พรรคไทรวมพลัง

พรรคไทรวมพลัง ทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ภา-สมเด็จพระสังฆราช

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่น่าประทับใจเมื่อคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก พรรคไทรวมพลัง ได้รวมตัวกันเพื่อร่วมสร้างกุศลผลบุญครั้งใหญ่ โดยกิจกรรมในครั้งนี้คือการทำบุญตักบาตรพระกรรมฐาน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอันเป็นสิริมงคล

พรรคไทรวมพลัง ทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ภา-สมเด็จพระสังฆราช

นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้นำทีมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาทิ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี เลขาธิการพรรค พร้อมด้วย สส. บัญชีรายชื่อและ สส. จากจังหวัดอุบลราชธานี เข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารรัฐสภา เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี

ความหมายมงคลของการทำบุญในครั้งนี้

การจัดงาน พรรคไทรวมพลัง ทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ภา-สมเด็จพระสังฆราช ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ:

  • น้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
  • ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา
  • ร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่คู่สังคม

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความสงบและร่มเย็น สมาชิกพรรคไทรวมพลังต่างร่วมใจกันทำบุญตักบาตรด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การรวมตัวของเหล่าผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีภายในพรรคที่พร้อมจะทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติอย่างมั่นคง

ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกถึงความกตัญญูและจิตสำนึกที่ดีของนักการเมืองไทยที่นอกเหนือจากการทำงานด้านนโยบายแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้ยั่งยืนสืบต่อไป หวังว่ากิจกรรมที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธานี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้พี่น้องประชาชนหันมาทำความดีและร่วมกันสืบสานพระศาสนาให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – พรรคไทรวมพลัง ทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ภา-สมเด็จพระสังฆราช

สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระองค์ภา

สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา”

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันของพี่น้องชาวอุบลราชธานี ที่ได้ร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี โดยมีเหล่า สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดมหาวนาราม พระอารามหลวง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

บรรยากาศการเข้าร่วมพิธีของ สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา”

บรรยากาศภายในพระวิหารพระเจ้าใหญ่อินแปลงเป็นไปอย่างสงบและสำรวม โดยนายวสวรรธน์ พวงพรศรี, นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล และนายสมศักดิ์ บุญประชม ตัวแทน สส.พรรคไทรวมพลัง ได้เข้าร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความอาลัย การปรากฏตัวของคณะ สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตัวแทนประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาและร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานยังมีผู้มีเกียรติและข้าราชการระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนในพื้นที่ที่ต่างตั้งใจมาร่วมส่งเสด็จและประกอบพิธีด้วยความเคารพรัก

  • กิจกรรมบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
  • การร่วมแสดงความอาลัยอย่างสงบและสำรวม
  • การน้อมรำลึกในพระกรณียกิจที่ “พระองค์ภา” ทรงอุทิศเพื่อประชาชน

สำหรับพสกนิกรชาวไทย พระองค์ภาทรงเป็นที่รักยิ่งตลอดมา การที่ตัวแทนประชาชนอย่าง สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของตัวแทนรัฐบาลและประชาชน แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความผูกพันที่พสกนิกรมีต่อพระองค์ท่าน การที่พวกเราได้มีโอกาสร่วมใจกันบำเพ็ญกุศลถือเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและช่วยจรรโลงจิตใจในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยความร่วมมือของคนในชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การได้เห็นบรรดา สส.ลงพื้นที่และร่วมกิจกรรมกับประชาชนในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างผู้แทนกับพื้นที่ การแสดงออกถึงความจงรักภักดีในวาระสำคัญเช่นนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างความสามัคคีและส่งต่อคุณค่าทางจิตใจให้กับคนรุ่นหลังสืบต่อไป

ที่มา – สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา”

พรรคไทรวมพลังเลือกจิตรวรรณหวังศุภกิจโกศลหัวหน้าพรรค

ในวงการการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี มีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส เมื่อ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาดามกบ” ส.ส.เขต 9 อุบลราชธานี ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ขณะที่ “กังฟู” หรือนายวสวรรธน์ พวงพรศรี ย้ายมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค

การประชุมครั้งนี้มีสมาชิกพรรคและตัวแทนจากทั่วสารทิศมาร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู หัวหน้าพรรคคนเก่า เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า ประธานที่ปรึกษาพรรค นายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.เขต 9 นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ส.ส.เขต 3 นายสมศักดิ์ บุญประชม ส.ส.เขต 10 นายณรงค์ชัย วีระกุล ส.ส.เขต 2 รวมถึงกรรมการสาขาพรรค 10 สาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคจำนวนมาก

นายวสวรรธน์ ได้กล่าวเปิดประชุม แจ้งวาระสำคัญ และเพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเลือกคณะบริหารชุดใหม่ จึงยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อนายทะเบียนสมาชิกในที่ประชุม ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 17 (2) ซึ่งกำหนดว่าหากหัวหน้าพรรคลาออก คณะกรรมการบริหารทั้งชุดจะพ้นจากตำแหน่งทันที สิ่งนี้เปิดทางให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ทันที

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดังนี้

  • นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นหัวหน้าพรรค
  • นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 1
  • นายสมศักดิ์ บุญประชม เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 2
  • นายสิทธิชัย กอแก้ว เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 3
  • นายวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นเลขาธิการพรรค
  • นายกิตติกร เชิดชู เป็นรองเลขาธิการพรรค
  • นางมาลี บุญเรือง เป็นเหรัญญิกพรรค
  • นางสาววรางคณา สำราญสุข เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • นายณรงค์ชัย วีระกุล เป็นโฆษกพรรค
  • นายบรรหาร ศรีบุระ เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายวีระนันท์ ทัศศรี เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายเหมชาติ เชื้อโชติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

พรรคไทรวมพลัง เลือก จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สร้างทีมบริหารใหม่ที่แข็งแกร่ง

นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือมาดามกบ เป็น ส.ส.พรรคไทรวมพลัง จังหวัดอุบลราชธานี เขต 9 มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เธอเป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น การเลือกเธอเป็นหัวหน้าพรรค แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรคที่ต้องการผู้นำหญิงที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่นายวสวรรธน์ หรือกังฟู ยังคงอยู่ในทีมบริหารในฐานะเลขาธิการพรรค ซึ่งจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการทำงานของพรรค

พรรคไทรวมพลังเป็นพรรคท้องถิ่นที่เน้นนโยบายพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี ส.ส.กระจายในหลายเขต เช่น เขต 2, 3, 9, 10 การเปลี่ยนแปลงคณะบริหารครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะการผลักดันประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น

เฟซบุ๊กเพจพรรคไทรวมพลังได้โพสต์แสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สะท้อนถึงความสามัคคีภายในพรรค การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างภายในเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมก้าวสู่เวทีการเมืองระดับชาติมากขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค จะช่วยดึงดูดฐานเสียงสตรีและเยาวชนในพื้นที่ได้ดีขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่ทีมรองหัวหน้าและเลขาธิการที่มีประสบการณ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์

หากคุณสนใจการเมืองท้องถิ่นและอยากติดตามพัฒนาการของพรรคไทรวมพลัง ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเพจทางการของพรรค หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดอย่างไรกับคณะบริหารชุดใหม่นี้ พรรคจะประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างไร?

ที่มา – พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ “กังฟู” นั่งเลขาธิการพรรค

“สส.กังฟู” จี้ ชะลอโควตาส่งน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำมันในประเทศไทยกำลังตึงเครียด ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน “สส.กังฟู” หรือนายวสวรรธน์ พวงพรศร หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาอภิปรายครั้งแรกเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็น “สส.กังฟู จี้ ชะลอโควตาส่งน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน” เพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันก่อนใคร

“สส.กังฟู” จี้ ชะลอโควตาส่งน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 25 มีนาคม 2567 ณ อาคารรัฐสภา นายวสวรรธน์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้อภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ เขาตั้งคำถามตรงๆ ต่อรัฐบาลว่า ทำไมยังคงส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปั๊มน้ำมันในไทยมีรถต่อคิวยาวเป็นกิโลเมตร บางพื้นที่ถึงขั้นต่อคิวตั้งแต่ดึกดื่นเพื่อรอเติมน้ำมัน

สส.กังฟู ย้ำชัดว่าไม่ได้ต่อต้านการค้าขายระหว่างประเทศ แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับประชาชนไทยเป็นอันดับแรก เขาเสนอให้ชะลอ ลด หรือจำกัดโควตาการส่งออกน้ำมันชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์ในประเทศจะคลี่คลาย นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้บูรณาการหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อกระจายน้ำมันอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

ปัญหาการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนสับสน

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการใช้ศูนย์ ศบก. เป็นช่องทางสื่อสารหลักเพียงช่องทางเดียว สส.กังฟู วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีแต่ละคนให้ข้อมูลไม่ตรงกัน บางครั้งมีการพูดถึงการปรับราคาน้ำมันล่วงหน้า ส่งผลให้ประชาชนตื่นตระหนก แห่ไปเติมน้ำมันจนสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ข้อมูลที่ขัดแย้งกันในภาวะวิกฤตอาจสร้างความเสียหายมากกว่าปัญหาขาดแคลนเสียอีก การมีศูนย์กลางสื่อสารจะช่วยให้ข้อมูลชัดเจน เอกภาพ และลดความสับสนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจสอบทั้งระบบเพื่อความโปร่งใส

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ แต่ประชาชนจำนวนมากยังเข้าถึงไม่ได้ สส.กังฟู ชี้ว่าต้องมีมาตรการรูปธรรม เช่น ชะลอการส่งออกในพื้นที่วิกฤต ลดปริมาณส่งออกตามสถานการณ์ และกำหนดโควตาชัดเจน นอกจากนี้ ควรขยายการตรวจสอบจากปั๊มน้ำมันและผู้ค้าส่ง ไปยังต้นทางอย่างคลังน้ำมันและโรงกลั่น เพื่อสร้างความโปร่งใสและตอบคำถามสังคม

สรุปแนวทางแก้ไข 4 ด้านที่สส.กังฟูเสนอ มีดังนี้

  • ชะลอ ลด และจำกัดโควตาการส่งออกน้ำมัน เพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันก่อน
  • สื่อสารผ่านศูนย์ ศบก. ช่องทางเดียว ป้องกันความสับสน
  • ตรวจสอบทั้งระบบ ตั้งแต่คลังน้ำมัน โรงกลั่น ถึงปลายทาง
  • บริหารจัดการให้เกิดความเป็นธรรม ในการกระจายน้ำมัน

สส.กังฟู ยังเตือนว่ารัฐบาลต้องไม่เพียงบริหารปริมาณน้ำมัน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนด้วย หากยังมีภาพต่อคิวยาวๆ ขณะที่รัฐยืนยันไม่ขาดแคลน จะทำให้ความเชื่อมั่นสั่นคลอน และอาจกลายเป็นวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาลในที่สุด

สถานการณ์น้ำมันครั้งนี้สะท้อนปัญหาการบริหารจัดการทั้งระบบที่ต้องปรับปรุงอย่างจริงจัง หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันท่วงที ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอของสส.กังฟู มีเหตุผลและเป็นรูปธรรม เหมาะสมกับวิกฤตปัจจุบัน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญนี้กันนะครับ

ที่มา – “สส.กังฟู” จี้ ชะลอโควตาส่งน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ใช้ ศบก. สื่อสารช่องทางเดียว

“กังฟู” แนะชะลอส่งออกน้ำมัน ชายแดนคิวยาว

สถานการณ์น้ำมันในประเทศไทยช่วงนี้กำลังเป็นประเด็นร้อน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างเห็นได้ชัด แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าไม่มีปัญหา แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม ล่าสุด “กังฟู” แนะรัฐบาลชะลอส่งออกน้ำมัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชายแดนก่อน

“กังฟู” แนะรัฐบาลชะลอส่งออกน้ำมัน

นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง และส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด่านชายแดนช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันแพงและขาดแคลนในพื้นที่ชายแดนภาคอีสาน

จากที่ตรวจสอบพบว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอในประเทศ แต่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะใกล้ด่านช่องเม็ก ยังต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมัน บางรายรอเป็นชั่วโมง บางคนถึงขั้นเติมไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การเดินทาง และการประกอบอาชีพ เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขนส่งสินค้าไปขายข้ามแดน

ปัญหาคนชายแดนต้องต่อคิวเข้าปั๊ม

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ช่องเม็กเท่านั้น แต่กระจายไปยังด่านชายแดนอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอีสานหลายแห่ง สาเหตุหลักมาจากการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชาที่มีปริมาณมากเกินกว่าที่คาด ทำให้สำรองในประเทศตึงตัว

  • ประชาชนต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อต่อคิวเติมน้ำมัน
  • บางปั๊มจำกัดปริมาณการเติมต่อคัน
  • กระทบผู้ใช้รถบรรทุกและแท็กซี่ในพื้นที่ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
  • สร้างความไม่พอใจและความกังวลให้กับชาวบ้าน

“กังฟู” แนะรัฐบาลชะลอส่งออกน้ำมัน โดยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพลังงานและ ปตท. ทบทวนนโยบายการส่งออกชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนในประเทศได้ใช้น้ำมันก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่เป็นแนวหน้าในการค้าขาย

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา

นอกจากการชะลอส่งออกแล้ว “กังฟู” ยังย้ำว่าต้องมีการบริหารจัดการน้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เพิ่มการสต็อกในปั๊มพื้นที่ห่างไกล จัดสรรโควตาน้ำมันให้เหมาะสม และสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใสกับประชาชน เพื่อลดความสับสนและความตื่นตระหนก

“ความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน แม้ภาพรวมจะบอกว่าพอ แต่ถ้าประชาชนเข้าถึงไม่ได้ ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่” นายวสวรรธน์ กล่าวอย่างหนักแน่น

ในมุมกว้างขึ้น ปัญหานี้สะท้อนถึงการบริหารทรัพยากรพลังงานของไทยที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลก เช่น ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน หากไม่แก้ไขทันที อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่กว่าเดิม เช่น การกักตุนหรือราคาดำตลาด

จากประสบการณ์ในอดีต ไทยเคยเผชิญวิกฤติน้ำมันหลายครั้ง และการชะลอส่งออกเคยช่วยบรรเทาได้ในบางกรณี ดังนั้น ข้อเสนอของ “กังฟู” ถือว่าน่าสนับสนุน เพื่อให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

ส่วนตัวแล้ว ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะคนไทยต้องมาก่อนเสมอ รัฐบาลควรฟังเสียงจากพื้นที่มากขึ้น และเร่งดำเนินการโดยด่วน หากคุณมีประสบการณ์ต่อคิวน้ำมันหรือเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการแก้ไขเร็วขึ้น!

ที่มา – “กังฟู” แนะรัฐบาลชะลอส่งออกน้ำมัน ชี้คนชายแดนยังต้องต่อคิวเข้าปั๊ม แม้บอกไม่ขาดแคลน

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง โดยนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 พรรคเล็กที่มี ส.ส. 6 เสียงจากบัญชีรายชื่อและเขตชายแดน พร้อมเติมพลังให้รัฐบาลใหม่หากได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แน่นอน

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

การประกาศครั้งนี้ของ “กังฟู” ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคไทรวมพลังที่เกิดจากฐานเสียงประชาชนชายแดนใต้ ซึ่งผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน “เราจะไม่วิ่งเข้าไปขอตำแหน่งเอง มารยาททางการเมืองต้องรอให้พรรคใหญ่สุดอย่างพรรคภูมิใจไทยทาบทามก่อน” กังฟูกล่าวอย่างหนักแน่น นโยบายของทั้งสองพรรคมีจุดร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาชายแดนและเศรษฐกิจ หากร่วมมือกันจะทำให้เสียงของชาวชายแดนดังขึ้นในสภาได้แน่นอน

6 เสียงเล็กๆ แต่พลังเต็มเปี่ยม

แม้พรรคไทรวมพลังจะมี ส.ส. เพียง 6 เสียง แต่ “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข โดยย้ำว่าพร้อมสนับสนุนในหลักการเพื่อผลประโยชน์ประชาชน ไม่เล่นตัวหากได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ เสียงเหล่านี้จะช่วยเติมพลังให้รัฐบาลเข้มแข็ง เดินหน้าแก้ปัญหาเรื้อรังได้เร็วขึ้น เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อน รวมถึงร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งสะท้อนปัญหาท้องถิ่นในสภา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ยังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้ง การค้าชายแดน และผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูง ชาวบ้านจำนวนมากยังลำบาก กังฟูเรียกร้องให้ ส.ส. ทั้ง 500 เสียงช่วยกันขับเคลื่อนวาระนี้ให้เป็นรูปธรรม

ปัญหาชายแดน: ต้องแก้ไขอย่างยั่งยืน

กังฟูแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ปัจจุบันจะนิ่งสงบ แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากฝั่งตรงข้ามมีการยั่วยุหรือเสริมกำลัง ทหารไทยก็ต้องตอบโต้ด้วยความแข็งแกร่งเช่นกัน “ปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้ในวันสองวัน ต้องใช้แนวทางยั่งยืน ทั้งงบประมาณ ความมั่นคง และสวัสดิการครอบครัวทหารที่ยังค้างเงินเยียวยา” เขากล่าว พร้อมเชื่อมั่นในกองทัพไทยที่จะปกป้องชาติ

  • ผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล เพื่อเกษตรกร
  • ร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ช่วยลดภาระประชาชน
  • แก้ปัญหาชายแดนแบบยั่งยืน รวมสวัสดิการทหาร
  • ประสานงานระหว่างพรรคเพื่อรัฐบาลเข้มแข็ง

การเคลื่อนไหวของพรรคไทรวมพลังครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเล็กก็มีบทบาทสำคัญในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่ก่อตัว จะช่วยให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่ติดขัดจากเสียงข้างมากที่เปราะบาง

สุดท้าย “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข ย้ำว่าพรรคพร้อมจับมือทุกฝ่ายเพื่อประชาชน ชาวชายแดนและคนไทยทั้งประเทศจะได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองที่เป็นกลางและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข หากได้รับทาบทาม 6 เสียงพร้อมเติมพลังให้รัฐบาล

4 สส. ภูมิใจไทย-กล้าธรรม-ไทรวมพลัง รายงานตัวสภาฯ เพิ่ม

ในเช้าวันที่ 7 มีนาคม 2567 บรรยากาศที่โถงชั้น B1 อาคารรัฐสภาแห่งใหม่คึกคักอีกครั้ง เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 27 จำนวน 4 คน เดินทางมารายงานตัวกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ช่วงเวลา 08.30-12.00 น. ซึ่ง สส.ทั้ง 4 รายนี้มาจากพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคไทรวมพลัง สร้างความหมายสำคัญเพราะทำให้ทั้ง 3 พรรคมี สส. รายงานตัวครบจำนวนตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองแล้ว

4 สส. ภูมิใจไทย-กล้าธรรม-ไทรวมพลัง รายงานตัวสภาฯ เพิ่ม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 10 ของระยะเวลารับรายงานตัว สส.ชุดใหม่ หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2566 ที่กกต.ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ สส.แต่ละคนต้องดำเนินการยื่นเอกสาร วางมั่นประกัน และรับบัตร สส. เพื่อเตรียมพร้อมเข้าร่วมประชุมสภาในอนาคตอันใกล้ การที่พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมและไทรวมพลังรายงานตัวครบเร็ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของ สส.เหล่านี้ในการเข้ามามีบทบาททางการเมือง

4 สส. ภูมิใจไทย-กล้าธรรม-ไทรวมพลัง รายงานตัวสภาฯ เพิ่ม รายชื่อผู้เข้ารายงาน

  1. นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง
    นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส. พรรคไทรวมพลัง รายงานตัวสภาฯ
  2. นายเกรียงยศ สุดลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
    นายเกรียงยศ สุดลาภา สส. พรรคภูมิใจไทย รายงานตัวสภาฯ
  3. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จังหวัดพิจิตร พรรคภูมิใจไทย
    นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สส. เขต 3 พิจิตร พรรคภูมิใจไทย
  4. นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคกล้าธรรม
    นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส. เขต 2 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคกล้าธรรม

4 สส. ภูมิใจไทย-กล้าธรรม-ไทรวมพลัง รายงานตัวสภาฯ เพิ่ม ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้พรรคเหล่านี้พร้อมลุยงานสภาเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคขนาดกลาง ได้ สส.เพิ่มอีก 2 คน ทั้งบัญชีรายชื่อและเขต ส่วนพรรคไทรวมพลังและกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคใหม่เกิดจากยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ได้ สส.ครบตามคาด ทำให้มีโอกาสเสนอนโยบายเฉพาะตัวในสภาได้

บริบทการรายงานตัว สส.ชุดที่ 27

การเลือกตั้ง สส.ชุดที่ 27 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2566 ถือเป็นการเลือกตั้งที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่ง ด้วยระบบใหม่แบ่งสส. 400 เขต และ 100 บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยได้ สส.มากสุด 141 คน ตามด้วยก้าวไกล 151 พรรคภูมิใจไทย 71 พรรคใหญ่ๆ ทยอยรายงานตัวเกือบครบ แต่พรรคเล็กอย่างไทรวมพลังที่ได้ สส. 2 คน กล้าธรรม 1 คน และภูมิใจไทยที่ได้เพิ่มเติม ทำให้วันนี้เป็นวันที่น่าจับตา สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ระบุว่าตอนนี้พรรคเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว รอเพียงพรรคอื่นๆ ให้ครบเพื่อเปิดประชุมสภาเต็มรูปแบบ

กระบวนการรายงานตัวไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องเตรียมเอกสารทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ใบรับรองผลเลือกตั้ง วางมั่นเงิน 1 ล้านบาท และรับทราบกฎระเบียบ สส. เช่น ห้ามขาดประชุมเกิน 1/4 ห้ามรับตำแหน่งที่ขัดจริยธรรม สส.ใหม่เหล่านี้จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับบทบาททันที โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเจรจาตั้งรัฐบาล

  • พรรคภูมิใจไทย: พรรคเก่าแก่ นโยบายหลักด้านสาธารณสุขและท้องถิ่น ได้ สส.บัญชีรายชื่อและเขตพิจิตรเพิ่ม
  • พรรคกล้าธรรม: พรรคใหม่เน้นธรรมาภิบาลและกล้าเปลี่ยนแปลง ได้ สส.ประจวบฯ
  • พรรคไทรวมพลัง: พรรคที่รวมพลังคนรุ่นใหม่ ได้ สส.บัญชีรายชื่อ

ภาพรวมทั้งหมด

ภาพรวม สส. รายงานตัวสภาฯ

แสดงถึงความหลากหลายของ สส.ไทยที่มาจากทุกสารทิศ

ความเห็นส่วนตัว การที่ 4 สส. ภูมิใจไทย-กล้าธรรม-ไทรวมพลัง รายงานตัวสภาฯ เพิ่ม ครบเร็ว สะท้อนว่าพรรคเล็กมีศักยภาพในการแข่งขัน และอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการโหวตประธานสภา หรือนโยบายสำคัญข้างหน้า สภาชุดนี้จะเป็นสภาที่เข้มแข็งเพราะ สส.ครบเร็ว ติดตามพัฒนาการต่อไปได้ที่นี่

อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด และแสดงความคิดเห็นว่าคุณคาดหวังอะไรจาก สส.พรรคเล็กเหล่านี้ในสภาชุดใหม่!

ที่มา – 4 สส. ภูมิใจไทย-กล้าธรรม-ไทรวมพลัง รายงานตัวสภาฯ เพิ่ม ครบจำนวน สส.ของพรรคแล้ว

“กังฟู” ชูประชาชนมอบ สส. พรรคเล็กไม่ต่อรอง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่น่าสนใจมากสำหรับแฟนข่าวการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของพรรคเล็กที่กำลังมาแรง นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้เดินทางไปรับหนังสือรับรอง ส.ส. จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และได้ชูแนวคิดสำคัญที่ว่า “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนของพรรคในการสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่

“กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง

ระหว่างพิธีรับหนังสือรับรอง “กังฟู” ได้ยกหนังสือขึ้นเหนือศีรษะอย่างภูมิใจ พร้อมย้ำว่าตำแหน่ง ส.ส. นี้มาจากอำนาจสูงสุดของประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้าที่ปกป้องแผ่นดิน โดยเฉพาะจากพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี แม้พรรคไทรวมพลังจะได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อไม่มาก แต่ก็ทำให้เสียงของชาวชายแดนดังขึ้นในสภา ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาสัญญาว่าจะไม่ลืมปัญหาชายแดน พืชผลเกษตร และสิทธิประโยชน์ของทหารกล้า

จุดยืนพรรคไทรวมพลังต่อการร่วมรัฐบาล

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย “กังฟู” ยอมรับว่าพรรคมี ส.ส. เพียง 6 คน ถือเป็นพรรคเล็ก แต่ยืนยันว่าจะไม่รีบร้อนวิ่งต่อรองตำแหน่ง รอให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกียรติพรรคใหญ่ การพูดคุยก่อนหน้าเป็นเพียงไม่เป็นทางการเท่านั้น พรรคไทรวมพลังต้องการสร้างบรรทัดฐานการเมืองใหม่ ที่พรรคเล็กมีศักดิ์ศรี ไม่แย่งชิงเก้าอี้หรือผลประโยชน์

“กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง เป็นคำประกาศที่สะท้อนปรัชญาการเมืองของพรรค ซึ่งพร้อมสนับสนุนรัฐบาลหากเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องชายแดนหรือสงครามตะวันออกกลาง และสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายค้านได้เช่นกัน พรรคนี้คือพรรคสุดท้ายที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องรัฐบาล แต่ยืนหยัดในหลักการ

ห่วงใยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ “กังฟู” ยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนที่กัมพูชาสร้างแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงปะทะรอบ 3 ชาวพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบหนักสุดในชีวิต เขาเรียกร้องอย่าลืมวีรบุรุษทหาร โดยเฉพาะเงินเยียวยาที่บางคนยังไม่ได้รับ ต้องใช้เงินงบกลางช่วยเหลือทหารชั้นผู้น้อย และตั้งงบประมาณประจำปี 2569-2571 จนกว่าจะแก้ปัญหาการรุกล้ำได้ถาวร

  • จุดเด่นของพรรคไทรวมพลัง:
  • ยืนหยัดศักดิ์ศรีพรรคเล็ก ไม่วิ่งต่อรองอำนาจ
  • เน้นแก้ปัญหาชายแดนและสนับสนุนทหารกล้า
  • สร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ มีมารยาท รอเชิญอย่างเป็นทางการ
  • พร้อมทำงานข้ามฝ่ายเพื่อประโยชน์ประชาชน
  • มาจากฐานเสียงพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี

ในวันเดียวกัน นายกฤษดา หลีนวรัตน์ หรือ “นายกฯเบี้ยว” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ก็มารับหนังสือรับรองเป็นรายสุดท้าย โดยไม่ให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินทางไปรายงานตัวที่รัฐสภา สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคเล็กอย่างไทรวมพลังอาจมีบทบาทสำคัญในการโหวต組成รัฐบาล

การเคลื่อนไหวของ “กังฟู” แสดงให้เห็นว่าพรรคเล็กก็มีคุณค่า หากยึดหลักประชาชนเป็นที่ตั้ง ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยการต่อรอง “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง อาจเป็นต้นแบบใหม่ที่นักการเมืองรุ่นใหม่ควรศึกษา

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของพรรคไทรวมพลัง? การไม่วิ่งต่อรองจะช่วยยกระดับการเมืองไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันนะครับกับ สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา ที่กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศที่รัฐสภาไม่คึกคักอย่างที่คิด เพราะสส.ยังรายงานตัวไม่ถึงครึ่งเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว สส.แบบแบ่งเขตต้องรีบมารายงานตัวเพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ แต่ทำไมถึงเงียบเหงาขนาดนี้ ลองมาดูกันครับ

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 1 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับรายงานตัวสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แล้วครับ แต่บรรยากาศในช่วงครึ่งวันเช้าจนถึงเที่ยงวันนั้นค่อนข้างเงียบเหงาเลย มีสส.เดินทางมารายงานตัวเพิ่มเติมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยเฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีสส.อีสานเหนือ 4 คนมาร่วมรายงานตัว ทำให้ตอนนี้มีสส.ที่รายงานตัวแล้วรวมทั้งสิ้น 101 คน จากจำนวนสส.ทั้งหมด 396 คน ยังเหลืออีก 295 คนที่ยังไม่ได้เข้ารายงานตัวเลย นี่แหละครับที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมสส.ถึงมาช้าขนาดนี้

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา: สส.ภูมิใจไทย 4 คนที่มารายงานตัวใหม่

สำหรับสส.ที่เดินทางมารายงานตัวในวันนี้ มีจากพรรคภูมิใจไทยทั้ง 4 คน ซึ่งมาจากภาคอีสานเหนือครับ โดยรายชื่อมีดังนี้

  • นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ เขต 1
  • นายสุริยา แป้นสุชา สส.บึงกาฬ เขต 2
  • นายวิโรจน์ สาระวงศ์ สส.บึงกาฬ เขต 3
  • นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ สส.หนองคาย เขต 3

ถือเป็นข่าวดีสำหรับพรรคภูมิใจไทยที่สส.เริ่มทยอยมารายงานตัว แต่สำหรับพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคที่ยังไม่มีสส.เขตเดินทางมารายงานตัวเลย เช่น พรรคประชาชน พรรคไทรวมพลัง และพรรคไทยสร้างไทย ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังดูบางตาอยู่ครับ

ทำไมสภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา? สาเหตุที่สส.ยังไม่ครบ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา ขนาดนี้ คำตอบอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น การเดินทางที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะสส.จากพื้นที่ห่างไกลอย่างภาคเหนือ อีสานตอนบน หรือใต้ รวมถึงการเตรียมเอกสารที่ยุ่งยากหลังกกต.เพิ่งรับรองผลเลือกตั้งใหม่ๆ นอกจากนี้ บางพรรคอาจกำลังรอให้สส.พร้อมพร้อมกัน หรือมีปัญหาเรื่องการประสานงานภายในพรรค ทำให้ยังไม่ครบตามกำหนด

สถิติชัดเจนเลยครับ ปัจจุบันรายงานตัว 101/396 เท่ากับประมาณ 25.5% เท่านั้น ถ้าคิดแบบนี้ต่อไป สภาอาจยังไม่ครบเร็วๆ นี้ สิ่งนี้สะท้อนถึงการเริ่มต้นของสภาชุดใหม่ที่ค่อนข้างช้า แต่ก็เป็นเรื่องปกติในระบบการเมืองไทยที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา

背景การรายงานตัวสส.หลังเลือกตั้ง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น หลังจากกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตต้องมารายงานตัวภายในเวลาที่กำหนดเพื่อรับรองสถานะและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในสภา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือเลือกประธานสภา ถ้าสส.ไม่มารายงานตัวทัน อาจมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงพรรคและการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีครับ ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่สภาเริ่มช้าเพราะสส.เดินทางล่าช้า

สำหรับพรรคประชาชน พรรคไทรวมพลัง และไทยสร้างไทย ที่ยังไร้เงา อาจเป็นเพราะสส.ส่วนใหญ่เป็นรายชื่อหรือยังไม่ได้รับการรับรองเต็มรูปแบบ สถานการณ์นี้ทำให้แฟนการเมืองต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้ว สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน คาดว่าอีกไม่กี่วันสส.น่าจะทยอยมาเพิ่มขึ้น ทำให้สภาเริ่มคึกคักมากขึ้น

ในมุมมองของผม นี่เป็นโอกาสดีให้สส.ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสภาเต็มตัว คุณล่ะครับคิดว่าสภาจะครบเมื่อไหร่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์กันเลย หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมจากเราได้นะครับ!

ที่มา – สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา สส.ยังรายงานตัวไม่ถึงครึ่ง

Scroll to top