พังข้าวต้ม

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์ยังคงเฝ้าระวังอาการของ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากพบว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและแสดงอาการอ่อนแรง สถานการณ์ปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วงและยังไม่พ้นขีดอันตราย

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากได้รายงานถึงความคืบหน้าในการดูแลรักษาลูกช้างป่าเพศเมียที่ชื่อว่า “ข้าวต้ม” ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือเนื่องจากพบว่าอยู่ในสภาพอ่อนแอและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ทีมสัตวแพทย์ได้ติดตามอาการของ น้องข้าวต้ม อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

ในเช้าวันที่ 30 ตุลาคม เวลาประมาณ 06.15 น. น้องข้าวต้ม มีอาการชักเกร็งเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อลูกช้าง ทีมสัตวแพทย์ได้รีบเข้าช่วยเหลือและแก้ไขอาการอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งอาการกลับสู่ภาวะปกติและเริ่มกินนมได้ในเวลาต่อมา

แม้ว่า น้องข้าวต้ม จะยังกินนมน้อยกว่าปกติ แต่ก็ยังแสดงความต้องการที่จะกินนม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังมีลักษณะขุ่นและอุจจาระเหลวสีเหลือง แสดงว่าระบบทางเดินอาหารยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทีมสัตวแพทย์จึงได้ให้จุลินทรีย์ชนิดดี (โปรไบโอติก) เพื่อปรับสมดุลในลำไส้อย่างต่อเนื่อง

เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ นอกจากนี้ ยังให้พลาสมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มโปรตีนในเลือด

สถานะของแผลต่างๆ มีความคืบหน้าไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แผลในช่องปากดีขึ้น แผลบริเวณสะดือแห้งดี แผลบริเวณอวัยวะเพศแห้งดี และแผลถลอกบริเวณต่างๆ กำลังฟื้นตัวดีขึ้น

ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการรักษาแผลทุกบริเวณอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ สิ่งที่น่าชื่นใจคือ น้องข้าวต้ม ยังมีกำลังในการถีบตัวลุกขึ้นยืนได้ โดยมีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่คอยช่วยพยุงตัว แสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบประสาทยังทำงานได้ดี อย่างไรก็ตาม การทำกายภาพบำบัดเป็นไปอย่างระมัดระวังและมีข้อจำกัด โดยคำนึงถึงสภาพร่างกายที่ยังอ่อนแอของสัตว์เป็นสำคัญ

ในเวลาประมาณ 22.12 น. น้องข้าวต้ม แสดงอาการอ่อนแรงอีกครั้ง และตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอีกครั้ง ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการแก้ไขอย่างทันท่วงทีจนระดับน้ำตาลกลับสู่ภาวะปกติ แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงแสดงอาการอ่อนแรง จึงได้ให้เกลือแร่เพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนชนิดของน้ำเกลือที่ให้เข้าหลอดเลือดดำ หลังจากปรับเปลี่ยนการรักษา พบว่าลูกช้างป่ามีเรี่ยวแรงมากขึ้น แม้จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตและยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์นำโดย สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากและศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, สพ.ญ.มัชฌมณ แก้วพฤหัสชัย หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) และ น.สพ.นภัส เสวกวรรณ นายสัตวแพทย์ กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้เตรียมพร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอขอบคุณความห่วงใยจากประชาชนที่มีต่อ น้องข้าวต้ม และจะรายงานความคืบหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านส่งกำลังใจให้กับ น้องข้าวต้ม และทีมงานที่ทุ่มเทดูแลอย่างต่อเนื่อง

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ความคืบหน้าอาการล่าสุดของน้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลง

สถานการณ์ของ น้องข้าวต้ม ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า และการทำงานอย่างหนักของทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขอเป็นกำลังใจให้ น้องข้าวต้ม กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ปัจจุบันยังไม่พ้นอันตราย

สวนนงนุชพัทยา เร่งช่วย “น้องข้าวต้ม”

สวนนงนุชพัทยา เร่งส่ง “น้ำนมทองคำเหลว” ช่วยชีวิต “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง! เรื่องราวสุดประทับใจที่แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความใส่ใจในเพื่อนร่วมโลก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับคำสั่งด่วนจาก นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ให้ทีมงานรีดน้ำนมจากแม่ช้างภายในปางช้างอย่างเร่งด่วน เพื่อนำไปช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากแม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากพบว่าน้องข้าวต้มอยู่ในสภาพอ่อนแอที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยาพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยถือเป็นโชคดีที่เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 01.26 น. ได้มีสมาชิกใหม่เป็นลูกช้างเกิดใหม่ ทำให้สามารถรีดน้ำนมจากแม่ช้างได้ทันที เพื่อนำไปช่วยชีวิตน้องข้าวต้มได้อย่างทันท่วงที

สถานการณ์ของน้องข้าวต้มเป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ทำให้การได้รับ “น้ำนมทองคำเหลว” หรือ Colostrum ในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะในน้ำนมช่วงนี้อุดมไปด้วยสารอาหารและภูมิคุ้มกันจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับลูกช้าง

หากพลาดโอกาสทองในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการรอดชีวิตของน้องข้าวต้มอาจลดลงอย่างน่ากังวล การได้รับน้ำนมจากแม่ช้างของสวนนงนุชพัทยาจึงเป็นการต่อชีวิตให้กับน้องข้าวต้มอย่างแท้จริง

น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลง

สวนนงนุชพัทยา เร่งส่ง “น้ำนมทองคำเหลว” ช่วย “น้องข้าวต้ม”

น้ำนมเหลืองคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

น้ำนมเหลือง หรือ Colostrum คือน้ำนมที่ผลิตออกมาในช่วงแรกหลังการคลอดลูก ไม่ว่าจะเป็นในคนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม น้ำนมชนิดนี้มีความพิเศษกว่าน้ำนมปกติ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและแอนติบอดีที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยในช่วงเริ่มต้นของชีวิต

ประโยชน์ของน้ำนมเหลืองสำหรับลูกช้าง:

  • สร้างภูมิคุ้มกัน: แอนติบอดีในน้ำนมเหลืองจะช่วยปกป้องลูกช้างจากเชื้อโรคต่างๆ ในช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่
  • เสริมสร้างการเจริญเติบโต: น้ำนมเหลืองมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกช้าง
  • ช่วยในการขับถ่าย: น้ำนมเหลืองมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้ลูกช้างขับถ่ายขี้เทาได้ง่ายขึ้น

ความสำคัญของ “น้ำนมทองคำเหลว” ต่อน้องข้าวต้ม

สำหรับ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง การได้รับ “น้ำนมทองคำเหลว” จากสวนนงนุชพัทยาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและทำให้ร่างกายของน้องข้าวต้มแข็งแรงขึ้น สวนนงนุชพัทยาได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและจิตใจที่เมตตาต่อสัตว์ร่วมโลก

เรื่องราวของน้องข้าวต้มและน้ำใจของสวนนงนุชพัทยาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนหันมาใส่ใจและช่วยเหลือสัตว์ที่ด้อยโอกาส การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเราสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

มาร่วมเป็นกำลังใจให้น้องข้าวต้มแข็งแรงและกลับคืนสู่ป่าอย่างปลอดภัยกันนะคะ!

ที่มา – สวนนงนุชพัทยา เร่งส่ง “น้ำนมทองคำเหลว” ช่วย “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง

เปิดผลตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม เร่งรักษา

ทีมสัตวแพทย์เร่งตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลงจากแม่ที่ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เบื้องต้นยังอยู่ในภาวะวิกฤติ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเร่งหาแนวทางการรักษาอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 คณะสัตวแพทย์จากหลายหน่วยงาน ทั้งจากสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับนายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสุขภาพและวางแผนการรักษา น้องข้าวต้ม อย่างละเอียด

คณะทำงานประกอบด้วย น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สพ.ญ.ลักษณา ประสิทธิชัย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), สพ.ญ.กานต์พิชชา หาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, ผศ.สพ.ญ.ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, สพ.ญ.สุธีรานันท์ พิพิธวนิชธรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ทีมสัตวแพทย์ได้นำเครื่องเอกซเรย์มาตรวจรักษา น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ถูกส่งตัวมายังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เพื่อตรวจอาการบาดเจ็บอย่างละเอียด การตรวจรักษาอาการบาดเจ็บของน้องข้าวต้มนานกว่า 2 ชั่วโมง และดูแลอย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นทีมสัตวแพทย์จะมีการประชุมเพื่อสรุปผลการเอกซเรย์และการตรวจรักษา

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก กล่าวว่า ได้จัดเตรียมสถานที่และทีมสัตวแพทย์ให้พร้อม เพื่อให้การดูแล น้องข้าวต้ม เป็นไปอย่างสะดวกสบายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและมีฝนตก

น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า เปิดเผยผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พบว่ามีบาดแผลตามลำตัว โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และแผลถลอกบริเวณขาหน้าขวา นอกจากนี้ยังมีรอยถลอกบริเวณข้อเท้าเนื่องจากการลงน้ำหนัก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยืนของลูกช้าง พบว่าแผ่นรองเท้าทั้ง 4 ข้างบางมาก เล็บยาวงอกเกินออกมา ซึ่งเป็นลักษณะผิดปกติ สันนิษฐานว่า น้องข้าวต้ม ไม่ได้ยืน 4 ขาตั้งแต่กำเนิด และเอ็นข้อเท้ามีลักษณะงอพับคล้ายคลึงกับลูกม้า นอกจากนี้ยังพบบาดแผลติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศและสะดือ

ถึงแม้ว่าโดยรวม น้องข้าวต้ม จะมีสุขภาพที่ดีและกินนมได้เยอะ แต่ยังไม่สามารถประคองตัวในการเดินได้ คาดการณ์ว่าบาดแผลตามตัวเกิดจากการประคับประคองจากฝูงช้าง เพื่อช่วยให้ลูกช้างช่วยเหลือตัวเองได้

เปิดผลตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม เร่งรักษา

เป้าหมายหลักในขณะนี้คือการช่วยชีวิต น้องข้าวต้ม ให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน การตัดสินใจนำมาดูแลโดยทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ข้อมูลพื้นฐานของการดูแลสัตว์ชนิดนี้มีความสำคัญยิ่งต่อการวินิจฉัยของทีมแพทย์

หลวงปู่สาคร ซึ่งมีความเมตตาต่อช้างในพื้นที่และติดตามช้างมาโดยตลอด สามารถให้ประวัติของฝูงช้างได้ ทำให้ทราบว่าแม่ช้างเป็นใครและพบเจอลูกช้างเมื่อไหร่ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการดูแลและเตรียมความพร้อมในการรักษา

การดูแล น้องข้าวต้ม อย่างใกล้ชิด

ดังนั้นการได้รับข้อมูลจากหลวงปู่สาคร อาจารย์ประถม ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู รวมถึงคำแนะนำจากคุณหมอหลายท่าน จึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการดูแล น้องข้าวต้ม

แม้ว่าสถานการณ์ของน้องข้าวต้มจะยังน่าเป็นห่วง แต่ด้วยความทุ่มเทของทีมสัตวแพทย์และความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องข้าวต้มจะสามารถกลับมาแข็งแรงและใช้ชีวิตในป่าได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง เราทุกคนขอส่งกำลังใจให้น้องข้าวต้มและทีมงานทุกท่าน

ที่มา – เปิดผลตรวจสุขภาพ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เร่งหาแนวทางการรักษา

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าผิดปกติแต่กำเนิด

ทีมสัตวแพทย์เร่งดูแล “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ทองผาภูมิ พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด ข้อเท้าหน้าทั้งสองข้างมีลักษณะผิดรูป

วันที่ 23 กันยายน 2568 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยผลการตรวจสุขภาพ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าเพศเมียแรกเกิดที่พลัดหลงจากแม่ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยพบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิดหลายจุด แม้ไม่พบการแตกหักของกระดูก

ทีมสัตวแพทย์ที่เข้าร่วมการดูแลและวินิจฉัยอาการของ “พังข้าวต้ม” ประกอบด้วย น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สพ.ญ.ลักษณา ประสิทธิชัย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ, สพ.ญ.กานต์พิชชา หาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, ผศ.สพ.ญ.ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และสพ.ญ.สุธีรานันท์ พิพิธวนิชธรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

จากการตรวจร่างกายเบื้องต้น ณ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก พบว่า “พังข้าวต้ม” มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ น้ำหนัก 118 กิโลกรัม ข้อเท้าหน้าทั้งสองข้างมีลักษณะผิดรูป ไม่สามารถเหยียดตรงได้ และมีอาการเจ็บเมื่อสัมผัสบริเวณสะโพก

ผลการวินิจฉัยเชิงลึกด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ได้แก่ เอกซเรย์: ไม่พบการแตกหักของกระดูก โดยภาพรวมกระดูกเรียงตัวปกติ ยกเว้นบริเวณสะโพกที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจน; อัลตราซาวด์: พบความผิดปกติของเส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าหน้า และพบการอักเสบลักษณะก้อนเลือด (Hematoma) ที่สะโพกขวา และมีการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินสุขภาพและโรคสำคัญ

คณะสัตวแพทย์สรุปว่าอาการดังกล่าวเกิดจากภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด ประกอบกับภาวะร่างกายที่อ่อนแอและความพยายามเอาตัวรอดในธรรมชาติ อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม

เบื้องต้นได้มีการฉีดยาลดปวดและลดอักเสบ พร้อมวางแผนการรักษาระยะยาว โดยเน้นการให้อาหารเสริมโภชนาการควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูให้ลูกช้างสามารถยืนและเคลื่อนไหวได้ในอนาคต หากอาการไม่ดีขึ้นตามที่คาด ทีมสัตวแพทย์จะดำเนินการตรวจซ้ำอีกครั้ง

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด

ลำดับเหตุการณ์การช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม”

  • วันที่ 21 กันยายน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงูได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าเพศเมียในสภาพอ่อนแรงและบาดเจ็บ จึงเข้าช่วยเหลือและตั้งชื่อว่า “ข้าวต้ม” เนื่องจากได้ป้อนน้ำข้าวต้มเพื่อให้พลังงาน
  • วันที่ 22 กันยายน กรมอุทยานฯ เคลื่อนย้ายลูกช้างไปยังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก โดยมีทีมสัตวแพทย์ดูแลตลอดการเดินทาง

ด้านแม่ช้าง เจ้าหน้าที่รายงานว่าได้กลับเข้าฝูงแล้ว และฝูงช้างได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เดิมไปไกลหลายกิโลเมตร

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กำชับให้ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ดูแล “น้องข้าวต้ม” ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยและโอกาสฟื้นตัวแข็งแรงโดยเร็วที่สุด ข่าวการช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม” สร้างความประทับใจให้กับคนรักสัตว์เป็นอย่างมาก และเป็นกำลังใจให้ทีมสัตวแพทย์ในการดูแลอย่างเต็มที่

การดูแล “น้องข้าวต้ม” เป็นภารกิจที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและ Passion เป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ช่วยเหลือชีวิตน้อยๆ นี้ครับ

ที่มา – “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด

Scroll to top