พรรคไทยภักดี

วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านมติของคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ ที่มีความเห็นให้คงสิทธิประโยชน์และบำนาญของอดีต สส. พร้อมทั้งจำนวนผู้ช่วย สส. ถึง 8 คน โดยเจ้าตัวมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างชัดเจน

วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

การออกมาตั้งคำถามเรื่อง วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะหมอวรงค์มองว่าระบบการเมืองไทยกำลังถูก “การเมืองระบบบ้านใหญ่” กลืนกิน การที่นักการเมืองสอบตกแล้วยังต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาเลี้ยงดูผ่านกองทุนหรือสวัสดิการต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้และขัดกับหลักความเสียสละ

เปิดมุมมองเมื่อ วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

นพ.วรงค์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแฉถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ดังนี้:

  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: การที่ สส. หรือผู้ช่วยที่หมดวาระไปแล้วแต่ยังรับสิทธิประโยชน์ เป็นการสร้างฐานอำนาจให้ระบบบ้านใหญ่จ่ายเงินน้อยลง โดยโยนภาระมาให้ภาษีประชาชนแทน
  • เผด็จการรูปแบบใหม่: หมอวรงค์มองว่าระบบบ้านใหญ่คือเผด็จการที่ครอบงำการโหวตในสภาฯ ตามความต้องการของนายทุน มากกว่าจะตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ
  • ความไม่เป็นธรรม: การตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้เองโดยมีคนในสภาฯ เอง เป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและขาดการมีส่วนร่วมจากเจ้าของภาษีที่แท้จริง

นอกจากนี้ เขายังท้าทายให้ไปสอบถามประชาชนทั่วประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะเอาเงินภาษีไปดูแลอดีต สส. เหล่านี้ ในขณะที่มี สส. หลายคนยังคงยึดหลักพอเพียง ไม่ได้ใช้ผู้ช่วยเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ สำหรับหมอวรงค์แล้ว การที่ วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก นั้นคือการเรียกคืนจริยธรรมทางการเมืองที่ควรจะเป็น โดยเขาเสนอให้ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นทิ้งและนำไปจัดสรรให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานจริงแทน

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่สภาฯ ต้องกลับมาทบทวนความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เพียงเพื่อดูแลพรรคพวกหรือระบบอุปถัมภ์ของกลุ่มบ้านใหญ่ แต่ต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เฝ้ามองการทำงานของท่านอยู่ การเมืองที่โปร่งใสเริ่มจากการไม่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องครับ แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?

ที่มา – “วรงค์” ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้ต้องเอาภาษีไปดูแลพวกสอบตก

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

การกลับมาสวมบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ในรอบ 12 ปี ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวประกาศกร้าวชัดเจนว่า “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสภาไทย

หมอวรงค์เน้นย้ำถึงแนวคิดพื้นฐานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้นำจีนอย่าง สี จิ้นผิง โดยมองว่าการทำความสะอาดประเทศต้องเริ่มจากการทำความสะอาดสภาเสียก่อน การปราบทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ต้องเริ่มจากการลดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกบำนาญ สส. หรือการลดจำนวนผู้ช่วย เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้ได้มากที่สุด

เจาะลึกแนวคิด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

ในการสัมภาษณ์พิเศษ หมอวรงค์ได้เคลียร์ใจทุกประเด็นดราม่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีตกับพรรคไทยรักไทย หรือความสงสัยของสังคมว่าทำไมเขาถึงมักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตระกูลชินวัตรอยู่บ่อยครั้ง โดยเขายืนยันว่าการทำงานของเขาทำไปตามหลักการและความถูกต้อง ไม่ได้มีความโกรธแค้นส่วนตัว แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชนผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่นักการเมืองควรจะเสียสละ

ประเด็นที่น่าสนใจที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่:

  • กองทุนผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสวัสดิการตลอดชีวิต
  • การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเทอมบุตรที่มองว่าสูงเกินไป
  • ความจำเป็นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและตรวจสอบได้

หมอวรงค์ยังได้พูดถึงร้านข้าวแกง 10 บาท ซึ่งเป็นที่สงสัยว่าทำเพื่อประชดการเมืองหรือไม่ ซึ่งเขายืนยันว่าจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองแต่อย่างใด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการแสดงจุดยืนให้สังคมเห็นว่า การเป็นนักการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากการบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำหน้าที่ในสภาของหมอวรงค์จะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาตามที่คาดหวังไว้ได้หรือไม่ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่เชื่อได้ว่าบทบาทของเขาจะเป็นสีสันและเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้เห็นการตรวจสอบที่ดุเดือดและจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ที่มา – “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี ออกมาแถลงข่าวตั้งข้อสงสัยต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาล โดยเฉพาะเงินก้อนที่ 2 จำนวน 200,000 ล้านบาท ที่จะนำไปใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายคนเริ่มตั้งคำถามตามว่า เงินก้อนนี้จะเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนจริงหรือแค่กลุ่มทุนใหญ่?

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

การแถลงข่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา โดยหมอวรงค์ยอมรับว่าเงินก้อนแรก 200,000 ล้านบาท ที่ใช้ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการนั้น ไม่มีปัญหา แต่เงินก้อนที่สองกลับมีแผนงานแค่ 4 โครงการเท่านั้น ซึ่งดูไม่สอดคล้องกับวงเงินมหาศาล ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความเร่งด่วนจริงหรือไม่ รัฐบาลอ้างถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อรองรับนโยบาย Net Zero ภายในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 24 ปีข้างหน้า ทำไมต้องรีบกู้เงินขนาดนี้?

4 โครงการหลักที่ถูกตั้งคำถาม

  • ติดตั้งโครงการ Solar Rooftop ให้หน่วยงานราชการ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
  • เปลี่ยนรถยนต์ของหน่วยงานราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานต่าง ๆ
  • พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

หมอวรงค์ชี้ว่า โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผลประโยชน์ชัดเจนต่อประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะ Solar Rooftop ที่ผลิตไฟได้แค่ 5 ชั่วโมงต่อวัน และอุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ สร้างภาระให้ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ ยังขาดการพิจารณาจุดแข็งของไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งสามารถพัฒนาพลังงานชีวภาพจากพืชพลังงานและก๊าซชีวภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า สิ่งนี้จะช่วยให้ไทยพึ่งพาตนเองได้มากกว่า และนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง

ประชาชนหรือนายทุน? ใครได้ประโยชน์จริงจาก พ.ร.ก.กู้เงิน

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน อย่างตรงไปตรงมา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนงานทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบ หากโครงการเหล่านี้ไม่คุ้มค่า ก็อาจเป็นเพียงการเอื้อกลุ่มทุนที่สนใจพลังงานโซลาร์เป็นหลัก ขณะที่ไทยมีศักยภาพในพลังงานทดแทนจากภาคเกษตร เช่น ไบโอดีเซลจากปาล์ม หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระจายประโยชน์สู่เกษตรกร

นอกจากนี้ การกู้เงินจำนวนมากในภาวะเศรษฐกิจยังเสี่ยงต่อหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องรับผิดชอบในอนาคต รัฐบาลควรพิจารณาความสมดุลระหว่างความเร่งด่วนกับความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมาย Net Zero ยังอยู่ไกล การผลักดันพลังงานหมุนเวียนแบบไทย ๆ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงาน และลดการพึ่งพาต่างชาติได้ดีกว่า

ในมุมมองของผู้เขียน การตั้งคำถามเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การใช้เงินภาษีเป็นไปอย่างโปร่งใส หากรัฐบาลมีข้อมูลรองรับ ก็ควรชี้แจงให้ชัดเจน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ประชาชนหรือนายทุนได้ประโยชน์

“หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน”

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้คือ “หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน” ซึ่งนพ.วรงค์ เดชกิตติกรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งเคลียร์ปัญหาความสงสัยเรื่องทุจริตในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรณีคำสั่งย้ายฟ้าผ่านายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ทั้งที่ใกล้เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้

“หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน”

จากข้อมูลที่ นพ.วรงค์ ติดตาม พบว่ามีกระแสข่าวว่า มีญาติของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดต่อขอของบประมาณซ่อมบำรุงเครื่องบินของกรมฝนหลวง ซึ่งกำลังถูกสังคมจับตาด้วยเหตุผลหลายประการ อธิบดีราเชนเองก็กล้าที่จะออกมาเปิดเผยข้อมูล ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจมีกลุ่มบุคคลพยายามหาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินในปีงบประมาณ 2570 นพ.วรงค์ ย้ำว่านี่เป็นหน้าที่โดยตรงของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องลงมาเคลียร์เรื่องนี้ ไม่ใช่โยนให้รัฐมนตรีจัดการเพียงฝ่ายเดียว เพราะหากปล่อยไว้ จะขัดแย้งกับนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งแถลงต่อรัฐสภา

ปมโยกย้ายอธิบดีราเชน: สาเหตุและข้อสงสัย

คำสั่งโยกย้ายนายราเชนเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยอ้างเหตุผลเพื่อความเหมาะสม แต่หลายคนมองว่าไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเมื่ออธิบดีใกล้เกษียณเพียงไม่กี่เดือน นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือเรื่องญาติของรัฐมนตรีเกษตรที่โทรศัพท์ติดต่อขอพูดคุยเรื่องงบซ่อมเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้ใช้ในการทำฝนหลวงและการบินเกษตร มีมูลค่างบสูงและต้องใช้การบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยเหลือเกษตรกรไทยในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรผ่านเทคโนโลยีฝนเทียม หากเกิดทุจริตในส่วนนี้ จะกระทบโดยตรงต่อประชาชนและเกษตรกรจำนวนมาก

  • คำสั่งย้ายฟ้าผ่าใกล้เกษียณ: ไม่สมเหตุสมผลตามคำชี้แจงของนายสุริยะ
  • กระแสญาติรัฐมนตรีขอของบซ่อมเครื่องบิน: เพิ่มความสงสัยทุจริต
  • อธิบดีร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคก้าวไกล: ยังไร้ความคืบหน้า
  • งบประมาณปี 2570: อาจถูกใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัว
  • วิปฝ่ายค้านเตรียมหารือวันที่ 5 พ.ค.: จะจองกฐินในสภา

คำแนะนำของนพ.วรงค์ และผลกระทบต่อรัฐบาล

นพ.วรงค์ เสนอความเห็นส่วนตัวว่า เรื่องนี้มีมูลเหตุเพียงพอว่ารัฐบาลควรปรับคณะรัฐมนตรี โดยดึงนายสุริยะออกไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ระยะยาว ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลนี้มีอายุสั้นลง คำชี้แจงเรื่องโยกย้ายเพื่อความเหมาะสมฟังดูไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อมีหลักฐานเรื่องเครือญาติโทรศัพท์ ทั้งนี้ ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 เรื่องนี้จะถูกนำมาหารืออย่างแน่นอน นพ.วรงค์ ยังยินดีช่วยเหลืออธิบดีราเชนหากต้องการ

ปมนี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างการเมืองไทยที่มักมีข่าวทุจริตในกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีงบประมาณมหาศาล ประชาชนต้องการความโปร่งใส โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลภูมิใจไทยนำโดยอนุทินประกาศต่อสู้คอร์รัปชัน หากจัดการไม่เด็ดขาด อาจนำไปสู่การตรวจสอบจากฝ่ายค้านและองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ในอดีต กระทรวงเกษตรเคยมีคดีทุจริตหลายครั้ง เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่ลามถึงข้าราชการ ทำให้ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงยังมีบทบาทสำคัญในฤดูแล้ง ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้เกษตรกร หากงบซ่อมเครื่องบินถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาการเกษตรไทยในภาพรวม รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระเพื่อคลายข้อสงสัยโดยเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน เรื่อง “หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน” นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องจริงจังกับการกำกับดูแลข้าราชการและรัฐมนตรี เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน หากเคลียร์ได้ทัน จะเป็นโอกาสแสดงศักยภาพในการปราบปรามทุจริตตามที่หาใช่

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? รัฐบาลควรปรับครม.ทันทีหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน”

หมอวรงค์ แฉน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันดีเซลขาดแคลนและราคาพุ่งสูง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาแฉตัวเลขสุดช็อกในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยชี้ว่า น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ซึ่งน่าจะมีกลุ่มทุนหรือไอ้โม่งตุนน้ำมันอย่างแน่นอน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียด สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาการบริหารจัดการ แต่มีกลิ่นทุจริตชัดเจน

น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร: หลักฐานจากตัวเลขจริง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หมอวรงค์ได้อภิปรายในที่ประชุม สะท้อนปัญหาพลังงานที่รัฐบาลแก้ไม่ตก แม้จะปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นถึง 8 ครั้ง รวมกว่า 20.80 บาทต่อลิตร จาก 29.94 บาท เหลือ 50.54 บาท แต่ปัญหายังบานปลาย ตัวอย่างชัดเจนคือที่สุราษฎร์ธานี น้ำมันจากโรงกลั่นหายไป 57 ล้านลิตร หากตรวจสอบผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย ก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือตัวการ

ที่มาของตัวเลขนน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ทีมงานหมอวรงค์รวบรวมข้อมูลพบว่า ช่วง 23-31 มีนาคม ปริมาณน้ำมันกระจายส่งโป่งขึ้นเฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกิน 225.378 ล้านลิตร เดือนมกราคมปกติส่งปั๊ม 51.3 ล้านลิตร/วัน แต่ช่วงวิกฤตปั๊มได้รับแค่ครึ่งเดียว ขาดหาย 25.650 ล้านลิตร/วัน หรือ 16-31 มี.ค. หายไป 635.778 ล้านลิตร บวกกับตัวเลขราชการอีก 317.254 ล้านลิตร และส่งไม่ครบปั๊ม 410.400 ล้านลิตร รวมเป็น น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

  • ปริมาณการใช้ปกติ: 67 ล้านลิตร/วัน
  • ช่วงวิกฤต: พุ่ง 85 ล้านลิตร/วัน โดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ
  • น้ำมันไม่ถึงปั๊ม: ลดเหลือครึ่งหนึ่ง สะท้อนปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน

หมอวรงค์ย้ำว่านี่คือ “น้ำมันดีเซลเก๊” คล้ายจีทูจีจำนำข้าวเก่า รัฐบาลรู้แต่ช้าเกินไป จนประชาชนเดือดร้อน

มาตรการรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันหายจากระบบ ล้มเหลวอย่างไร

นายกฯ แถลง 3 เม.ย. รับรู้ปัญหา แต่ก่อนหน้านั้นตั้งสมมุติฐานผิดว่าประชาชนตุนเอง มาตรการที่ออกจึงไม่ตรงจุด:

  • อนุญาตขนส่งน้ำมัน 24 ชม.
  • ยกเลิกสำรองน้ำมัน
  • เปิดคลังรับน้ำมันจากโรงกลั่นต่อเนื่อง

แต่จนสิ้นเดือน ปัญหายังอยู่ คลังจ่ายปกติ แต่ปั๊มทุกแห่งบ่นว่าน้ำมันเหลือครึ่งเดียว ลงพื้นที่หลายจังหวัดยืนยันตรงกัน นี่แสดงว่ารัฐบาลวิเคราะห์พลาด ปล่อยให้เกิดการโกงในระบบ

คำเรียกร้องปราบทุจริต: เริ่มจากตัดผลประโยชน์ ส.ส.

ในนโยบายข้อ 3 ปราบทุจริต หมอวรงค์เสนอ ลดผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 เหลือ 3 คน ประหยัด 800 ล้านบาท/ปี ยกเลิกบำนาญ ส.ส.-ส.ว. นำเงินช่วยประชาชนที่ทุกข์จากของแพง นายกฯ ต้อง “พูดแล้วทำ” จริง

สถานการณ์วันนี้ ประชาชนโกรธเคืองเพราะน้ำมันแพง อาหารแพง รัฐบาลแถลงนโยบายยิ่งซ้ำเติม หากไม่รับฟังคำเตือน อาจอยู่ไม่ครบเทอม

ปัญหาน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบพลังงานไทยมีช่องโหว่ใหญ่ รัฐบาลต้องตรวจสอบโรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ และห่วงโซ่ทั้งหมดให้โปร่งใส มิฉะนั้นวิกฤตจะยืดเยื้อ สร้างความสูญเสียมหาศาล คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ได้ทันหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาล “หมอวรงค์” แฉตัวเลขน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ชี้มีไอ้โม่งตุนชัวร์

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้กับประชาชน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา โดยชูแนวคิดปฏิรูปสวัสดิการนักการเมืองที่ฟุ่มเฟือยเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนเรียกร้องมานาน

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

นพ.วรงค์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน ส.ส. และ ส.ว. แต่ละคนสามารถตั้งผู้ช่วยได้ถึง 8 คน โดยผู้ช่วย 7 คนรับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท และอีก 1 คนรับ 20,000 บาท ทำให้งบประมาณต่อ ส.ส. 1 คนสูญเสียไปเดือนละ 154,800 บาท หากจำกัดเหลือเพียง 3 คน จะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้กว่า 540 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า 2,000 ล้านบาทใน 4 ปี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนที่ควรนำไปใช้พัฒนาประเทศมากกว่า นพ.วรงค์ยังยืนยันว่าจะตั้งผู้ช่วยเองเพียง 3 คนเท่านั้น เพราะเพียงพอต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ยกเลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน ส.ส.-ส.ว.

อีกประเด็นหนึ่งที่ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเสนอคือ การยกเลิกสิทธิเลี้ยงอาหารกลางวันของ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งปัจจุบันใช้งบประมาณปีละ 72 ล้านบาท หรือเกือบ 300 ล้านบาทต่อ 1 สมัยประชุม สิ่งที่น่ายินดีคือ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเริ่มให้ความร่วมมือต่อกระแสจากประชาชนแล้ว สะท้อนถึงสัญญาณที่ดีในการลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เลิกเงินบำนาญ ส.ส. ที่ฟุ่มเฟือยเกินไป

สำหรับเงินบำนาญ ส.ส. จากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ก่อตั้งปี 2557 ถือเป็นภาระหนักของรัฐ โดย ส.ส.ที่อยู่นาน 1 ปีขึ้นไป ได้รับบำนาญตลอดชีพเดือนละ 21,300 บาท สูงสุด 42,700 บาท แม้ไม่ถึง 1 ปีแต่สภาถูกยุบ ก็ได้ 4 เท่าของระยะเวลา เช่น 10 เดือน ได้เงินเท่ากับ 40 เดือน นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาลหรือตรวจสุขภาพปีละ 130,000 บาท
  • เบิกค่าการศึกษาบุตร 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี
  • ทุพพลภาพ เพิ่มเดือนละ 15,000 บาท
  • เสียชีวิต ช่วยเหลือ 200,000 บาท

นพ.วรงค์มองว่านี่คือสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไป เป็นการเบียดเบียนภาษีประชาชนที่กำลังลำบาก เพื่อดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามาเอง ข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มค่าของเงินภาษี

ประเด็น นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน ได้รับการตอบรับดีจากสังคม เพราะในยุคที่เศรษฐกิจยากลำบาก การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐจะช่วยให้งบประมาณไปสู่การศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ หากทุกพรรคผลักดัน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเมืองไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? เห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจำกัดผู้ช่วย ส.ส.-ส.ว. เหลือ 3 คน และยกเลิกสวัสดิการฟุ่มเฟือยเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เพื่อให้เสียงของเราดังถึงสภา!

ที่มา – “นพ.วรงค์” เรียกร้องจำกัดตั้งผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเลิกเลี้ยงอาหาร – เงินบำนาญ สส.

“ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ เคยตัดค่าอาหาร สส.

ในแวดวงการเมืองไทยที่ร้อนระอุ ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ “ไอซ์” หรือน.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงกองเชียร์ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคของเธออย่างหนัก ทั้งที่พรรคประชาชนเคยเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล

“ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ

ประเด็นนี้เริ่มต้นจากวันที่ 16 มี.ค. 2567 น.ส.รักชนก โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “เรื่องที่งงมากๆ ในเวลานี้คือ นพ.วรงค์ เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. แต่คนที่เชียร์ นพ.วรงค์ จำนวนมาก ด่าพรรคปชน. ว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์” เธอยังชี้แจงว่าพรรคของเธอเสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และปัจจุบันพรรคประชาชน และประสบความสำเร็จในการตัดงบไปหลายปี ไม่ใช่แค่ค่าอาหารเท่านั้น แต่รวมถึงงบดูงานต่างประเทศและงบอื่นๆ อีกมากมาย “เราทำอะไรผิดกันนะ” คำถามที่ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ กลายเป็นไวรัล สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่รวมถึงการโจมตีทางการเมือง

พรรคประชาชนที่ถูกเรียกว่า “พรรคส้ม” เนื่องจากสีประจำพรรค ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มก้าวหน้า ที่เน้นการปฏิรูประบบงบประมาณ ส.ส. เพื่อลดการใช้จ่ายภาษีอากรของประชาชน การเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อวันต่อคน หรือราว 10,000 บาทต่อเดือนต่อ ส.ส. หนึ่งคน หากตัดได้ทั้งสภา 500 คน จะประหยัดงบได้หลายล้านบาทต่อปี นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายประหยัดงบที่พรรคทำมาโดยตลอด

ประวัติการเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. ของ “ไอซ์” และพรรคส้ม

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2562 สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคได้เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. เป็นครั้งแรก และประสบความสำเร็จในบางส่วน ต่อมาพรรคก้าวไกลยังคงย้ำนโยบายนี้ทุกปี จนถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน ไม่เพียงค่าอาหาร แต่ยังรวมถึง:

  • งบดูงานต่างประเทศของ ส.ส. ที่เคยสูงถึงหลายร้อยล้านบาทต่อปี
  • งบเลี้ยงรับรองและประชุมที่ไม่จำเป็น
  • ค่าพาหนะและที่พักของ ส.ส. ที่สามารถลดลงได้
  • งบประมาณอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนในสภา

ผลจากการเสนอเหล่านี้ สภาได้ตัดงบรวมหลายพันล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเห็นภาพการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใสมากขึ้น

ทำไมกองเชียร์ “หมอวรงค์” ถึงด่าพรรคส้ม?

นพ.วรงค์ เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. กลางที่ประชุมสภาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นเรื่องดีและสอดคล้องกับนโยบายพรรคประชาชน แต่สิ่งที่ทำให้ “ไอซ์” งงคือ กองเชียร์ของหมอวรงค์จำนวนมากกลับออกมาด่าพรรคประชาชนว่าไร้ประโยชน์ ไร้ค่า ทั้งที่พรรคส้มทำเรื่องนี้มานานแล้ว บางคนอาจมองว่าพรรคประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นปฏิรูปสถาบันและประชาธิปไตย ทำให้เกิดการโจมตีแบบไม่เลือกหน้า แม้สาระจะเหมือนกัน

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่แบ่งฝ่ายชัดเจนเกินไป ผู้สนับสนุนมักเชียร์แบบไม่ดูเหตุผล การที่ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ จึงเป็นคำถามที่ท้าทายให้ทุกฝ่ายทบทวน ว่าการเมืองควรยึดนโยบายเพื่อประชาชน หรือปล่อยให้อคติครอบงำ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากโซเชียลมีเดียที่แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเห็นด้วยกับไอซ์ว่าพรรคส้มทำดีแล้ว ฝั่งหนึ่งยังยืนยันว่าพรรคนี้ไร้สาระ การถกเถียงนี้ช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามงบประมาณสภามากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยต้องการความเป็นกลางมากกว่านี้ ส.ส.ทุกคนควรทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่แบ่งพรรค การตัดงบเล็กๆ อย่างค่าอาหารอาจดูไม่มาก แต่สะสมแล้วช่วยลดภาระภาษีได้จริง คุณลองคิดดูสิ ถ้าทุกพรรคร่วมมือกัน จะประหยัดงบได้เท่าไหร่?

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านแสดงความเห็นในคอมเมนต์ ว่าคุณคิดอย่างไรกับการตัดค่าอาหาร ส.ส. และการโจมตีทางการเมืองแบบนี้? แชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันการเมืองที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ เคยเสนอตัดค่าอาหาร สส. แต่ถูกกองเชียร์ “หมอวรงค์” ด่า

รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นกระแสกันในแวดวงการเมืองไทยกันดีกว่าครับ หลังจากที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รอบล่าสุดจบลงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 สิ่งที่ทุกคนรอคอยคือการรายงานตัวของ สส. เพื่อเริ่มต้นการทำงานในสภาให้เป็นทางการ แต่ช่วงนี้บรรยากาศที่รัฐสภากลับเงียบเหงาอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะรายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมาแม้แต่คนเดียว!

รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา

จากรายงานของผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดการรายงานตัวรอบที่ 11 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. จนถึง 16.30 น. รัฐสภา place นี้กลับวังเวงสุดๆ ไม่มี สส. ท่านไหนเดินทางมารายงานตัวเลยสักคน แม้ว่าจะมีข่าวลือว่านายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะแวะเวียนมา แต่สุดท้ายก็ไม่ปรากฏตัว ทำให้ยอดรวมทั้ง 11 วันอยู่ที่ 377 คนเท่านั้น จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง

เหตุการณ์รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนที่รัดกุมของเหล่าพรรคการเมืองต่างๆ ที่เลื่อนการมารายงานตัวไปรวมกันในวันต่อๆ ไป เพื่อสร้างโมเมนตัมและแสดงพลังให้ชัดเจน โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ที่เหลือ

ทำไมรายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา?

คำถามนี้หลายคนคงสงสัย คำตอบคือ สส. ส่วนใหญ่เลือกที่จะรอคิวใหญ่ๆ ในวันถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการแยกกันมารายงานตัวกระจัดกระจาย แทนที่จะมาร่วมกันแสดงความเป็นเอกภาพ ปัจจัยอื่นๆ อาจรวมถึงการเตรียมเอกสาร การประสานงานภายในพรรค และการรอจังหวะทางการเมืองที่เหมาะสมด้วยครับ

พรรคประชาชนยกทัพใหญ่มาพรุ่งนี้

พรุ่งนี้วันที่ 9 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. จะเป็นวันคึกคักแน่นอน เมื่อ “เท้ง” นายณัฐพงษ์ รัตนธำรงเวที พา สส. พรรคประชาชนถึง 119 คน มารายงานตัวพร้อมกัน! พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของ สส. เดิมจากพรรคก้าวไกล ถือเป็นทัพใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังมีนายอิสรา สุนทรวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาร่วมด้วย

  • พรรคประชาชน: 119 สส. นำโดยเท้ง ณัฐพงษ์ – แสดงพลังเยาวชนและการเปลี่ยนแปลง
  • พรรคประชาธิปัตย์: นายอิสรา สุนทรวัฒน์ – รองหัวหน้าพรรคเก่าแก่

นพ.วรงค์ ปิดจ็อบรายงานตัวครบ 499 คน

ตามด้วยวันที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี จะเป็นคนสุดท้ายที่มารายงานตัว ทำให้ยอด สส. ครบ 499 คน (เหลือ 1 ที่นั่งรอการตัดสินคดี?) อย่างเป็นทางการ จากนั้นจะมีรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม 2567 เวลา 17.00 น. และรอพระราชกฤษฎีกาเพื่อนัดเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เลือกประธานสภา

นี่คือขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การเลือกประธานสภาจะเป็นด่านแรกที่ทุกพรรคจับตา เพราะจะส่งผลต่อสมดุลย์อำนาจในสภา โดยเฉพาะพรรคที่ได้คะแนนเสียงนำอย่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองย้อนดูสถิติการรายงานตัวทั้งหมด:

  • ทั้ง 11 วันแรก: 377 สส.
  • วันที่ 9 มี.ค.: +119 (ประชาชน) + อิสรา
  • วันที่ 10 มี.ค.: + นพ.วรงค์
  • รวม: ครบ 499

การรายงานตัวนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการอภิปรายนโยบาย การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันนโยบายที่ประชาชนคาดหวัง เช่น แก้รัฐธรรมนูญ ลดค่าครองชีพ หรือปฏิรูประบบการเมือง

insight ของวันนี้: รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา อาจดูผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของพรรคการเมืองในการรวมพลัง แทนที่จะกระจัดกระจาย มันแสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดจริงจังแล้วครับ สภาใกล้จะคึกคักเต็มที่!

คุณคิดว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่จะเป็นใคร? หรือการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดอัพเดทการเมืองล่าสุด!

ที่มา – รายงานตัวที่สภาเป็นวันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา-ปชน. ยกทัพใหญ่มาพรุ่งนี้

Scroll to top