พระลูกวัด

พระหนุ่มน้ำหนักพุ่งกว่า 260 กิโล แถมโรคแทรกซ้อน อยากรักษา หวั่นป่วยติดเตียงในอนาคต

พระหนุ่มน้ำหนักพุ่งกว่า 260 กิโล แถมโรคแทรกซ้อน อยากรักษา หวั่นป่วยติดเตียงในอนาคต

กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความเห็นอกเห็นใจให้กับพุทธศาสนิกชนไม่น้อย เมื่อมีข่าวของพระภิกษุรูปหนึ่งที่วัดตาลปากลัด จ.ราชบุรี ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพอย่างหนักจากภาวะน้ำหนักตัวเกิน โดย พระหนุ่มน้ำหนักพุ่งกว่า 260 กิโล แถมโรคแทรกซ้อน อยากรักษา หวั่นป่วยติดเตียงในอนาคต ซึ่งท่านได้บวชเรียนมานานกว่า 14 ปี แต่ด้วยปัญหาสุขภาพที่สะสมมานาน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันและการปฏิบัติกิจของสงฆ์ต้องพบกับความยากลำบากอย่างยิ่ง

เปิดใจสาเหตุที่พระหนุ่มน้ำหนักพุ่งกว่า 260 กิโล แถมโรคแทรกซ้อน อยากรักษา หวั่นป่วยติดเตียงในอนาคต

จากการสอบถาม พระนันทวัฒน์ อิทธิเตโช เปิดเผยว่า ตนเองเริ่มมีปัญหาน้ำหนักตัวมาตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี และน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยปีละ 5-10 กิโลกรัม จนกระทั่งปัจจุบันพุ่งสูงถึง 260 กิโลกรัม ส่งผลให้ท่านมีอาการความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง แถมยังสูญเสียการมองเห็นที่ดวงตาข้างซ้ายเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน สิ่งที่ท่านกังวลที่สุดคือการกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระให้กับพระรูปอื่นที่คอยดูแล ท่านจึงมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร

สำหรับแนวทางการดูแลรักษาในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและรพ.สต.คุ้งพยอม ได้เข้ามาติดตามอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการฉันภัตตาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด พระหนุ่มน้ำหนักพุ่งกว่า 260 กิโล แถมโรคแทรกซ้อน อยากรักษา หวั่นป่วยติดเตียงในอนาคต โดยมีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้:

  • ลดอาหารรสหวานและเครื่องดื่มน้ำอัดลม: สิ่งสำคัญที่พระต้องงดขาดเพื่อลดการกระตุ้นระดับน้ำตาลในเลือด
  • ปรับเปลี่ยนเป็นข้าวไม่ขัดสี: เช่น ข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ แทนข้าวขาวเพื่อให้อยู่ท้องและได้ประโยชน์
  • ควบคุมปริมาณผลไม้: หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงตามคำแนะนำของแพทย์
  • การออกกำลังกายเบาๆ: ตามความสามารถทางร่างกายภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

การขอความร่วมมือจากญาติโยมนั้นสำคัญมาก ในการนำอาหารมาถวายพระ ควรเน้นอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย และสารอาหารครบถ้วน เพื่อช่วยให้พระสงฆ์มีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยลดน้ำหนัก แต่เป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพระยะยาวไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิม ทั้งนี้ ทางทีมแพทย์มองว่าท่านมีโอกาสฟื้นฟูสุขภาพได้ดี เพราะตัวท่านเองมีความตั้งใจสูงและได้รับกำลังใจล้นหลามจากคนรอบข้าง ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมประสานส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลบ้านโป่งเพื่อประเมินความพร้อมในการผ่าตัดต่อไป

ในมุมมองของปัญหาสุขภาพในสังคมสงฆ์ เรื่องการฉันภัตตาหารถือเป็นปัจจัยหลักที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เราทุกคนในฐานะญาติโยมควรช่วยกันสนับสนุนการถวายอาหารสุขภาพเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำนุบำรุงศาสนาและสุขภาพของพระสงฆ์ให้ยั่งยืนครับ

ที่มา – พระหนุ่มน้ำหนักพุ่งกว่า 260 กิโล แถมโรคแทรกซ้อน อยากรักษา หวั่นป่วยติดเตียงในอนาคต

จับสึก หลวงตาวัย 58 ขับเก๋งชนท้ายรถสาว เมาเป่าพุ่ง 167

จับสึก หลวงตาวัย 58 ขับเก๋งชนท้ายรถสาว เมาเป่าพุ่ง 167

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ จับสึก หลวงตาวัย 58 ขับเก๋งชนท้ายรถสาว เมาเป่าพุ่ง 167 ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการสงฆ์ และยังเป็นบทเรียนราคาแพงในเรื่องของการเมาแล้วขับที่ใครก็ไม่ควรทำ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกาสาวพัสตร์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันบริเวณโค้งลงจากสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง เมื่อไปถึงพบรถเก๋งของผู้เสียหายวัย 26 ปี ถูกชนท้ายโดยรถเก๋งที่มีพระรูปหนึ่งเป็นผู้ขับขี่ จากการตรวจสอบพบว่า จับสึก หลวงตาวัย 58 ขับเก๋งชนท้ายรถสาว เมาเป่าพุ่ง 167 นั้น เป็นเรื่องจริงที่เจ้าหน้าที่ยืนยันผ่านการเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ที่สูงถึง 167 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดไปมาก

พฤติการณ์สุดอื้อฉาวของพระเมาแล้วขับ

นอกจากผลแอลกอฮอล์จะชัดเจนแล้ว ในขณะที่เกิดเหตุ หลวงตาวัย 58 ปี ยังมีอาการพูดจาลิ้นพันกันและโต้เถียงกับคู่กรณีอย่างรุนแรง พยายามอ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ทั้งที่คลิปจากกล้องหน้ารถของผู้เสียหายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีการปาดหน้าแต่อย่างใด พฤติกรรม จับสึก หลวงตาวัย 58 ขับเก๋งชนท้ายรถสาว เมาเป่าพุ่ง 167 จึงนำไปสู่การนำตัวไปลาสิกขาที่วัดต้นสังกัดในทันที

  • พระผู้ขับขี่มีอาการมึนเมาอย่างเห็นได้ชัดขณะเกิดเหตุ
  • ผลตรวจแอลกอฮอล์สูงถึง 167 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
  • พระพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบแม้หลักฐานจะชัดเจน

สิ่งที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่านั้นคือ ที่วัดต้นสังกัด อดีตพระรูปนี้ได้นำแม่ชราวัย 92 ปีมาพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ทำให้เกิดคำถามตามมาถึงความเป็นอยู่ของมารดาหลังจากที่อดีตพระต้องถูกดำเนินคดี ชาวบ้านในพื้นที่ต่างแสดงความเห็นว่าไม่เคยทราบพฤติกรรมดื่มสุรามาก่อน แต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ก็สร้างความผิดหวังให้กับผู้ที่เคยใส่บาตรให้เป็นอย่างมาก

บทเรียนในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้แก่สังคมได้เป็นอย่างดีว่า การดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถนั้น เป็นเรื่องที่อันตรายและผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือผู้ที่อยู่ในสมณะเพศก็ไม่สามารถละเว้นความรับผิดชอบได้ ความผิดพลาดครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พระรูปดังกล่าวต้องสูญเสียสถานะความเป็นพระ แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาสนาและสร้างภาระให้กับครอบครัวโดยเฉพาะแม่ที่แก่ชรา

ที่มา – จับสึก หลวงตาวัย 58 ขับเก๋งชนท้ายรถสาว โต้เถียงลิ้นพัน จับเป่าแอลกอฮอล์พุ่ง 167

ที่แท้เป็นพระ! แจงเหตุเรียกเงิน แลกข้อมูลเสพเมถุนสุนัข

จากกรณีอื้อฉาวที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์ เมื่อพระรูปหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินจากเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง เพื่อแลกกับข้อมูลลับของพระลูกวัดที่มีพฤติกรรมเสพเมถุนกับสุนัข ล่าสุด พระรูปดังกล่าวได้ออกมาเปิดเผยเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะกรรโชกทรัพย์ แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในลำปางเข้าแจ้งความกับตำรวจ หลังถูกบุคคลปริศนาติดต่อมาทางแชต โดยอ้างว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับพระลูกวัดภายในวัดที่มีพฤติกรรมเสพเมถุนกับสุนัข และเสนอที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว แลกกับการจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าอาวาสมองว่าเป็นการข่มขู่และกรรโชกทรัพย์ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี

ต่อมา พระเอ (นามสมมติ) พระรูปที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เรียกเงิน ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อว่า ตนเองเคยเป็นสายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก่อน และระหว่างที่บวชได้ 4-5 เดือน ได้รับทราบข้อมูลว่ามีพระสงฆ์บางรูปเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตนจึงพยายามสืบหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้ติดต่อกับพระรูปหนึ่งที่ต้องสงสัย

พระเอ อ้างว่า ในระหว่างการพูดคุย พระรูปดังกล่าวได้ยอมรับว่าตนเองมีรสนิยมทางเพศที่ผิดปกติ และมักจะมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขเมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศ อีกทั้งยังส่งคลิปวิดีโอที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าวมาให้ดูอีกด้วย เมื่อทราบเรื่อง พระเอรู้สึกตกใจและรับไม่ได้กับพฤติกรรมเสื่อมเสียดังกล่าว จึงพยายามแจ้งเรื่องไปยังวัด แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

ด้วยความไม่พอใจ พระเอบอกว่า เขาจึงได้ติดต่อเจ้าอาวาสโดยตรง และเรียกเงินจำนวน 5,000 บาท เพื่อแลกกับข้อมูลทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาตนเองพยายามให้ข้อมูลแล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจ อย่างไรก็ตาม พระเอ ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้มีเจตนาที่จะกรรโชกทรัพย์ เพียงแต่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง และต้องการให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ

ที่แท้เป็นพระ! แจงเหตุเรียกเงิน แลกข้อมูลเสพเมถุนสุนัข

ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ได้เข้ามาสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยนายสุเมธ วังขะออม เจ้าหน้าที่กลุ่มอำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย ทั้งในส่วนของคลิปวิดีโอ แชต และพยานหลักฐานอื่นๆ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยสงฆ์ต่อไป

ทำไมพระถึงเรียกเงินเพื่อแลกข้อมูลเสพเมถุนสุนัข

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของพระเอ ทำให้สังคมเกิดคำถามว่า ทำไมถึงต้องมีการเรียกเงินเพื่อแลกกับข้อมูลดังกล่าว และการกระทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่? ในมุมมองของพระเอ การเรียกเงินอาจเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเรียกร้องความสนใจ และต้องการให้เรื่องนี้ถูกนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายได้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ และความสำคัญของการตรวจสอบและป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การที่พระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน กลับมีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนา

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ และดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการอบรมสั่งสอนศีลธรรมจริยธรรมแก่เยาวชน และส่งเสริมให้ทุกคนมีจิตสำนึกที่ดีงาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ที่แท้เป็นพระ แจงเหตุผล เรียกเงินเจ้าอาวาส แลกข้อมูลพระลูกวัด เสพเมถุนสุนัข

รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว

เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปางได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ หลังจากมีบุคคลแชทมาเรียกเงินเพื่อแลกกับข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพระลูกวัดแชทสยิวและมีพฤติกรรมทางเพศกับสุนัข ขณะที่พระลูกวัดที่ถูกกล่าวหาพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการส่งแชทลับและคลิปลับเพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของพระลูกวัดรูปหนึ่งในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง โดยในคลิปปรากฏภาพชายวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขเพศเมียสีดำ นอกจากนี้ยังมีข้อความแชทและภาพที่แสดงถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนภาพอวัยวะเพศ รวมถึงการพูดคุยเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศที่เกี่ยวข้องกับสุนัข ซึ่งมีทั้งคลิปและภาพนิ่ง อีกทั้งยังมีการแคปภาพหน้าจอที่แสดงว่าได้มีการแจ้งเรื่องไปยังเพจของวัดแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงนำเรื่องมาแจ้งสื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังวัดดังกล่าวและนำแชทและคลิปให้เจ้าอาวาสดู หลังจากตรวจสอบหลักฐานแล้ว เจ้าอาวาสได้เรียกพระลูกวัดวัย 28 ปีที่ถูกกล่าวหามาสอบถามต่อหน้าผู้สื่อข่าว พระรูปดังกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าภาพและคลิปวิดีโอ รวมถึงแชทต่างๆ ไม่ใช่ของตนเอง สถานที่ในคลิปไม่ใช่ภายในวัด และสุนัขในคลิปก็ไม่ใช่สุนัขที่วัดเลี้ยงไว้ พร้อมทั้งยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของทางสงฆ์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเจ้าอาวาสได้ใช้เพจของวัดตอบกลับไปยังผู้ที่เคยแชทมาให้ตรวจสอบพระลูกวัดดังกล่าว หลังจากนั้นไม่นาน อีกฝ่ายได้ตอบกลับมาและเรียกเงินจำนวน 5,000 บาทเพื่อแลกกับข้อมูล โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องจ่ายเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เจ้าอาวาสจึงได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เกาะคา เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่กรรโชกทรัพย์ และจะทำการสอบสวนพระลูกวัดที่อาจเกี่ยวข้องร่วมกับเจ้าหน้าที่ต่อไป

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. มีรายงานว่ามีคลิปหลุดที่อ้างว่าเป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวออกมาเพิ่มเติม โดยคลิปแรกแสดงภาพการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขเพศเมียสีขาว โดยมีผ้าเหลืองปูอยู่บนพื้น ส่วนอีกคลิปเป็นภาพชายสวมเสื้อกล้ามที่เห็นท่อนล่างกำลังมีเพศสัมพันธ์กับสุนัข และคลิปที่สามเป็นภาพชายเปลือยกายกำลังร่วมเพศกับสุนัข ซึ่งสามารถเห็นใบหน้าได้บางส่วน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะคาและชุดสืบสวน สภ.เกาะคา ได้ลงพื้นที่ไปยังวัดดังกล่าวเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าอาวาส พร้อมทั้งขอตรวจปัสสาวะของพระลูกวัดที่ถูกกล่าวหา เจ้าอาวาสให้ความร่วมมือ แต่เนื่องจากพระลูกวัดรูปดังกล่าวติดกิจนิมนต์และจะเดินทางกลับมาถึงวัดในช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าจะกลับมาขอตรวจปัสสาวะอีกครั้ง

ด้านเจ้าอาวาสวัด ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นพระวินยาธิการหรือตำรวจพระ เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เรียกพระรูปดังกล่าวมาสอบถาม รวมถึงดำเนินการสอบอธิกรณ์ตามขั้นตอน เบื้องต้นพระได้ให้การปฏิเสธและไม่รู้เห็นกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งผลการสอบอธิกรณ์เบื้องต้นเชื่อได้ว่าไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และพระรูปดังกล่าวก็ยินดีที่จะเข้าสู่การตรวจสอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีการรีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิวนั้น จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ส่วนจะเป็นพระแบล็กเมล์พระหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว

ประเด็นสำคัญ: รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิด และการกรรโชกทรัพย์ที่สร้างความเสียหายต่อศาสนาและสังคม การรีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ การให้ความรู้และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่พระสงฆ์และประชาชนทั่วไปเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อส่งเสริมการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ

การรีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว ถือเป็นภัยร้ายต่อวงการสงฆ์ ควรมีมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวด

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะปรากฏออกมา และความยุติธรรมจะถูกนำมาซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิวนี้ กระตุ้นเตือนให้เราพิจารณาถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว-เสพเมถุนสุนัข

พระลูกวัดแจง! ปมเรียกหลวงพ่ออลงกตป๊ะป๋า ที่ดิน2000ไร่แค่ชื่อ

“พระลูกวัด” ชี้แจงประเด็นคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” พร้อมเผยเรื่องที่ดิน 2,000 ไร่ ที่แท้เป็นแค่ชื่อเรียกติดปากเท่านั้นเอง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องนี้กันค่ะ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดพระบาทน้ำพุ มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่ดินนี้ใช้ชื่อนายธนชัย อดีตไวยาวัจกร (ผู้เสียชีวิต) เป็นผู้ถือครองแทนวัด และกำลังดำเนินการเรียกคืนจากทายาทของนายธนชัย

บรรยากาศภายในโครงการค่อนข้างเงียบเหงา มีการแบ่งพื้นที่เป็นอาคารสำนักงาน, บ้านพักของผู้ติดเชื้อ HIV ที่แข็งแรง, พื้นที่เลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดแบบปิด รวมถึงโครงการธรรมรักษ์นิเวศ 2 ซึ่งมีบ้านพักเด็กธรรมรักษ์ที่ดูแลเด็กและเยาวชนผู้ป่วย HIV และบ้านเด็กแกลด้าที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของราชพัสดุมา 25 ปีแล้ว ยังมีอาคารที่เตรียมสร้างโรงพยาบาลธรรมรักษ์, พื้นที่เกษตรและเลี้ยงสัตว์, โรงงานแปรรูป และโรงงานไฟฟ้าของโครงการซึ่งปัจจุบันดูรกร้าง

จากการสำรวจพบว่าบ้านพักของผู้ป่วยถูกปล่อยทิ้งร้างจำนวนมาก แต่บางส่วนก็ยังมีผู้พักอาศัยอยู่ ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ช่วยกันตัดหญ้าและทำเกษตรเชิงซ้อนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาจากวัดพระบาทน้ำพุ

พระเจษฎา จิรัฏฐิโก พระลูกวัดธรรมรักษ์นิเวศ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นดำริของหลวงพ่ออลงกต สร้างมา 20 กว่าปีแล้ว เนื่องจากช่วงที่ก่อตั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากจนล้นธรรมรักษ์นิเวศน์ 1 (วัดพระบาทน้ำพุ) จึงต้องขยายมายังโครงการนี้ ภายในโครงการมีบ้านพักผู้ป่วย, บ้านเด็กธรรมรักษ์, โรงเรียน, มูลนิธิสิทธิเด็ก และโรงพยาบาล โครงการนี้ให้ผู้ป่วย HIV ที่เป็นผู้ใหญ่และแข็งแรงมาอาศัยอยู่และมีอาชีพ โดยทำงานทำความสะอาด, ทำสวน, เกษตรอินทรีย์ และได้รับเงินเดือนจากมูลนิธิ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรก็นำไปขายให้โครงการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยืนยันว่ามีรายได้จริง นอกจากนี้โครงการยังรับเด็กที่มีเชื้อ HIV และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ติดเชื้อมาดูแลด้วย

โครงการนี้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เริ่มทรุดโทรมในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตัวยาพัฒนามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยน้อยลง และการหาอาสาสมัครก็เป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ห่างไกลและเงินเดือนของมูลนิธิน้อย

พื้นที่โครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 800-900 ไร่ ส่วนที่เรียกกันว่า 2,000 ไร่นั้น เป็นเพียงชื่อที่คนที่ทำงานให้หลวงพ่ออลงกตใช้เรียกกันติดปากเท่านั้น จำนวนผู้ป่วยปัจจุบันมีประมาณหลักร้อยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่เป็นบ้าน แต่ในโรงเรียนมีปีละประมาณ 800 คน ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนประจำและส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ติดเชื้อ HIV ด้วย

ทำไมถึงเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า”?

สำหรับประเด็นที่ต้องมีการขยายพื้นที่ พระเจษฎาให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะมีผู้ป่วยบางส่วนที่มารักษาตัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หากออกไปเรียนหรือใช้ชีวิตข้างนอกก็มักจะถูกรังเกียจ สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่นี่เพราะไม่มีที่ไป ญาติหลายคนก็ไม่สนใจรับไปเลี้ยง

โรงงานไฟฟ้าด้านหน้าทางเข้าโครงการ คาดว่าเป็นความคิดของหลวงพ่ออลงกตที่อยากให้ชาวบ้านนำไม้มาเผาผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่เคยลองผลิตแล้วเครื่องไม่สามารถใช้งานได้จึงต้องปิดตัวลง

สาเหตุที่โรงพยาบาลยังสร้างไม่เสร็จนั้น ไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อก่อนเคยมีสถานีอนามัยภายใน มีพยาบาลอยู่ประจำประมาณ 15-16 ปี ก่อนที่จะมาสร้างเป็นโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มียาต้านเอดส์ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกที่จะทานยาเองและออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก ปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นที่สวดมนต์ทำวัตรของพระและผู้ป่วยที่อาศัยอยู่

พระเจษฎายังชี้แจงประเด็นที่มีผู้เรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” ว่า เด็กๆ ทุกคนที่นี่เรียกหลวงพ่ออลงกตว่าป๊ะป๋าหมด พอเด็กเรียก ผู้ใหญ่บางคนที่สนิทกับหลวงพ่อก็เรียกตาม

ส่วนกรณีที่ดินตรงนี้เป็นชื่อของมูลนิธิหรือนายธนชัย ทุกคนเข้าใจว่าเป็นของมูลนิธิที่ให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ไม่ได้มีใครไปสืบค้นว่าเป็นของใคร ส่วนตัวก็ทราบว่าเป็นชื่อของนายธนชัยตั้งแต่ตอนซื้อ แต่ไม่ได้แม่นข้อกฎหมายและไม่ได้คิดอะไร เพราะนายธนชัยก็เป็นคนดี เป็นผู้จัดการดูแลที่แห่งนี้ และหลวงพ่ออลงกตน่าจะเลือกคนที่ไว้ใจด้วย ญาติของนายธนชัยไม่เคยมาที่นี่ และนายธนชัยไม่เคยมีญาติมาข้องเกี่ยว ที่เห็นก็มีแต่ทำงานอย่างเดียว

สำหรับนายธนชัย อดีตไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นผู้จัดการโครงการและถือเป็นปูชนียบุคคล ลองคิดดูว่าคนเราตายแล้วมีคนทำรูปปั้นให้ ต้องเป็นคนดีแค่ไหน ตอนที่นายธนชัยยังมีชีวิตอยู่ ก็มาทำงานแบบไม่เอาเงินแม้แต่บาทเดียว กินข้าวที่โรงครัวกับผู้ป่วย ทำแต่งาน ดูแลทั้งคนป่วยและสถานที่

ทำความเข้าใจประเด็นเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า และที่ดิน 2,000 ไร่

ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนลองพิจารณาว่าหลวงพ่ออลงกตกลับมานอนวัดเที่ยงคืน และตื่นตีสามออกไปบิณฑบาตรทุกวันเป็นเวลา 30 ปี คุณคิดว่าคนคนนั้นจะโกงเงินหรือยักยอกเงินไปทำอะไร? ลองคิดอย่างมีเหตุผลดูว่าคนแบบนั้นจะเป็นคนอย่างไร

จากข้อมูลที่ได้รับจาก “พระลูกวัด” เราได้เข้าใจถึงที่มาของการเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” และความจริงเกี่ยวกับที่ดิน 2,000 ไร่ กันแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายข้อสงสัยของทุกท่านนะคะ

ที่มา – “พระลูกวัด” แจงปมคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า เผย 2,000 ไร่ เป็นเพียงชื่อเรียกติดปาก

Scroll to top