พัฒนาคุณภาพชีวิต

“นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐ

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นน่าสนใจในแวดวงการพัฒนาสังคม เมื่อ“นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำงบประมาณหรือสิ่งของไปมอบให้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ควรได้รับอย่างเต็มที่

“นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง

การดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้การนำของนายนิกร โสมกลาง ได้มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่ “อยู่ดี มีโอกาส” สำหรับทุกคน โดยเฉพาะการลงพื้นที่จ.พิษณุโลกในครั้งนี้ ได้มีการขับเคลื่อนนโยบาย พม. 8 ด้าน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การมอบเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน ไปจนถึงการสนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอบางระกำ

สรุปภารกิจสำคัญเมื่อ “นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว มีความช่วยเหลือที่ส่งตรงถึงมือประชาชนที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การมอบหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.1) ให้กับสมาชิกนิคมสร้างตนเองบางระกำ
  • การมอบบัตรประจำตัวคนพิการและการประเมินความพิการเชิงสังคม
  • การสนับสนุนเงินอุดหนุนโครงการบ้านพอเพียง เพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
  • การมอบเงินสงเคราะห์แก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคมและผู้สูงอายุ

นายนิกรได้ย้ำว่า “ที่ดิน” คือฐานรากสำคัญของชีวิต หากประชาชนมีที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีอาชีพ มีรายได้ ก็จะนำไปสู่ครอบครัวที่เข้มแข็ง และท้ายที่สุดชุมชนก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยกระทรวง พม. พร้อมจะเป็น “กำแพงพิงหลัง” และผู้สร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

นอกเหนือจากเรื่องที่ดินแล้ว ทางกระทรวงยังได้เยี่ยมชมโมเดลการจัดเก็บรายได้ของนิคมสร้างตนเองบางระกำจากกิจการพลังงาน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนในท้องถิ่น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแค่การสงเคราะห์ระยะสั้น แต่เป็นการมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าภาครัฐกำลังปรับตัวเข้าหาประชาชนอย่างจริงจัง การทำงานเชิงรุกแบบนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และรัฐพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้นในทุกมิติ เชื่อมั่นว่าหากแนวทางนี้ถูกขยายผลไปทั่วประเทศ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่เข้มแข็งได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง

นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการบ้านของการเคหะฯ ที่มักจะมีประเด็นเรื่องคุณภาพโผล่มาให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด คุณนฤพล เรืองปัญญาโรจน์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดประเด็นผ่านการนฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ ในการอภิปรายงบประมาณปี 2570 ซึ่งถือว่าน่าสนใจและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนอย่างมากครับ

นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ

ปัญหาหลักที่คุณนฤพลได้หยิบยกขึ้นมาคือ การที่รัฐบาลพยายามทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยปี 2570 ตั้งเป้าสร้างเพิ่มถึงกว่า 16,000 หน่วย ทั้งที่โครงการเก่าๆ ยังขายไม่ออกนับพันแห่ง การเพิ่มงบสร้างใหม่โดยไม่วิเคราะห์ปัจจัยด้านอุปสงค์และทำเลให้รอบคอบ จึงเปรียบเสมือนการนำเงินภาษีประชาชนไปลงทุนในสิ่งที่อาจไม่คุ้มค่า

ทำไมโครงการรัฐถึงมักจะมีปัญหาคุณภาพตามมา?

คุณนฤพล ยังตอกย้ำด้วยว่า นฤพล ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ คิดแต่สร้าง แต่ไม่ได้คุณภาพ เพราะที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากที่เข้าอยู่อาศัยแล้วต้องเจอกับสภาพบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างแตกร้าว วัสดุไม่ทนทาน ไปจนถึงพื้นที่ส่วนกลางที่เหมือนจะถูกลืม ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความลำบาก แทนที่จะได้บ้านที่ดีขึ้น กลับกลายเป็นภาระในการซ่อมแซมและกังวลเรื่องความปลอดภัยแทน

  • จุดอ่อนเรื่องทำเลที่ตั้ง ซึ่งมักจะไกลจากแหล่งงานและระบบขนส่งมวลชน
  • พื้นที่ส่วนกลางที่ขาดการดูแลและไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
  • การบริหารจัดการที่ไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมและยกระดับที่อยู่อาศัยเดิมลงอย่างมาก ทั้งที่ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสร้างจำนวนให้ถึงเป้าหมาย แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อย กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้ามาจัดการปัญหาที่อยู่อาศัย เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่เข้าใจความต้องการของเพื่อนบ้านได้ดีที่สุด การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนย่อมดีกว่าการสร้างของใหม่ที่ไม่เคยได้ใช้งานจริง

ที่มา – “นฤพล” ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ ตำหนิ คิดแต่สร้างบ้านเพิ่ม แต่ไม่ได้คุณภาพ

“เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

ในปัจจุบันประเด็นการพัฒนาภาคใต้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างดุเดือดในรัฐสภา โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำฝ่ายค้านอย่าง “คุณเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ออกมาเบรกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญคือ “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก ซึ่งถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการปกป้องคนในพื้นที่ไม่ให้ถูกเบียดขับไปอยู่ข้างหลังโครงการที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลข GDP

มุมมองจากฝ่ายค้าน: “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

เหตุผลหลักที่คุณณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมาอภิปราย คือความกังวลว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเดินซ้ำรอยเขตเศรษฐกิจพิเศษเดิม (EEC) ที่ผลประโยชน์มักตกไปอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ แต่คนในพื้นที่กลับต้องเผชิญกับมลพิษและการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม การที่คุณณัฐพงษ์ประกาศว่า “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก จึงเป็นการตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลว่ากำลังพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนในประเทศ หรือเพียงแค่ต้องการสร้างเส้นทางผ่านให้ต่างชาติขนส่งสินค้าเท่านั้น

ทำไมภาคใต้ต้องโตด้วยยุทธศาสตร์ใหม่?

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคใต้กำลังเผชิญหน้าอยู่มีทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ รายได้ที่กระจุกตัว และปัญหาที่ดินทำกินที่รัฐบาลควรหันมาแก้ไขก่อนการลงทุนโครงการระดับล้านล้านบาท สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านได้นำเสนอคือแนวคิด SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) ซึ่งเน้นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ดังนี้:

  • การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตชาวใต้ด้วยน้ำประปาที่ดื่มได้และขนส่งสาธารณะ
  • การไม่ต้องเวนคืนที่ดินจำนวนมหาศาลหรือยกเว้นกฎหมายพิเศษ
  • การสร้างเศรษฐกิจที่การันตี GDP เติบโตอย่างทั่วถึง

แทนที่จะมุ่งเน้นการสร้างสะพานเชื่อมสินค้าที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและป่าชายเลน เราควรเปลี่ยนทิศทางมาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชนประมงท้องถิ่นจะเป็นเป้าหมายที่เป็นธรรมกับคนไทยทุกคนมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปรับทัศนคติจากการมองเห็นแค่ผลประโยชน์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็นการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมชาติจริงๆ ให้เป็นที่ตั้งในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

หากเราต้องการเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่และการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ทุกคนได้ประโยชน์ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง คุณมีความเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจภาคใต้ครั้งนี้?

ที่มา – “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาชีวิต

“อัครา” ชู MOU 4 กระทรวง 3 สมาคม อปท. พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มต้นจากครอบครัว พร้อมหนุน “พม.ใกล้คุณ” เข้าถึงสิทธิสวัสดิการทั่วไทย 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวปาฐกถา “การยกระดับและการพัฒนาคนใกล้คุณ : Family First & Care Economy” , ทิศทางงานด้านการพัฒนาสังคม และสวัสดิการ แบบ Family First , โอกาส และความท้าทายของเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) และบทบาทหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นใกล้คุณ ในงาน “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวต้อนรับ ซึ่งมี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. พร้อมหัวหน้าหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค  และเจ้าหน้าที่ ทีม พม.ใกล้คุณ ทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายอัครา กล่าวว่า ตนขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเพียร และการไม่ทอดทิ้งกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสตรี เด็กและเยาวชน เสริมพลังครอบครัว และโอบอุ้มผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ แรงบันดาลใจในการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับการคุ้มครองทางสังคมในการสร้างโอกาสทางอาชีพที่วัดผลได้จริง ซึ่งวันนี้เราเป็นตัวแทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.), สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย, สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ขอร่วมสืบสานพระราชปณิธาน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เริ่มจากครอบครัวสู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติต่อไป

นายอัครา กล่าวว่า ตามที่ตนได้มอบนโยบายให้กับกระทรวง พม. และได้นิยามแนวทางการทำงานของกระทรวง พม. ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวง พม. โดยยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และวางแผนการพัฒนาคนแบบ Family First ที่ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว มีการเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ การติดตามแก้ไขหนี้สินแบบมุ่งเป้า และการพัฒนาอาชีพใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจใส่ใจ หรือ Care Economy ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงาน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาสังคม และปัญหาของกลุ่มคนเปราะบางของประเทศไทยได้ ทั้งนี้ จึงขอเชิญร่วมเป็นพันธมิตรในการทำงานในมิติใหม่แบบบูรณาการร่วมกับกระทรวง พม. ซึ่งนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเป็นนโยบายที่มาจากปัญหาใกล้ตัว โดยประกอบด้วย 2 นโยบายสำคัญ ได้แก่ การลดรายจ่ายครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ และการสร้างเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) ด้วยการสร้างอาชีพใกล้ครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับการลดรายจ่ายครัวเรือนนั้น มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน นั้น มีการส่งเสริมหลายมิติ อาทิ การเป็นผู้ดูแลคนพิการหรือผู้สูงอายุ การใช้กลไกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในการระดมภาคเอกชนและประชาชน ให้เป็น Market Place ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพสำหรับกลุ่มคนเปราะบางได้ ในขณะที่ เศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) จำเป็นต้องมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ได้รับความร่วมมือกับกระทรวง ศธ. กษ. และ กก. รวมทั้ง 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการทำงานร่วมกับกระทรวง พม. ในเชิงรุก และนำภารกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วมาต่อยอดขยายผลและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพใกล้บ้านให้กับทุกครอบครัว อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกๆ หน่วยงานมีการอบรมหลากหลายด้านเพื่อสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมด้านการเพาะปลูก การประกอบอาชีพอาหาร การท่องเที่ยวชุมชน และการขายของออนไลน์

นายอัครา กล่าวว่า วันนี้ ทั้ง 3 สมาคม อปท. จะเป็นเจ้าภาพ โดยยึดพื้นที่ (Area Base) เป็นสำคัญ เนื่องจากทั้ง 3 สมาคม อปท. ทำงานใกล้ชิดกับครอบครัวในพื้นที่ และทำงานแบบมุ่งเป้า เพื่อให้เกิดการพัฒนาแผนงาน โครงการ หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงนาม MOU ในช่วงบ่ายของวันนี้ เราจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการ โดยการกำหนดพื้นที่ (Area Base) ของครอบครัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก กลุ่มครอบครัวในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ขับเคลื่อนโดยทุกๆ หน่วยงาน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มครอบครัวในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม.

นายอัครา กล่าวว่า การลงนาม MOU ในวันนี้ ยังเป็นโอกาสในการเริ่มต้นการพัฒนาคนในสังคมที่ใส่ใจจากหน่วยเล็กๆ จากครอบครัวสู่ชุมชน หมู่บ้านสู่ตำบล อำเภอสู่จังหวัด เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคนของชาติแบบบูรณาการร่วมกันทั้ง 7 หน่วยงาน โดยขอนำเสนอแนวทางการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่ อาทิ กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ พี่น้องบนพื้นที่สูง และคนชายขอบภาคเหนือ ซึ่งบริโภคไข่ไก่ในราคาที่สูง เพราะต้องซื้อไข่มาจากที่อื่น และต้องบวกราคาในการขนส่ง เป็นปัญหาเล็กๆ ที่เรามองข้าม จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ไข่ใกล้คุณ” คือ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ในชุมชน โดยกระทรวง กษ. จะเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต มาตรฐานการบริหารจัดการด้านปศุสัตว์ทั้งระบบ และกระทรวง ศธ. จะเข้ามาส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในวัยเรียนเข้าถึงโปรตีนจากไข่ไก่ที่เลี้ยงเองในครัวเรือน รวมถึงการรวมกลุ่มที่โรงเรียน ภายใต้โครงการไข่เพื่อน้อง ในขณะที่ กระทรวง กก. จะเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนที่มีกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วม อาทิ มีการอุดหนุนการซื้อไข่ไก่ในโครงการไข่เพื่อน้อง โดย 3 สมาคม อปท. นอกจากเข้ามาร่วมกันชี้เป้าพื้นที่แล้ว ยังเป็นหน่วยงานสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ร่วมกับกระทรวง พม. ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานของพื้นที่กับหน่วยงานผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการดูแลกลุ่มเปราะบางให้มีอาชีพใกล้บ้านได้จริง

นอกจากนี้ จะมีการขับเคลื่อนโครงการศูนย์ร่วมสุข โดยกระทรวง พม. ให้เป็นศูนย์กลางของจังหวัด เพื่อการพัฒนาโอกาสทางอาชีพและการมีรายได้, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว และตลาดเกษตรปลอดภัย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย, โครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย เพื่อพัฒนาทุกชุมชนและกลุ่มคนเปราะบางให้มีสูตรอาหาร มีครัว และเชื่อมโยงกับการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นสู่การแปรรูป ให้เกิดโอกาสในการจำหน่ายและยกระดับการสร้าง Content เป็นจุดเด่นของพื้นที่ นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย

สำหรับกลุ่มเปราะบางในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม. นั้น ถือว่าเป็นครอบครัวของ พม. เช่นกัน ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ เราจะทำอย่างไรให้เกิดครอบครัว และครอบครัวอุปถัมภ์ที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งในการดูแลคนเปราะบาง ด้วยกลไกของการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมของภาครัฐ ตลอดจนสมาชิกครอบครัวมีรายได้ มีงานใกล้บ้าน ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัว และคนเปราะบางดีขึ้น ถือเป็น “มาตรการกันซ้ำ” หรือการไม่ให้กลุ่มเปราะบางต้องวนเวียนในการเข้า-ออก ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม ของกระทรวง พม. ให้สามารถดูแลกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นับว่าทั้ง 3 สมาคม อปท. เป็นด่านป้องกันคนเปราะบางก่อนกลับเข้าศูนย์ สถาน บ้าน นิคม และที่สำคัญ ต้องมีการเร่งพัฒนาบริการต่างๆ อาทิ Day Care ที่เปิดพื้นที่ของชุมชนเพื่อฟื้นฟู-พึ่งพาอาศัย ลดภาระครอบครัวช่วงทำงาน เป็นต้น

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะคนเคยทำงานในท้องถิ่น ตนมั่นใจว่า หากเรามีกระบวนการบริหารจัดการให้ 1 ครอบครัว ได้รับสิทธิสวัสดิการสังคมตามที่บริหารจัดการให้ มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวมีงาน มีอาชีพใกล้บ้าน จะเป็นการลดรอยต่อในการเข้าถึงหน่วยงาน “ใกล้ตัว” ที่มีการแก้ปัญหาแบบบูรณาการได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ พม.ใกล้คุณ สามารถทำงานใกล้กับทุกๆ หน่วยงานเพื่อพัฒนาคุณภาพครอบครัว และพัฒนาสังคมได้ ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณทุกท่านจากใจของครอบครัว พม. และทุกครอบครัวของกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของเราในวันนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนจาก “ความตั้งใจ” ให้เป็น “พลังปฏิบัติ” ที่จับต้องได้ และเราจะนำพาทุกชีวิตเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างไร้รอยต่อ มีงาน มีรายได้ใกล้บ้าน เป็นการเพิ่มโอกาสอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ความอบอุ่นเริ่มจากบ้าน แผ่สู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติสืบไป

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

ทำไมต้อง “พม.ใกล้คุณ”

นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” มีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ ผ่านการสร้างอาชีพใกล้บ้านให้มากยิ่งขึ้น กระทรวง พม. มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

โครงการต่างๆ ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ได้แก่ โครงการศูนย์ร่วมสุข, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว, และโครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบาง

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสังคมที่ใส่ใจ จากหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว สู่ชุมชน และระดับประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างเท่าเทียมกัน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกัน

ที่มา – “อัครา” ชู MOU หนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

Scroll to top