พายุคัลแมกี

นายกฯ สั่งรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนน้ำท่วม!

นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เตรียมพร้อมรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง ภาคใต้ และ กทม. อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. นี้ สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

วันที่ 6 พ.ย. 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนาม ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชั่น เคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 อาจส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. 2568

นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”

เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ดังนี้

ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ภาคกลาง จำนวน 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรปราการ

ภาคใต้ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล

และกรุงเทพมหานคร ขอให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง

ภาคใต้คลื่นลมแรง

สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่พื้นที่บริเวณภาคใต้ จำนวน 6 จังหวัด ดังนี้ จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง อำเภอสุขสำราญ และอำเภอกะเปอร์) จังหวัดพังงา (อำเภอเกาะยาว อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี) จังหวัดภูเก็ต (ทุกอำเภอ) จังหวัดกระบี่ (อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอคลองท่อม อำเภอเกาะลันตา อำเภอเหนือคลอง และอำเภออ่าวลึก) จังหวัดตรัง (อำเภอกันตัง อำเภอสิเกา อำเภอปะเหลียน และอำเภอหาดสำราญ) และจังหวัดสตูล (อำเภอเมืองสตูล อำเภอละงู อำเภอท่าแพ และอำเภอทุ่งหว้า)

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”

“นายกรัฐมนตรีสั่งการทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” เน้นให้การช่วยเหลือเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างเคร่งครัด” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและวางแผนอพยพ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

การรับมือกับพายุ “คัลแมกี” ไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นความร่วมมือของทุกคนในสังคม การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติและทำให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและสังคม

ดังนั้น การ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจและร่วมมือกัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”เตือนทุกภาคอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน 7-9 พ.ย.นี้

เขื่อนภูมิพล ปรับแผนรับมือพายุคัลแมกี

สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เตรียมแผนการระบายน้ำแบบขั้นบันได ตั้งรับพายุ “คัลแมกี” ย้ำจัดการน้ำอย่างรอบคอบ ไม่กระทบประชาชน-ตุนไว้ใช้ในหน้าแล้ง

วันที่ 6 พ.ย. 68 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนภูมิพล โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดตาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เข้าร่วมประชุม 

จากนั้น คณะผู้ร่วมประชุมได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณโดยรอบเขื่อนภูมิพล โดยนายไพฑูรย์ เปิดเผยว่า จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “พายุคัลแมกี” ซึ่งจากอิทธิพลของพายุจะส่งผลให้ในช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ 

ในเรื่องนี้ สทนช. ได้ร่วมกับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ฝน สถานการณ์น้ำท่า และปริมาณน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในแนวพื้นที่รับฝนจากพายุคัลแมกี ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อนเกือบ 100% จึงต้องมีการวางแผนพร่องระบายน้ำจากแต่ละเขื่อนอย่างรอบคอบรัดกุม 

โดยจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนอุบลรัตน์ สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วงและสามารถรองรับปริมาณฝนที่จะตกมาเพิ่มได้  ในวันนี้ สทนช. จึงได้เดินทางมาเขื่อนภูมิพล เพื่อดูข้อมูลจริงในพื้นที่และได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ วางแผนบริหารจัดการรองรับสถานการณ์พายุให้ดีที่สุด และส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด  

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลวันนี้ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 13,195 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 98.02% ของความจุเก็บกัก ระดับน้ำสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 259.14 เมตร (เต็มที่ สูงสุด ที่ 260 เมตร รทก.) มีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้อีก 266.92 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 1.98 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ที่ 25 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานข้อมูลพยากรณ์ฝน 7 วันล่วงหน้า คาดว่าจะมีปริมาณฝนในพื้นที่เขื่อน 80 มม. ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสะสม 301.92 ล้าน ลบ.ม. หากปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำแบบขั้นบันได เป็น 30 ล้าน ลบ.ม./วัน (เดิมตามแผน 25 และ 30) พบว่าในอีก 7 วันจะมีปริมาตรน้ำ 13,323 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของความจุเก็บกัก โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้ กฟผ. วางแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในอัตรา 30 ล้าน ลบ.ม./วัน ขยับไปที่ 40 และ 45 ล้าน ลบ.ม./วัน สูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม./วัน ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนฯ เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 20 เซนติเมตร โดยมวลน้ำจากเขื่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ผ่านจังหวัดตาก จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค์ จนถึงเขื่อนเจ้าพระยาใช้เวลาอีก 8-9 วัน ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยขอให้ กฟผ. พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเขื่อน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อด้านท้ายน้ำเป็นสำคัญ 

พร้อมให้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับพื้นที่และประชาชนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ได้ทัน ซึ่งน้ำที่ระบายจากเขื่อนภูมิพลนี้ก็จะส่งต่อไปพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่ง ณ วันนี้ ที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,988 ลบ.ม./วินาที คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 6 – 14 พ.ย. ปริมาณน้ำที่จุดนี้จะอยู่ในช่วง 2,833 – 3,110 ลบ.ม.ต่อวินาที และมีปริมาณน้ำที่มาจากลุ่มน้ำสะแกกรัง (side flow) ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 336 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงได้วางแผนระบายน้ำท้ายเขื่อนที่เจ้าพระยาให้คงอยู่ในอัตรา 2,700 ลบ.ม./วินาที และวางแผนผันไปฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมดุลกันเพื่อเร่งระบายออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

“ปี 2568 นี้ มีปริมาณฝนที่ตกสะสมค่อนข้างสูงอย่างเห็นได้ชัด พบว่า ณ วันที่ 3 พ.ย.68 มีปริมาณฝนสะสม 1,600 มม. มากกว่าค่าปกติ 8% ขณะที่ปี 2567 ปริมาณฝนสะสม 1,705 มม. มากกว่าค่าปกติ 5% สำหรับในปีที่มีฝนตกปริมาณสูงเป็นพิเศษ เช่น ปี 2565 พบว่าปริมาณฝนสะสม 2,012 มม. มากกว่าค่าปกติ 24% และปี 2554 มีปริมาณฝนสะสม 1,974.9 มม. มากกว่าค่าปกติ 20% จากสถานการณ์ฝนที่ได้คาดการณ์และเกิดขึ้นจริง ทุกหน่วยงานจะต้องวางแผนร่วมกันเพื่อกักเก็บน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งให้ได้เกือบเต็มความจุเก็บกักซึ่งได้ดำเนินการล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อให้มีน้ำในเขื่อนมากที่สุดเพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน ตามปฏิทินการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม อย่างไรก็ตาม สทนช. และทุกหน่วยงานก็ยังคงต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุในช่วงถัดจากนี้ไปอย่างเข้มข้น โดยต้องวางแผนจัดการจราจรน้ำในแต่ละพื้นที่แบบเป็นกลุ่มลุ่มน้ำเพื่อให้สอดคล้องและสัมพันธ์กันและช่วยบรรเทาผลกระทบในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากที่สุด” รองเลขาธิการ สทนช. กล่าว

เขื่อนภูมิพลกับการรับมือพายุคัลแมกี

แผนการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพล

การปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลเป็นแบบขั้นบันได ถือเป็นมาตรการที่รอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันน้ำท่วมและการสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคต การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนนี้

ที่มา – “เขื่อนภูมิพล” ปรับแผนการระบายน้ำ เป็นแบบขั้นบันได รับพายุ “คัลแมกี”

ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุคัลแมกี! ไทยฝนตกหนักมาก

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! “กรมอุตุนิยมวิทยา” ออกประกาศฉบับที่ 2 เตือนภัยจากพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ระหว่างวันที่ 7–9 พฤศจิกายนนี้ หลายจังหวัดอาจได้รับผลกระทบ เตรียมรับมือกันให้พร้อม!

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนเรื่องพายุ “คัลแมกี” ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (KALMAEGI) บริเวณทะเลจีนใต้ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนกลางช่วงวันที่ 6-7 พ.ย. 2568 ก่อนจะอ่อนกำลังลง

ผลกระทบจากพายุคัลแมกี จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 พ.ย. 2568 และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ทางกรมอุตุฯ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงเกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันจะมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย. 68

กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ที่กำลังจะมาถึง

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, และอุบลราชธานี

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ขอนแก่น, และชัยภูมิ

ภาคกลาง : นครสวรรค์, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, และตราด

ภาคใต้ : พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, และสตูล

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, และสกลนคร

ภาคกลาง : นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครปฐม, สมุทรสงคราม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองบัวลำภู, และหนองคาย.

เตรียมพร้อมรับมือ! ไทยฝนตกหนักมาก จากพายุคัลแมกี

สถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

ที่มา – ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เช็กจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

เวียดนามอ่วม! รับมือไต้ฝุ่นคัลแมกีซ้ำเติม

เวียดนามกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง หลังจากเพิ่งประสบกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 37 ราย ล่าสุด พวกเขากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ที่คาดว่าจะพัดเข้าสู่ชายฝั่งตอนกลางของประเทศ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดขึ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่มในภาคกลางของเวียดนามอย่างเต็มกำลัง หลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและยังมีผู้สูญหายอีกหลายราย ขณะที่ไต้ฝุ่นคัลแมกี กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้

สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงและดินถล่มที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง บ้านเรือนหลายพันหลังถูกกระแสน้ำพัดพาไป หมู่บ้านจำนวนมากถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ระบบไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารถูกตัดขาด รวมถึงเมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ

ไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมเวียดนาม

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของเวียดนามได้ออกประกาศเตือนว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกี กำลังทวีกำลังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าเมื่อพายุเข้าสู่ทะเลจีนใต้ในวันพุธนี้ จะมีความเร็วลมสูงสุดถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตอนกลางของเวียดนามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ล่าสุด ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำเฮืองและแม่น้ำโบในเมืองเว้ ได้เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับอันตราย และคาดว่าสถานการณ์ฝนตกหนักจะยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายวัน สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ในปีนี้ เวียดนามต้องเผชิญกับพายุขนาดใหญ่มาแล้วหลายลูก ทั้งพายุรากาซา บัวลอย และแมตโม ซึ่งพัดกระหน่ำประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พายุเหล่านี้ได้คร่าชีวิตและทำให้มีผู้สูญหายรวมกันกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์ในฟิลิปปินส์

เมื่อคืนที่ผ่านมา ไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้พัดผ่านหมู่เกาะตอนกลางของฟิลิปปินส์ รวมถึงเกาะเซบู ซึ่งเพิ่งเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.9 เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาและยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู เจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพประชาชนมากกว่า 70,000 คน ในจังหวัดชายฝั่งตะวันออก และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย

ทางการฟิลิปปินส์ได้เตือนว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกี จะทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องและมีคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 3 เมตร ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงในพื้นที่ลุ่มต่ำและชายฝั่ง หน่วยกู้ภัยและหน่วยยามฝั่งได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยเหลือประชาชน และสั่งห้ามชาวประมงออกทะเลในพื้นที่เสี่ยงแล้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวียดนามและฟิลิปปินส์ตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อสภาพอากาศสุดขั้ว การเตรียมพร้อมรับมือและวางแผนป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเราและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคต

ที่มา – เวียดนามอ่วม เตรียมรับไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมความเสียหายอีก

อัปเดต! เส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ใกล้ฟิลิปปินส์

สถานการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา! วันนี้เรามาอัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ที่กำลังจะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์กันค่ะ ข่าวนี้สำคัญมากๆ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ ดังนั้นเราต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดนะคะ

อัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” จ่อเคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์ ต้องติดตามเป็นระยะ

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ได้ออกมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเส้นทางของพายุโซนร้อน “คัลแมกี” อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าพายุกำลังจ่อเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ แต่ทิศทางของพายุยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า พายุโซนร้อน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก และคาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้

คาดการณ์เส้นทาง “คัลแมกี” และผลกระทบ

จากข้อมูลล่าสุด คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2568 พายุโซนร้อน “คัลแมกี” จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม แต่เมื่อปะทะกับอากาศเย็นก็จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากทิศทางและความรุนแรงของพายุยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้ว่าพายุจะอ่อนกำลังลงเมื่อเข้าใกล้เวียดนาม แต่ก็อาจจะยังคงมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ ดังนั้นเราจึงควรเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน
  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรา ดังนั้นอย่าลืมติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัดนะคะ

หวังว่าข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะคะ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนและครอบครัวของคุณ เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – อัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “คัลแมกี” จ่อเคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์ ต้องติดตามเป็นระยะ

Scroll to top