พรรคพลวัต

“กัณวีร์” แฉ โผล่อีกลงคะแนนแล้ว แต่ไม่มีคะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการเลือกตั้งไทยเลยนะครับ “กัณวีร์” แฉ โผล่อีกลงคะแนนแล้ว แต่ไม่มีคะแนน นี่แหละครับที่นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ออกมาแฉแบบจัดเต็ม เกี่ยวกับความผิดปกติในการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์อัปยศของไทยไปซะแล้ว

“กัณวีร์” แฉ โผล่อีกลงคะแนนแล้ว แต่ไม่มีคะแนน

ย้อนกลับไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. กำลังจะประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. หลังจากวันเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ ผ่านไปถึง 17 วันเต็มๆ กว่าจะได้ผลออกมา 95% นับว่านานพอสมควรสำหรับระบบที่ควรจะโปร่งใสและรวดเร็วใช่ไหมล่ะครับ แต่ที่สำคัญกว่าคือ นายกัณวีร์ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหาเพียบ ทั้งบัตรเขย่งไม่ว่าจะหลักร้อยหรือพัน คะแนนหาย และการเขย่าแบบต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ไหนกันแน่

ปัญหาหลักที่ “กัณวีร์” แฉ โผล่อีกลงคะแนนแล้ว แต่ไม่มีคะแนน คือการใช้บาร์โค้ดและ QR Code ในบัตรเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและเขต ซึ่งทำให้ไม่มีความลับในการลงคะแนนเลย แม้ กกต. จะอ้างว่ามีมาตรการเข้มงวดแค่ไหน แต่เจตนาชัดเจนว่าสามารถตรวจสอบบัตรต้นทางกับบัตรลงคะแนนได้ นายกัณวีร์ที่เคยทำงานด้านเก็บชั้นความลับราชการมานาน ย้ำว่าความลับต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่าง

องค์ประกอบของ “ความลับ” ที่ขาดหายไปในการเลือกตั้ง

  • มีข้อเท็จจริง
  • มีคนรู้ข้อเท็จจริงนั้น
  • มีการเก็บข้อเท็จจริงโดยไม่มีช่องทางเข้าถึง
  • หลักฐานไม่สามารถถูกล่วงรู้ได้

แต่ในเลือกตั้งครั้งนี้ ขาดข้อ 3 และ 4 ไปเรียบร้อย ทำให้ไม่ใช่ความลับจริงๆ แถมยังมีข่าวว่าการเลือกตั้งใหม่ยิ่งแย่ ถ่ายรูปผู้มาใช้สิทธิ์ เรียงลำดับ แล้วลิงก์กับบาร์โค้ดได้อีก!

ที่หนักสุดคือกรณีของพรรคพลวัตเองเลยครับ ได้ยินจากพี่ท่านหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หมู่คอหงส์ บอกว่าลงคะแนนเบอร์ 7 พรรคพลวัตชัดๆ แต่พอไปดูกระดานรวมคะแนนในหน่วย กลับไม่มีเบอร์ 7 แม้แต่คะแนนเดียว! ไปถามเจ้าหน้าที่ก็โดนบอกให้ไปดูกระดานรวมเฉยๆ นี่มันอะไรกันครับ เขย่ง เขย่า ปิดบัง คะแนนหายครบสูตร

นายกัณวีร์สรุปว่าการเลือกตั้งแบบนี้ อำนาจไม่ใช่ของประชาชนแน่นอน ไหนๆ ก็บอกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แต่ทำไมกระบวนการถึงมืดมนขนาดนี้ คุณล่ะครับคิดยังไงกับเรื่องนี้ มันสะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ลึกซึ้งแค่ไหน

ผมว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยทั้งหมด ถ้าคะแนนลงแล้วหายแบบนี้ ครั้งหน้าจะกล้าออกมาใช้สิทธิ์กันไหม ในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี การเลือกตั้งโปร่งใสขนาดไหน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนโดยไม่ละเมิดความลับ ไทยเราควรเรียนรู้และปรับปรุงด่วน ก่อนที่ประชาชนจะหมดศรัทธาไปหมด

สุดท้าย นายกัณวีร์เรียกร้องแบบสั้นๆ ว่า “คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งผมเห็นด้วยสุดๆ คุณคิดว่าทำยังไงถึงจะแก้ได้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองร้อนๆ ต่อไป อย่าปล่อยให้อำนาจหลุดมือไปง่ายๆ นะ!

ที่มา – “กัณวีร์” แฉ โผล่อีกลงคะแนนแล้ว แต่ไม่มีคะแนน ชี้เลือกตั้งครั้งนี้ มีทั้งเขย่ง-เขย่า-คะแนนหาย

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

วันนี้เรามีข่าวร้อนมาอัปเดตกันกับ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ที่สร้างความฮือฮาทั่วประเทศ! พรรคสีส้มสุดแกร่งนี้นำคะแนนแบบถล่มทลายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ทุกเขตเลือกตั้งครบทั้ง 33 เขตเลยทีเดียว ไม่ว่าจะนับคะแนนไปถึงไหน พรรคประชาชนก็ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งแบบไม่มีใครสู้ได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปิดหีบลงเวลา 17.00 น. และเริ่มทยอยนับคะแนนทันที ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงค่ำ ทำให้ประชาชนหลายคนตื่นเต้นรอติดตาม โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เป็นสมรภูมิสำคัญของการเมืองไทย

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน นำเดี่ยวครบ 33 เขตกรุงเทพ

อัปเดต ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ล่าสุด ณ เวลา 22.57 น. กกต. นับคะแนนแล้ว 53% ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่าพรรคประชาชนปักธงสีส้มยึดพื้นที่ได้ทั้งหมด! ต่อมา เวลา 23.04 น. คะแนนยังคงนิ่ง พรรคนี้ยังนำอันดับหนึ่งในทุกเขต ไม่ว่าจะเป็นเขตใจกลางเมืองอย่างเขตพระนคร สาทร หรือชานเมืองอย่างลาดกระบัง บางขุนเทียน พรรคประชาชนกวาดเรียบ

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการทำงานหนักของทีมงานและนโยบายที่โดนใจชาวกรุง นโยบายแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทำให้ได้คะแนนถล่มทลาย สีส้มของพรรคกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในคืนนี้

รายละเอียดคะแนนและเขตเลือกตั้งที่พรรคประชาชนชนะ

  • เขต 1 พระนคร: นำด้วยคะแนนกว่า 60%
  • เขต 10 สาทร: ครองคะแนนนำขาดลอย
  • เขต 33 ลาดกระบัง: กวาดคะแนนจากฐานเสียงชานเมือง
  • และทุกเขตอื่นๆ รวม 33 เขตทั้งหมด

ข้อมูลนี้มาจากระบบของกกต. ที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ชาวเน็ตต่างแชร์ภาพธงสีส้มโบกสะบัดตามโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ

ขั้นตอนหลังผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน

หลังจากนี้ กกต. จะตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนอีกครั้ง โดยคาดว่าจะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน ระหว่างนี้ ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ได้หากเห็นว่ามีปัญหา สำหรับประชาชน สามารถติดตามผลคะแนนแบบละเอียดได้ที่เว็บไซต์กกต. หรือเพจข่าวชั้นนำ

นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ผลเลือกตั้งในต่างจังหวัดก็กำลังนับคะแนนเข้มข้นเช่นกัน แต่ที่กรุงเทพฯ พรรคประชาชนชัดเจนที่สุด การครองทุกเขตแสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่นในเมืองหลวง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนักการเมืองรุ่นใหม่

ทำไมพรรคประชาชนถึงประสบความสำเร็จ? นอกจากนโยบายประชานิยมแล้ว ยังมีผู้นำรุ่นใหม่ที่สื่อสารเก่ง ใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงวัยรุ่นและคนทำงานได้ดีเยี่ยม การหาเสียงแบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสาน ทำให้ทะลุทะลวงกำแพงเขตเลือกตั้งเก่าๆ ได้

หากมองย้อนอดีต การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งก่อนๆ ชาวกรุงมักกระจายคะแนนให้หลายพรรค แต่ครั้งนี้ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน เปลี่ยนเกมทั้งหมด สีส้มกลายเป็นสีแห่งอนาคตการเมืองกทม.

สำหรับแฟนข่าวการเมือง อย่าพลาดติดตามอัปเดตเพิ่มเติม เพราะผลนี้อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า ชาวกรุงเทพฯ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

สรุปแล้ว ชัยชนะของพรรคประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นสัญญาณบวกต่อการเมืองไทยที่ต้องการความสดใหม่และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมกับเราได้เลย!

ที่มา – ผลเลือกตั้ง 2569 “พรรคประชาชน” ปักธงสีส้ม กวาดพื้นที่กรุงเทพฯ ครบทั้ง 33 เขต

อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 พรรคทางเลือกใหม่ได้ 1 ที่นั่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาอัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 กันแบบเรียลไทม์เลยนะครับ โดยเฉพาะ อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง ที่หลายคนกำลังรอคอย หลังจากปิดหีบโหวตเมื่อช่วงบ่ายแก่ๆ ไปแล้ว กกต. ก็เริ่มนับและเผยผลไม่เป็นทางการทันที

อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง

ณ เวลา 19.56 น. ผลนับคะแนนไปได้ 3% แล้ว พบว่า “พรรคทางเลือกใหม่” ซึ่งมี “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หรือที่รู้จักในชื่อ เต้ พระราม 7 เป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 3 นั้น ได้รับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง และยังไม่มี ส.ส. เขตเลยครับ แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามองมาก!

ส่วนอันดับต้นๆ ของพรรคใหญ่ๆ นั้น พรรคภูมิใจไทยนำโด่งด้วย 192 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 84 ที่นั่ง และพรรคประชาชน 75 ที่นั่ง กกต. คาดว่าผลเกิน 90% จะออกมาในช่วง 21.00-23.00 น. ค่ำนี้เอง ใครที่กำลังลุ้นผลเลือกตั้ง 2569 อย่าพลาดนะครับ

สรุปผลคะแนนพรรคหลักๆ ล่าสุด

  • พรรคภูมิใจไทย: 192 ที่นั่ง (อันดับ 1)
  • พรรคเพื่อไทย: 84 ที่นั่ง (อันดับ 2)
  • พรรคประชาชน: 75 ที่นั่ง (อันดับ 3)
  • พรรคทางเลือกใหม่: ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง, ส.ส.เขต 0 ที่นั่ง

นี่เป็นผลไม่เป็นทางการนะครับ กกต. จะตรวจสอบอีกครั้งและประกาศรับรองภายใน 60 วัน ใครที่อยากรู้เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ เลย

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าน่าตื่นเต้นมาก เพราะมีพรรคใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคทางเลือกใหม่ที่เน้นนโยบายทางเลือกใหม่ๆ ให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองแบบโปร่งใส เต้ มงคลกิตติ์ ก็เป็นตัวพิมพ์ใหญ่อยู่แล้ว จากประสบการณ์ในวงการ 1 ที่นั่งนี้แม้จะน้อย แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรใหญ่โตได้ในอนาคต

สำหรับเพื่อนๆ ที่ตามผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 แบบอัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง ผมคิดว่ามันแสดงให้เห็นถึงกระแสของพรรคเล็กที่กำลังมาแรง แม้จะนับแค่ 3% แต่คะแนนอาจพุ่งขึ้นได้อีกเยอะ ลองคิดดูสิครับ ถ้าพรรคนี้ได้ที่นั่งเพิ่ม จะนำเสนอนโยบายอะไรบ้าง? เช่น การปฏิรูประบบการเมือง หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้ถกเถียงเยอะ เช่น การนับคะแนนในเขตต่างๆ ที่อาจมีดราม่า หรือการรวมพรรคหลังเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าคืนนี้หลายคนคงนั่งเฝ้าหน้าจอแน่ๆ มาลุ้นกันต่อว่าพรรคไหนจะได้โควต้านายกฯ ไป

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนติดตามผลแบบเรียลไทม์ไปด้วยกัน และอย่าลืมแสดงความเห็นในคอมเมนต์นะครับ คุณคิดว่าพรรคทางเลือกใหม่จะได้ที่นั่งเพิ่มไหม? หรือพรรคใหญ่จะครองหมด? แชร์ประสบการณ์การโหวตของคุณมาเลย!

ที่มา – อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง

“กัณวีร์” ย้ำ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ!

“กัณวีร์” หัวหน้าพรรคพลวัต ประณามเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำลายความสงบและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ลั่น สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ อย่าปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนขอประณามการก่อเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 แห่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งทำลายความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ผ่านมา 22 ปี ไม่ควรปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน ที่จับคนร้ายไม่ได้ สันติภาพชายแดนใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

นายกัณวีร์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครบรอบ 22 ปีมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 4 มกราคม 2569 ผ่านมา 7 วันเกิดเหตุระเบิดใหญ่ในปั๊มน้ำมัน 11 แห่งในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก

“แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุความรุนแรงเช่นนี้กับธุรกิจปั๊มน้ำมัน การพุ่งเป้าก่อเหตุระเบิดที่เป้าหมายธุรกิจน้ำมัน จะมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝงหรือไม่ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงต้องสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุและจับตัวผู้กระทำผิดให้ได้”

หัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า ในขณะที่ผู้ก่อเหตุหากยังใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หรือจะก่อกวนสร้างสถานการณ์ ก็เป็นสิ่งที่ต้องประณามอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการทำลายความสงบสุข ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง และปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้งบประมาณไปกว่า 5 แสนล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้สันติภาพชายแดนใต้ สันติภาพปาตานี เป็นวาระแห่งชาติ

“อย่างที่ผมย้ำและเสนอแนะมาตลอดว่า การพูดคุยเพื่อสันติภาพต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย การกระจายอำนาจโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง การหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลต้องทำให้ได้ ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและแสดงความเสียใจกับทุกการสูญเสียครับ”

สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง การที่นายกัณวีร์เน้นย้ำว่า สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ นั้น เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสนใจและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากทุกภาคส่วนของสังคม

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพูดคุยสันติภาพ การกระจายอำนาจ และการหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณา

อะไรคือความหมายของ “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ”

เมื่อกล่าวถึง “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ” นั้น หมายถึงการที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนในสังคมไทย จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง โดยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้กับพื้นที่

  • การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ
  • การดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา
  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างทุกฝ่าย
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ และการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอคติและความขัดแย้ง และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

เราต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงแต่ละครั้ง คือชีวิตและความรู้สึกของผู้คน การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ไม่ควรถูกมองข้าม การสร้างสันติภาพที่แท้จริง จึงไม่ใช่แค่การหยุดยั้งความรุนแรง แต่เป็นการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

การทำให้ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ที่จะร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – “กัณวีร์” ประณามเหตุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ำสันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ผลสำรวจล่าสุดจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล หาก สส. เขตเดิมย้ายพรรค โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งซ้ำก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมอย่างมากในระบบบัญชีรายชื่อ

การสำรวจ “ส่องกระแสเลือกตั้ง: ความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคลและพรรคการเมืองของคนไทย” โดยไทยรัฐโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าชมโพลถึง 1.75 ล้านครั้ง และมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมากถึง 11,419 คน ซึ่งผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางทางการเมืองที่น่าสนใจในปี 2569

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อ สส. ที่ย้ายพรรค คำถามสำคัญคือ “หาก สส. เขตเดิมของคุณย้ายพรรค ในการเลือกตั้งครั้งนี้คุณจะยังเลือกเขาอยู่หรือไม่?” คำตอบจากผลสำรวจนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักการเมืองหลายท่าน

ผลสำรวจพบว่า 56.47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะไม่เลือก สส. ที่ย้ายพรรคอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาชื่นชอบที่พรรค เมื่อ สส. เปลี่ยนพรรค ก็ถือว่าสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน 18.69% ยังไม่ตัดสินใจ 15.34% รอดูแนวนโยบายใหม่ และเพียง 9.49% เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุน สส. ที่ย้ายพรรค

สัญญาณเตือน สส. ย้ายพรรค จากไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับ สส. ที่คิดจะย้ายพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความอยู่รอด เพราะฐานเสียงเดิมอาจไม่ได้ตามไปสนับสนุนเสมอไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และอุดมการณ์ของพรรคมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว

ในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) พบว่าพรรคประชาชนได้รับความสนใจมากที่สุด โดยมีคะแนนนิยมสูงถึง 41.38% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทย (19.79%) และพรรคภูมิใจไทย (13.15%) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ (10.53%) พรรคเศรษฐกิจ (5.57%) พรรครวมไทยสร้างชาติ (2.06%) พรรคไทยสร้างไทย (1.5%) และพรรคไทยก้าวใหม่ (1.12%) ก็ได้รับความสนใจตามลำดับ

ข้อมูลประชากรของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและวัยเกษียณ โดยผู้ที่มีอายุ 46-59 ปี ตอบมากที่สุด (34.34%) รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (32.10%) กลุ่มอายุ 36-45 ปี (13.06%) กลุ่มอายุ 26-35 ปี (10.32%) และกลุ่มอายุ 18-25 ปี (10.18%)

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (41.93%) ภาคกลาง (18.72%) ภาคอีสาน (16.90%) ภาคเหนือ (11.91%) และภาคใต้ (10.54%)

จากการวิเคราะห์ผลสำรวจของไทยรัฐโพลชุดนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนของพรรค มากกว่าการพึ่งพาบารมีส่วนตัวหรือการย้ายพรรคเพื่อแสวงหาอำนาจ

ผลสำรวจนี้ย้ำเตือนนักการเมืองว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนโยบายที่จับต้องได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสำเร็จในระยะยาว

ที่มา – ไทยรัฐโพล: เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “บารมีส่วนตัว” ปิดตายทางรอด สส. ย้ายพรรค

“พรรคพลวัต” ค้านเต็มที่! ผลักดันนิคมฯ จะนะ ไม่ทำตาม SEA

“พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์ฯ พรรค ลงพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ชูเศรษฐกิจชุมชนเป็นโมเดล พร้อมประกาศเสียงดัง หากรัฐบาลใดผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยไม่ทำตาม SEA จะเจอการคัดค้านอย่างถึงที่สุด!

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคพลวัต ลงพื้นที่บ้านนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อพบปะเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกลุ่มเต่าไข่ ที่ทำผลิตภัณฑ์ปลาเส้น และรองเท้าไหมพรม ซึ่งเป็นตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

นายกัณวีร์กล่าวว่า พรรคพลวัตมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน จึงได้เชิญนายอภิสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาร่วมศึกษาดูงานที่เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น โดยได้ชมการสาธิตการทำปลาเส้นของกลุ่มเต่าไข่ และการผลิตรองเท้าถักไหมพรม ซึ่งสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านเป็นอย่างดี จนกลายเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่งของพวกเธอ

นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมว่า ได้รับฟังข้อมูลจากนายรุ่งเรือง ระหมันยะ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเต่าไข่ ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถสร้างอาชีพและรายได้จากการทำงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลได้อย่างลงตัว ผลิตภัณฑ์จากปลาตากแห้งแปรรูปเป็นปลาเส้นสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีรองเท้าถักไหมพรมจากการฝึกอบรมในช่วงต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะและช่วงโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันส่งไปขายถึงโคลอมเบียแล้ว

“ผลผลิตของชุมชนจะนะพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำสิ่งแวดล้อมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดและมีช่องทางการจำหน่าย ก็สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้สามารถทำงานที่บ้าน ดูแลครอบครัวได้สะดวกสบาย ซึ่งทราบว่าพวกเขามีรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิมจากการขายของในตลาด นี่คือตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนขนาดย่อมที่ประสบความสำเร็จได้หากเราให้ความสำคัญกับมัน อย่างไรก็ตาม บางผลิตภัณฑ์ต้องการความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ตู้อบอนามัยสำหรับอบปลาแห้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่า จะนะเป็นโมเดลเศรษฐกิจชุมชนที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการใช้ Design Thinking เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

นายกัณวีร์กล่าวว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและพี่น้องชาวจะนะเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปกป้องพื้นที่จากนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นปลาเส้น ปลาเค็มฝังทราย หรือรองเท้า ล้วนมีประวัติศาสตร์ของนักรบผ้าถุงที่ต่อสู้หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกจารึกไว้ในรองเท้า เป็นมูลค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ของชุมชน

นายรุ่งเรืองกล่าวว่า พวกเขาต่อต้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่ได้แค่กลืนสินค้า แต่กลืนจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ด้วย นิคมอุตสาหกรรมขนาด 20,000 ไร่ จะทำให้หาดใหญ่น้ำท่วมหนักกว่าเดิม และปัญหาน้ำท่วมในจะนะจะรุนแรงขึ้นอย่างมาก หากมีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ปลายน้ำ เมืองจะนะคงจมอยู่ใต้น้ำมิดหลังคา เพราะภัยพิบัติเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด

“ขณะนี้พวกเราไม่ไว้วางใจ SEA ที่มีผลการศึกษาว่าพื้นที่จะนะไม่เหมาะกับการทำนิคมอุตสาหกรรม แม้จะเป็นยุทธศาสตร์ 15+1 ที่รวมสงขลาและปัตตานี และสภาพัฒน์ฯ จะสรุปมาแล้ว แต่เรายังไม่มั่นใจในรัฐมนตรีใหม่ หากใครเป็นรัฐบาลก็อยากฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย” นายรุ่งเรืองกล่าว

พรรคพลวัต ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากไม่ฟังเสียง SEA

นายกัณวีร์ย้ำว่า พรรคพลวัตจะต่อต้านอย่างถึงที่สุด หากรัฐบาลใหม่ไม่นำผลการศึกษา SEA มาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ อ.จะนะ เพราะต้องยอมรับในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน หากไม่ยึดถือหลักการนี้ แล้วจะศึกษาไปทำไม

“ถ้ารัฐบาลไหนมาผลักดัน ผมจะต่อสู้อย่างเต็มที่ เพราะ SEA มีเหตุผลในการตัดสินใจ เมื่อบอกว่าจัดตั้งไม่ได้เพราะจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ก็ต้องพิจารณาตามผลการศึกษา หากใครจะดันทุรังไม่ทำตาม เราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด”

นายกัณวีร์ยืนยันว่า พรรคพลวัตสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน และเชื่อมั่นว่า หากชุมชนใช้ฐานทรัพยากรมาต่อยอดสร้างรายได้ได้ จะเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย

การที่พรรคพลวัตออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งขันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึงผลการศึกษา SEA อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ในภายหลัง

ที่มา – “พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง: วันแรกสุดเข้มข้น!

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

บรรยากาศการสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกของการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพัทลุง คึกคักเป็นพิเศษ พรรคใหญ่จัดทัพส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง พร้อมด้วยพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่พร้อมลงชิงชัย มีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่าที่คุ้นเคยสนามเลือกตั้งเป็นอย่างดี ทยอยเดินทางมาลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งที่หอประชุมจังหวัดพัทลุง ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 1, 2 และ 3 ทำให้ กกต. ต้องดำเนินการจับสลากเพื่อจัดลำดับก่อน-หลัง และจับหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น เสียงเชียร์ดังกึกก้องทั้งภายในและภายนอกอาคาร

การเลือกตั้งครั้งนี้ จังหวัดพัทลุงยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าจับตา มีการย้ายพรรคของอดีต สส. และนักการเมืองบ้านใหญ่อย่างเข้มข้น

ศึกชิงเก้าอี้ สส.พัทลุง แต่ละเขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1: นางสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เปิดศึกกับ น.อ.อธิคุณ คงมี จากพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 2: นายณิติศักดิ์ ธรรมเพชร เดิมสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เปลี่ยนมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เพื่อต่อสู้กับนายวรท เทอดวีระพงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้สนามเลือกตั้งเขตนี้เข้มข้นอย่างมาก

เขตเลือกตั้งที่ 3: หลังอดีต สส. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจไม่ลงสมัคร และหันไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เปิดทางให้ นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม นายจรัล จันทร์แก้ว ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เข้ามาท้าชิงในเขตนี้เช่นกัน

ภาพรวมวันแรกของการรับสมัคร พบว่ามีหลายพรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหลังการสมัครเสร็จสิ้น ผู้สมัครจากแต่ละพรรคต่างลงพื้นที่หาเสียงทันที

นอกจากนี้ กลุ่มพลเมืองพัทลุงได้ออกมารณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงทุกรูปแบบ โดยย้ำว่าการเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในหลายสมัยที่ผ่านมา ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของภาคใต้ในประเด็นการซื้อเสียง มีรายงานว่าเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวของหัวคะแนนในพื้นที่จดรายชื่อและขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนจากชาวบ้านแล้ว ทำให้การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายกลุ่ม ทั้งในแง่การแข่งขันทางการเมืองและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และพรรคใดจะสามารถครองใจชาวพัทลุงได้มากที่สุด การแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในเวทีการเมืองระดับชาติ

ที่มา – สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

“พรรคพลวัต” เปิดตัวแรง “กัณวีร์” เผยส่ง 90 เขต 25 จังหวัด ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน หวังกัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ กทม.-นนท์-ชายแดน

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมแกนนำพรรคเปิดโครงการปฐมนิเทศผู้สมัคร สส. ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 69 แม้เป็นพรรคใหม่แต่เน้นนักปฏิบัติ พร้อมส่งผู้สมัครกระจายทั่วประเทศรวม 90 เขต ใน 25 จังหวัด

นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า พรรคคัดเลือกผู้สมัครอย่างเข้มข้น โดยเน้นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ โดยพื้นที่ กทม. ส่ง 28 เขต และปริมณฑล 7 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยพื้นที่ จ.นนทบุรีอย่างน้อย 3 เขต ขณะที่จังหวัดชายแดนมุ่งเน้น จ.นราธิวาส ปัตตานี พิษณุโลก และจังหวัดตามแนวตะวันตก-ตะวันออก เพื่อแก้ปัญหาสิทธิและสันติภาพอย่างยั่งยืน ส่วนบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมี 24 ราย พร้อมเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรค

นายกัณวีร์ เผยนโยบายหลักที่ยืนบนระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย เน้นการกระจายทุนที่ไม่กระจุกตัว และสร้างตาข่ายรองรับสิทธิมนุษยชน ผ่าน 6 เสาหลัก 23 นโยบาย อาทิ เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุ้มครองแรงงานนอกระบบและหนุนสหภาพ สิทธิการแข่งขันให้ฐานรากเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม ความปลอดภัยข้ามชาติ จัดการปัญหามลพิษข้ามแดน สแกมเมอร์ และสร้างสันติภาพชายแดนใต้-เมียนมา-กัมพูชา อย่างจริงจัง

ด้านนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ย้ำจุดแข็งเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่ง Upskill-Reskill แรงงานและฟรีแลนซ์ เพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มใหญ่ ยืนยันพรรคพลวัตมาจากนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี นโยบายจึงไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแต่ต้องสัมฤทธิ์ผลในพื้นที่จริง เราไม่กังวลเรื่องฐานเสียงเดิม เพราะมีประชาชนกว่า 40% ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ พรรคพลวัตจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่รอความชัดเจนและการปฏิบัติจริง” แกนนำพรรคระบุทิ้งท้าย

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

การเปิดตัวอย่างแข็งขันของพรรคพลวัตและการประกาศนโยบายที่มุ่งเน้นสิทธิมนุษยชน 6 เสาหลัก ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของพรรคในการ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และพื้นที่ชายแดน

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่สำคัญอย่างไร?

การที่พรรคพลวัตให้ความสำคัญกับพื้นที่ทั้ง 3 แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมือง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ นนทบุรีเป็นจังหวัดปริมณฑลที่มีประชากรหนาแน่นและมีความหลากหลาย การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่พื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนของปัญหา ทั้งเรื่องความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืนจึงเป็นความท้าทาย

นโยบาย 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชนของพรรคพลวัตมีความครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคุ้มครองแรงงาน การส่งเสริมสิทธิการแข่งขัน การจัดการปัญหามลพิษ และการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ พรรคพลวัตยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการ Upskill-Reskill แรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของพรรคพลวัตคือการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน เนื่องจากเป็นพรรคใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก การสื่อสารนโยบายและการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง พรรคพลวัตเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความเปลี่ยนแปลงและต้องการเห็นประเทศไทยเป็นสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง

ดังนั้นจึงอยู่ที่ประชาชนแล้วว่า จะให้โอกาสพรรคพลวัตได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “กัณวีร์” ตั้งเป้าปักธง 3 พื้นที่ เมืองกรุง – เมืองนนท์ – เมืองชายแดน ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน

“กัณวีร์” ลาออก เปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาล

“กัณวีร์ สืบแสง” ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคเป็นธรรม เตรียมเปิดตัวพรรคพลวัต นั่งแคนดิเดตนายก ยันพร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น ไม่ว่าใครเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกพรรคเป็นธรรม เดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเป็นธรรม ต่อกกต. พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ตนมาลาออกในวันนี้เพราะเลือกที่จะไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ และจะไปยื่นเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ ชื่อว่า พรรคพลวัต โดยเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นนักปฏิบัติ มีตนนั่งเป็นหัวหน้าพรรคเองและมีเพื่อนๆ มาร่วมกัน ตอนนี้ได้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้วที่จังหวัดสุพรรณบุรีพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง สส. ใน 300 เขต ซึ่งจะมีการเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ณ ที่ทำการพรรคจังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากนั้นจะมีการเปิดตัวที่กรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ที่ทำให้ตนตัดสินใจลาออกจากพรรคเป็นธรรม แล้วมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยไม่ร่วมกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น เพราะ 2 ปีเศษที่ผ่านมาไม่เห็นว่าพรรคการเมืองใดตอบโจทย์ของตนได้ อุดมการณ์ที่ตนมีหรือผู้ปฏิบัติงานในเวทีระหว่างประเทศ ก็ไม่เห็นว่าพรรคการเมืองไหนจะสามารถทำตรงนี้ได้ จึงมาตั้งพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคหนึ่งและมั่นใจว่าจะสู้ได้ มั่นใจว่า พี่น้องประชาชนจะมองเห็น โดยจะมีอดีต สส. ชุดที่ 26 มาร่วมด้วย ซึ่งเป็นคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ทำงานและเป็นนักปฏิบัติจริงๆ เราจะไม่เอา สส. ที่แตกต่าง หรือไม่เคยปฏิบัติงาน มาร่วมกับพรรค และตนจะนั่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย

“กัณวีร์” ลาออกพรรคเป็นธรรม จ่อเปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น

“ยืนยันว่า พรรคพลวัตไม่ใช่พรรคทางเลือก แต่เราจะเป็นพรรคทางรอดของประเทศ นำพาประเทศไทยไปสู่จุดมุ่งหมาย ที่คนไทยทั่วประเทศได้ให้ความสำคัญเอาไว้ พรรคของเราชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปสู่การเป็นฝ่ายบริหาร ธงของเราคือการต้องร่วมกับฝ่ายบริหาร เพราะพี่น้องประชาชนรออยู่ การเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวไม่เพียงพอจริงๆ ความคาดหวังของเราคือการร่วมรัฐบาล ทั้งนี้จุดที่จะใช้ในการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลก็คงต้องดูผลของการเลือกตั้งด้วย ถึงเราจะเป็นพรรคเล็ก แต่เราก็มั่นใจ เดี๋ยววันที่เปิดตัวพรรคและเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ของพรรค จะเห็นว่าเค้าทำงานอะไรได้บ้างและประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง” นายกัณวีร์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่สำนักงาน กกต.ตลอดทั้งวันมีสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ทยอยเดินทางมายื่นหนังสือลาออกจากพรรคต้นสังกัดเพื่อไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เช่น นายโกศล ปัทมะ ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยจะไปสมัครเป็นสมาชิกที่พรรคภูมิใจไทย.

อนาคตของพรรคพลวัต และการเป็นรัฐบาลของ “กัณวีร์”

การลาออกจากพรรคเป็นธรรมของนายกัณวีร์และการเตรียมเปิดตัวพรรคพลวัต สร้างความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมือง พรรคพลวัตภายใต้การนำของนายกัณวีร์ วางเป้าหมายที่จะเป็น “ทางรอด” ของประเทศ และมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นจริง

ความชัดเจนในจุดยืนที่จะเป็นรัฐบาลเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง การตัดสินใจครั้งนี้ของนายกัณวีร์และทีมงานจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การลาออกของนายกัณวีร์ สืบแสง และการเปิดตัวพรรคพลวัต สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของนักการเมืองในยุคปัจจุบัน การที่นายกัณวีร์เน้นย้ำถึงความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลเท่านั้น บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

“กัณวีร์” ลาออกพรรคเป็นธรรม จ่อเปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในแวดวงการเมืองไทย อนาคตของพรรคพลวัต และบทบาทของนายกัณวีร์ในการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป จะเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความหวังใหม่ๆ ในอนาคต การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคพลวัต สามารถติดตามได้จากช่องทางต่างๆ ของพรรค และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ดังนั้น การตัดสินใจของ “กัณวีร์” ที่จะลาออกจากพรรคเดิมและเปิดตัวพรรคใหม่ที่มีเป้าหมายชัดเจนที่จะเป็นรัฐบาลเท่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและอาจมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “กัณวีร์” ลาออกพรรคเป็นธรรม จ่อเปิดตัวพรรคพลวัต พร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น

Scroll to top