พลตรีวินธัย สุวารี

ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนที่หลายคนกำลังสงสัยกันอยู่ นั่นคือกรณี ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์ ซึ่งเป็นประเด็นที่โผล่ขึ้นมาหลังจากพบช้อนในเถ้ากระดูกหลังฌาปนกิจ แต่กองทัพบกชี้แจงชัดเจนแล้วว่าไม่มีอะไรแปลกปลอมในร่างกายเลยครับ มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยดีกว่า

ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์

จากที่ พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ยืนยันผลการตรวจนิติเวชศาสตร์อย่างชัดเจน ไม่พบสิ่งแปลกปลอมใดๆ ในร่างของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง จากกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ จังหวัดปราจีนบุรี สาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหันมาก แพทย์ตรวจเอกซเรย์และวิธีวิทยาศาสตร์อื่นๆ แล้ว ไม่มีร่องรอยถูกทำร้ายหรือบอบช้ำอะไรเลยครับ

หน่วยยังนำส่งโรงพยาบาลทันทีหลังเกิดอาการ แม้จะไม่มีปฐมพยาบาลเพราะอาการรุนแรง แต่ก็ยืนยันว่าทำตามขั้นตอน นอกจากนี้ยังมีพยานจากเพื่อนพลทหารที่อยู่ด้วยกัน ยืนยันว่าไม่มีทะเลาะวิวาทหรือกลั่นแกล้งกันด้วย

ทำไมทหารต้องพกช้อนติดตัว?

อีกประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ช้อนที่พบมาจากไหน? โฆษกอธิบายว่าเป็นธรรมเนียมของหลายหน่วยในกองทัพ โดยเฉพาะช่วงฝึกซ้อมนอกหน่วย จะต้องพกช้อนประจำตัวไว้กินข้าว เพราะบางครั้งรับประทานอาหารในพื้นที่ห่างไกล ไม่สะดวกหาอุปกรณ์กินข้าว ช้อนนี้เลยติดเสื้อผ้า ไม่ได้อยู่ในร่างกายนะครับ ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์ แยกประเด็นชัดเจน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ผลการชันสูตรและการตรวจสอบซ้ำ

สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อใจ โฆษกยืนยันว่ามีเอกสารผลตรวจครบถ้วน เอกซเรย์ชัด ไม่มีสิ่งแปลกปลอม และเป็นไปตามกฎหมาย ถ้าเป็นเสียชีวิตผิดธรรมชาติจะมีกระบวนการอื่น แต่กรณีนี้ชัดเจนว่าเป็นธรรมชาติ ไม่มีประวัติทะเลาะหรือใส่ของแปลกเข้าไป โดยเฉพาะช้อนที่ใหญ่ขนาดนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริงๆ ครับ

นอกจากนี้ กองทัพบกยังให้ความสำคัญกับกำลังพลทุกคน ถ้ามีการกลั่นแกล้งหรือลงโทษไม่เหมาะสม จะดำเนินการเต็มที่ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารบก ที่มองกำลังพลเป็นเพื่อนรักร่วมงาน

  • ประเด็นสำคัญจากกองทัพบก:
  • ผลชันสูตร: หัวใจล้มเหลว ไม่มีสิ่งแปลกปลอม
  • ช้อน: พกติดตัวกินข้าวตามธรรมเนียม
  • พยาน: เพื่อนยืนยันไม่มีทะเลาะ
  • เอกซเรย์: ยืนยันไม่มีในร่างกาย
  • นโยบาย: ให้ความเป็นธรรมทุกคน

สรุปแล้ว ทบ. ย้ำไม่มีช้อนในร่างพลทหารเพชรรัตน์ กันชัดๆ ข้อมูลข้อเท็จจริงมาครบ ไม่ใช่เรื่องสมคบคิดอะไร สังคมตั้งคำถามได้ แต่กองทัพพร้อมชี้แจงครับ

ในมุมมองของผม กองทัพบกทำดีแล้วที่ออกมาชี้แจงละเอียดแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับชีวิตทหาร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – ทบ. ย้ำผลตรวจไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่าง “พลทหารเพชรรัตน์” ชี้ ช้อนพกติดตัวไว้กินข้าว

ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงนี้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาดูจะร้อนระอุไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. 2566 นี้ หลายคนคงกังวลว่าอาจจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นใช่ไหมครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะ! ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ แต่ละหน่วยทหารไทยมีแนวทางรับมือที่ชัดเจนและพร้อมสุดๆ วันนี้เรามีข้อมูลมาจากโฆษกกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี ที่เพิ่งพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์มาฝากกัน

ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ

หลังจากพาสื่อลงพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ในเขตกองทัพภาคที่ 1 หรือกองกำลังบูรพา โฆษกกองทัพบกได้สรุปภาพรวมให้ฟังแบบชัดๆ เลยครับ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะฝั่งกัมพูชาแค่สับเปลี่ยนกำลังพลใหม่ๆ ทำให้วินัยหย่อนยานบ้าง ไม่ได้มีท่าทีก้าวร้าวหรือตั้งใจยั่วโมโหไทยเลย ยังพอรับฟังเหตุผลได้ และไทยก็ปฏิบัติตามกรอบสากล คอยดูแลความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก ไม่มีพลเรือนหรือชาวบ้านบาดเจ็บสักราย

จุดประสงค์หลักในการพาสื่อลงพื้นที่

การพาสื่อลงไปครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ข้อเลยครับ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพจริงๆ

  • สัมผัสใกล้ชิดกับผู้บังคับหน่วยทหารไทย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กึ่งชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แสดงให้เห็นว่าไทยคำนึงถึงความปลอดภัยประชาชนมากแค่ไหน ทำตามกฎกติกาทุกอย่าง
  • เปิดเผยความยากลำบากในการปฏิบัติการ แม้ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ ต้องใช้ไหวพริบ ปฏิภาณในการวางกลยุทธ์และยุทธวิธี เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยกำลังพลให้ได้

เทียบกับพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ที่มีป่าเขามากกว่า เหตุการณ์อย่างเสียงระเบิดหรือยิงลูกระเบิด 40 มม. ใกล้ฐานไทย มักเกิดจากความผิดพลาดของกำลังพลกัมพูชาใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ใช่การคุกคามจริงจัง แค่หย่อนวินัยเฉยๆ อาจมียั่วบ้างแต่ไม่กระทบไทยมากนัก

แนวทางรับมือหากเกิดเหตุในวันเลือกตั้ง

สำหรับวันที่ 8 ก.พ. ถ้าทหารกัมพูชาเสียวินัยอีก โฆษกย้ำชัด ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ แต่ละหน่วยจะรับมือตามพื้นที่เลยครับ มีช่องทางสื่อสารประสานงาน ถ้าฝั่งนั้นไม่ร่วมมือหรือละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ก็มีมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ระดับนานาชาติก็จับตาดูทั้งไทยและกัมพูชา ไทยได้คำชื่นชมเยอะเรื่องมืออาชีพ ต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ แต่ถ้าต้องโต้ ก็โต้แบบมีเหตุผล ไม่ยอมให้อ้างวินัยหย่อน!

อย่างกรณีที่กัมพูชายิงแฟลร์หรือลูกระเบิดตกใกล้ฐานแล้วบอกว่าเสียวินัย โฆษกมองว่ายังสมเหตุสมผลได้ ถ้าท่าทีประสานงานไม่ก้าวร้าว แต่ถ้าแข็งกร้าว คงต้องเปลี่ยนวิธีรับมือ เอาเป็นว่าตอนนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ ไทยพร้อมทุกสถานการณ์

เพื่อขยายความเข้าใจ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะแถวปราสาทพระวิหารหรือสระแก้ว มักมีปัญหาเรื่องเขตแดนมาอย่างยาวนาน แต่ครั้งนี้กองทัพบกแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรักษาความสงบ โดยเฉพาะช่วง敏感อย่างวันเลือกตั้งที่ทุกคนจับตามอง กองทัพไทยไม่เพียงแค่เฝ้าระวัง แต่ยังวางแผนไว้รอบด้าน ทั้งการติดต่อสื่อสาร การตอบโต้ และการประสานระดับสูง ทำให้ประชาชนวางใจได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา ทำให้การวางกำลังต้องละเอียดอ่อน กองทัพบกจึงเน้นยุทธวิธีที่ยืดหยุ่น ปรับตามสถานการณ์ real-time เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักคือปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยประชาชน

สรุปแล้ว เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลมากนะครับ กองทัพบกพร้อมรับมือทุกเหตุการณ์ ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชายแดนเกิดเหตุ แน่นอน! มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของทหารไทยที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

คุณคิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารความมั่นคงและการเมืองล่าสุดนะครับ!

ที่มา – ทบ. เชื่อมั่น หากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ ชายแดนเกิดเหตุ แต่ละหน่วยมีแนวทางรับมือ

กองทัพบกแฉ! กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชน

กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต สวนทางคำให้สัมภาษณ์ของ ผอ.โรงพยาบาล ใน บันเตียเมียนเจย เตือน “กัมพูชา” หยุดบิดเบือนสร้างภาพ ลดความน่าเชื่อถือของประเทศตนเอง

วันที่ 14 พ.ย. 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ทางการกัมพูชา รวมทั้งสื่อกัมพูชานำเสนอข้อมูลบิดเบือนต่อสาธารณะ จัดฉากสร้างภาพอย่างต่อเนื่องในห้วงสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะประเด็นล่าสุดที่กล่าวอ้างว่าทหารไทยยิงใส่พลเรือนบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จ.บันเตียเมียนเจย เมื่อ 12 พ.ย.68 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

ซึ่งโฆษกกองทัพบก ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประการต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

  1. กรณีเรื่องศพประชาชนกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะ และได้ฌาปนกิจเสร็จสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2568 นั้น ถือเป็นการกระทำที่ผิดวิสัย ทั้งที่เป็นการเสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติ ทั้งที่แท้จริงแล้วควรมีการชันสูตรพลิกศพก่อน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเหมือนเป็นการจงใจปกปิดหลักฐานที่ได้บิดเบือนไว้
  2. ที่ผ่านมากรณีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หากกัมพูชาต้องการเรียกร้องความสนใจต่อสังคมโลก หรือกล่าวโทษต่อฝ่ายไทย ก็มักจะใช้วิธีเปิดเผยหลักฐานและประโคมข่าวใหญ่โต แต่กรณีศพผู้เสียชีวิตดังกล่าวกลับไม่กระทำเช่นนั้น ทั้งที่มีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) อยู่ระหว่างการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบหลักฐาน ในวันที่ 13 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ซึ่งจากข้อสังเกตดังกล่าวอาจเป็นไปได้ว่า ไม่มีศพผู้เสียชีวิตจริง หรือไม่ใช่ผู้เสียชีวิตที่เกิดจากการปะทะกันตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง
  3. ทางการกัมพูชาควรออกมาชี้แจงในประเด็นที่ปรากฏคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลสาธารณสุข จ.บันเตียเมียนเจย ขณะต้อนรับคณะ AOT เข้าเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บและระบุว่า “จากเหตุการณ์ปะทะที่ผ่านมา มีผู้บาดเจ็บจำนวน 3 คน และไม่มีผู้เสียชีวิต ขอให้สื่อได้นำเสนอข่าวที่ถูกต้องต่อสังคม” ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับการนำเสนอข่าวของทางการกัมพูชาอย่างชัดเจน
  1. เมื่อสังเกตจากภาพที่ประชาชนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บและนำส่งโรงพยาบาล พบว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยบาดแผลที่เกิดจากอาวุธปืนทางทหารในระยะ 500 – 800 เมตร จะต้องมีลักษณะฉกรรจ์และรุนแรงกว่าภาพที่ปรากฏในข่าว รวมทั้งภาพที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บกลับมีรอยยิ้มและอาการที่ไม่เหมือนถูกยิงจากอาวุธปืนแต่อย่างใด

ชัดเจนกัมพูชาจัดฉาก

โฆษกกองทัพบก กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏข้างต้นทั้งหมดนี้ ล้วนยืนยันว่ากัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ จัดฉากและสร้างภาพการละครในบทเหยื่อที่ถูกกระทำจากฝ่ายไทย ทั้งที่จริงๆ นั้น กลับเป็นผู้เริ่มดำเนินการละเมิดปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา และให้ข้อมูลบิดเบือนต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกองทัพบกขอให้กัมพูชาหยุดการกระทำต่างๆ ที่จะสร้างความขัดแย้งและความเป็นปรปักษ์ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มมากขึ้น และขอยืนยันในภารกิจของกองทัพบก ที่มีความพร้อมของการเตรียมกำลังเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งปัจจุบันหน่วยส่วนกลางและกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกได้ติดตามเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบความผิดปกติหรือภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ กองทัพบกพร้อมดำเนินการตามสิทธิ์ในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติในทันที

กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต

พิรุธกัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชน

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่มาจากแหล่งข่าวต่างประเทศที่มีความขัดแย้ง การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาออกมากล่าวหาว่าทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต ซึ่งทำให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเป็นความจริง และอาจเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องตระหนักถึงการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ การแพร่กระจายข่าวปลอมอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ เราทุกคนจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริงเท่านั้น

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราต้องหันกลับมาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งมีแต่จะนำมาซึ่งความเสียหายต่อทุกฝ่าย

กองทัพบกยังคงยืนยันในภารกิจการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพบก

ดังนั้นเราควรช่วยกันตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวสารอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการสร้างข่าวเท็จ และเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

จากกรณี กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร

ที่มา – กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต จงใจปกปิดหลักฐานหนีการพิสูจน์

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

(แฟ้มภาพ)

โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ยันกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติทางทหาร แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน แม้บางชิ้นไม่ได้ใช้ แต่มีคุณค่าทางใจที่คนไทยมอบให้กัน

วันที่ 1 พ.ย. 68 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการทหารว่า กองทัพบกมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศและดูแลประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรักษาอธิปไตยของชาติ การป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย การทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่ากำลังพลทุกนายจะสามารถปฏิบัติภารกิจในสนามรบได้อย่างปลอดภัย และทำให้ประชาชนที่เฝ้าดูกองทัพรู้สึกมั่นใจ

ในส่วนของคำว่า “กองทัพไม่ขาดแคลน” ที่มีการกล่าวถึงนั้น หมายถึงสิ่งอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการปฏิบัติทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะปฏิเสธความมีน้ำใจจากประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ กองทัพยังคงยินดีและขอบคุณในทุกรูปแบบของการสนับสนุน ทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งของเพื่อการดำเนินชีวิตที่อยู่นอกเหนือระบบราชการ ซึ่งล้วนมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นของใช้ที่จำเป็น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำใจ ความห่วงใย และกำลังใจที่พี่น้องคนไทยมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ที่ผ่านมา มีบางกรณีที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการนำคำพูดบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ครบถ้วน ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผมเคยกล่าวว่า “บางอย่างรับมาอาจไม่ได้ใช้” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งของทั่วไปที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา แต่หมายถึงกรณีเฉพาะที่พบว่าผู้ให้ความอนุเคราะห์บางท่านนำแผ่นเหล็กที่มีทั่วไปในท้องตลาดมาดัดแปลงเป็นแผ่นเกราะกันกระสุนเพื่อมอบให้ทหารแนวหน้า ในกรณีเช่นนี้จึงได้ให้ข้อสังเกตว่า แผ่นเกราะลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กองทัพไม่เคยปฏิเสธน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความตั้งใจและกำลังใจที่คนไทยมอบให้กันในยามที่ชายแดนของประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

กองทัพบกขอแสดงความซาบซึ้งและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้ว่ากองทัพจะมีการจัดเตรียมความพร้อมและสิ่งอุปกรณ์ไว้อย่างเพียงพอตามระบบราชการ แต่การที่ประชาชนยังคงเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งในรูปของสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะหน้า ถือเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเสริมขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนาย

สำหรับข้อกังวลจากสังคมที่ต้องการให้มีการตรวจสอบและจัดทำรายการสิ่งของที่ได้รับมอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว กองทัพเห็นด้วยและได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในส่วนกลางได้มีการบันทึกหลักฐานการรับมอบสิ่งของไว้อย่างละเอียด พร้อมจัดให้มีพิธีรับมอบและแสดงความขอบคุณต่อผู้มีจิตศรัทธาทุกรายอย่างเหมาะสม ส่วนในระดับภูมิภาคและระดับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำส่งให้ส่วนกลางทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่ได้รับในนามหน่วยหรือนามส่วนตัว ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและได้รับการขอบคุณจากกองทัพทั้งสิ้น

สำหรับกรณีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ กองทัพเชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเจตนาดี และสังคมเองก็กำลังจับตามองอยู่ จึงไม่มีใครกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีใครยอมรับได้หากเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้คือการรักษาความเข้าใจอันดีและความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรตีความหมายหรือเข้าใจผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน สิ่งที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่สิ่งของหรือจำนวนการบริจาค แต่คือ “ความห่วงใยและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ที่พวกเราทุกคนยังคงมีให้กันเสมอ

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับของบริจาคที่ส่งมอบให้กับกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังคงยินดีรับน้ำใจจากประชาชน

ทำไมกองทัพถึงยังรับบริจาค แม้จะบอกว่าไม่ขาดแคลน?

แม้ว่ากองทัพบกจะยืนยันว่า ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ แต่การรับบริจาคจากประชาชนยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งของที่ได้รับมอบนั้นเป็นเสมือนกำลังใจและความห่วงใยจากพี่น้องชาวไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

  • กำลังใจจากประชาชน: สิ่งของบริจาคเป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและกำลังใจที่ประชาชนมอบให้
  • เสริมสร้างขวัญและกำลังใจ: ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความสามัคคี: สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสิ่งของบริจาคทุกชิ้นอย่างละเอียด เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด กองทัพบกขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้นการที่ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากประชาชน แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่ไปกับการขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่มีให้เสมอมา

การแสดงออกถึงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ทหารกล้าของเรา เพื่อประเทศชาติที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็น แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อเสนอจากกัมพูชาที่ให้ไทยรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยยืนยันว่าต้องยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 17.19 น. ถึงกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า หากไทยต้องการเก็บกู้วัตถุระเบิด จะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

พลตรีวินธัย สุวารี ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ในวันดังกล่าว กัมพูชาไม่ได้มีเงื่อนไขให้ไทยรื้อรั้วลวดหนามจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ดังนั้นจึงขอย้ำให้ยึดตามคำแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นความจริง

ความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ชายแดน

การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลมาเกี่ยวข้อง กรณี ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความมั่นคงและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

  • การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อความมั่นคงของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย

โดยสรุปแล้ว กองทัพบกได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการรื้อลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และยืนยันว่าให้ยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องต่อไป

การที่ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แลกกับเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน

Scroll to top