามืด” เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตัวทางการเมืองอย่างมาก ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2569 จากผลสำรวจ Thairath Poll พบว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้รับคะแนนสูงสุดในหมวดภาพรวมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง ด้วยคะแนน 39.46% ตามมาด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย (22.38%), อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ (13.87%) และพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ จากพรรคเศรษฐกิจ (10.18%) สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเสนอที่ชัดเจนส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาในแต่ละประเด็นนโยบาย พบว่า:

  • ปัญหาทุนเทาและสแกมเมอร์: พรรคประชาชนยังคงนำด้วยคะแนน 42.02% ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย (20.37%), ประชาธิปัตย์ (12.26%) และเศรษฐกิจ (11.91%)
  • ความชัดเจนเรื่องจุดยืนทางการเมือง: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รับคะแนนนำโด่ง 42.02% ตามด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (21.07%) และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (14.61%)
  • ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังคงได้คะแนนสูงสุดที่ 38.22% ตามมาด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (20.53%), พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ (16.38%) และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (11.30%)

ประชาชนอยากฟังเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ” มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ประชาชนอยากฟังมากที่สุดในการดีเบตครั้งหน้าคือเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ” ซึ่งได้รับคะแนนสูงถึง 33.86% รองลงมาคือการปราบปรามคอร์รัปชันและทุนผูกขาด (32.52%) และการแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการผลักดันค่าแรงขั้นต่ำ (11.94% และ 10.05% ตามลำดับ)

การสำรวจครั้งนี้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 5,858 คน

จากผลสำรวจนี้ เห็นได้ชัดว่าประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องเป็นอย่างมาก นักการเมืองที่สามารถนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าเชื่อถือ จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า การดีเบตครั้งต่อไปจึงเป็นโอกาสสำคัญที่นักการเมืองแต่ละพรรคจะแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ”

ดังนั้น ในการดีเบตครั้งหน้า พรรคการเมืองต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับประเด็น “ปากท้องและค่าครองชีพ” เป็นพิเศษ นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและได้รับการสนับสนุนในการเลือกตั้ง

ที่มา – ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ให้ “ณัฐพงษ์” เป็นผู้ชนะเวทีดีเบตนัดแรก ครั้งหน้าต้องขยี้เรื่อง “ปากท้อง”

กล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกแตกแยก

โฆษกกล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

โฆษกพรรคกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองปลุกความแตกแยก ซ้ำรอยบทเรียนเรียกปฏิวัติ หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่สักแต่พูด แต่ลงมือทำจริง มีผลงานการันตี

วันที่ 24 ธันวาคม เวลา 09.50 น. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า ตนเชื่อว่าประชาชนยังจดจำบทเรียนทางการเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี ทั้งกรณีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติ การบริหารประเทศที่นำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งและความสูญเสียกลางเมืองหลวง รวมถึงปัญหาการจัดการที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ที่ถูกตั้งคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ตลอดจนความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จากการบริหารจัดการหนี้และทรัพย์สินของชาติ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการขายทรัพย์สินของคนไทยให้ต่างชาติในราคาต่ำกว่ามูลค่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ครั้งหนึ่งที่เคยตระบัดสัตย์ทางการเมือง เมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายมติพรรคกลับเข้าร่วม อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตซื้อเสียง และกรณีสมาชิกพรรคบางรายต้องโทษจำคุก ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สังคมรับรู้มาโดยตลอด

นายอัครแสนคีรี กล่าวย้ำว่า การเมืองในยุคปัจจุบันควรมุ่งสมานฉันท์ สร้างความร่วมมือและความหวังให้กับประชาชน ไม่ใช่พฤติกรรมหรือวาทกรรมที่นำไปสู่ความแตกแยก พร้อมชี้ว่า พรรคการเมืองบางพรรค เมื่อได้เป็นรัฐบาลก็มักนำไปสู่วิกฤติและความขัดแย้ง แต่เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาลกลับใช้วิธีการนอกระบบ ปลุกเร้าความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนยังจดจำภาพบทบาทของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยลงถนนและเป่านกหวีด จนท้ายที่สุดประเทศต้องเผชิญกับการปฏิวัติ

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า พรรคกล้าธรรม ขอยืนยันจุดยืนว่า เราพร้อมทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานและแนวทางที่แท้จริงในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เราไม่ใช่การเมืองที่สักแต่พูดสวยหรูเพื่อขายฝัน แต่เป็นการเมืองที่ลงมือทำจริงเพื่อประเทศและประชาชน

“ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ยังเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการที่ออกมาระบุว่า จะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับกับพรรคนี้ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางการเมือง”

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงออกมาตอบโต้การประกาศไม่ร่วมรัฐบาล

การออกมาตอบโต้ของพรรคกล้าธรรมต่อการประกาศไม่ร่วมรัฐบาลด้วยนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแนวทางการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกและการสร้างความขัดแย้งในสังคม พรรคกล้าธรรมมองว่าการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีความตั้งใจเดียวกัน

ความเคลื่อนไหวนี้ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในการทำการเมืองที่สร้างสรรค์ และเน้นการลงมือทำจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจเน้นการพูดสวยหรูแต่ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม

พรรคกล้าธรรมเชื่อว่าการเมืองที่สร้างสรรค์และความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่พุ่งเป้าโจมตีและสร้างความแตกแยกไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข แต่กลับเป็นการสร้างความขัดแย้งและทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง

ดังนั้น พรรคกล้าธรรมจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนพิจารณาถึงแนวทางการเมืองที่แท้จริงของแต่ละพรรค และร่วมกันเลือกพรรคการเมืองที่พร้อมจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การเมืองแบบสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่เราต้องการ การโจมตีกันไปมาไม่ได้ช่วยอะไรเลย อย่าให้การเมืองแบบเก่าๆ กลับมาทำร้ายประเทศของเราอีกเลย

ที่มา – โฆษกกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

วัชระยัน! ปชป. ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

“วัชระ” ยันพรรคประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4 แต่เชื่อคะแนนไม่ได้ชี้วัดได้รับการคัดสรร

เมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอยืนยันว่า นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยืนยันกับตนว่า ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 อย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนการทำไพรมารี่โหวตนั้น กลับเสนอให้ไปทำในเขต 4 ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ของเขต 1 ทั้งที่ปกติการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งของ จ.สุราษฎร์ธานี กำหนดให้เขต 1 จะต้องเป็นผู้ทำไพรมารี่โหวตทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีผู้ใหญ่บางคนในพรรคขอร้องว่า ให้ไปทำไพรมารี่โหวตที่เขต 4 ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่เพียงสัปดาห์เดียว ทั้งๆ ที่เขต 1 มีสมาชิกพรรค ปชป. ไม่น้อยกว่า 1,200 คน และอยู่ใจกลางของสุราษฎร์ธานี

“สำหรับพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้ไปทำไพรมารี่โหวต ในเขต 4 ซึ่งเป็นเขตที่ไม่ได้รู้จักสมาชิกพรรคเลยแม้แต่คนเดียว ก็น้อมรับ เพราะมั่นใจว่า พวกเราชาวประชาธิปัตย์ มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว และคะแนนที่ได้จากการทำไพรมารี่โหวต ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า คนที่ได้ที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 จะต้องได้รับการคัดสรร หรือได้รับการเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้ลงสมัคร สส.เสมอไป” นายวัชระ กล่าว

วัชระยัน ประชาธิปัตย์ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนายวัชระกัน

ประเด็นหลัก: ยืนยันลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

นายวัชระยืนยันว่าได้รับการยืนยันจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่าจะได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี อย่างเป็นทางการ ทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงสมัครในเขตดังกล่าวไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการทำไพรมารี่โหวต ซึ่งปกติแล้วเขต 1 จะเป็นผู้ดำเนินการมาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้กลับมีการเสนอให้ไปทำในเขต 4 แทน ทำให้เกิดความสงสัยในเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แม้ว่านายวัชระจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ก็เคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค และพร้อมที่จะดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ นายวัชระยังแสดงความมั่นใจในความสามัคคีของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่าคะแนนจากการทำไพรมารี่โหวตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทั้งหมดว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ และการตัดสินใจที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าแค่เรื่องของคะแนนเสียง แม้ว่านายวัชระจะยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกพรรคในพื้นที่เขต 1 อยู่บ้าง

การลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ว่าสุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาฐานเสียงในพื้นที่นี้ได้หรือไม่

การที่นายวัชระออกมาสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้สนับสนุนพรรคในพื้นที่ แต่ประเด็นเรื่องการทำไพรมารี่โหวตก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยันประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4

ปชป. เปิดแคมเปญ ไทยหายจน สู้ศึกเลือกตั้ง

ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 “อภิสิทธิ์” ย้ำไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชัน พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต “กรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม”

วันนี้ 22 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งชื่อ “ไทยหายจน” ซึ่งจะเป็นทิศทางนโยบายของพรรคที่อาสามาเปลี่ยนแปลงให้คนไทยและประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะ “ทนหายใจ” ไปสู่ “ไทยหายจน”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความจนในที่นี้ไม่ใช่จนเงินอย่างเดียว แต่ต้องการสื่อถึงความจนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น จนปัญญา เพราะปัญหาการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ จนความคิดสร้างสรรค์ จนใจ ไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนตรอก ไม่เห็นอนาคตที่ดีขึ้น คนไทยและประเทศไทยมีปัญหามากมาย ตั้งแต่ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะตัว คือเรื่องปากท้อง รายได้น้อย ค่าครองชีพสูงมีหนี้เยอะ ฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม ภัยจากมิจฉาชีพ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาในระยะยาวที่เป็นปัญหาของประเทศ คือ เศรษฐกิจอ่อนแอ เทคโนโลยีล้าหลัง การศึกษาไม่ดี ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาสังคมผู้สูงวัย หนักที่สุดและรุนแรงขึ้นทุกวัน คือ การทุจริต คอร์รัปชั่น ปัญหานักการเมืองสีเทาที่ใช้การเลือกตั้งฟอกตัว และทุนเทาที่ใช้ตลาดหุ้นฟอกเงิน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนมองไม่เห็นทางออก ทนกันไปอย่างนี้มากว่าสิบปีแล้ว อยู่ในภาวะจำยอม จำใจ ทนหายใจไปวันๆ

พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า คนไทยและประเทศไทยต้องไม่ทนอีกต่อไป ไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชั่น และขออาสามาสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ไทยหายจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวแคมเปญแล้ว ทางพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ถึงนโยบายที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง เพื่อไปสู่เป้าหมาย “ไทยหายจน” ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ปัดตอบ “การดี” นั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป.

เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปิดตัวในช่วงไหนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆ ว่า ภายในสัปดาห์นี้ ส่วน 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์มี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab ด้วยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ เมื่อถามย้ำว่าแคนดิเดตนายกฯ 1 ใน 3 จะมีผู้หญิงใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ

ปชป. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต สู้ศึกเลือกตั้ง 69

ขณะเดียวกันวันนี้ (22 ธ.ค.) พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง สส.กทม. ทั้ง 33 เขต โดยก่อนการเปิดตัว พรรคได้เปิดวีทีอาร์ของ นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค และวีทีอาร์ “เปิดตัวกรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม” หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นกล่าววิสัยทัศน์ต่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรค

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะบอกว่าตัวเองอยู่กับพรรคมาเป็นเวลานาน ครั้งนี้มีผู้แสดงเจตจำนงสมัครลง สส.กทม. เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้หลายกระบวนการ ตั้งแต่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครส่งคลิปแสดงวิสัยทัศน์ แสดงเจตนาถ่ายทอดความมุ่งมั่นว่าต้องการมาทำอะไร จนให้ผู้สมัครตอบคำถาม และให้พูดถึงประเด็นปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไล่เรียงจนถึงการสัมภาษณ์ของคณะกรรมการสรรหา ก่อนส่งให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้ตัดสิน

“จุดเริ่มต้นตัวเองอยากให้ทุกคนภาคภูมิใจ เพราะประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าทางพรรคเลือกถูกคนหรือไม่ เมื่อทั้ง 33 คนสวมเสื้อตัวนี้แล้วและกำลังต้องลงสู่สนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ตัวเองจะใช้เวลาช่วงต้นเพื่อที่จะบอกว่าภารกิจของพวกเราคืออะไร”

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ทั้งความสำคัญของเศรษฐกิจ ความสำคัญในแง่ระบบการบริหารราชการที่ทุกคนทราบกันดี กรุงเทพมหานครตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ทางการเมืองเหมือนกับเป็นหัวใจทางการเมืองด้วย เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะของการนำกระแสไม่มากก็น้อย บางครั้งไม่นำกระแสก็สวนกระแสไปเลย เพราะอยากยืนยันบางสิ่งบางอย่าง หลายครั้งได้เห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นในเขตกรุงเทพมหานคร โดยหน้าที่ สส. คือผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร พี่น้องประชาชนดูจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะในอดีตที่ผ่านมาประชาชนชาวกรุงเทพฯ แทบจะพูดได้ว่าเอาเรื่องพรรคการเมืองเป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ เราจึงเห็นผลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครมักจะไปแบบทางใดทางหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสครองใจคนมาหลายสมัย ชนะแบบท่วมท้น ทั้งการเลือกตั้ง สส. เราเคยมีผู้ว่าฯ ที่ชนะการเลือกตั้งสองครั้งในระยะเวลาที่ไม่นานมานี้ ซึ่งตัวเองเชื่อว่าหากลงท้ายปี พ.ศ. ด้วยเลข 9 ประชาธิปัตย์จะชนะมาตลอด ซึ่งคะแนนทุกคะแนนได้มาด้วยตนเองและได้รับการสนับสนุน จึงต้องถามว่าตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์มีอะไรให้กับสังคมบ้าง

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคไป เวลาประมาณ 2 เดือน เราปักธงชัดเจนว่าเรากับพี่น้องประชาชนจะไม่ทนอีกต่อไปและสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการเมืองสุจริต สำหรับเรื่องอุดมการณ์ความคิด ความซื่อสัตย์สุจริต การยอมรับในกระบวนการประชาธิปไตย อย่ามองว่าเป็นเรื่องนามธรรม ทุกเรื่องย่อมกลับมาสู่ปัญหาที่ใกล้ชิดกับชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยช่วงหาเสียง ตัวเองรับรองได้ว่า “ต้องการแข่งขันเรื่องรถไฟฟ้า” ตัวเองยืนยันว่าระหว่างพรรคการเมืองที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับพรรคการเมืองที่ติดขัดเรื่องผลประโยชน์ที่ทับซ้อน ใครจะทำให้พี่น้องประชาชนได้ขึ้นรถไฟฟ้าในเงื่อนไขที่ดีกว่า

จากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งเราต้องเป็นกระบอกเสียงของจุดยืนพรรค และสิ่งที่เราบอกว่าจะไม่ทนจะต้องเริ่มต้น ต้องหาเสียงภายใต้กรอบกฎหมายบนความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับตัวเองคนเป็นนักการเมืองที่ดีต้องมีเรื่องกฎกติกาและมารยาท ขอให้ยึดมั่นในแนวทางถูกต้อง สร้างกติกาทางการเมืองที่ดี จึงขอถือโอกาสนี้เปิดตัวผู้สมัครเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนรู้จักผู้สมัครมากขึ้น

ช่วงท้ายนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวอวยพรให้กับผู้สมัครบอกว่า ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจเดินหน้าและประสบความสำเร็จในการทำงาน เอาการเมืองสุจริตมาเปลี่ยนแปลงประเทศต่อไป

ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ปชป. 70% เป็นหน้าใหม่

หลังจากนั้น นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 33 เขต โดยผู้สมัครกว่า 70% เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน และทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามานั้นเข้ามาด้วยความสามารถของตนเอง และแสดงความมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครทั้งหมดที่จะช่วยนำพาให้ “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สำหรับว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 33 เขต ประกอบด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี

เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร

เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช

เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง

เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค

เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร

เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์

เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์

เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ

เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์

เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ

เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์

เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ

เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร

เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี

เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์

เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล

เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง

เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล

เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ

เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี

เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย

เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล

เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยธนาพัฒน์

เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา

เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์

เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา

เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์

เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ

เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร

แคมเปญ “ไทยหายจน” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน การเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างความหวังให้กับคนกรุงเทพฯ การจะบรรลุเป้าหมาย “ไทยหายจน” ได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังโพลพุ่ง!

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง

“พงศกร ขวัญเมือง” ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังนิด้าโพล เผย คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ขอโอกาสอีกครั้งให้กลับมารับใช้ดูแล

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.อย่างจริงใจ ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน

พรรคประชาธิปัตย์ขอบคุณคนกรุงเทพฯ

ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคต้องรักษาและต่อยอดความไว้วางใจนี้ด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหามลพิษ ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะตัวแทนของประชาชนคนกรุงเทพฯ พร้อมที่จะเป็นแกนนำในการผลักดันนโยบายและโครงการต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

นโยบายที่พรรคให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษ
  • การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
  • การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการเพิ่มกำลังตำรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
  • การส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนกรุงเทพฯ

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เราจะสามารถสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนได้ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดลอยไป ร่วมกันสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมไปกับเรา

ที่มา – โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

“สกลธี” เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำผ่านกระบวนการคัดเลือกถูกต้อง คัดกรองชูทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะดูแลผู้สมัครลงเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขตเรียบร้อยแล้ว ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัครของพรรค ทุกคนทำได้ดีมาก แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ต้องเสียใจและผิดหวัง เพราะจำนวนคนที่เสนอตัวมีจำนวนมากกว่าจำนวนที่จะส่งลงเลือกตั้งหลายเท่าตัว

ขอเรียนว่าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค ได้พิจารณาในทุกๆด้าน อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของพรรค

นายสกลธีบอกต่อว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ไปต่อเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีคุณค่ามากสำหรับพรรคครับ ตนจะติดต่อดึงคนที่อยากทำงานต่อไปกับพรรคมาช่วยกันทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินต่อไป เพราะการทำงานการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วยนะครับ…เราจะสู้ไปด้วยกันครับ และวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 9.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆ และประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง
  • เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค
  • เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร
  • เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา
  • เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์
  • เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ
  • เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ
  • เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร
  • เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี
  • เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล
  • เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง
  • เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย
  • เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มณฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์
  • เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา
  • เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรณ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา
  • เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์
  • เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ
  • เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร

ทำไมต้องจับตาดูผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต?

การประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การคัดเลือกผู้สมัครที่ผ่านกระบวนการที่เข้มข้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคในการนำเสนอตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับผู้สมัครในแต่ละเขต จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – ปชป.เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำคัดกรองมาอย่างดี มีอุดมการณ์และสุจริต

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยันลง สส.สงขลา เขต 9

ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรค “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” อดีต สส.สงขลา ออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน พร้อมเตรียมลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม สร้างความชัดเจนให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรค

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม และลงสมัคร สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 9 ในนามพรรคดังกล่าว โดยยืนยันหนักแน่นว่า

“ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ 1,000% ถ้าผมไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลิกเล่นการเมือง”

นายศักดิ์สิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในครอบครัวเองก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมืองแต่อย่างใด จะมีเพียงน้องชาย 2 คนเท่านั้นที่ย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ทำให้การยืนยันครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ได้เป็นอย่างดี

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลง สส.สงขลา เขต 9 แน่นอน

จากการยืนยันดังกล่าว ทำให้ชัดเจนว่า “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะยังคงลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ และยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาวสงขลา เขต 9 ที่เคยให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

การตัดสินใจอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ 1,000% และลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนให้กับอนาคตทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมทางการเมืองในจังหวัดสงขลาอีกด้วย การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรคในพื้นที่ภาคใต้ และยังเป็นการรักษาฐานเสียงเดิมของตนเองอีกด้วย

สำหรับผู้สนับสนุนและประชาชนในพื้นที่สงขลา เขต 9 การตัดสินใจครั้งนี้ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ถือเป็นข่าวดี เพราะหมายถึงการที่พวกเขายังคงมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 อีกครั้ง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ท้องถิ่นได้

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะนำเสนอนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการเมืองในเขต 9 สงขลา ย่อมต้องมีความเข้มข้นอย่างแน่นอน และการที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยืนยันว่าจะลง สส.สงขลา เขต 9 ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในพื้นที่ว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายพรรค แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความภักดี และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม

จับตา “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบพรรคกล้าธรรมเพิ่ม หลังเปิดตัวไปแล้ว 2 คน วานนี้

การเมืองสนามเลือกตั้งสงขลาเริ่มเข้มข้น! หลังจากเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานว่านายวงศ์วชร ขาวทอง และนายบารมี ขาวทอง สองบุตรชายของนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรม (กธ.) อย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองไม่น้อย

โดยนายวงศ์วชร ขาวทอง ถูกวางตัวให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สงขลา เขต 5 แทนที่นายเดชอิศม์ผู้เป็นบิดา ส่วนนายบารมี ขาวทอง จะลงสมัคร สส.สงขลา เขต 6 แทนที่ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล อดีต สส.สงขลา เขต 6 จากพรรคประชาธิปัตย์

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า บุตรชายคนที่สามของนายเดชอิศม์ คือ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ก็ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดกระแส จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม อย่างใกล้ชิด

จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม

ตามรายงานข่าว แผนการนี้เป็นผลมาจากการหารือระหว่างแกนนำพรรคกล้าธรรมและนายเดชอิศม์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม โดยมีข้อสรุปเพิ่มเติมว่า นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา เขต 9 จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ลังเลว่าจะอยู่กับพรรคเดิมต่อไป ได้เปลี่ยนใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะลงสมัครในเขตเลือกตั้งเดิมของตนเอง

ปัจจัยที่ทำให้นายศักดิ์สิทธิ์ตัดสินใจย้ายพรรค

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้นายศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนใจ แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า น่าจะมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

  • ความไม่แน่นอนภายในพรรคประชาธิปัตย์: หลังจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ประสบปัญหาภายในหลายประการ ทำให้สมาชิกหลายคนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่
  • โอกาสในการเติบโตทางการเมือง: พรรคกล้าธรรมอาจเสนอนโยบายหรือตำแหน่งที่น่าสนใจให้กับนายศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้เขามองเห็นโอกาสในการเติบโตทางการเมืองที่มากขึ้น
  • การสนับสนุนจากครอบครัว: การที่พี่น้องทั้งสองคนเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมไปก่อนหน้านี้ อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนายศักดิ์สิทธิ์

การย้ายพรรคของนายศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในสมรภูมิการเมืองสงขลา และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนกำลัง จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม เพราะเชื่อว่า การตัดสินใจครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางทางการเมืองของตระกูลขาวทองในอนาคต

ผลกระทบต่อการเมืองสงขลา

การเข้ามาของนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ในพรรคกล้าธรรม ทำให้พรรคมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งขึ้นในจังหวัดสงขลาอย่างแน่นอน ด้วยชื่อเสียงและประสบการณ์ทางการเมืองของตระกูลขาวทอง พรรคกล้าธรรมจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ในพื้นที่

นอกจากนี้ การที่นายศักดิ์สิทธิ์ลงสมัครในเขตเดิม ยังเป็นการท้าทายโดยตรงต่อผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดมากยิ่งขึ้น และผลการเลือกตั้งในเขตนี้ ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยรวมแล้ว การ จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการเมืองสงขลา และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามรบที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือ การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจของนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ในการย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพทางการเมืองของเขา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลดีหรือผลเสียต่ออนาคตของเขาและพรรคกล้าธรรม ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม

Scroll to top