พรรคประชาธิปัตย์

นิด้าโพล เผยคนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด “นิด้าโพล” ได้ผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาสครั้งที่ 2/2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า “นิด้าโพล” เผย คนอยากให้ “เท้ง” นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน มาที่ 1 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

นิด้าโพล เผย คนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

สำหรับการสำรวจในรอบไตรมาสที่ 2 นี้ ทางศูนย์สำรวจความคิดเห็นของนิด้าได้ทำการสุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศกว่า 2,500 คน พบว่าคะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “เท้ง” นั้นมาแรงแซงโค้ง ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่ประชาชนอยากให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายละเอียดผลสำรวจ นิด้าโพล เผย คนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในผลโพล เราจะพบกับตัวเลขที่น่าสนใจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ได้รับคะแนนสนับสนุนที่ 26.08%
  • อันดับ 2: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อยู่ที่ 21.68%
  • อันดับ 3: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อยู่ที่ 11.80%
  • อันดับ 4: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อยู่ที่ 11.64%

นอกจากตัวบุคคลแล้ว ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุดก็ยังคงเป็น พรรคประชาชน เช่นกัน โดยได้รับความนิยมสูงถึง 34.80% ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทยที่ 17.00% และพรรคเพื่อไทยที่ 16.84% ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ของฐานเสียงในกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงกำลังให้ความสำคัญกับทิศทางของพรรคประชาชนเป็นหลัก

หากวิเคราะห์ตามกลุ่มประชากรศาสตร์ การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมทุกอาชีพ ทุกภูมิภาค ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาไปจนถึงกลุ่มเกษตรกรและคนวัยทำงาน ซึ่งผลสรุปที่ออกมาในทิศทางเดียวกันนี้แสดงให้เห็นว่ากระแสตอบรับต่อพรรคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายตัวไปหลายพื้นที่ทั่วไทย ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือสัญญาณว่าผู้คนคาดหวังถึงวิธีการดำเนินนโยบายใหม่ๆ ในอนาคต

บทเรียนจากผลโพลนี้ถือเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นความต้องการของภาคประชาชน ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงและทางเลือกใหม่ในสนามการเมือง ซึ่งการที่จะครองใจประชาชนได้ยาวนานนั้น พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเร่งลงมือทำนโยบายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงของตัวเองต่อไปครับ

ที่มา – “นิด้าโพล” เผย คนอยากให้ “เท้ง” นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน มาที่ 1

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวทางการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เกี่ยวกับการอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีการพาดพิงถึงแนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอกย้ำจุดยืนเรื่องการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ อย่างชัดเจนครับ

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกระแสข่าวบิดเบือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำการตัดบำนาญข้าราชการ ทำให้นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องรีบออกมาเคลียร์ประเด็นนี้ทันที โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ได้นำเสนอไปนั้น คือการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการคลังของชาติในระยะยาว ไม่ใช่การล้มล้างสิทธิเดิมที่มีอยู่แล้ว

เปิดมุมมองการปฏิรูประบบงบประมาณที่แท้จริง

หลายท่านอาจสงสัยว่าการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ นั้นมีใจความสำคัญอย่างไร คำตอบก็คือ:

  • การสร้างระบบใหม่: มุ่งเน้นการวางโครงสร้างงบประมาณใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต
  • ความเป็นธรรม: ยึดหลักการไม่ทำลายสิทธิของคนที่เข้ามาทำงานด้วยกฎเกณฑ์เดิม เพื่อความยุติธรรมของข้าราชการปัจจุบัน
  • ความยั่งยืนทางการคลัง: เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสิทธิเดิมนั้นไม่เป็นธรรม แต่การวางแผนใหม่ด้วยวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์จะเป็นทางออกที่ดีกว่า การที่กระแสสังคมถูกปั่นหัวให้เข้าใจผิดถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะแนวคิดนี้แท้จริงแล้วคือความปรารถนาดีต่อระบบราชการไทยนั่นเองครับ

นอกเหนือจากเรื่องบำนาญแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความห่วงใยถึงการบริหารงบประมาณในภาพรวม โดยเฉพาะการที่รัฐบาลกู้เงินก้อนโตแต่กลับไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจนในโครงการใหญ่ที่ได้ประโยชน์จริง รวมถึงความกังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ควรทำมากกว่าแค่การรอเยียวยา เพราะความสูญเสียเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่คุ้มค่ากับการประหยัดงบประมาณที่ไม่ถูกจุด

ในฐานะประชาชน เราควรพินิจพิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจเชื่อข่าวลือทางการเมือง เพราะการที่ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคในการเสนอทางออกให้กับบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เน้นสร้างความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีการอภิปรายเรื่องงบประมาณประจำปี 2570 โดยเฉพาะความเห็นต่างระหว่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีเนื้อหาที่ดุเดือดจนหลายคนต้องติดตาม

เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายจูรี นุ่มแก้ว ได้อภิปรายเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้งบเพื่อการป้องกันเพียงแค่ 7% เท่านั้น ซึ่ง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ได้โต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า นายจูรีอาจจะศึกษาเอกสารงบประมาณไม่ดีพอ และแนะนำให้ทางพรรคประชาธิปัตย์จัดสรรโควตาให้ นายจูรี ได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณเสียบ้าง เพื่อที่ เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. จะได้มีความเข้าใจในรายละเอียดของเล่มงบประมาณมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ประเด็นร้อน: ทำไมต้องจุดธูปเรียก?

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความฮือฮาในห้องประชุม คือกรณีที่ นายจูรี กล่าวว่าจะจุดธูปเรียก นายเจเศรษฐ์ มาชี้แจง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้รัฐมนตรีไม่พอใจอย่างมาก โดยเขากล่าวว่า:

  • เขามองเพื่อนสมาชิกเป็นผู้ทรงเกียรติเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล
  • การใช้คำว่าจุดธูปเรียกเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและแสดงถึงความไม่ให้เกียรติ
  • มีการพูดเปรียบเทียบอย่างดุเดือดว่า หากต้องการจะจุดธูปเรียกจริง ก็ให้ราดน้ำมันใส่ตัวเองแล้วจุดได้เลย ตนจะไปดับไฟด้วยมือเปล่าให้เอง

ความเห็นในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ค่อนขอดกันด้วยคารมคมคาย ซึ่งในมุมของผู้ติดตามข่าวสาร การโต้ตอบในลักษณะ เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. อาจเป็นเพียงสีสันของการเมืองที่ทุกคนมักจะเห็นกันเป็นประจำในช่วงการพิจารณางบประมาณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเข้าใจเรื่องงบประมาณและการสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับฝ่ายค้านยังคงมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาภัยพิบัติที่ทุกฝ่ายควรหันหน้ามาทำงานร่วมกันมากกว่าการใช้อารมณ์เข้าหากันครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สวนเดือด “จูรี” ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. จะได้มีความรู้มากขึ้น

เจาะลึกงบฯไร้อนาคตปี 70 หนี้ทะลุ 70% เตือน 5 ปีแตะ 80%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างดุเดือด โดยขนานนามว่าเป็น “งบฯไร้อนาคต” เนื่องจากมองว่าโครงสร้างงบประมาณปีนี้สะท้อนถึงปัญหาที่หมักหมมมานาน และรัฐบาลยังไม่สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้

สถานการณ์งบฯไร้อนาคตปี 70 ที่น่ากังวล

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์มองว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบฯไร้อนาคต คือการที่งบลงทุนถูกตัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ที่ทำได้เพียงแค่ประคับประคองงบประจำและการใช้หนี้เก่าเท่านั้น ทำให้ประเทศขาดแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

เปิดปมหนี้สาธารณะทะลุ 70% ชี้ชัดอีก 5 ปีเสี่ยงแตะ 80%

นอกจากเรื่องของงบลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนคือตัวเลขหนี้สาธารณะ คุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่าหากรวมภาระหนี้ตามมาตรา 28 แห่งกฎหมายวินัยการเงินการคลังเข้าไปด้วย หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันได้ทะลุเพดาน 70% ไปแล้ว และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า มีโอกาสสูงที่หนี้สาธารณะจะพุ่งกระฉูดไปแตะระดับ 80% หรือ 90% ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของคนไทยทั้งประเทศ

  • วิกฤตงบลงทุน: งบลงทุนลดลง -13.1% ขณะที่งบบุคลากรและงบอุดหนุนกลับเพิ่มสูงขึ้น
  • ความล่าช้าด้านการปฏิรูป: การจัดเก็บภาษีต่อ GDP ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้สวัสดิการประชาชนไม่ทั่วถึง
  • การลงทุนที่ไม่ชัดเจน: งบประมาณด้าน AI หรือดิจิทัลถูกมองว่าเป็นการวิ่งตามกระแสโดยขาดกลยุทธ์สร้างมูลค่าที่แท้จริง

ในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอภายใต้แนวคิด 5T นั้น ดูเหมือนจะห่างไกลจากความจริง เนื้อในของ งบฯไร้อนาคต ฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการทำงบประมาณฐานศูนย์หรือการมุ่งเป้าที่แท้จริง แต่มันคือการใช้งบประมาณแบบ “หาเช้ากินค่ำ” ที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐบาลยังไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ และปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มและยากที่จะก้าวข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า จะสร้างอนาคตให้ประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้จ่ายที่ไร้ทิศทางอย่างที่เป็นอยู่

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ตั้งชื่องบประมาณปี70 “งบฯไร้อนาคต” ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70% อีก5 ปีหวั่นทะลุ80%

ผลเลือกตั้ง สก. 2569 นับแล้ว 95% สรุปผลทั้ง 50 เขต

สวัสดีครับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน! เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองท้องถิ่นกันอย่างใกล้ชิด วันนี้เรามาสรุปเจาะลึก ผลเลือกตั้ง สก. 2569 นับแล้ว 95% สรุปทั้ง 50 เขต พรรคประชาชนได้มากสุด 22 เขต กันแบบสดๆ ร้อนๆ หลังจากที่ปิดหีบไปเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศการนับคะแนนเป็นไปอย่างคึกคักและดุเดือดสุดๆ ครับ

ผลเลือกตั้ง สก. 2569 นับแล้ว 95% สรุปทั้ง 50 เขต พรรคประชาชนได้มากสุด 22 เขต

จากการรายงานคะแนนอย่างไม่เป็นทางการล่าสุด ผลเลือกตั้ง สก. 2569 นับแล้ว 95% สรุปทั้ง 50 เขต พรรคประชาชนได้มากสุด 22 เขต ถือเป็นการตอกย้ำกระแสความนิยมในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดี โดยพรรคประชาชนสามารถคว้าที่นั่งไปครองได้หลายเขตเศรษฐกิจและเขตสำคัญ กระจายตัวไปทั่วทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสนามการเมืองท้องถิ่นได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

สรุปภาพรวมและสถิติ ผลเลือกตั้ง สก. 2569 นับแล้ว 95% สรุปทั้ง 50 เขต พรรคประชาชนได้มากสุด 22 เขต

นอกจากพรรคประชาชนแล้ว กลุ่มการเมืองอื่นๆ ก็มีผลงานที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสรุปคะแนนแต่ละกลุ่มมีดังนี้ครับ:

  • กลุ่มคนทำงาน: คว้าไปทั้งหมด 11 เขต อาทิ เขตบางรัก เขตบางกะปิ และเขตธนบุรี
  • พรรคประชาธิปัตย์: ครองพื้นที่ไปได้ 8 เขต เช่น เขตคลองเตย เขตบางกอกใหญ่ และเขตวังทองหลาง
  • กลุ่มเพื่อไทย Life: ลงตัวที่ 4 เขต ในเขตมีนบุรี จอมทอง สายไหม และทุ่งครุ
  • อิสระ: รักษาพื้นที่ได้ 3 เขต ได้แก่ เขตบางเขน หนองแขม และบางพลัด
  • กลุ่ม Better Bangkok: ได้รับเลือกมา 2 เขต คือเขตปทุมวันและลาดกระบัง

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าชาวกรุงเทพฯ มีความตื่นตัวในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าผลการนับคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร เสียงของประชาชนในครั้งนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเมืองหลวงของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ สำหรับใครที่ต้องการตรวจสอบคะแนนในเขตพื้นที่ของตนเองอย่างละเอียด สามารถเข้าไปดูอัปเดตแบบเรียลไทม์ได้ที่เว็บไซต์หลักของหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้ง หรือสื่อชั้นนำทั่วไป

ในมุมมองของผู้เขียนเอง การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของทิศทางการเมืองท้องถิ่นที่ประชาชนให้ความสนใจมากกว่าทุกครั้ง หวังว่า สก. ทุกท่านที่ได้รับความไว้วางใจจะเดินหน้าทำงานตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงอย่างเต็มที่ครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับผลที่ออกมา? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลย!

ที่มา – ผลเลือกตั้ง สก. 2569 นับแล้ว 95% สรุปทั้ง 50 เขต พรรคประชาชนได้มากสุด 22 เขต

เจมส์ ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง

เจมส์ ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของชาวกรุงเทพมหานคร กับการออกมาทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อย่างพร้อมเพรียงกัน บรรยากาศตามหน่วยเลือกตั้งต่างคึกคักไปด้วยประชาชน ซึ่งรวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง คุณอนุชา บูรพชัยศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เจมส์” ที่วันนี้ได้เดินทางมาพร้อมกับภริยาคู่ใจ เพื่อร่วมแสดงพลังความเป็นพลเมืองที่ดี

บรรยากาศการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ว่าฯ กทม.

การที่ เจมส์ ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อทิศทางของบ้านเมือง โดยคุณอนุชาได้ให้สัมภาษณ์หลังจากหย่อนบัตรว่า กระบวนการจัดการของเจ้าหน้าที่ในปีนี้มีความรวดเร็วและเป็นระบบมาก ตั้งแต่เริ่มยื่นบัตรประชาชนจนหย่อนบัตรลงหีบใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกที่ดีเยี่ยมให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

คุณอนุชายังได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจไว้ว่า การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ใช่แค่การทำตามหน้าที่ แต่คือการเลือกอนาคตของเมืองที่เราอยู่อาศัย เพราะทุกหนึ่งคะแนนเสียงของคุณมีความหมาย ยิ่งคนออกมาใช้สิทธิมากเท่าไหร่ อำนาจการตัดสินใจในการพัฒนาเมืองก็ยิ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

  • ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งของท่านให้ถูกต้อง
  • เตรียมบัตรประจำตัวประชาชนให้พร้อม
  • ศึกษาหมายเลขผู้สมัครเพื่อความรวดเร็วในการลงคะแนน
  • ตรวจสอบสีของบัตรเลือกตั้งว่าบัตรใบไหนสำหรับเลือกผู้ว่าฯ และบัตรใบไหนสำหรับเลือก ส.ก.

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คนกรุงฯ ทุกคนออกมาใช้สิทธิกันอย่างเต็มที่เพื่อกำหนดทิศทางเมืองหลวงของเรา ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองไปข้างหน้าด้วยกันครับ

ที่มา – “เจมส์” ควงภริยาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชวนคนกรุงฯ ออกมากำหนดอนาคตเมือง

“อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง”

“อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง”

ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกโรงปราศรัยใหญ่ช่วยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครของพรรค พร้อมปล่อยหมัดเด็ดชวนชาวกรุงเทพฯ ร่วมตัดสินใจเลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมุ่งมั่นล้างบาง “อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างหนาหูในขณะนี้

เปิดมุมมองการเมือง กทม. กับวิสัยทัศน์ที่คุณต้องรู้

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการหาเสียงของผู้สมัครอิสระ โดยเฉพาะป้ายหาเสียงที่ระบุว่า “เลือก สก. อิสระทั้งทีม” จนเกิดเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า อิสระที่แท้จริงคือแบบไหน และใครเป็นผู้ส่งทีมเหล่านี้ลงสมัครกันแน่ การย้ำว่า “อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง” จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้คนกรุงหันมามองความสำคัญของการบริหารแบบเป็นระบบและมีพรรคการเมืองที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้เปรียบเทียบผลงานในอดีตของพรรค ปชป. กับปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส นายอนุชา บูรพชัยศรี ได้เตรียมพร้อมนโยบายเพื่อแก้ปัญหาคาราคาซังใน กทม. ทั้งเรื่องส่วย การขออนุญาตที่ไม่โปร่งใส และการจัดการปัญหาเมืองที่ไม่ควรมีเรื่องร้องเรียนสะสมเป็นล้านรายการ การเลือกผู้ว่าฯ และ สก. จากพรรค ปชป. จึงไม่ใช่แค่การเลือกตัวบุคคล แต่คือการเลือกทีมงานที่พร้อมรับผิดชอบร่วมกัน

  • เน้นความโปร่งใส ขจัดทุจริตคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่น
  • ใช้ข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์ในการบริหารและแก้ปัญหาเมือง
  • สร้างเมืองที่น่าอยู่และตรวจสอบได้จริงตามหลักธรรมาภิบาล

การประกาศสงครามกับ “ระบอบอากง” ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เอาจริงกับการปฏิรูป กทม. ให้เป็นเมืองที่เป็นมากกว่าแค่ “เมืองน่าเที่ยว” แต่ต้องเป็น “เมืองที่น่าอยู่” ในทุกมิติ ประชาชนที่เบื่อหน่ายกับปัญหาการจัดการในยุคปัจจุบันจึงมีทางเลือกที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้

ท้ายที่สุดนี้ การเลือกตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับโพลสำรวจ แต่ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่าจะยอมปล่อยให้สิ่งผิดปกติคงอยู่ หรือจะกล้าเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญว่า เสียงของประชาชนจะสามารถล้างบางระบบที่ไม่โปร่งใสได้จริงหรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่ กทม. จะต้องมีผู้นำที่กล้าตรวจสอบและมีความรับผิดชอบต่อเมืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง”

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวการเมืองคงจะผ่านตาประเด็นร้อนแรงล่าสุด เมื่อนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. ปัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปล่งเสียงสะท้อนความไม่ชอบมาพากลในงบประมาณปี 2570 โดยเฉพาะหัวข้อที่หลายคนจับตามองอย่าง “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายในสภาฯ ครั้งหน้าให้เข้มข้นที่สุดครับ

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ ส่อแววซ้ำซ้อน

นางการดีได้ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปี 2570 นั้นมีการเพิ่มขึ้นถึง 30% โดยเฉพาะงบการทำคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 5 พันล้านบาท แต่ปัญหาก็คือเรื่องของ “ประสิทธิภาพ” ครับ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าโครงการคลาวด์ถูกทำกระจายไปหลายกระทรวง แทนที่จะรวมศูนย์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระดับประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณโดยใช่เหตุ

เจาะลึกงบ AI และดิจิทัลที่ดูยังไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ ในส่วนของ AI ที่มีการของบประมาณกว่า 2.5 พันล้านบาท ครอบคลุม 206 โครงการ นางการดีมองว่าตัวเลขเหล่านี้ยังขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมถึงแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลที่มีมูลค่ากว่า 8.7 พันล้านบาท กลับพบว่ามีงบดำเนินงานสูงถึง 72.6% ในขณะที่งบลงทุนมีเพียง 9.4% เท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะอภิปรายชี้แจงในสภาฯ ให้ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นสำคัญที่น่าคิดจากกรณี “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

  • ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณดิจิทัลที่ดูเหมือนจะเน้นเพียงการดำเนินงานแต่ขาดการลงทุนที่เห็นผลจริง
  • การประหยัดเวลาด้วยการไม่เปิดเผยไฟล์ดิจิทัลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบก่อนเวลาอันควร ทั้งที่โลกก้าวไกลสู่ยุคดิจิทัลแล้ว
  • ความจำเป็นในการรวมศูนย์ข้อมูลรัฐบาล (Cloud) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ

อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือเรื่องของการเปิดเผยเอกสารงบประมาณ ที่ต้องบอกว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ การที่ต้องรอรับเอกสารขนาดใหญ่ถึง 2 ลัง เพียงไม่กี่วันก่อนการอภิปรายถือเป็นเรื่องที่ล้าหลังมากครับ หากรัฐบาลต้องการจะเป็นรัฐบาลดิจิทัลจริงๆ ควรเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบไฟล์ที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ประเด็นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนัก“งบดีอี –คลาวด์”

Scroll to top