พรรครวมไทยสร้างชาติ

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ รมว.พลังงาน ครม.อนุทิน 2

เฮ้ย! ข่าวโผคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 โค้งสุดท้ายออกมาแล้วนะครับ และชื่อที่หลายคนตื่นเต้นสุดๆ คือ ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” ที่ถูกวางตัวให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากเดิมที่เคยลือว่าจะกลับคุมกระทรวงอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายมาลงที่พลังงานแทน มีข่าวด้วยว่าปู่อินทรี สุเทพ เทือกสุบรรณ บิดาเลี้ยงของขิง เดินหน้าจีบโควตานี้จากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ด้วยตัวเองเลย วันนี้เรามาเจาะลึก ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ กันแบบละเอียดยิบ ว่าหนุ่มคนนี้มีของดีอะไรบ้าง จากนักเรียนนอกสู่นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง!

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

เริ่มจากพื้นฐานกันก่อน ชื่อเต็มของเขาคือ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ชื่อเล่น “ขิง” เกิดวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2529 ปัจจุบันอายุ 40 ปีพอดี บุตรชายของนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ กับดร.ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ แต่พ่อแม่หย่าร้างกัน จากนั้นคุณแม่ศรีสกุลก็มาแต่งงานใหม่กับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกฯ สุดแกร่ง ทำให้ขิงกลายเป็นลูกเลี้ยงของปู่อินทรีคนดังนี่เอง ครอบครัวนี้ network แน่นมากในวงการเมืองไทยเลยนะ

ด้านการศึกษา ขิงเป็นหนุ่มนักเรียนนอกตัวจริง! จบมัธยมจาก Charterhouse School ในสหราชอาณาจักร โรงเรียนดังระดับโลก จากนั้นบินตรงไป มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (Engineering, Economics & Management – EEM) และยังคว้าปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการจากที่เดิมอีก เก่งขนาดนี้ อนาคตต้องไกลแน่ๆ

การศึกษาขิง เอกนัฏ จากออกซ์ฟอร์ด

เส้นทางการเมืองของประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

ขิงก้าวเข้าสู่วงการการเมืองตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ ปี 2544 อายุแค่ 25 ปี ก็เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขตทวีวัฒนา-หนองแขม สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส. ที่อายุน้อยที่สุดในสภาฯ ชั่วนั้น! พลิกผันครั้งใหญ่มาที่ปี 2556-2557 ขิงกลายเป็นแกนนำและโฆษกของ กปปส. ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พูดเก่ง ฉะฉาน จนดังเปรี้ยงปร้างทั่วประเทศ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่กล้าแสดงออก

ก้าวสู่รัฐมนตรีในประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

หลังเว้นวรรค ลาออกจากประชาธิปัตย์ ปี 2565 ขิงย้ายไปร่วมก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นเลขาธิการพรรค สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ พอรทสช.เข้ารัฐบาลกับเพื่อไทย ขิงได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในครม.แพทองธาร ชินวัตร มีผลงานเด่นอย่างตั้ง “ชุดสุดซอย” ปราบโรงงานผิดกฎหมาย สร้างภาพลักษณ์นักสู้คอร์รัปชันได้ดี

ล่าสุด เมื่อรทสช.แตกก๊ก ขิงแยกทางกับหัวหน้าพรรคพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย ช่วยดูแลพื้นที่ กทม. แม้พลาดสส. แต่โควตาครม.อนุทิน 2 วันที่ 15 มี.ค. 2569 ชื่อขิงถูกจัดให้เป็น รมว.พลังงาน มีกระแสว่าสุเทพช่วยเจรจาโควตานี้จากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เอง

  • 2544: ส.ส.ประชาธิปัตย์ อายุน้อยสุด
  • 2556-2557: โฆษก กปปส. ดังระเบิด
  • 2565: เลขาฯ รทสช.
  • ครม.แพทองธาร: รมว.อุตสาหกรรม
  • ครม.อนุทิน 2: รมว.พลังงาน (ใหม่!)
ขิง เอกนัฏ ใน กปปส.
เส้นทาง การเมือง ขิง เอกนัฏ
ครม.อนุทิน 2 ขิง เอกนัฏ

พูดตรงๆ นะ ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยรุ่นใหม่ต้องมีทั้งสมอง (ออกซ์ฟอร์ด) กล้า (กปปส.) และ network (สุเทพ) ถึงจะรุ่ง การนั่งเก้าอี้พลังงานนี้น่าจะนำนโยบายพลังงานสะอาดหรือลดราคาน้ำมันมาสร้างผลงานได้ดี คุณคิดว่าขิงจะทำได้แค่ไหน? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเรา!

ที่มา – ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในครม.อนุทิน 2

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก สส. มอบอรรถวิชช์แทน

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้คือ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก จากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมอบโอกาสให้ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” รองหัวหน้าพรรค เข้ามาทำหน้าที่แทน นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมุ่งเน้นอนาคตของพรรคอย่างชัดเจน

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อเปิดทางคนรุ่นใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่าวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมหารือกับกรรมการบริหารพรรค และทุกคนเห็นพ้องกันว่าพรรคได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมทั้งคนรุ่นใหม่ในพรรคมีศักยภาพสูง มีแนวคิดสดใหม่ และพลังในการขับเคลื่อนพรรคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ นายพีระพันธุ์ จึงตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อให้พื้นที่แก่คนรุ่นใหม่ในการกำหนดนโยบายและสร้างเครือข่ายทางการเมือง เขาย้ำว่าตัวเองจะยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลัง เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่แบบใกล้ชิด หากต้องรับผิดชอบทั้งงานพรรคและ ส.ส. ในสภา อาจไม่เต็มประสิทธิภาพ

การตัดสินใจนี้เกิดจากการประชุมที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างรอบด้าน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ นายพีระพันธุ์จึงยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อสภา เพื่อให้ “อรรถวิชช์” เลื่อนชั้นขึ้นมาแทน

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้รับไม้ต่อที่น่าจับตามอง

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน นายพีระพันธุ์มั่นใจว่าท่านจะทำหน้าที่ ส.ส. ได้อย่างสมบูรณ์ สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้พรรคและประชาชน นี่คือการส่งต่อที่ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่เป็นการวางรากฐานให้พรรคแข็งแกร่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาประเทศ โดยเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคที่ไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว

  • เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ สร้างพลังใหม่ให้พรรค
  • หัวหน้าพรรคโฟกัสงานยุทธศาสตร์เบื้องหลัง
  • รักษาความเข้มแข็งในสภา ผลักดันนโยบายต่อเนื่อง
  • เสริมสร้างเครือข่ายและนโยบายที่ทันสมัย

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผันผวน พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยืนหยัดด้วยการสนับสนุนจากฐานเสียงที่เหนียวแน่น นายพีระพันธุ์ขอบคุณทุกการสนับสนุน และยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเพื่อพรรค ประชาชน และประเทศชาติต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่กล้าปล่อยวางเพื่อส่วนรวม แสดงให้เห็นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

นอกจากนี้ การเปลี่ยน ส.ส. ยังช่วยให้พรรคสามารถแบ่งหน้าที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างสมดุลระหว่างงานบริหารพรรคและการอภิปรายในสภา ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานที่โดดเด่นมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ยื่นใบลาออก สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ มอบ “อรรถวิชช์” ทำหน้าที่ สส.ในสภาแทน

สรุป 13 วัน สส. รายงานตัว 498 คน ขาดพีระพันธุ์

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 27 แล้ว สส. ต่างเร่งมารายงานตัวที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การทำหน้าที่ในสภาใหม่ ล่าสุด สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักการเมืองที่พร้อมลุยงานทันที

สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

ข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 13 ของการรับรายงานตัว มีสส. มารายงานตัวเพิ่มอีก 2 คน ทำให้ยอดรวมสะสมอยู่ที่ 498 คน จากทั้งหมดที่กกต.รับรอง 499 คน (ไม่รวมสส.สุพรรณบุรี เขต 2 ที่ยังไม่ประกาศ) คนที่ยังขาดไปเพียงคนเดียวคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

การรายงานตัวนี้สำคัญมาก เพราะเป็นขั้นตอนแรกในการยืนยันสถานะสส. ก่อนจะได้สิทธิประโยชน์และเข้าร่วมประชุมสภา หากล่าช้าอาจมีผลกระทบต่อพรรคและตัวบุคคล เช่น การถูกตัดสิทธิ์หรือปัญหาในการนับคะแนน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าส่วนใหญ่ของสส.ชุดใหม่พร้อมรบแล้ว โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ที่ส่งสส.มารายงานตัวเกือบครบ

รายละเอียดการรายงานตัวรายวัน

มาดูกันว่าการรายงานตัวใน 13 วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง:

  • 26 ก.พ. 2569: 47 คน
  • 27 ก.พ. 2569: 46 คน
  • 28 ก.พ. 2569: 4 คน
  • 1 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 2 มี.ค. 2569: 14 คน
  • 3 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 4 มี.ค. 2569: 16 คน
  • 5 มี.ค. 2569: 148 คน (พีคสุด!)
  • 6 มี.ค. 2569: 90 คน
  • 7 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 8 มี.ค. 2569: 0 คน (วันหยุด?)
  • 9 มี.ค. 2569: 119 คน
  • 10 มี.ค. 2569: 2 คน คือ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน และนายวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี

เห็นได้ชัดว่าวันที่ 5 มี.ค. มีสส.ทะลักมารายงานตัวถึง 148 คน น่าจะเป็นเพราะหลายพรรคเร่งจัดการเอกสารให้ทัน deadline ส่วนวันที่ 8 มี.ค. เงียบเหงาเพราะเป็นวันหยุด

สส. รายงานตัวแยกตามพรรคการเมือง

เมื่อ สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน แบ่งตามพรรค ดังนี้:

  • พรรคภูมิใจไทย: 191 คน (นำโด่ง!)
  • พรรคประชาชน: 120 คน
  • พรรคเพื่อไทย: 74 คน
  • พรรคกล้าธรรม: 58 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์: 21 คน
  • พรรคไทรวมพลัง: 6 คน
  • พรรคประชาชาติ: 5 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ: 5 คน
  • พรรคเศรษฐกิจ: 3 คน
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: 1 คน
  • และพรรคเล็กอื่นๆ อีกหลายพรรค

พรรคภูมิใจไทยครองแชมป์ตัวเลขสส.ที่รายงานตัวมากที่สุด สะท้อนฐานเสียงที่แข็งแกร่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติมีสส.รายงานตัวแค่ 1 คน และหัวหน้าพรรคยังไม่มา ทำให้เป็นประเด็นจับตา

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ สภาใหม่ชุดนี้จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา และปัญหาสังคม สส.ที่รายงานตัวครบเกือบหมด แสดงถึงความมุ่งมั่นของนักการเมืองรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม กรณีนายพีระพันธุ์ที่ยังไม่มารายงานตัว อาจมีสาเหตุจากธุระส่วนตัวหรือปัญหาเอกสาร แต่คาดว่าจะเคลียร์ได้เร็วๆ นี้ เพราะหากล่าช้านานอาจกระทบต่อภาพลักษณ์พรรค

สำหรับภาพบรรยากาศ สส.มารายงานตัวที่โถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา คึกคักมาก บางคนมาพร้อมทีมงาน บางคนมาคนเดียว สร้างสีสันให้กับการเมืองไทย

สส. รายงานตัวสภาฯ
บรรยากาศรายงานตัว
สส. เข้าสภา
รายงานตัว 13 วัน

สรุปแล้ว สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นสัญญาณดีว่าสภาไทยใกล้สมบูรณ์แบบแล้ว ในมุมมองผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ประชาชน หากสส.ทุกคนทุ่มเท

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคาดหวังอะไรจากสภาใหม่!

ที่มา – สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

สส.แบ่งเขต รายงานตัวสภาฯ 93คน รับรองกกต.207คน

สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งใหญ่ สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคืบหน้าของกระบวนการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ภายในเวลาเพียง 2 วันแรก บรรยากาศที่รัฐสภาและสำนักงาน กกต. คึกคักไปด้วยว่าที่ สส. จากพรรคการเมืองชั้นนำที่ทยอยเดินทางมารายงานตัวและรับเอกสารสำคัญ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นวันแรกของการรับรายงานตัวอย่างเป็นทางการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับ สส.แบบแบ่งเขต หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจำนวน 396 คน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่นำทีมโดยผู้สมัครนายกรัฐมนตรี 3 คน ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย นำว่าที่ สส.เขต พรรคเพื่อไทย เข้าสักการะศาลพระพรหมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา ก่อนเดินทางเข้าห้องรายงานตัว ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอย่างคับคั่ง

สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รายวันละเอียดย่อย

ตลอดทั้งวัน สส.จากพรรคต่างๆ ทยอยมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง จนถึงเวลา 16.30 น. ซึ่งเป็นเวลาปิดรับรายงานตัวประจำวัน มียอดสะสมวันแรกและวันที่สองรวม 93 คน โดยเฉพาะวันที่สองมีเพิ่มอีก 46 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 28 คน พรรคภูมิใจไทย 11 คน พรรคประชาชาติ 4 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน และพรรคโอกาสใหม่ 1 คน สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของ สส.แต่ละพรรคในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สภา

  • พรรคเพื่อไทย: 28 คน (นำโด่ง)
  • พรรคภูมิใจไทย: 11 คน
  • พรรคประชาชาติ: 4 คน
  • พรรคกล้าธรรม: 2 คน
  • พรรคโอกาสใหม่: 1 คน

นอกจากนี้ ยังมี สส. จากพรรคอื่นๆ ที่ทยอยตามมา ทำให้ยอดรวมทั้งสองวันทะลุ 93 คนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายวันในการรายงานตัว

รับหนังสือรับรองจาก กกต. พุ่ง 207 คน ใน 2 วัน

ทางด้านสำนักงาน กกต. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ก็คึกคักไม่แพ้กัน โดย สส.ที่ได้รับเลือกตั้งเดินทางมารับหนังสือรับรองผลการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ในวันที่สองมีเพิ่มอีก 66 คน ส่งผลให้ยอดรวมอยู่ที่ 207 คน จากทั้งหมด 396 คนที่ กกต. รับรองแล้ว สำนักงาน กกต. เปิดให้มารับเอกสารได้ระหว่างวันที่ 2-6 มีนาคม 2567 เวลา 08.30-16.30 น. ที่ห้องรับรองชั้น 2

ความสำคัญของกระบวนการนี้ต่อการเมืองไทย

การที่ สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและรวดเร็วของระบบเลือกตั้งไทย ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ในเร็ววันนี้ หลังจากนั้นจะเป็นการเลือกประธานสภา วาระสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตา โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย ภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ที่จะกำหนดทิศทางรัฐบาล

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การรายงานตัวจำนวนมากในวันแรกๆ บ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นของ สส.ในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการร้องเรียนที่อาจล่าช้า หาก สส.ทั้ง 400 เขต (รวมบัญชีรายชื่อ) รายงานตัวครบ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา และสวัสดิการสังคม

สำหรับกำหนดการต่อไป สภาฯ จะประกาศวันเปิดประชุมสมัยแรกตามรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีให้ทันกรอบเวลา ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประเทศ

สรุปแล้ว สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน เป็นข่าวดีที่บอกถึงความพร้อมของระบบประชาธิปไตยไทย ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวการเมือง!

ที่มา – สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

วันนี้เรามีข่าวร้อนมาอัปเดตกันกับ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ที่สร้างความฮือฮาทั่วประเทศ! พรรคสีส้มสุดแกร่งนี้นำคะแนนแบบถล่มทลายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ทุกเขตเลือกตั้งครบทั้ง 33 เขตเลยทีเดียว ไม่ว่าจะนับคะแนนไปถึงไหน พรรคประชาชนก็ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งแบบไม่มีใครสู้ได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปิดหีบลงเวลา 17.00 น. และเริ่มทยอยนับคะแนนทันที ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงค่ำ ทำให้ประชาชนหลายคนตื่นเต้นรอติดตาม โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เป็นสมรภูมิสำคัญของการเมืองไทย

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน นำเดี่ยวครบ 33 เขตกรุงเทพ

อัปเดต ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ล่าสุด ณ เวลา 22.57 น. กกต. นับคะแนนแล้ว 53% ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่าพรรคประชาชนปักธงสีส้มยึดพื้นที่ได้ทั้งหมด! ต่อมา เวลา 23.04 น. คะแนนยังคงนิ่ง พรรคนี้ยังนำอันดับหนึ่งในทุกเขต ไม่ว่าจะเป็นเขตใจกลางเมืองอย่างเขตพระนคร สาทร หรือชานเมืองอย่างลาดกระบัง บางขุนเทียน พรรคประชาชนกวาดเรียบ

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการทำงานหนักของทีมงานและนโยบายที่โดนใจชาวกรุง นโยบายแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทำให้ได้คะแนนถล่มทลาย สีส้มของพรรคกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในคืนนี้

รายละเอียดคะแนนและเขตเลือกตั้งที่พรรคประชาชนชนะ

  • เขต 1 พระนคร: นำด้วยคะแนนกว่า 60%
  • เขต 10 สาทร: ครองคะแนนนำขาดลอย
  • เขต 33 ลาดกระบัง: กวาดคะแนนจากฐานเสียงชานเมือง
  • และทุกเขตอื่นๆ รวม 33 เขตทั้งหมด

ข้อมูลนี้มาจากระบบของกกต. ที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ชาวเน็ตต่างแชร์ภาพธงสีส้มโบกสะบัดตามโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ

ขั้นตอนหลังผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน

หลังจากนี้ กกต. จะตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนอีกครั้ง โดยคาดว่าจะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน ระหว่างนี้ ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ได้หากเห็นว่ามีปัญหา สำหรับประชาชน สามารถติดตามผลคะแนนแบบละเอียดได้ที่เว็บไซต์กกต. หรือเพจข่าวชั้นนำ

นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ผลเลือกตั้งในต่างจังหวัดก็กำลังนับคะแนนเข้มข้นเช่นกัน แต่ที่กรุงเทพฯ พรรคประชาชนชัดเจนที่สุด การครองทุกเขตแสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่นในเมืองหลวง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนักการเมืองรุ่นใหม่

ทำไมพรรคประชาชนถึงประสบความสำเร็จ? นอกจากนโยบายประชานิยมแล้ว ยังมีผู้นำรุ่นใหม่ที่สื่อสารเก่ง ใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงวัยรุ่นและคนทำงานได้ดีเยี่ยม การหาเสียงแบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสาน ทำให้ทะลุทะลวงกำแพงเขตเลือกตั้งเก่าๆ ได้

หากมองย้อนอดีต การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งก่อนๆ ชาวกรุงมักกระจายคะแนนให้หลายพรรค แต่ครั้งนี้ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน เปลี่ยนเกมทั้งหมด สีส้มกลายเป็นสีแห่งอนาคตการเมืองกทม.

สำหรับแฟนข่าวการเมือง อย่าพลาดติดตามอัปเดตเพิ่มเติม เพราะผลนี้อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า ชาวกรุงเทพฯ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

สรุปแล้ว ชัยชนะของพรรคประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นสัญญาณบวกต่อการเมืองไทยที่ต้องการความสดใหม่และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมกับเราได้เลย!

ที่มา – ผลเลือกตั้ง 2569 “พรรคประชาชน” ปักธงสีส้ม กวาดพื้นที่กรุงเทพฯ ครบทั้ง 33 เขต

อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 พรรคทางเลือกใหม่ได้ 1 ที่นั่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาอัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 กันแบบเรียลไทม์เลยนะครับ โดยเฉพาะ อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง ที่หลายคนกำลังรอคอย หลังจากปิดหีบโหวตเมื่อช่วงบ่ายแก่ๆ ไปแล้ว กกต. ก็เริ่มนับและเผยผลไม่เป็นทางการทันที

อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง

ณ เวลา 19.56 น. ผลนับคะแนนไปได้ 3% แล้ว พบว่า “พรรคทางเลือกใหม่” ซึ่งมี “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หรือที่รู้จักในชื่อ เต้ พระราม 7 เป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 3 นั้น ได้รับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง และยังไม่มี ส.ส. เขตเลยครับ แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามองมาก!

ส่วนอันดับต้นๆ ของพรรคใหญ่ๆ นั้น พรรคภูมิใจไทยนำโด่งด้วย 192 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 84 ที่นั่ง และพรรคประชาชน 75 ที่นั่ง กกต. คาดว่าผลเกิน 90% จะออกมาในช่วง 21.00-23.00 น. ค่ำนี้เอง ใครที่กำลังลุ้นผลเลือกตั้ง 2569 อย่าพลาดนะครับ

สรุปผลคะแนนพรรคหลักๆ ล่าสุด

  • พรรคภูมิใจไทย: 192 ที่นั่ง (อันดับ 1)
  • พรรคเพื่อไทย: 84 ที่นั่ง (อันดับ 2)
  • พรรคประชาชน: 75 ที่นั่ง (อันดับ 3)
  • พรรคทางเลือกใหม่: ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง, ส.ส.เขต 0 ที่นั่ง

นี่เป็นผลไม่เป็นทางการนะครับ กกต. จะตรวจสอบอีกครั้งและประกาศรับรองภายใน 60 วัน ใครที่อยากรู้เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ เลย

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าน่าตื่นเต้นมาก เพราะมีพรรคใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคทางเลือกใหม่ที่เน้นนโยบายทางเลือกใหม่ๆ ให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองแบบโปร่งใส เต้ มงคลกิตติ์ ก็เป็นตัวพิมพ์ใหญ่อยู่แล้ว จากประสบการณ์ในวงการ 1 ที่นั่งนี้แม้จะน้อย แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรใหญ่โตได้ในอนาคต

สำหรับเพื่อนๆ ที่ตามผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 แบบอัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง ผมคิดว่ามันแสดงให้เห็นถึงกระแสของพรรคเล็กที่กำลังมาแรง แม้จะนับแค่ 3% แต่คะแนนอาจพุ่งขึ้นได้อีกเยอะ ลองคิดดูสิครับ ถ้าพรรคนี้ได้ที่นั่งเพิ่ม จะนำเสนอนโยบายอะไรบ้าง? เช่น การปฏิรูประบบการเมือง หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้ถกเถียงเยอะ เช่น การนับคะแนนในเขตต่างๆ ที่อาจมีดราม่า หรือการรวมพรรคหลังเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าคืนนี้หลายคนคงนั่งเฝ้าหน้าจอแน่ๆ มาลุ้นกันต่อว่าพรรคไหนจะได้โควต้านายกฯ ไป

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนติดตามผลแบบเรียลไทม์ไปด้วยกัน และอย่าลืมแสดงความเห็นในคอมเมนต์นะครับ คุณคิดว่าพรรคทางเลือกใหม่จะได้ที่นั่งเพิ่มไหม? หรือพรรคใหญ่จะครองหมด? แชร์ประสบการณ์การโหวตของคุณมาเลย!

ที่มา – อัปเดตผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 “พรรคทางเลือกใหม่” ล่าสุดได้ 1 ที่นั่ง

ผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 เชียงใหม่ พรรคประชาชนนำ

การเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปี 2569 ได้เริ่มนับคะแนนแล้ว! ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 19.00 น. หลังปิดหีบเวลา 17.00 น. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่าพรรคประชาชนกำลังนำในหลายเขตเลือกตั้ง สร้างความฮือฮาให้กับนักการเมืองและประชาชนชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เชียงใหม่ถือเป็นฐานเสียงสำคัญของภาคเหนือ หากพรรคประชาชนคว้าที่นั่งได้จำนวนมาก จะส่งผลต่อสมดุลอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรแน่นอน

กกต. คาดว่าจะนับคะแนนได้เกิน 90% ภายในเวลา 21.00-23.00 น. ทำให้เราจะได้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น วันนี้เรามาดูกันว่า ผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 เชียงใหม่ ในแต่ละเขตเป็นอย่างไรบ้าง โดยพรรคประชาชนนำโด่งในเขตหลักๆ หลายแห่ง ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคอื่นๆ

ผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 เชียงใหม่

นี่คือผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการล่าสุดที่รายงานจากกกต. ซึ่งยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้หากมีการนับเพิ่มเติม แต่จากแนวโน้มตอนนี้ พรรคประชาชนกำลังครองความได้เปรียบอย่างชัดเจน

รายละเอียดผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 เชียงใหม่ แต่ละเขต

  • เขต 1: เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู (พรรคประชาชน) ครองอันดับ 1 ตามด้วย ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 และ ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 เขตนี้เป็นพื้นที่เก่าแก่ที่พรรคประชาชนทะลุทะลวงได้สำเร็จ
  • เขต 2: การณิก จันทดา (พรรคประชาชน) นำอันดับ 1 เพทาย เตโชฬาร (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 ยุทธนา สุวรรณ (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 แสดงให้เห็นกระแสแรงของผู้สมัครท้องถิ่น
  • เขต 3: ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล (พรรคประชาชน) นำชัดเจน จักรพล ตั้งสุทธิธรรม (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 เกษม ปารมีศิลป์ขจร (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3
  • เขต 4: พุธิตา ชัยอนันต์ (พรรคประชาชน) อันดับ 1 ภานุ เจริญสุข (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 โสภณ โกชุม (พรรคกล้าธรรม) อันดับ 3 ผู้สมัครหญิงคนนี้ได้รับการตอบรับดี
  • เขต 5: อัจฉรารัตน์ นันทะเสน (พรรคเพื่อไทย) นำอันดับ 1 ปรีชาพล รัตนมณี (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 2 กฤศอนันต์ วัฒนะ (พรรคโอกาสใหม่) อันดับ 3 เขตนี้เพื่อไทยยังคงเหนือชั้น
  • เขต 6: อรพรรณ จันตาเรือง (พรรคประชาชน) นำ สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ (พรรคกล้าธรรม) อันดับ 2 บัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3
  • เขต 7: การุณย์ คูเจริญชัยกุล (พรรคกล้าธรรม) คว้าอันดับ 1 สมดุลย์ อุตเจริญ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ไกร ดาบธรรม (พรรคพลังประชารัฐ) อันดับ 3 พรรคใหม่มาแรง
  • เขต 8: ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ (พรรคประชาชน) นำ ณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 สุรพล เกียรติไชยากร (พรรคพลังประชารัฐ) อันดับ 3
  • เขต 9: นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ (พรรคกล้าธรรม) อันดับ 1 ฉัตรณพัฒน์ สมศักดิ์เกตุกร (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ยงยุทธ์ ยาวิชัย (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3

สรุปแล้ว จาก 9 เขต พรรคประชาชนนำถึง 6 เขต พรรคกล้าธรรม 2 เขต และพรรคเพื่อไทย 1 เขตเท่านั้น สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเชียงใหม่ที่เคยเป็นฐาน stronghold ของพรรคเพื่อไทยมาแต่โบราณกาล พรรคประชาชนซึ่งอาจสานต่ออุดมการณ์คล้ายคลึงกัน ได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงใหม่มากขึ้น ส่วนพรรคกล้าธรรมก็โผล่ขึ้นมาเป็น dark horse ที่น่าจับตา

การเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นร้อนๆ มากมาย เช่น นโยบายเศรษฐกิจ การต่อต้านคอร์รัปชัน และการพัฒนาภาคเหนือ ชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่รู้จักท้องถิ่นและมีนโยบายชัดเจน หากผลคะแนนไม่เปลี่ยน พรรคประชาชนมีลุ้นส.ส. จากเชียงใหม่เกือบ 6-7 คน ซึ่งจะช่วยเสริมพลังในสภาได้ดี

ติดตาม ผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 เชียงใหม่ แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่ และอย่าลืมรอผลอย่างเป็นทางการจากกกต. คุณคาดการณ์ว่าพรรคไหนจะได้ที่นั่งมากสุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ!

ที่มา – ผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ เชียงใหม่ “พรรคประชาชน” นำหลายเขต

ศาลฎีกาสั่งถอน 22 ผู้สมัคร สส. 14 พรรค ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยล่าสุด เมื่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ออกคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 22 ราย จากพรรคการเมืองถึง 14 พรรค เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ตามรายงานเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวเผยว่า ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่ประกาศคำสั่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 22 ราย ออกจากรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้สมัครเหล่านี้ละเลยไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อบังคับสำคัญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 151 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้สมัครต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในครั้งถัดไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พบว่าผู้สมัครบางรายไม่ได้ไปลงคะแนน ทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ การตัดสินของศาลนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวผู้สมัครเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วย โดยพรรคเล็กๆ หลายพรรคได้รับผลกระทบหนักเพราะสูญเสียลำดับในบัญชีรายชื่อ

รายชื่อผู้สมัคร สส. ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอน

นี่คือรายชื่อผู้สมัครทั้ง 22 รายที่ถูกถอนชื่อ แบ่งตามพรรคและลำดับในบัญชีรายชื่อ:

  • 1. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 49
  • 2. น.ส.วาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 64
  • 3. นาวาอากาศเอกปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 53
  • 4. นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลำดับที่ 40
  • 5. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 4
  • 6. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยธรรม ลำดับที่ 7
  • 7. น.ส.พนัชกร ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 38
  • 8. นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 7
  • 9. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 31
  • 10. น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ลำดับที่ 3
  • 11. น.ส.วริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 18
  • 12. นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 21
  • 13. นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 26
  • 14. นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 3
  • 15. นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 23
  • 16. สิบตรีสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 17
  • 17. นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 22
  • 18. นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 98
  • 19. นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 10
  • 20. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยชนะ ลำดับที่ 20
  • 21. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฟิวชัน ลำดับที่ 9
  • 22. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรวมไทย

สาเหตุและผลกระทบจากการไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้สมัคร

กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ผู้สมัคร สส. ทุกคนต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาธิปไตย หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนชื่อทันที คำสั่งศาลฎีกาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือ พรรคเหล่านี้ต้องปรับบัญชีรายชื่อใหม่ ส่งผลต่อกลยุทธ์หาเสียงและโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ในสภา

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไปที่มองข้ามการไปเลือกตั้ง เพราะแม้แต่ผู้สมัครเองยังถูกบทลงโทษหนักเช่นนี้ การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย การไม่ไปโหวตอาจทำให้เสียสิทธิสำคัญในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน คำสั่งนี้ช่วยยกระดับคุณภาพผู้สมัคร สส. ให้สูงขึ้น และกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิเลือกตั้ง หากคุณเป็นสมาชิกพรรคหรือสนใจการเมือง อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง

ในสถานการณ์ที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนชาวไทยต่างเดือดร้อนกับภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งปรี๊ด ล่าสุด พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะตรวจสอบโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งระบบ หากได้กลับมาดูแลกระทรวงพลังงานอีกครั้ง

พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่นายพีระพันธุ์ได้ประกาศกร้าวว่าจะรื้อสอบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากโซลาร์ทั้งยกแผง โดยเฉพาะปมที่ราคารับซื้อไฟฟ้าดีดตัวสูงผิดปกติ จากเดิมสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ราคาอ้างอิงจาก Floating Solar ของรัฐอยู่ที่ 1.57 บาทต่อหน่วย แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล ราคากลับพุ่งไป 2.16 บาทต่อหน่วยแบบไม่ทันตั้งตัว

นายพีระพันธุ์ตั้งคำถามสำคัญว่า ทำไมเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงทุกวัน ราคาสัญญากับเอกชนกลับแพงขึ้น สร้างภาระผูกพันยาวนานให้รัฐและประชาชน ท่านย้ำว่าตลอด 2 ปีที่ดูแล ไม่เคยเปิดประมูลใหม่ แต่ชะลอสัญญาเก่าเพราะไฟฟ้าสำรองล้นตลาด การเร่งเซ็นสัญญาแพงจึงเหมือนเอื้อเอกชนเกินจริง

ปมสัญญาโซลาร์ดีดตัวปริศนา

รายละเอียดที่น่าตกใจคือ การเร่งรัดเซ็นสัญญาหลังท่านพ้นตำแหน่ง สร้างคำถามใหญ่ถึงความโปร่งใส พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง โดยจะสอบสวนทั้งระบบว่าทำไมราคาถึงกระโดด และใครได้ประโยชน์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่เป็นภาระงบประมาณชาติที่ประชาชนต้องจ่ายในระยะยาว

แนวทางลดค่าไฟอย่างยั่งยืน

นอกจากตรวจสอบแล้ว นายพีระพันธุ์ยังเสนอทางออกเจ๋งๆ เช่น เปิดเสรีผลิตไฟโซลาร์ให้ประชาชนและหน่วยงานผลิตเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยาก ช่วยลดภาระรัฐในการรับซื้อ และทำให้ค่าไฟถูกลงจริง นี่คือวิสัยทัศน์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • ตรวจสอบสัญญา PPA ทั้งหมด: รื้อยกแผงหากพบผิดปกติ
  • ชะลอโครงการแพง: จนกว่าจะราคาถูกลงตามเทคโนโลยี
  • เปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป: ประชาชนผลิตใช้เอง ลดค่าไฟบ้าน
  • บริหารไฟฟ้าสำรอง: ไม่ให้ล้นตลาด สร้างสมดุล

ประเด็น พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการพลังงานไทย ที่การเมืองมาปะปนกับธุรกิจเอกชน ประชาชนอย่างเราต้องจับตา หากปล่อยไว้ ค่าไฟอาจพุ่งต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจฐานราก

ในมุมมองของผู้เขียน คำประกาศนี้คือสัญญาณดี หากพรรครัฐบาลถัดไปนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมพลังงานไทยให้โปร่งใสและประหยัดยั่งยืน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? ค่าไฟแพงแบบนี้ ควรมีใครรับผิดชอบไหม ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนกับค่าไฟได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่นหากกลับมาดูพลังงาน จะเช็คบิลยกแผงหลังปล่อยค่าไฟสูงเกินจริง

Scroll to top