พรรคส้ม

กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี

กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีรายงานข่าวว่าทางคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยประเด็นสำคัญคือการที่ กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่มีต่อ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ หรือ ทนายเก่ง สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ว่ามีส่วนพัวพันกับธุรกิจนอมินีให้กับชาวต่างชาติจริงหรือไม่

รายละเอียดกรณี กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี

สำหรับที่มาของเรื่องนี้ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ ได้เปิดเผยว่าทาง กมธ.ฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการถือหุ้นและเป็นกรรมการในบริษัทนิติบุคคลกว่า 30 แห่ง โดยไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การถือครองที่ดินและอาคารชุดมูลค่ามหาศาลกว่า 100 ล้านบาทร่วมกับชาวต่างชาติ พฤติกรรมเช่นนี้หากเป็นจริงถือว่าผิดกฎหมายนอมินีอย่างชัดเจนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทาง กมธ.ตำรวจ จึงต้องดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบ ดังนี้:

  • เชิญอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาให้ข้อมูลเชิงลึก
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทนิติบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง
  • ประเมินว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายและควรรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่
  • ติดตามนโยบายรัฐบาลในการกวาดล้างขบวนการนอมินีให้สิ้นซาก

นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากข้อความถึงพรรคประชาชนและผู้ที่ถูกพาดพิงว่า ควรออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่นเดียวกับที่พรรคเคยตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้รับความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมืองไทย ไม่ควรนิ่งเฉยต่อกระแสข่าวที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง

บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน การตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินของนักการเมืองต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตาม ความมั่นคงของประเทศและอธิปไตยเหนือที่ดินถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่มีใครควรนำไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน หากการตรวจสอบ กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี ในครั้งนี้มีความคืบหน้าอย่างไร เราจะรีบนำเสนอข้อมูลมาให้ทุกท่านได้ติดตามต่อไปครับ

ที่มา – กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ “ดีเอสไอ” ให้ข้อมูลปมข่าว สส.ภูเก็ต พรรคส้ม เอี่ยวนอมินี

“อัครนันท์” สั่ง สกร. ชี้แจงภายใน 5 พ.ค. แบบเรียนล้าสมัย

“อัครนันท์” สั่ง สกร. ชี้แจงภายใน 5 พ.ค. หลังพบแบบเรียนล้าสมัยเป็นหลักสูตรปี 2551 นี่เป็นข่าวร้อนในวงการศึกษาของไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนและสื่อมวลชน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. ในหลายจังหวัด เพื่อประเมินสภาพการจัดการเรียนรู้และบริการการศึกษานอกระบบ โดยพบปัญหาใหญ่คือแบบเรียนที่ใช้ในห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้บางแห่งยังคงเป็นเวอร์ชันเก่าจากปี 2551 ซึ่งล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน

“อัครนันท์” สั่ง สกร. ชี้แจงภายใน 5 พ.ค.

จากกรณีนี้ นายอัครนันท์ได้สั่งการทันทีให้อธิบดี สกร. รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงและจัดทำคำชี้แจงอย่างละเอียดภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 เพื่อตอบคำถามและสร้างความโปร่งใสต่อสาธารณะ โดยเฉพาะหลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบมาตรฐานแบบเรียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ประเด็นค้างคา

รายละเอียดการตรวจพบปัญหาแบบเรียนล้าสมัย

ในการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 นายอัครนันท์ได้ตรวจสอบการให้บริการใกล้ชิด พบว่าเนื้อหาหลักสูตรในแบบเรียนบางเล่มยังคงยึดติดกับข้อมูลเมื่อ 16 ปีก่อน ไม่ครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่ๆ การคิดวิเคราะห์เชิงลึก หรือทักษะการใช้ชีวิตในยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัล สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เรียนในระบบนอกโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานหรือผู้ใหญ่ที่ต้องการอัพสกิลเพื่อแข่งขันในตลาดแรงงาน

ขั้นตอนการตรวจสอบและปรับปรุง

กระทรวงฯ จะดำเนินการตรวจสอบรอบด้านในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหลักสูตร กระบวนการผลิตหนังสือเรียน การคัดเลือกสื่อ หรือประสิทธิภาพการใช้งานจริง โดยรับฟังความเห็นจากครู ผู้เรียน ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การประเมินโปร่งใสและเป็นธรรม หากพบข้อบกพร่อง จะแก้ไขเร่งด่วน เช่น

  • ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย เน้นทักษะดิจิทัลและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • พัฒนาแบบเรียนใหม่ที่ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคต เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และ soft skills
  • นำเทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชันและออนไลน์แพลตฟอร์มมาสนับสนุนการเรียนรู้
  • เพิ่มงบประมาณสำหรับ สกร. เพื่อขยายศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนี้ “อัครนันท์” สั่ง สกร. ชี้แจงภายใน 5 พ.ค. ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบใหญ่ โดยมีเป้าหมายยกระดับ สกร. ให้เป็นกลไกหลักในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างโอกาสให้ประชาชนทุกวัยเข้าถึงการเรียนรู้คุณภาพสูง ควบคู่กับนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้การศึกษานอกระบบเท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ความสำคัญของการปรับหลักสูตร สกร. ในยุคใหม่

การศึกษานอกระบบของ สกร. เป็นสะพานสำคัญเชื่อมโยงการเรียนรู้สำหรับผู้ที่ไม่ได้ผ่านระบบโรงเรียนปกติ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ หรือเยาวชนในพื้นที่ชนบท หากแบบเรียนล้าสมัยจะทำให้โอกาสเหล่านี้สูญเปล่า ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก Industry 4.0 และสังคมสูงวัย การปรับปรุงครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อพลังคนไทยให้แข็งแกร่ง

ผู้เชี่ยวชาญการศึกษามองว่าการสั่งการของนายอัครนันท์เป็นสัญญาณบวก แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ หากดำเนินการสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นๆ นำไปปรับใช้ นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Coursera หรือ Khan Academy เพื่อเสริมเนื้อหาให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นก้าวสำคัญที่การศึกษาไทยจะก้าวข้ามข้อจำกัดเก่าๆ สู่ยุคใหม่ที่ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา หากคุณเป็นผู้สนใจการศึกษา สนับสนุนด้วยการแชร์ข่าวนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคิดว่าหลักสูตร สกร. ควรเพิ่มทักษะอะไรบ้าง เพื่อให้ไทยก้าวทันโลก!

ที่มา – “อัครนันท์” สั่ง สกร. ชี้แจงภายใน 5 พ.ค. หลังพบแบบเรียนล้าสมัย เป็นหลักสูตรปี 2551

ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ข่าวล่าสุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองทุกท่าน! วันนี้มีข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยเลยทีเดียว นั่นคือ ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม หรือพรรคประชาชนนั่นเอง หลังจากที่คุณปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญ ได้ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้เขากำลังจะกลับมาใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ใช้ความรู้ คิด พูด เขียน อย่างอิสระเต็มที่ จนกว่าจะมีโอกาสเจอกันอีก!

ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามที่บางแหล่งระบุ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567 จากบริบทหลังเลือกตั้ง) คุณปิยบุตรได้โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตัว หลังจากปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชนครั้งสุดท้ายที่เวทีปราศรัยจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นั่นคือจุดจบของภารกิจหลักที่พรรคมอบหมายให้เขาเรียบร้อยแล้วครับ

แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ หลังวันเลือกตั้งผ่านไป 13 วัน พรรคประชาชนยังเชิญคุณปิยบุตรกลับมาเป็นวิทยากร บรรยายให้กับว่าที่ ส.ส. และอดีตผู้สมัครทั้งหมดอีกครั้ง เขาก็ตอบรับและบรรยายไปเกือบชั่วโมงด้วย คำบรรยายชุดนั้นสัญญาว่าจะนำมาเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรในเพจต่อไป ส่วนตัวคุณปิยบุตรยังไปจัดวงสนทนาธรรมชาติกลุ่มย่อยหลายวง เพื่อปลอบใจคนผิดหวัง ยินดีกับผู้สมหวัง ให้ข้อคิดทั้งฝ่ายแพ้และชนะ ขอบคุณทีมงานเบื้องหลังหาเสียงและรณรงค์ จนทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ภารกิจสำคัญที่ปิยบุตรทำให้นพรรคประชาชน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมาดูสรุปภารกิจที่คุณปิยบุตรทุ่มเทให้พรรคส้มกันครับ:

  • ผู้ช่วยหาเสียงหลัก โดยเฉพาะเวทีปราศรัยครั้งสุดท้ายที่ขอนแก่น
  • วิทยากรบรรยายหลังเลือกตั้งให้ว่าที่ ส.ส. และผู้สมัคร
  • จัดวงกลุ่มย่อยเพื่อให้กำลังใจ สรุปบทเรียน และขอบคุณทีมงาน
  • รณรงค์และช่วยเหลือในหลายพื้นที่ตามความเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกว่า ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ได้ครบถ้วนตามหน้าที่แล้ว ตอนนี้จึงขอถอยหลังออกมา ไม่ผูกมัดกับพรรคอีกต่อไป จะทำอะไรก็ในนามตัวเองล้วนๆ

แผนงานสุดยอดที่ปิยบุตรเตรียมไว้ข้างหน้า

หลังจากนี้ คุณปิยบุตรมีงานค้างไว้เพียบเลยครับ ที่รอให้เขาได้ลงมือแบบอิสระเต็มตัว สิ่งที่เขาวางแผนไว้มีดังนี้:

  • กำเนิดพรรคอนาคตใหม่: เรื่องราวเบื้องหลังการตั้งพรรคที่พลิกโฉมการเมืองไทย
  • ทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการตั้งพรรค: วิเคราะห์เชิงลึก
  • ทฤษฎีพรรคการเมืองแบบมาร์กซิสต์และแบบซ้าย: มุมมองใหม่ๆ
  • รวมคำปราศรัยการเมือง บทวิจารณ์ และข้อเสนอถึงพรรคต่างๆ
  • บันทึกการเดินทางทัศนศึกษาในประเทศต่างๆ
  • คำบรรยายชั้นปริญญาโท 2 หัวข้อ (ครั้งสุดท้ายก่อนลาออกมาตั้งพรรค)

นอกจากนี้ เขายังรวบรวมข้อเขียน คลิป สัมภาษณ์ คำบรรยาย ผลงานทั้งหมด ไว้ในเว็บไซต์ส่วนตัว กำลังพัฒนา คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือนก็เปิดตัวได้ และปีนี้ตั้งเป้าออกหนังสือต้นฉบับ 1 เล่มเลยทีเดียว สุดท้ายก็ฝากเอาใจช่วยพรรคประชาชนให้ประสบความสำเร็จต่อไป จนกว่าจะพบกันใหม่

มาดู背景กันหน่อยนะครับ ปิยบุตร แสงกนกกุล คือบุคคลสำคัญในวงการการเมืองฝ่ายก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบเมื่อปี 2563 จากนั้นมาทำงานกับคณะก้าวหน้า และล่าสุดช่วยพรรคประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น ‘พรรคส้ม’ สืบทอดอุดมการณ์ก้าวไกล การประกาศถอนตัวครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการเลิกยุ่งการเมือง แต่เป็นการกลับมาเป็นนักคิด นักเขียนอิสระ เพื่อผลิตคอนเทนต์คุณภาพให้สังคมต่อไป

ในมุมมองของผม การตัดสินใจของปิยบุตรนี้น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เขาทำหน้าที่ครบแล้วก็ถอย เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าผูกขาดหรือแทรกแซงพรรค แถมยังเปิดทางให้ตัวเองผลิตผลงานที่รอค้างมานาน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจทฤษฎีการเมือง ทฤษฎีพรรคฝ่ายซ้าย และประวัติศาสตร์พรรคก้าวหน้า

ถ้าคุณเป็นแฟนคลับปิยบุตร หรือสนใจการเมืองไทย ลองติดตามเพจและเว็บใหม่ของเขาเลยครับ คงมีคอนเทนต์เด็ดๆ ออกมาเพียบ ส่วนพรรคประชาชนก็ขอให้สู้ๆ ต่อไปนะ

คุณคิดอย่างไรกับการประกาศ ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ครั้งนี้? มันจะส่งผลต่อการเมืองอย่างไรบ้าง? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ ชอบบทความนี้ก็กดไลค์ แชร์ต่อ และ subscribe เพื่อไม่พลาดข่าวอัปเดต!

ที่มา – “ปิยบุตร” ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ขอกลับมาใช้ความรู้ คิด พูด เขียน อย่างอิสระ

“เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การปะทะคารมระหว่างว่าที่ ส.ส. พรรคประชาชน กับคณะทำงานของพรรค ทำให้เกิดดราม่าร้อน ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็น “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน ที่ออกมาวิจารณ์กระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคเอง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความเดือดดาล หลังจากคณะทำงานพรรคประชาชนออกมาแสดงความผิดหวังต่อการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. โดยเฉพาะกรณีผู้สมัครที่มีคดีติดตัว โดยนายเอกราชระบุชัดเจนว่า “อยากเจอหน้า คณะฯ ไรนี่หน่อย !!? คือบ้าบอ คอแตก หิวแสง” และใช้คำแรง ๆ อย่าง “ทุเรศฉิบหาย” เพื่อตำหนิการวิจารณ์ที่ไม่ให้ความเป็นธรรม

นายเอกราชยืนยันถึงหลักกฎหมายสำคัญอย่าง Presumption of Innocence หรือหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เขาชี้แจงว่ากฎหมายคุกคามทางเพศที่ตัวเขาเองมีส่วนร่างมา ไม่ได้มีไว้เพื่อตีตราผู้อื่น และในกรณีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องแล้ว ดังนั้นพรรคไม่สามารถตัดสินแทนศาลได้ เขายังย้ำว่าพรรคมีกลไกตรวจสอบเรื่องคุกคามทางเพศอย่างเข้มงวดที่สุด ไม่เคยละเลยประเด็นนี้เลย

บริบทของดราม่า “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย”

ดราม่านี้เกิดจากคณะทำงานพรรคที่วิจารณ์ว่าพรรคคัดเลือกผู้สมัครที่มีคดีคุกคามทางเพศ ซึ่งนายเอกราชมองว่าเป็นการชี้หน้าโทษโดยไม่มีมูล และเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว หลังโพสต์ดังกล่าวแพร่สะพัด นายเอกราชก็ได้ลบโพสต์ออกไปแล้ว แต่เรื่องราวยังคงเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดีย

เรามาดูประเด็นสำคัญกันแบบ breakdown:

  • หลักกฎหมาย Presumption of Innocence: คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาจนกว่าจะพิสูจน์ผิด เป็นพื้นฐานสิทธิมนุษยชน
  • กระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร: พรรคประชาชนมีระบบกรองรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงทางเพศ
  • การลบโพสต์: แสดงถึงความรับผิดชอบ แม้จะเดือดดาลในตอนแรก

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะในยุคที่ประเด็นคุกคามทางเพศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การโต้เถียงแบบนี้ทำให้แฟนการเมืองหลายคนตั้งคำถามถึงความสามัคคีของพรรคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายที่เห็นด้วยกับนายเอกราช ว่าการตีตราผู้สมัครที่มีคดีเก่าแต่ศาลยกฟ้อง อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิ หากพรรคนำไปใช้ในการตัดสินใจคัดเลือก อย่างไรก็ตาม คณะทำงานที่วิจารณ์ก็มีเหตุผลของตัวเองในการเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมกว้างขึ้น การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยดราม่าคล้าย ๆ กันนี้ ซึ่งมาจากความกดดันในการคัดเลือกผู้สมัครที่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่ในทางปฏิบัติ คดีเก่า ๆ ที่ศาลตัดสินแล้วควรได้รับการเคารพ หากพรรคประชาชนจัดการเรื่องนี้ได้ดี จะช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรคที่ยึดหลักกฎหมาย

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน สอนให้เห็นว่าการสื่อสารภายในพรรคต้องระมัดระวังมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจลุกลาม

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน เพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน

“ยศชนัน” ประกาศพร้อมนายกฯ “เต้น” ชี้ก๊กแดงรอด

สวัสดีครับพี่น้องทุกท่านที่ชื่นชอบข่าวการเมืองร้อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสุดฮอตกันเลย “ยศชนัน” ประกาศพร้อมเป็นนายกฯ- “เต้น” บอกก๊กเดียวที่รอดคือสีแดง พรรคเพื่อไทยปิดทัวร์อีสานสุดมันส์ 3 วัน 8 จังหวัด 16 เวที แฟนๆ เสื้อแดงแห่ต้อนรับแน่นขนัด ลุ้นโค้งสุดท้ายเลือกตั้งใหญ่!

“ยศชนัน” ประกาศพร้อมเป็นนายกฯ- “เต้น” บอกก๊กเดียวที่รอดคือสีแดง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 4 ก.พ. 2569 ที่โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เดินทางมาพบปะพี่น้องประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร ส.ส.สุรินทร์ เขต 2-5 ทั้งเบอร์ 5,7,1,5 กันเลยครับ บรรยากาศคึกคักมาก

ยศชนันปราศรัยสุดซึ้ง บอกว่า “วันนี้เอาหัวใจมาหล่นที่สุรินทร์เรียบร้อย รักสุรินทร์มาก ทุกคนมารอ ตนคือตัวแทนที่ทุกคนรอคอย มีทั้งเสื้อแดงที่ต่อสู้ด้วยกัน เลือดใหม่เพื่อไทย สายเลือดไทยรักไทย พลังประชาชน ยืนหยัดมาตลอดชีวิต เพียงแต่ไม่ค่อยออกหน้า วันนี้พร้อมเต็มที่เป็นนายกฯ คนที่ 33” ว้าว! ประกาศกร้าวแบบนี้ แฟนคลับแดงต้องกรี๊ดแน่ๆ

ยศชนัน ประกาศพร้อมเป็นนายกฯ ที่สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยหาเสียงอีสาน

ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ นะครับ ยศชนันสัญญาจะคืนน้ำประปา ถนนดีๆ ให้สุรินทร์ ดูแลราคาพืชผล ปศุสัตว์ ท่องเที่ยว โดยเฉพาะช้างสุรินทร์ที่พร้อมผลักดันเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ “พ่อแม่พี่น้องไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลเอง เติมความฝันจากไทยรักไทยสู่เพื่อไทย นโยบายยากแค่ไหน จิตใจเราไม่เปลี่ยน หัวใจคือประชาชน”

ปิดทัวร์อีสานสุดท้ายที่ร้อยเอ็ด นโยบายน้ำ-ยาเสพติดเด็ดขาด

หลังสุรินทร์ คณะยศชนันบุกต่อที่ร้อยเอ็ด 2 อำเภอ วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย และโรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย ปิดจ็อบทัวร์ 8 จังหวัด สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบล ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ระหว่าง 2-4 ก.พ.2569

ที่ร้อยเอ็ด ยศชนันโชว์แผนบริหารน้ำทั้งระบบ แก้น้ำท่วม-แล้งที่อีสานเจอหนัก “กรมชลประทานดูปกติ แต่ท่วมไม่มีใครดู คลองส่ง-คลองระบายต้องเปลี่ยนทั้งระบบ” ยังเน้นปราบยาเสพติด 1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด เริ่ม 8 ก.พ.ทันที ปราบสแกมเมอร์ทุนเทาไม่เลิก ด้วยรัฐบาลดิจิทัล

นโยบายสุดเด็ด เศรษฐีเงินล้าน หาเงินนอกระบบเข้าท้องถิ่น ลดอำนาจรัฐ คืนท้องถิ่น ดูแลคนจน เติมเงิน 3,000 บาท กระตุ้นค้าขาย ปักหมุดท่องเที่ยวร้อยเอ็ด “กาเพื่อไทยทั้ง 8 เขต เสียง 1 เสียงเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนประเทศ ไม่มีเวลาแล้ว ช่วยหาเสียงทั้งคนทั้งพรรค!”

ยศชนัน ปราศรัยร้อยเอ็ด โชว์แผนน้ำ พรรคเพื่อไทย

“ณัฐวุฒิ เต้น” ลั่นแดงไม่ใช่ส้ม ไม่ยกนายกฯ ให้อนุทิน

ไฮไลต์อีกมุม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือ “เต้น” ขึ้นเวทีบอกชัด การเลือกตั้งนี้สามก๊กสามสี แดง(เพื่อไทย) น้ำเงิน(เพื่อแผ่นดิน?) ส้ม(ภูมิใจไทย) “โค้งสุดท้ายเหลือก๊กเดียว สีแดงเข้าเส้นชัย ถ้าเพื่อไทยที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล ยศชนันนายกฯ ไม่มีคนอื่น นายกฯหนูไม่ต้องคอย ถ้าได้ที่ 1 ไม่ยกมือให้อนุทิน นี่แดงไม่ใช่ส้ม!”

เต้นย้ำต้องกาบัตรใบแดง เบอร์ 9 สีชมพู + ส.ส.เขตเพื่อไทยทั้งหมด “อย่าเชื่อพรรคอื่นที่บอกกาเพื่อไทย แต่ส.ส.กาพวกเรา แล้วยกมือให้ คล้ายหลอกเด็ก พรรคเพื่อไทยไม่มีสาขา กาเพื่อไทยทั้งสองใบ”

ฮาขนลุกตอนเล่าเช้าที่ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทยเวทีห่าง 3 กม. “ทางนี้เบอร์ 9 ทางนั้น 37 ชาวบ้านคิด 9+3+7=19 ป็อก 9 กินรอบ! ทุ่มสุดตัว พวกนั้นตกใจ หนีมาโกยสุรินทร์ ท่านนายกฯหนู ต้มได้แค่สีส้ม” สุดยอด!

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัย เต้น บอกก๊กแดงรอด พรรคเพื่อไทย
เวทีหาเสียงเพื่อไทย สุรินทร์ ร้อยเอ็ด
ยศชนัน กับแกนนำเพื่อไทย อีสาน
ประชาชนต้อนรับยศชนัน พรรคเพื่อไทยหาเสียง

นโยบายเด่นพรรคเพื่อไทย ทำได้จริง ไม่ขายฝัน

  • จัดการน้ำ: แก้ระบบทั้งประเทศ ท่วมแล้งหมดปัญหา
  • ปราบยาเสพติด: 1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด เริ่มทันที
  • ปราบสแกม-ทุนเทา: รัฐบาลดิจิทัล จบไม่เลิก
  • เศรษฐีเงินล้าน: เงินนอกระบบสู่ท้องถิ่น ลดอำนาจกลาง คืนประชาชน
  • ดูแลเกษตร-ท่องเที่ยว: ราคาพืชผลดี ช้างสุรินทร์ดังโลก
  • สวัสดิการ: เติมเงินคนจน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

นโยบายแบบนี้แหละที่ประชาชนรอคอย ถามเงินมาจากไหน? จากเศรษฐีเงินล้านนี่แหละ เงินเราต้องอยู่กับเรา!

เห็นด้วยมั้ยครับว่า “ยศชนัน” ประกาศพร้อมเป็นนายกฯ- “เต้น” บอกก๊กเดียวที่รอดคือสีแดง ทำให้พรรคเพื่อไทยดูแข็งแกร่งสุดๆ ในอีสานฐานเสียงหลัก โค้งสุดท้ายลุ้นระทึก แต่เชื่อว่าสีแดงนำแน่ ในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง ผมมองว่านี่คือสัญญาณบวก นโยบายตอบโจทย์ชีวิตจริง

คุณคิดยังไงกับการหาเสียงครั้งนี้? สนใจนโยบายไหน ชอบยศชนันหรือเต้นมั้ย? คอมเมนต์ด้านล่างแชร์ความเห็น ลุ้นผลเลือกตั้งไปด้วยกัน กาเพื่อไทยเปลี่ยนไทยให้ดีขึ้น!

ที่มา – “ยศชนัน” ประกาศพร้อมเป็นนายกฯ- “เต้น” บอกก๊กเดียวที่รอดคือสีแดง

นิว กัลยพัชร ลาออกสมาชิกพรรค เหตุอุดมการณ์เปลี่ยน

“นิว กัลยพัชร” ลาออกสมาชิกพรรค เหตุอุดมการณ์เปลี่ยน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อ “นิว กัลยพัชร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ได้ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคประชาชน (ชื่อสมมติ) อย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าพรรคได้เปลี่ยนแปลงไปจากอุดมการณ์เดิมที่เคยยึดมั่น ทำให้เธอหมดศรัทธาในการทำงานร่วมกับพรรคต่อไป

น.ส.กัลยพัชร รจิตโรจน์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ประกาศการตัดสินใจลาออกจากพรรค โดยระบุว่าเธอได้พิจารณาเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลานาน และต้องการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยปราศจากข้อครหาหรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า เธอรู้สึกผิดหวังที่พรรคให้ความสำคัญกับการแสวงหาอำนาจมากเกินไป จนละเลยหลักการและอุดมการณ์ที่เคยเป็นจุดแข็งของพรรค นอกจากนี้ เธอยังวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของพรรคในการดึงบุคคลภายนอก (คนนอก) เข้ามาร่วมงาน โดยมองว่าเป็นการลดทอนความสำคัญของบุคลากรภายในพรรคที่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของพรรคอย่างแท้จริง

“คุณจะเอาเทคโนแครต ศ. ดร. อีลิตที่เก่งมาอีกกี่ร้อยคน มันก็ไม่มีค่าเท่าอุดมการณ์คนหนึ่ง ที่ต้องออกไป กี่ร้อยด็อกเตอร์ ก็แทน ลูกเกด โตโต้ แก้วตา พี่มาร์ท เท่า ไม่ได้ สำหรับนิว” น.ส.กัลยพัชร กล่าว

เธอยังได้ตั้งคำถามถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในพรรค โดยระบุว่าพรรคกำลังก้าวถอยหลังออกจากจุดยืนเดิม และอาจทำให้ประชาชนเริ่มสิ้นหวังกับการเมืองใหม่ที่ไม่เป็นไปตามอุดมคติ

เหตุผลที่ “นิว กัลยพัชร” ลาออกสมาชิกพรรค

การลาออกของ “นิว กัลยพัชร” สร้างความสั่นสะเทือนให้กับพรรคพอสมควร เนื่องจากเธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและกล้าแสดงออก ประเด็นสำคัญที่เธอหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ ได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของพรรค
  • การให้ความสำคัญกับการแสวงหาอำนาจ
  • การดึงบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมงาน

นอกจากนี้ น.ส.กัลยพัชร ยังได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่พรรคมีแนวโน้มที่จะประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยมองว่าเป็นการสูญเสียจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรคไป

“แต่ถ้าเรา great grand compromise ไปเรื่อยๆเช่นนี้ Then what’s the point of winning in the first place? เพราะเราสูญเสียตัวตน แนวร่วมอุดมการณ์ไปตลอดทาง คนแล้วคนเล่า เพื่อเข้าสู่อำนาจจอมปลอมนี้ ที่ทุกคนก็ทราบ ว่าถ้าหากเราเล่นตามกติกาของอำนาจเก่า คุณจะเอามืออาชีพเก่งมาจากไหน ก็จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลย” น.ส.กัลยพัชร กล่าว

หลังจากข่าวการลาออกของ น.ส.กัลยพัชร เผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุนการตัดสินใจของเธอ และวิพากษ์วิจารณ์การกระทำดังกล่าว การลาออกของ “นิว กัลยพัชร” ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาอุดมการณ์ทางการเมือง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนทางการเมือง

เรื่องราวของ “นิว กัลยพัชร” เป็นอุทาหรณ์เตือนใจนักการเมืองทุกคนว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และความซื่อสัตย์ต่อประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปคือความไว้วางใจและความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อผู้แทนของตน

การตัดสินใจของ “นิว กัลยพัชร” ที่ลาออกสมาชิกพรรค เหตุอุดมการณ์เปลี่ยนในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและน่าชื่นชม แม้ว่าจะเป็นการเดินออกจากเส้นทางที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่เธอก็เลือกที่จะรักษาอุดมการณ์และความเชื่อมั่นของตนเองไว้เหนือสิ่งอื่นใด

ที่มา – “นิว กัลยพัชร” ทิ้งบอมบ์พรรคส้ม ลาออกสมาชิก เหตุพรรคเปลี่ยนไป สูญเสียอุดมการณ์เดิม

ศรีสุวรรณร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม

“ศรีสุวรรณ” ยื่นร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร-พิธา-ชัยธวัช” ชี้อยู่เบื้องหลังคอยครอบงำพรรคส้ม หลังร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน” โดยนายศรีสุวรรณเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำพรรคประชาชน

นายศรีสุวรรณให้เหตุผลว่า บุคคลทั้ง 4 เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ตามลำดับ ดังนั้น การที่บุคคลเหล่านี้กลับมามีบทบาทในพรรคประชาชนจึงอาจขัดต่อข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560

ศรีสุวรรณ จรรยา ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

นายศรีสุวรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บุคคลทั้ง 4 กลับมาร่วมกิจกรรมและแสดงความคิดเห็นในเวทีของพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพรรคประชาชนอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และการสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อมาตรา 29 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามไว้ และมีบทลงโทษตามมาตรา 108 คือ จำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ พรรคประชาชนเองก็อาจมีความผิดฐานปล่อยให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคเข้ามาควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ตามมาตรา 92(3)

หาก กกต. ไม่รับพิจารณา?

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า หาก กกต. ไม่รับพิจารณาคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ตนก็อาจจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้อง กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมืองต่อ ป.ป.ช. ฐานทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนจริยธรรมต่อไป

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายพรรคการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคประชาชน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ศรีสุวรรณ จรรยา” ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

Scroll to top