พระนักเทศน์ดังปทุมธานี

บิ๊กเต่าส่งสำนวนคดี “วัดนาป่าพง” ให้ ป.ป.ช.

คดีเงินวัดนาป่าพงถูกส่งให้ ป.ป.ช. แล้ว! พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” เผยความคืบหน้าการตรวจสอบคดีเงินวัดนาป่าพงที่ถูกนำไปตั้งมูลนิธิในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาแล้ว เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพงที่พบความผิดปกติอีกด้วย เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

“วัดนาป่าพง” กับเส้นทางการเงินที่ถูกตั้งคำถาม

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีวัดนาป่าพง หลังมีผู้ร้องเรียนเข้ามาที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ว่าขณะนี้มีผู้ร้องเรียนเข้ามาขอให้ตรวจสอบถึง 2 คดีด้วยกัน

คดีแรกนั้นมาจากหญิงผู้เสียหายชาวเยอรมัน มอบหมายให้ทนายความเข้าดำเนินคดีกับพระคึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง, พระอีก 2 รูป และฆราวาสอีก 6 คน รวมทั้งหมด 9 คน โดยกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านี้ได้นำเงินของวัดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อีกทั้งยังนำไปสร้างมูลนิธิในต่างประเทศอีกด้วย

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า คดีนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้ส่งสำนวนไปให้ ป.ป.ช. พิจารณาภายใน 30 วันหลังรับเรื่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างรอคำตอบจาก ป.ป.ช. ว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หาก ป.ป.ช. รับพิจารณาและพบว่ามีความผิดจริง ก็จะเชิญอัยการเข้ามาร่วมสอบสวนด้วย เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในต่างประเทศ

อีกคดีที่ต้องจับตา: การตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพง

นอกจากคดีข้างต้นแล้ว ยังมีอีกคดีที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือคดีที่ทนายความเข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพง หลังตรวจพบความผิดปกติ ซึ่งคดีนี้อยู่ภายใต้การดูแลของตำรวจ กก.2 บก.ป.

การตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะไขข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นมาเป็นไปของเงินบริจาค และเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัดนาป่าพง ว่ามีการใช้จ่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคหรือไม่

เรื่องราวของวัดนาป่าพง ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ป.ป.ช. และตำรวจ ก็มีความคืบหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

เชื่อว่าการตรวจสอบอย่างละเอียดและโปร่งใส จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยต่างๆ และนำความจริงมาสู่สังคมได้ในที่สุด

การที่เรื่องราวของวัดและความโปร่งใสทางการเงินถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ต้องการทำบุญ และสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาอย่างแท้จริง

ความโปร่งใสและความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการวัดและทรัพย์สินของวัด เพื่อให้เกิดความศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างยั่งยืน

คดีวัดนาป่าพงนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เผย ส่งสำนวนคดี “วัดนาป่าพง” ให้ ป.ป.ช. เร่งตรวจเส้นเงินวัดที่ผิดปกติ

ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลปมเงิน 12 ล้าน

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีดัง! ทนายความของ “สีกาพลอย” ได้เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจกองปราบปรามเกี่ยวกับประเด็นเงิน 12 ล้านบาทที่ใช้ในการจัดตั้งสมาคม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพระนักเทศน์ชื่อดังในจังหวัดปทุมธานี เรื่องราวนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนากลับกลายเป็นการถูกหลอกใช้ และ “สีกาพลอย” ตกเป็นผู้ที่ถูกมองว่าเป็นแพะรับบาป

เรื่องราวเริ่มต้นจากที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความน่าสงสัยเกี่ยวกับการโอนเงินจำนวนกว่า 12 ล้านบาทให้กับสีกาที่อยู่ในประเทศเยอรมนี ซึ่งต่อมานำไปสู่การฟ้องร้องในคดีแพ่งที่เยอรมนี หลังจากที่สีกาทราบว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของวัด จึงได้เข้าแจ้งความที่ บก.ปปป. และเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลกองปราบ ปมเงินตั้งสมาคม 12 ล้าน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ทองใหม่ ขวัญหมื่น หรือทนายอุ้ม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากคุณพลอย (นามสมมติ) ได้เดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวนเพื่อทำการให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้

ทนายอุ้มได้เปิดเผยว่า ในปี 2561 คุณพลอยเกิดความเลื่อมใสและศรัทธาในตัวหลวงพ่อวัดแห่งหนึ่ง และทางวัดมีความประสงค์ที่จะให้จดทะเบียนจัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นสาขาของวัดและใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกทั้งยังมีการแอบอ้างว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

หลวงพ่อได้ทยอยโอนเงินให้คุณพลอยทั้งหมด 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 12,200,000 บาท หลังจากนั้นคุณพลอยได้โอนเงินทั้งหมดไปยังสมาคมดังกล่าวตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ โดยมีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้คุณพลอยเป็นผู้รับเงินจากประเทศไทยก่อนที่จะโอนต่อไปยังบัญชีของสมาคม ส่วนค่าจ้างที่ตกลงกันไว้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล

“สีกาพลอย” ตกเป็นแพะ?

หลังจากนั้นคุณพลอยได้ทราบว่าเงินที่โอนผ่านไปยังสมาคมได้ถูกโอนต่อไปยังบัญชีของพระรูปหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ในขณะนี้ การกระทำดังกล่าวทำให้คุณพลอยรู้สึกเสียใจอย่างมาก เพราะตอนแรกเข้าใจว่าจะได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่กลับกลายเป็นว่าเหมือนถูกหลอกใช้และตกเป็นแพะรับบาป

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณพลอยได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ว่าจะเป็น บก.ปปป., ป.ป.ช. และ ปปง. หลังจากนั้นจึงได้พบกับทนายอุ้มเพื่อดำเนินการและรับผิดชอบคดี จนนำไปสู่การแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา

ข้อหาที่จะเอาผิดนั้นขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนจะพิจารณา เบื้องต้นได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาข้อหาความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงินของวัด รวมถึงความผิดของเจ้าพนักงานด้วย

ทนายอุ้มยังยืนยันว่า การแจ้งความครั้งนี้ไม่ได้มีเรื่องของการขัดผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นความต้องการที่จะเปิดเผยความจริงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า เงินที่รับโอนเข้าสมาคมนั้นมีปลายทางอยู่ที่ใด และต้องการทราบว่าที่มาของเงินจำนวน 12 ล้านบาทนั้นมาจากไหน และมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ส่วนกรณีที่ฟ้องร้องกันที่ประเทศเยอรมนีนั้น ทนายอุ้มไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

ทนายอุ้มขอสงวนรายละเอียดของคดี เนื่องจากหลักฐานทั้งหมดอยู่ในมือของตำรวจแล้ว คุณพลอยยังคงอยู่ที่ประเทศเยอรมนีและยังไม่มีแผนที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทย การสอบปากคำอาจจะดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะเดียวกันทราบว่าทนายอนันต์ชัยจะเดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจในวันนี้

เรื่องราวของทนาย “สีกาพลอย” และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับปมเงิน 12 ล้านบาทนี้ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะนำไปสู่การคลี่คลายความจริงได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้กันแน่

ที่มา – ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลกองปราบ ปมเงินตั้งสมาคม 12 ล้าน โยงพระนักเทศน์ดังปทุมธานี

Scroll to top