พรรคเศรษฐกิจ

พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

เรียกได้ว่าคึกคักกันสุดๆ สำหรับวงการการเมืองเมืองหลวง เมื่อล่าสุด พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมพร้อมลงสนามชิงชัยในการเลือกตั้ง สก. ที่กำลังจะมาถึง โดยงานนี้ได้รับความสนใจจากพี่น้องชาวกทม. อย่างมาก เพราะแต่ละเขตถือว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่หลายฝ่ายต่างจับตามอง

เกาะติดความเคลื่อนไหว พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

ในงานนี้ พรรคเศรษฐกิจยังได้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัว พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในนามของพรรคอีกด้วย สำหรับการส่งผู้สมัคร สก. ในครั้งนี้ มีความครบครันในเกือบทุกเขต ยกเว้นเพียงเขตมีนบุรีที่จะส่งแบบอิสระแต่ก็ยังทำงานร่วมกับกลุ่มของพรรคอยู่ดี ส่วนเขตบางพลัดนั้นทางพรรคกำลังเร่งพิจารณาและคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนาทีสุดท้าย เพื่อให้ได้คนที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในพื้นที่จริงๆ

ทำความรู้จักรายชื่อผู้ลงสมัครจาก พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สก. ทั้ง 48 เขต มีตัวเต็งและบุคคลที่น่าสนใจจากหลากหลายสาขาอาชีพ ดังนี้:

  • เขตคลองเตย: น.ส.ศวนงชภรณ์ เงินดี
  • เขตคลองสาน: นายทรงวุฒิ จันทร์อำนวยโชค
  • เขตจตุจักร: นายวริษทนนต์ คุณธนานุวัฒน์
  • เขตดอนเมือง: น.ส.ปราณี ธรรมนิยม
  • เขตบางเขน: นายณัฐกานต์ สุวรรณะโสภณ
  • เขตปทุมวัน: นายธีรนัย จอมมณี
  • เขตห้วยขวาง: นายปัฐน์ชนนท์ คูณธนานุวัฒน์
  • (และรายชื่ออื่นๆ อีกกว่า 40 เขตทั่วกรุงเทพฯ)

การเดินเกมครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายสนามการเมืองกทม. อย่างเป็นทางการ โดยพรรคตั้งเป้าหมายที่จะเข้าไปทำงานเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจราจร ปัญหาน้ำท่วม หรือเรื่องปากท้องที่พี่น้องประชาชนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ทุกสายตาต่างจดจ้องไปที่การลงพื้นที่จริงของว่าที่ผู้สมัคร สก. ของพรรค ว่าจะสามารถชนะใจคนกรุงได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การมีทางเลือกใหม่ๆ ในสนามเลือกตั้งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาชน เพราะการแข่งขันที่เข้มข้นมักนำมาซึ่งการนำเสนอแนวทางนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของเมืองหลวงได้แม่นยำกว่าเดิม มาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร และใครจะได้เข้าไปนั่งทำงานเพื่อพวกเราทุกคนในสภากรุงเทพมหานคร

ที่มา – พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

“อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจไม่มีท้อ ลั่นระวังจุก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อนุทิน ป้อง ศุภจี กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย หลังจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกวิจารณ์เรื่องการทำงานหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาปกป้องแบบเต็มตัว ยืนยันว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลแกร่งมาก ไม่จำเป็นต้องตั้งรัฐมนตรีช่วยเพิ่ม และชมนางศุภจีว่าทำงานหนักจนต้องสั่งให้พักบ้าง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตลาดบางใหญ่ซิตี้ จ.นนทบุรี นายอนุทินให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง โดยย้ำชัดว่านางศุภจีเป็นมืออาชีพตัวจริง ไม่มีท้อถอย มีแต่ลุยงานตลอด จนต้องเตือนให้ถอยมาพักผ่อนบ้าง เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีอยู่แล้ว

อนุทิน ป้อง ศุภจี มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ

นายอนุทินยังติดตลกแบบแซ่บๆ ว่าไม่ห่วงเรื่องมรสุมข่าวลือ เพราะศุภจีแข็งแกร่งมาก ถ้าถึงเวลาต้องโต้กลับ ฝ่ายโจมตีอาจจะ “จุก” หรือ “หงายท้องขาชี้ฟ้า” ไปเลย พร้อมเมินเสียงเหน็บแนมจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เคยปรารถนาดีต่อรัฐบาล ทีมงานปัจจุบันที่มีข้าราชการประจำและที่ปรึกษาเศรษฐกิจอย่างนายสันติธาร เสถียรไทย สามารถตอบสนองนโยบายได้รวดเร็วทันใจ

เมินแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจ

เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจที่เรียกร้องให้นางศุภจีลาออก นายอนุทินสวนกลับทันควันว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นแค่พรรคที่ยกมือสนับสนุนให้ตนเป็นนายกฯ คล้ายกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็น “พรรคซีกรัฐบาล” เพราะไม่มีรัฐมนตรีในคณะ ส่วนเรื่องยุบรวมพรรคในอนาคต เป็นเรื่องกฎหมายของแต่ละพรรค ไม่ใช่ประเด็นหลัก

“เรื่องใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ทำงานได้ ผลักดันนโยบายได้ ผมให้กำลังใจคนทำงานอย่างท่านศุภจีที่แข็งแกร่งขึ้นเยอะ” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

ระหว่างลงพื้นที่ นายกรัฐมนตรียังมอบดอกไม้จากประชาชนให้นางศุภจี เพื่อแสดงความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมงาน และแซวทิ้งท้ายว่า “ให้เบาๆ หน่อย อย่าเพิ่งออกมาสวน เดี๋ยวจะจุกอีก” ทำให้บรรยากาศคึกคัก สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในทีมเศรษฐกิจ

บริบทการโจมตีศุภจีและบทบาทกระทรวงพาณิชย์

ก่อนหน้านี้ นางศุภจีถูกโซเชียลโจมตีเรื่องนโยบายการค้าฯ ที่ถูกมองว่าช้าและไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ แต่ฝั่งรัฐบาลยืนยันว่าการทำงานเป็นระบบ มีทั้งการเจรจา FTA การส่งเสริมส่งออก และรับมือเงินเฟ้อได้ดี ตัวอย่างเช่น โครงการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ช่วยประชาชนโดยตรง

  • จุดแข็งทีมเศรษฐกิจ: มีประสบการณ์สูง ตอบสนองนโยบายรวดเร็ว
  • ไม่ต้องเพิ่มรัฐมนตรีช่วย: ทีมปัจจุบันเพียงพอ ไม่ยุ่งเหยิง
  • จัดการข่าวลือ: เมินฝ่ายตรงข้าม เน้นผลงาน
  • กำลังใจจากนายกฯ: ป้องกันแบบแมนๆ ลั่นโต้ได้

นอกจากนี้ อนุทิน ป้อง ศุภจี ยังสะท้อนภาพการเมืองไทยที่การแข่งขันดุเดือด พรรคฝ่ายค้านและโซเชียลใช้เป็นเครื่องมือโจมตี แต่รัฐบาลยึดหลักผลงานเป็นตัววัด

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการปกป้องทีมงาน และประชาชนควรพิจารณาจากผลงานจริงมากกว่าเสียงวิจารณ์ การผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องจับตา เช่น การฟื้นตัวท่องเที่ยวและส่งออก หากทีมเศรษฐกิจแกร่งอย่างที่นายอนุทินมั่นใจ ก็น่าจะมีข่าวดีตามมา

คุณคิดอย่างไรกับการ อนุทิน ป้อง ศุภจี ครั้งนี้? เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ ลั่นใครกล้าสวนระวังจุก เมินฝ่ายตรงข้ามเหน็บ

“คริส” ล่าชื่อรับบำนาญ สส. พบ 1,918 คน จี้เปิดชื่อ

“คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยนายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ นำทีมแถลงความคืบหน้าเรื่องยกเลิกบำนาญ สส. ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่ใช้เงินภาษีอุดหนุนถึงหลักร้อยล้านบาทต่อปี

“คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ณ ห้องแถลงข่าวรัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ร่วมกับนายพีรพล กนกวลัย และน.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.พรรคเศรษฐกิจ ได้แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการติดตามรายชื่อผู้รับเงินบำนาญ สส. หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศชัดว่าจะไม่รับสิทธิ์นี้ และสัญญาว่าจะเปิดเผยรายชื่อให้ประชาชนทราบ

นายคริส เปิดเผยว่าหลังยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอรายชื่อ สภาฯ ตอบกลับมาว่ามีผู้รับเงินบำนาญถึง 1,918 คน โดยได้รับเงินขั้นต่ำเดือนละ 21,300 บาท สูงสุด 42,700 บาท รวมมูลค่ากว่า 490 ล้านบาทต่อเดือน! ซึ่งเงินส่วนใหญ่มาจากภาษีประชาชน เพราะกองทุนขาดทุนหนัก รายได้จาก สว. 200 คน และ สส. 500 คน ที่สมทบเดือนละ 3,500 บาท ไม่เพียงพอ

พบผู้รับบำนาญ 1,918 คน เงินภาษีไหลออกมหาศาล

ตัวเลขนี้ช็อกสังคมจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้คาดเพียง 1,200 คน แต่กลับพบมากกว่านั้น 2 เท่า นายคริสตั้งคำถามว่า นักการเมืองที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชน ทำไมออกจากตำแหน่งแล้วยังต้องรับสิทธิ์พิเศษนี้ โดยเฉพาะ สว.ชุดที่มาจาก คสช. จำนวน 250 คน ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งของประชาชน "คริส" ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และหยุดการใช้เงินภาษีแบบไม่เป็นธรรม

กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ใช้งบประมาณปีละ 400 ล้านบาท แต่ไม่รวม สว. หรือ สนช. บางส่วนที่อาจลอดมารับได้ ทำให้ภาระตกที่ประชาชนทั้งประเทศ นี่คือเหตุผลที่พรรคเศรษฐกิจผลักดันให้ยกเลิก และเปิดรายชื่อสู่สาธารณะ

เชิญชวนประชาชนลงชื่อเรียกร้อง

เพื่อรวบรวมพลังประชาชน นายคริส ชวนทุกคนเข้าเพจพรรคเศรษฐกิจเพื่อลงชื่อเรียกร้องให้รัฐสภาเปิดรายชื่อ หากไม่สำเร็จ จะฟ้องศาลปกครองใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร และหากได้ 10,000 รายชื่อ จะเสนอแก้กฎหมายในสภาฯ ทันที นายพีรพลเสริมว่า สื่อควรช่วยถามผู้รับบำนาญเหล่านี้ให้ออกมาแสดงตัว เพราะเป็นเงินของประชาชน

  • เงินบำนาญ สส. ขั้นต่ำ 21,300 บาท/เดือน
  • ผู้รับ 1,918 คน รวม 490 ล้านบาท/เดือน
  • กองทุนขาดทุน ต้องใช้เงินภาษีอุด
  • รวม สว. และ สนช. บางส่วน

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ขาดความโปร่งใส นักการเมืองควรรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับผลประโยชน์หลังเกษียณด้วยเงินภาษี ประชาชนมีสิทธิ์รู้และตรวจสอบได้

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่เห็นด้วย ไปลงชื่อที่เพจพรรคเศรษฐกิจเดี๋ยวนี้ เพื่อกดดันให้รัฐสภาเปิดรายชื่อ และผลักดันยกเลิกบำนาญ สส. กันเถอะ! การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากประชาชน

ที่มา – “คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. พบ 1,918 คนยังรับเงินอยู่ จี้สภาฯ เปิดชื่อให้ประชาชนรู้

พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของพรรคเศรษฐกิจในการเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า มาดูกันครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 ณ โรงแรมปรินส์ตัน ได้มีการจัดการประชุมใหญ่สามัญของพรรคเศรษฐกิจอย่างคึกคัก สมาชิกพรรคจากทั่วทุกภาคส่วนของประเทศเดินทางมาร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์และนโยบายสำคัญของพรรคในการรับมือกับสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมต่อไป เพื่อความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนงานของพรรค

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีเปิดงานด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญคลื่นลมแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา ท่านเน้นย้ำว่าพรรคเศรษฐกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือเชิงรุก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทยให้พ้นจากผลกระทบเหล่านี้ คำกล่าวนี้สร้างความฮือฮาและได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วม

นโยบายหลักภายใต้แนวคิด “คนไทยต้องมาก่อน”

หลังจากนั้น นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค ได้ชี้แจงนโยบายหลักของพรรคที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้คนไทยเป็นศูนย์กลาง โดยมีจุดยืนที่ชัดเจนดังนี้

  • ต่อต้านการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใส
  • ไม่สนับสนุนการขึ้นภาษี ไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนในยามวิกฤต
  • สนับสนุนการค้าเสรี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลักดันการจัดเก็บภาษีจากคนต่างด้าวที่เข้ามาทำมาหากินในไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและนำรายได้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

นโยบายเหล่านี้สะท้อนถึงปรัชญาของพรรคที่ให้ความสำคัญกับประชาชนไทยเป็นอันดับแรก ซึ่งน่าจะเป็นจุดขายสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ

อีกมติสำคัญของการประชุมคือการแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ โดยเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • อำนาจตัดสินใจเรื่องการร่วมรัฐบาลหรือถอนตัว จากเดิมเป็นของประธานพรรค เปลี่ยนเป็นอำนาจของ หัวหน้าพรรค (พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์)
  • อำนาจตัดสินใจเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมเป็นของประธานพรรค เปลี่ยนเป็นของ คณะกรรมการบริหารพรรค

การขยับโครงสร้างนี้ช่วยให้พรรคมีระบบการตัดสินใจที่ชัดเจนและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้พรรคสามารถตอบสนองต่อโอกาสและความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปิดท้ายการประชุมด้วยการประกาศสุดเซอร์ไพรส์จาก พล.อ.รังษี ที่ยืนยันว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อนำทัพพรรคสู้ศึกเลือกตั้งและแก้ปัญหาประเทศให้เห็นผลเป็นรูปธรรม นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1 อย่างจริงจัง พร้อมลุยเต็มที่

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเศรษฐกิจในการเป็นพรรคทางเลือกใหม่ที่เน้นเศรษฐกิจและประชาชนเป็นหลัก ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย พรรคนี้มีโอกาสเติบโตสูง หากนโยบายต่างๆ ได้รับการตอบรับจากประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพของพรรคเศรษฐกิจครั้งนี้? พล.อ.รังษีในฐานะลำดับ 1 จะนำพรรคไปได้สู่เวทีรัฐสภาได้หรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้เราติดตามข่าวสารการเมืองที่อัพเดทและครบถ้วนที่สุด!

ที่มา – พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

“พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวการเมืองที่กำลังร้อนแรงเรื่องภาษีกันดีกว่า โดยเฉพาะข้อเสนอสุดแซ่บจาก “พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อคัดค้านการขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% ที่หลายคนกังวลว่าจะทำให้ของทุกอย่างแพงขึ้น ซ้ำเติมค่าครองชีพของคนไทยในช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชัน แทนขึ้น VAT

วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมทีม ส.ส. และสมาชิกพรรค แถลงข่าวชัดเจนคัดค้านการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบเต็มตัว พวกเขายืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่มีเอกสารราชการอย่าง “แผนการคลังระยะปานกลาง” ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่พูดถึงการขึ้น VAT เป็น 10% ชัดๆ เลยครับ

นายคริสอธิบายว่าถ้าขึ้น VAT จริง ทุกอย่างจะแพงขึ้น 3% ทันที ลองนึกภาพสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ 100 บาท ตอนนี้ VAT 7% จ่ายภาษี 7 บาท แต่ถ้าขึ้นเป็น 10% จะกลายเป็น 103 บาท สะสมทุกวันทุกเดือน ยิ่งทำให้ค่าครองชีพพุ่ง โดยเฉพาะตอนนี้เศรษฐกิจไทยโตช้า แค่ 2.4% ถ้าขึ้นภาษีอาจหดตัวลง 1% เหลือโตแค่ 1.4% กำลังซื้อลด การผลิตชะงัก การจ้างงานหด รัฐอาจได้ภาษีน้อยกว่าที่คิดซะอีก

ทำไมรัฐเก็บ VAT ได้มากขึ้นโดยไม่ขึ้นภาษี?

ข้อมูลเจ๋งๆ จากนายคริส ปี 2557 VAT 7% รัฐเก็บได้ 700,000 ล้านบาท แต่ปี 2568 ยังอัตราเดิม เก็บพุ่งเป็น 950,000 ล้านบาท เพราะเศรษฐกิจโต รายได้ประชาชนเพิ่ม แค่นี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องขึ้นภาษีก็เพิ่มรายได้ได้ ถ้าทำเศรษฐกิจให้ดี

ยิ่งกว่านั้น รัฐยังคุยขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อกู้เพิ่ม 500,000 ล้านบาท แสดงว่าเศรษฐกิจยังเปราะบาง ไม่ควรมาซ้ำเติมประชาชนด้วย VAT ใหม่ รัฐอ้างขึ้น 1% ได้เงินเพิ่ม 100,000 ล้าน ขึ้น 3% ได้ 300,000 ล้าน แต่ก่อนรีดจากประชาชน ควรดูตัวเองก่อน งบประมาณปีละ 3.78 ล้านล้านล้าน 明年 4.1 ล้านล้าน แต่รั่วไหลจากคอร์รัปชันปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท!

ทางออกทางเลือกจากพรรคเศรษฐกิจ

แทนที่จะขึ้น VAT พรรคเศรษฐกิจมีทางออก 2 ข้อที่เป็นธรรมกว่า

  • ข้อ 1: เก็บภาษีเงินได้จากแรงงานต่างด้าว ปัจจุบันมีแรงงานถูกกฎหมาย 4 ล้านคน ผิดกฎหมายรวมอาจ 10 ล้านคน รายได้เฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท ปีละ 144,000 บาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ยกเว้น 150,000 บาท เลยไม่เสียภาษี แต่ใช้ถนน โรงพยาบาล โรงเรียนไทยเหมือนกัน ขอเสนอยกเลิกยกเว้น 150,000 บาทแรกสำหรับต่างด้าว เก็บตั้งแต่บาทแรก คาดได้เงินเพิ่ม 30,000 ล้านบาท/ปี
  • ข้อ 2: ปราบคอร์รัปชันจริงจัง ถ้าลดรั่วไหลได้ครึ่งเดียวจาก 500,000 ล้านบาท ก็ประหยัด 250,000 ล้านบาท รวมกับภาษีต่างด้าว 30,000 ล้าน ก็เกือบ 280,000 ล้าน เท่าๆ กับขึ้น VAT 3% แล้ว!

นายคริสสรุปชัด “ถ้าจะเก็บภาษีคนไทยเพิ่ม ต้องเริ่มจากต่างด้าวที่ใช้สาธารณูปโภคก่อน และดูรายจ่ายตัวเองว่ารั่วไหลเท่าไร” พรรคยืนยันไทยยังไม่พร้อมขึ้น VAT เพราะจะฉุดเศรษฐกิจ ลดการบริโภค จ้างงานน้อยลง

เห็นด้วยมั้ยครับ? ข้อเสนอนี้ดูเป็นธรรมและสมเหตุสมผลดีนะ ถ้ารัฐบาลเอาไปใช้ เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นเร็วขึ้น คุณล่ะคิดยังไงกับ “พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชัน นี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – “พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน หมอวรงค์ ชวนซื้อข้าว

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน อย่างชัดเจนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเศรษฐกิจ ได้ขึ้นอภิปรายแสดงจุดยืนสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ

เหตุผลที่ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน นั้นน่าสนใจมาก เพราะทั้งสองพรรคมีวิสัยทัศน์ตรงกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริต ซึ่งพรรคเศรษฐกิจเคยชูสโลแกน “นโยบายทุจริตเท่ากับประหาร” มาดูกันว่าข้อเสนอ 4 ข้อที่คริสยกมาจะช่วยยกระดับอนุทินให้กลายเป็น “รัฐบุรุษ” ได้อย่างไร

คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน ชู 4 ข้อเสนอสำคัญ

ในการอภิปรายตอนเวลา 11.20 น. คริสได้ชูธง 4 ข้อเสนอที่เชื่อว่าถ้านายอนุทินทำได้จริง จะไม่ใช่แค่นายกฯ สมัยที่ 3 แต่จะเป็นผู้นำระดับรัฐบุรุษของชาติเลยทีเดียว ข้อเสนอเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังของประเทศได้ตรงจุด

  • ข้อ 1: ปราบทุจริตเต็มสูบ – พรรคเศรษฐกิจและภูมิใจไทยมีนโยบายแก้ไขกฎหมายหลายร้อยฉบับที่ล้าสมัย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดคอร์รัปชัน ถ้าทำได้ จะช่วยตัดวงจรทุจริตได้อย่างเด็ดขาด
  • ข้อ 2: เลือกคนรักชาติในยุคสงครามโลก – โลกกำลังเผชิญสงครามและความไม่แน่นอน อนุทินต้องดึงคนรักชาติ รักแผ่นดินมาช่วยงาน เพื่อความมั่นคงของชาติ
  • ข้อ 3: กิโยตินกฎหมายนำเข้าน้ำมัน – เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าน้ำมันราคาถูกมาขายในประเทศ ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
  • ข้อ 4: ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ – ในฐานะวิศวกร อนุทินเคยผลักดันโครงสร้างพื้นฐานมาแล้ว คริสเชื่อว่าจะต่อยอดโครงการ Ocean Link และรถไฟฟ้าความเร็วสูงได้สำเร็จ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเศรษฐกิจ

คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน จะเป็นจุดเปลี่ยนการเมือง?

การที่ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน แสดงให้เห็นถึงการรวมพลังพรรคเล็กพรรคกลางเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ของชาติ ในสถานการณ์ที่การเมืองไทยกำลังแบ่งขั้ว การสนับสนุนนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้อนุทินในการลุ้นตำแหน่งนายกฯ หลังจากการเจรจารัฐบาลที่ยืดเยื้อ นอกจากนี้ ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของพรรคเศรษฐกิจที่เน้นเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการเมืองแบบเดิมๆ

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วย ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ได้ออกมาคัดค้านอย่างดุเดือด โดยยืนยันว่าจะไม่โหวตให้นายณัฐพงษ์ (น่าจะหมายถึงตัวแทนฝั่งตรงข้าม) และเรียกร้องให้อนุทินแสดงความเป็นผู้นำตัวจริง

หมอวรงค์ ชวนอนุทินซื้อข้าวกินเอง เป็นตัวอย่าง ส.ส.

หมอวรงค์ยกประเด็นอาหาร ส.ส. ที่เคยเสนอให้ยกเลิกเพราะเป็นการใช้ภาษีประชาชน แต่ถูก ส.ส.พรรคประชาชนคัดค้าน เขาจึงท้าทายอนุทินในฐานะผู้นำปราบทุจริต ว่าควรตั้งที่ปรึกษานายกฯ น้อยลง ไม่ใช่ปูนบำเหน็จ และประกาศซื้ออาหารกินเอง ไม่ใช้เงินภาษี

“ถ้าท่านประกาศว่าจะซื้ออาหารกินเอง จะไม่รบกวนภาษีประชาชน ผมเชื่อว่าจะโดนใจพี่น้องประชาชนแน่นอน” หมอวรงค์กล่าว พร้อมเชิญอนุทินมากินมื้อกลางวันด้วยกัน เพื่อให้ ส.ส.เกรงใจและเป็นต้นแบบที่ดี การกระทำเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ถ้าผู้นำทำได้ จะช่วยฟื้นศรัทธาในนักการเมืองได้มาก

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ ส.ส. ที่ประชาชนบ่นมานาน โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจยากลำบากแบบนี้ การเป็นตัวอย่างด้วยการสละสิทธิ์ส่วนตัว จะช่วยลดภาพลักษณ์นักการเมืองฟุ่มเฟือยได้

การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโหวตนายกฯ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์และค่านิยมของ ส.ส. แต่ละคน สุดท้ายแล้ว ประชาชนอย่างเราคือผู้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการที่ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน และข้อเสนอซื้อข้าวกินเองของหมอวรงค์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญนะครับ!

นอกจากนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นผลงานมากกว่าปากเสียง หากอนุทินได้เป็นนายกฯ จริง ข้อเสนอ 4 ข้อนี้จะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จหรือไม่ ต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา – “คริส” พรรคเศรษฐกิจ ยืนยัน หนุน “อนุทิน” ด้าน “หมอวรงค์” ชวนซื้อข้าวกินเองเป็นตัวอย่างสส.

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ทุกสายตาจับจ้องไปที่ คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 หลังจากที่มีประชาชนจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมคณะตุลาการในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ คำร้องดังกล่าวเกิดจากประชาชนที่ยื่นเรื่องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจเปิดช่องให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ สิ่งนี้อาจขัดแย้งกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการออกเสียงโดยลับ

พัฒนาการของคดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาคำร้องรวม 21 เรื่อง และมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าประเด็นนี้มีน้ำหนักเพียงพอ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งข้อสังเกตว่าระบบรหัสดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 101

ในทางกลับกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งและตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์เท่านั้น โดยยืนยันว่าไม่สามารถนำไประบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากรหัสเหล่านี้เป็นเพียงลำดับตัวเลขสุ่มที่ไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลส่วนบุคคล

  • ข้อกังวลหลัก: บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอาจถูกใช้ติดตามการลงคะแนนของบุคคล
  • การโต้แย้งจาก กกต.: ใช้เพื่อความปลอดภัยและตรวจสอบ ไม่กระทบความลับ
  • บทบาทผู้ตรวจการแผ่นดิน: ส่งเรื่องให้ศาลตีความตามรัฐธรรมนูญ
  • วันที่สำคัญ: ประชุมศาล 18 มี.ค. 2569

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกกดดัน หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อผลการเลือกตั้งที่ประกาศไปแล้ว ขณะที่หากไม่รับ อาจคลายความสงสัยและยืนยันความถูกต้องของระบบที่ กกต. ใช้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในการออกแบบระบบเลือกตั้งสมัยใหม่ โดยเทคโนโลยีอย่างบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามว่ามันสมดุลกับสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เคยมีข้อถกเถียงคล้ายกันเกี่ยวกับการใช้รหัสหรือชิปอิเล็กทรอนิกส์ในบัตรเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่าการตัดสินของศาลครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล ในทางตรงกันข้าม หากยืนยันว่าถูกต้อง จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นใน กกต. และระบบเลือกตั้งไทย

เราควรติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันประชาธิปไตย คุณคิดว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจำเป็นหรือเสี่ยงเกินไป? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท ไม่โหวต “อนุทิน”

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน” เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้เลยนะครับ หลังจากที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาแฉแบบจัดเต็ม ระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 บอกเลยว่าคำพูดของท่านแรงกล้ามาก โดยเฉพาะการตำหนิพรรคภูมิใจไทยว่าขาดมารยาทสุดๆ ที่เอาชื่อพรรคตัวเองไปรวมเสียงตั้งรัฐบาลทั้งที่ยังไม่เคยคุยกันจริงจัง

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล

ก่อนอื่นต้องย้อนบริบทกันหน่อยครับ หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) รอบล่าสุด พรรคเล็กๆ อย่างเสรีรวมไทยของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็กลายเป็นที่จับตามอง เพราะมี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และท่านยังประกาศชัดว่าจะไม่เกี่ยงงอน เข้ารายงานตัวหลังห่างสภาไป 2 ปีเต็ม เพื่อให้คนอื่นได้ทำงานแทน แต่คราวนี้กลับมาพร้อมกระสุนแรงๆ เลย

ท่านเล่าว่า พรรคภูมิใจไทยที่ได้ ส.ส. กว่า 190 เสียง คิดจะตั้งรัฐบาลใหญ่โต ต้องเอาพรรคเพื่อไทย 70 กว่าเสียงมารวมเป็น 200+ เสียง แต่ยังไม่พอ ต้องดึงพรรคเล็กพรรคน้อย 1 2 3 4 5 เข้ามาให้ครบ 300 เสียง เพื่อบีบพรรคอื่นๆ ให้ยอมตาม โดยเอาชื่อพรรคเสรีรวมไทยไปรวมด้วยแบบไม่มีมารยาท “คนอย่างนี้พอได้ 190 กว่า ก็คิดว่าจะต้องจัดรัฐบาล ต้องบริหารประเทศให้ได้ จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้” ท่านเหน็บแบบ辛辣เลยครับ

ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน” และเปรียบเทียบพรรคเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังย้ำชัดเจนว่าจะไม่โหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยเด็ดขาด! แต่ก็ไม่บอกว่าจะเลือกใครนะครับ ทำเอาแฟนข่าวต้องรอฟังต่อ ท่านยังเหน็บ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ พรรคน้องใหม่ที่เคยประกาศกร้าวว่าจะปราบโกง ใครโกงประหารชีวิต แต่ดันไปมอบตัวร่วมกับคนโกงซะแล้ว “ไปร่วมกับคนโกงไม่ได้หรอก” คำพูดนี้สะท้อน mindset ชัดเจน

ส่วนเรื่องที่ท่านกำลังผลักดัน คือการยื่นหนังสือต่อศาลฎีกา ขอให้ตั้งองค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มบุคคลถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยอ้างว่าฝ่าฝืนกฎหมายชัดๆ จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่สั่งจำคุกกรณีรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ท่านยังหยิบยกประเด็น “ตั๋วช้าง” การแต่งตั้งตำรวจแบบพิเศษ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล จากสารวัตรก้าว跳เป็น ผบ.ตร. ซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการพานายทักษิณกลับไทย มีผลประโยชน์ทับซ้อน ก่อนหน้านี้ท่านยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบนายทักษิณ, นายวิษณุ เครืองาม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, นายเศรษฐา ทวีสิน แล้ว วันนี้ขยับไปศาลฎีกา เรียกนายวิษณุกับนายทักษิณมาไต่สวน ถ้าผิดมีโทษจำคุก!

ท่านย้ำว่า “ละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์” ในฐานะอดีต ผบ.ตร. และผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต้องปกป้องสถาบันฯ ไม่ให้ใครมาแสวงหาประโยชน์

คุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคใหญ่ๆ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังไล่เรียงคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่มี ส.ส. เกิน 20 เสียง ดังนี้

  • พรรคเพื่อไทย: นายแพทองธาร ชินวัตร – ลูกสาวทักษิณ ฐานะทายาทการเมือง
  • พรรคภูมิใจไทย: นายอนุทิน ชาญวีรกูล – ประสบการณ์รัฐมนตรีสาธารณสุข
  • พรรคพลังประชารัฐ: พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ – อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
  • พรรคประชาชน: นายณัฐพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภรณ์ – ส.ส. นายกฯ คนใหม่?

ท่านบอกว่ามีเสียงเดียวก็จะผลักดันกฎหมายสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม แม้จะยาก แต่ไม่ยอมแพ้

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในหมู่พรรคเล็ก ที่ไม่อยากถูกบีบให้เข้าร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเข้มข้น ลุ้นกันยาวๆ ครับ คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของเสรีพิศุทธ์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย หรือติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน”

สส.แบ่งเขต รายงานตัวสภาฯ 93คน รับรองกกต.207คน

สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งใหญ่ สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคืบหน้าของกระบวนการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ภายในเวลาเพียง 2 วันแรก บรรยากาศที่รัฐสภาและสำนักงาน กกต. คึกคักไปด้วยว่าที่ สส. จากพรรคการเมืองชั้นนำที่ทยอยเดินทางมารายงานตัวและรับเอกสารสำคัญ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นวันแรกของการรับรายงานตัวอย่างเป็นทางการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับ สส.แบบแบ่งเขต หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจำนวน 396 คน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่นำทีมโดยผู้สมัครนายกรัฐมนตรี 3 คน ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย นำว่าที่ สส.เขต พรรคเพื่อไทย เข้าสักการะศาลพระพรหมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา ก่อนเดินทางเข้าห้องรายงานตัว ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอย่างคับคั่ง

สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รายวันละเอียดย่อย

ตลอดทั้งวัน สส.จากพรรคต่างๆ ทยอยมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง จนถึงเวลา 16.30 น. ซึ่งเป็นเวลาปิดรับรายงานตัวประจำวัน มียอดสะสมวันแรกและวันที่สองรวม 93 คน โดยเฉพาะวันที่สองมีเพิ่มอีก 46 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 28 คน พรรคภูมิใจไทย 11 คน พรรคประชาชาติ 4 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน และพรรคโอกาสใหม่ 1 คน สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของ สส.แต่ละพรรคในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สภา

  • พรรคเพื่อไทย: 28 คน (นำโด่ง)
  • พรรคภูมิใจไทย: 11 คน
  • พรรคประชาชาติ: 4 คน
  • พรรคกล้าธรรม: 2 คน
  • พรรคโอกาสใหม่: 1 คน

นอกจากนี้ ยังมี สส. จากพรรคอื่นๆ ที่ทยอยตามมา ทำให้ยอดรวมทั้งสองวันทะลุ 93 คนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายวันในการรายงานตัว

รับหนังสือรับรองจาก กกต. พุ่ง 207 คน ใน 2 วัน

ทางด้านสำนักงาน กกต. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ก็คึกคักไม่แพ้กัน โดย สส.ที่ได้รับเลือกตั้งเดินทางมารับหนังสือรับรองผลการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ในวันที่สองมีเพิ่มอีก 66 คน ส่งผลให้ยอดรวมอยู่ที่ 207 คน จากทั้งหมด 396 คนที่ กกต. รับรองแล้ว สำนักงาน กกต. เปิดให้มารับเอกสารได้ระหว่างวันที่ 2-6 มีนาคม 2567 เวลา 08.30-16.30 น. ที่ห้องรับรองชั้น 2

ความสำคัญของกระบวนการนี้ต่อการเมืองไทย

การที่ สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและรวดเร็วของระบบเลือกตั้งไทย ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ในเร็ววันนี้ หลังจากนั้นจะเป็นการเลือกประธานสภา วาระสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตา โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย ภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ที่จะกำหนดทิศทางรัฐบาล

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การรายงานตัวจำนวนมากในวันแรกๆ บ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นของ สส.ในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการร้องเรียนที่อาจล่าช้า หาก สส.ทั้ง 400 เขต (รวมบัญชีรายชื่อ) รายงานตัวครบ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา และสวัสดิการสังคม

สำหรับกำหนดการต่อไป สภาฯ จะประกาศวันเปิดประชุมสมัยแรกตามรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีให้ทันกรอบเวลา ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประเทศ

สรุปแล้ว สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน เป็นข่าวดีที่บอกถึงความพร้อมของระบบประชาธิปไตยไทย ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวการเมือง!

ที่มา – สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน

Scroll to top