พลพีร์ สุวรรณฉวี

น้ำท่วมน่าน พบผู้เสียชีวิต 1 ราย “พลพีร์” สั่งอพยพกลุ่มเปราะบาง

สถานการณ์น้ำท่วมน่าน พบผู้เสียชีวิต 1 ราย “พลพีร์” สั่งอพยพกลุ่มเปราะบางเส้นทางน้ำผ่าน

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเหตุน้ำท่วมน่าน พบผู้เสียชีวิต 1 ราย “พลพีร์” สั่งอพยพกลุ่มเปราะบางเส้นทางน้ำผ่านนั้น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสียหายและเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของชีวิตเป็นสำคัญ

มาตรการรับมือและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยมีรายละเอียดมาตรการดังนี้:

  • การกู้คืนระบบไฟฟ้า: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเร่งซ่อมแซมเสาไฟฟ้าที่ล้มและจ่ายกระแสไฟสำรองให้แก่โรงพยาบาลและศูนย์อพยพ
  • การสนับสนุนน้ำดื่มและอาหาร: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และการประปาส่วนภูมิภาคได้จัดส่งน้ำดื่มสะอาดและรถผลิตน้ำดื่มให้เพียงพอต่อความต้องการ
  • การสื่อสาร: ประสานงานกับเครือข่ายมือถือเพื่อให้สัญญาณการติดต่อสื่อสารในศูนย์อพยพใช้งานได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ล่าสุดในจังหวัดน่านพบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบใน 4 อำเภอ และกำลังเฝ้าระวังมวลน้ำที่จะไหลผ่านไปยังอำเภอเมืองน่าน โดยเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน พบผู้เสียชีวิต 1 ราย “พลพีร์” สั่งอพยพกลุ่มเปราะบางเส้นทางน้ำผ่าน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยกระดับการเตือนภัย โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าเพื่อป้องกันความสูญเสียซ้ำซ้อน

ความคืบหน้าและการเตรียมความพร้อมรับมือมวลน้ำ

นายพลพีร์ยังได้ระบุว่า มวลน้ำจากจังหวัดน่านจะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์โดยตรง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะกลุ่มเมฆฝนเริ่มเบาบางลง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงเตรียมเครื่องจักรกลหนักเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทันทีที่น้ำลด ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่กำลังปฏิบัติงานท่ามกลางความยากลำบาก หากท่านพบเห็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีที่สุด

ที่มา – น้ำท่วมน่าน พบผู้เสียชีวิต 1 ราย “พลพีร์” สั่งอพยพกลุ่มเปราะบางเส้นทางน้ำผ่าน

“พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับความคืบหน้าล่าสุดเมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดสกลนครเพื่อตรวจสอบกรณีกลุ่มมิจฉาชีพสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ด้วยการออกตระเวนหลอกลวงชาวบ้านเพื่อนำเอกสารส่วนตัวไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งเหตุการณ์ “พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญให้คนไทยต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น

“พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่นายหน้าบางกลุ่มเข้าไปหลอกลวงชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยอ้างว่าจะนำของมาแจกฟรี แต่มีเงื่อนไขคือต้องนำบัตรประชาชนมาสแกน หรือขอยืมสำเนาทะเบียนบ้านไปใช้ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเอกสารสำคัญเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้จดทะเบียนนิติบุคคลให้กับชาวต่างชาติ โดยพบข้อมูลน่าตกใจว่ามีการนำชื่อชาวบ้านไปจดบริษัทถึง 14 แห่งในบ้านหลังเดียว

เบื้องลึกขบวนการนอมินีข้ามชาติ

จากการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พบความผิดปกติของการจดทะเบียนนิติบุคคลในพื้นที่ 4 อำเภอของสกลนคร รวมทั้งสิ้น 49 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทของชาวต่างชาติสัญชาติจีน 100% โดยใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้า การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นการบิดเบือนกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง นอกจากนี้ นายพลพีร์ยังย้ำชัดว่า “พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ ครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะมีการประสานงานกับตำรวจและ ตม. เพื่อลากคอผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด

  • ระวังตัวให้ดี: อย่าให้บัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้านกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด
  • สังเกตพฤติกรรม: มิจฉาชีพมักมาพร้อมของแจกฟรีเพื่อแลกกับข้อมูลส่วนตัว
  • ตรวจสอบข้อมูล: หากพบความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปกครองหรือตำรวจในพื้นที่ทันที

นอกจากนี้ ยังมีการฝากเตือนไปยังกลุ่มบริษัทบัญชีหรือทนายความที่หวังเพียงเศษเงินจากขบวนการเหล่านี้ ให้หยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายประเทศชาติ เพราะโทษทางอาญานั้นหนักหนาสาหัส การทำงานของรัฐบาลในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการปกป้องสิทธิของคนไทยจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการหลอกลวงในลักษณะนี้ ให้รีบแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวหรือคนรอบข้างตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ เพราะความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลคือสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญสูงสุดในยุคดิจิทัลเช่นนี้

ที่มา – “พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก เมื่อ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน หลังจากได้รับรายงานการกระทำผิดกฎหมายในหลายรูปแบบ ทั้งโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตไปจนถึงเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่เข้ามายึดครองที่ดินทำเลทอง ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยต้องรีบลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน พร้อมล้างบางมาเฟีย

การลงพื้นที่ปฏิบัติการครั้งนี้ นำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง โดยตรวจพบโรงแรมและรีสอร์ทหรู 5 แห่งที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และที่น่าตกใจคือมีการใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินีเพื่อถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังพบร้านขายกัญชาผิดกฎหมายที่มีสาขามากมายและลักลอบออกใบรับรองแพทย์ปลอมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักท่องเที่ยว

เปิดกลโกงเครือข่ายนอมินีและเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบพฤติการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • พบบริษัทนอมินีรวม 104 แห่งที่ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่าคนไทย
  • ครอบครองที่ดินทำเลทองบนเกาะรวมกว่า 124 แปลง
  • ร้านกัญชาไม่มีใบอนุญาตมีการทำรายได้สูงถึง 16 ล้านบาทต่อปี
  • พบการออกใบรับรองแพทย์ปลอมราคาใบละ 300 บาท

นายพลพีร์เน้นย้ำว่า การกระทำที่ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ทางกระทรวงฯ กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและข้าราชการที่อาจมีส่วนรู้เห็น โดยเฉพาะกรณีข้อมูลรั่วไหลที่ทำให้ผู้ประกอบการเถื่อนไหวตัวทันปิดร้านหนีไปได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และจะต้องมีการลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

ในอนาคต กระทรวงมหาดไทยเตรียมผลักดันมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการจำคุกและค่าปรับ เพื่อให้เกาะพะงันและพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ กลับมาเป็นพื้นที่ที่สะอาด ปลอดภัย และสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายไทยว่าอย่าได้ชะล่าใจ เพราะการตรวจสอบจะขยายผลไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

ที่มา – “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผลตรวจสอบเส้นเงิน

มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน

มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการกวาดล้างเครือข่ายทุนจีนสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมและผู้ประกอบการย่านห้วยขวางที่ต้องสงสัยว่าเป็นนอมินีให้ต่างชาติ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

จากการลงพื้นที่ตรวจค้น พบว่ามีขบวนการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การจดทะเบียนนิติบุคคลที่ไม่ถูกต้อง ไปจนถึงการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยไม่แจ้งกระทรวงแรงงาน นายพลพีร์ระบุว่าเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้อาจกระจายตัวอยู่ตลอดทั้งเส้นถนนในย่านห้วยขวาง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบเชิงลึก โดยมุ่งเน้นไปที่การสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

เจาะลึกปมส่วยและเครือข่ายทุนจีน

ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปิดเผยข้อมูลเรื่องสายโทรศัพท์ปริศนาที่พยายามเข้ามาเคลียร์ธุรกิจ โดยมีการเอ่ยถึงการจ่ายส่วยให้ผู้มีอำนาจในพื้นที่ ซึ่งนายพลพีร์ยืนยันว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีละเว้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน ในครั้งนี้

สิ่งที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษคือกระบวนการทุจริตที่มีข้าราชการ บริษัทบัญชี และทนายความร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้กับต่างชาติ ซึ่งข้อมูลจาก มท.2 ระบุว่า:

  • มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของทุนต่างชาติว่ามีเงินสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
  • มีการขยายผลสอบสวนบริษัทบัญชีและบริษัทกฎหมายที่รับจัดตั้งนอมินี
  • เตรียมรื้อคดีการถือสัญชาติไทยของผู้ประกอบการต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยังได้ย้ำเตือนว่า การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ห้วยขวางเท่านั้น แต่รวมไปถึงการวางแผนตรวจสอบสถานบันเทิงย่าน RCA และพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีกด้วย พร้อมทั้งแย้มว่าเตรียมมีข่าวใหญ่ในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าเกี่ยวกับการทลายขบวนการออกบัตรประชาชนให้ชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน ในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการกวาดล้างอิทธิพลมืดที่แฝงตัวมาในรูปแบบทุนต่างชาติ เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อทวงคืนความถูกต้องให้กับระบบเศรษฐกิจไทย หวังว่าการขยับตัวครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ไฟไหม้ฟาง แต่เป็นการถอนรากถอนโคนกลุ่มอิทธิพลที่เอาเปรียบประเทศชาติให้หมดไปเสียที

ที่มา – มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน แย้มเร็วๆ นี้มีข่าวใหญ่

“พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

เจาะลึกปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมบุกทลายธุรกิจต้องสงสัยย่านห้วยขวาง ในภารกิจ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ซึ่งงานนี้ถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการธุรกิจสีเทาอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติทั้งเรื่องใบอนุญาต และการใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี เพื่อประกอบธุรกิจในไทย

ความน่าตกใจของเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการทำธุรกิจผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่กลางคัน ซึ่งนายพลพีร์ได้เปิดเผยว่า ขณะปฏิบัติการมีสายโทรศัพท์เข้ามาจากเจ้าของร้านเพื่อขอเคลียร์คดี โดยอ้างว่ามีการจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานเป็นงวดๆ อยู่แล้ว ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทยหายไปไหน?

ทำไมปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ถึงสำคัญ?

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนต่างชาติที่เอาเปรียบคนไทย โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น: พบชาวจีนถือหุ้นใหญ่โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • การตรวจสอบความปลอดภัย: อาคารไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน
  • การทำธุรกิจผิดกฎหมาย: มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
  • เส้นทางการเงิน: พบความเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์และการชำระเงินที่เลี่ยงภาษี

หลายคนคงตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ครั้งนี้ จะนำไปสู่การจับกุมข้าราชการกังฉินได้จริงหรือไม่ นายพลพีร์ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ผิดคือผิด” และจะไม่ยอมให้ข้าราชการที่ทุจริตมาทำลายผลประโยชน์ของชาติ โดยจะมีการตรวจสอบย้อนหลังทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความสะอาดบ้านเมือง หากภาครัฐเอาจริงเอาจังเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนจะกลับมา และธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายของคนไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างเป็นธรรม การทลายเครือข่ายนอมินีไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการคืนสิทธิและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในพื้นที่อย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว

จับผับเถื่อนฉะเชิงเทรา ปล่อยเด็กเที่ยว ยาเกลื่อน

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโซเชียลมีเดียทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ได้สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบสถานบันเทิงแห่งหนึ่งใจกลางเมือง หลังจากได้รับการร้องเรียนอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย จับผับเถื่อนฉะเชิงเทรา ปล่อยเด็กเที่ยว ยาเกลื่อน จนนำไปสู่การทลายแหล่งมั่วสุมที่หลายคนคาดไม่ถึง

จับผับเถื่อนฉะเชิงเทรา ปล่อยเด็กเที่ยว ยาเกลื่อน

การบุกเข้าตรวจสอบร้าน “90’s บาร์ & เรสเตอรองท์” ในพื้นที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่พบเยาวชนต่ำกว่า 20 ปี เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการตรวจพบยาเสพติดตกกระจายเกลื่อนพื้น ทั้งยาไอซ์และยาเค โดยจากการสุ่มตรวจปัสสาวะพบมีสารเสพติดในร่างกายกว่า 30 คน นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการ จับผับเถื่อนฉะเชิงเทรา ปล่อยเด็กเที่ยว ยาเกลื่อน ครั้งนี้ เป็นการล้างบางแหล่งมั่วสุมอย่างแท้จริง

เบื้องหลังสุดอึ้ง ผู้ใหญ่บ้านคุมเองพร้อมหุ้นส่วนข้าราชการ

นอกจากเรื่องของยาเสพติดและเยาวชนแล้ว ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากคือสถานะของเจ้าของร้าน ที่มีการอ้างว่าเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ และยังระบุว่ามีหุ้นส่วนเป็นข้าราชการอีกหลายคน ซึ่งเรื่องนี้ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการเด็ดขาดว่าห้ามละเว้นเด็ดขาด ใครที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นใครต้องได้รับโทษตามกฎหมายสถานหนัก

  • ตรวจสอบพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี กว่า 40 คน
  • ตรวจเจอสารเสพติดในร่างกายนักท่องเที่ยว 30 คน
  • สถานประกอบการเปิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
  • เตรียมดำเนินคดีขั้นสูงสุดกับเจ้าของและหุ้นส่วนทุกคน

การบุกเข้า จับผับเถื่อนฉะเชิงเทรา ปล่อยเด็กเที่ยว ยาเกลื่อน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยไปยังผู้ประกอบการสถานบันเทิงทั่วประเทศ ว่าการปล่อยปละละเลยให้มีการทำผิดกฎหมาย ทั้งเรื่องการปล่อยเด็กเข้าเที่ยวหรือปล่อยให้มีการเสพยาเสพติดนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ และหากสถานบริการใดมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อคืนความสงบสุขให้แก่สังคมครับ

หากคุณพบเห็นสถานบันเทิงที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงแบบนี้ในพื้นที่ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ปกครองหรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันปกป้องลูกหลานของเราให้ห่างไกลจากอบายมุขและยาเสพติดครับ

ที่มา – จับผับเถื่อนฉะเชิงเทรา ปล่อยเด็กเที่ยว ยาเกลื่อน ผู้ใหญ่บ้านเจ้าของ-ข้าราชการหุ้นส่วน

นายกฯ สั่งด่วน ให้มท.2 ติดตามเหตุกราดยิง รร.ย่านนนทบุรี

นายกฯ สั่งด่วน ให้มท.2 ติดตามเหตุกราดยิง รร.ย่านนนทบุรี

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ล่าสุดเกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นเมื่อมีข่าวการกราดยิงเกิดขึ้นภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี ส่งผลให้ทาง นายกฯ สั่งด่วน ให้มท.2 ติดตามเหตุกราดยิง รร.ย่านนนทบุรี อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

รายงานข่าวเบื้องต้นระบุว่า ในช่วงเช้าของวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ได้รับแจ้งเหตุการใช้อาวุธปืนภายในโรงเรียน ซึ่งมีนักเรียนเป็นผู้ก่อเหตุและมีการทำร้ายครูจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ โดยทางด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รีบเข้ารายงานสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรีทันทีหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาอย่างรวดเร็วที่สุด

รายละเอียดการปฏิบัติงานจากภาครัฐ

หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้เตรียมตัวลงพื้นที่ทันทีเพื่อติดตามเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อบุคคลอื่นเพิ่มเติม โดยเน้นความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนเป็นอันดับแรก

จากการรายงานล่าสุด มีข้อมูลยืนยันว่าผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองภายในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งถือเป็นการปิดฉากเหตุการณ์สลดครั้งนี้ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ปกครองและประชาชนในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

  • รัฐบาลสั่งการให้ มท.2 ลงพื้นที่ทันที
  • เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์และดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • ผู้ก่อเหตุจบชีวิตตัวเองภายในโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม ในฐานะสังคมเราคงต้องกลับมาทบทวนและตั้งคำถามถึงมาตรการการป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนและการดูแลสภาพจิตใจของเยาวชนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเช่นนี้ซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต การติดตามผลจากเหตุการณ์ นายกฯ สั่งด่วน ให้มท.2 ติดตามเหตุกราดยิง รร.ย่านนนทบุรี จึงไม่ใช่เพียงแค่การจัดการเหตุเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานความปลอดภัยให้กับลูกหลานของเราในระยะยาวด้วย

ที่มา – นายกฯ สั่งด่วน ให้มท.2 ติดตามเหตุกราดยิง รร.ย่านนนทบุรี

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งรัดการดำเนินโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” เพื่อให้พื้นที่แนวหน้ามีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจเยี่ยม แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารและกองกำลังอาสารักษาดินแดนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของกำลังพลที่เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง

โครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่บริเวณแนวชายแดนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 ได้วางแผนงานไว้ดังนี้:

  • บรรจุโครงการขยายเขตไฟฟ้าจำนวน 9 พื้นที่เป้าหมาย
  • จัดสรรงบประมาณรวมกว่า 130 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ
  • วางระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมเป็นระยะทางรวมกว่า 12.5 กิโลเมตร
  • พิจารณาติดตั้งระบบพลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อความยั่งยืน

นายพลพีร์ได้เน้นย้ำถึงกำหนดการว่าโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” นี้ จะต้องเริ่มดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2569 และต้องเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้ทันต่อการใช้งานและเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันชายแดนไทยให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

นอกจากนี้ ในเส้นทางคมนาคมจากสามแยกลานยาง ถึงปราสาทตาควาย ระยะทางประมาณ 8.7 กิโลเมตร ยังมีความต้องการด้านไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยในเวลากลางคืน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินเพื่อดำเนินการควบคู่กันไป

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องของสายไฟหรือเสาไฟฟ้าเท่านั้น แต่คือการแสดงออกถึงความห่วงใยจากรัฐบาลที่ส่งตรงถึงผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่แนวหน้า หากระบบไฟฟ้าเสถียรและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้ก้าวหน้าและมีความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างยั่งยืน เรามาร่วมกันติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้ไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – มท.2 ลงพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

รัฐบาลเปิดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีสำหรับใครที่กำลังวางแผนอยากจะติดโซลาร์เซลล์ที่บ้านเพื่อประหยัดค่าไฟและช่วยโลกไปพร้อมกัน เพราะล่าสุดทางรัฐบาลเปิดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจใช้พลังงานสะอาด

รัฐบาลเปิดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อมาตรฐานความปลอดภัย

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมีการขึ้นทะเบียนด้วย คำตอบง่ายๆ เลยครับคือเรื่อง “ความปลอดภัย” เพราะการติดตั้งระบบไฟฟ้าบนหลังคาต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบ้านของคุณจะใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยาวนานกว่า 20 ปี โดยการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการและตรวจเช็กอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้เท่านั้น

ทำไมการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปถึงสำคัญต่อคุณ?

การที่รัฐบาลเปิดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักคือการยกระดับมาตรฐานการติดตั้งให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • มาตรฐานอุปกรณ์: แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ต้องผ่านมาตรฐานสากล เช่น IEC หรือมาตรฐาน มอก.
  • ความมั่นใจของผู้ใช้: ประชาชนสามารถเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองจากรัฐบาลได้โดยตรง
  • ลดภาระค่าใช้จ่าย: รัฐบาลกำลังเดินหน้ามาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนกว่า 500,000 ครัวเรือนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังหาช่างติดตั้งที่ไว้ใจได้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ MEA Call Center โทร. 1130 หรือ PEA Contact Center โทร. 1129 ได้เลยครับ

ในมุมมองของผม นี่คือการเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในบ้านเราครับ เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าไฟรายเดือนได้จริงๆ แล้ว การมีระบบที่ผ่านการรับรองมาตรฐานยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับที่อยู่อาศัยอีกด้วย อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ นี้ผ่านไปนะครับ ใครที่สนใจรีบติดต่อสอบถามข้อมูลกันเข้ามาได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาลเปิดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ถึง 30 ก.ย.นี้ เดินหน้าพลังงานสะอาด

Scroll to top