พายุเข้า

เตรียมรับมือฝนตกหนัก เตือน 55 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

ช่วงสัปดาห์นี้ต้องบอกเลยว่าสภาพอากาศบ้านเราค่อนข้างน่าเป็นห่วงครับ เพราะมีการประกาศแจ้งเตือนให้เร่ง เตรียมรับมือฝนตกหนัก เตือน 55 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 4-6 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ไมสัก” ที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ทางตอนใต้ของจีน แม้ศูนย์กลางจะไม่เข้าไทยโดยตรง แต่ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและอีสาน รวมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังแรง ส่งผลให้ทั่วประเทศมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เตรียมรับมือฝนตกหนัก เตือน 55 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก

วันนี้ผมเลยอยากสรุปข้อมูลให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันครับว่า มีจังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวและวางแผนการเดินทางหรือจัดการที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยครับ

เจาะลึกพื้นที่เสี่ยงภัยตามรายภาค

จากการประกาศของ ปภ. มีพื้นที่รายภาคที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ดังนี้ครับ:

  • ภาคเหนือ 17 จังหวัด: แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัด: เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง 15 จังหวัด: กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
  • ภาคใต้ 8 จังหวัด: ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

นอกจากเรื่องของน้ำท่วมแล้ว ในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ยังต้องระมัดระวังเรื่องคลื่นลมแรงในทะเลด้วยนะครับ ทางการได้ย้ำแล้วว่าห้ามเดินเรือหรือลงเล่นน้ำในเขตอันตรายโดยเด็ดขาด

สำหรับการ เตรียมรับมือฝนตกหนัก เตือน 55 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดครับ ใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมย้ายของขึ้นที่สูง เตรียมอุปกรณ์ส่องสว่าง และเบอร์ติดต่อฉุกเฉินไว้ให้พร้อม หากสถานการณ์ดูไม่น่าไว้วางใจ การอพยพไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยตามที่ทางการจัดไว้คือทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

ขอให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพและระมัดระวังในการเดินทางในช่วงที่ฝนตกหนักแบบนี้ด้วยนะครับ หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุได้ที่แอปฯ “THA DISASTER ALERT” หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันครับ

ที่มา – เตรียมรับมือฝนตกหนัก เตือน 55 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก

กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 3 พายุไมสัก ทำไทยฝนตกเพิ่มขึ้น

ช่วงนี้ใครที่มีแผนเดินทางหรือต้องออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านต้องเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศกันให้ดีเลยครับ เพราะล่าสุดทาง กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 3 พายุไมสัก ทำไทยฝนตกเพิ่มขึ้น ทั่วทุกภาค โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากอิทธิพลของพายุลูกนี้

สถานการณ์ล่าสุด กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 3 พายุไมสัก ทำไทยฝนตกเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 3 เกี่ยวกับพายุโซนร้อนไมสัก (MAYSAK) ซึ่งแม้ว่าศูนย์กลางของพายุจะไม่เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่การเคลื่อนตัวผ่านเกาะไหหลำและมุ่งหน้าสู่ประเทศจีนตอนใต้ ประกอบกับร่องมรสุมและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ครับ

ผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวังตามประกาศ กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 3 พายุไมสัก ทำไทยฝนตกเพิ่มขึ้น

สำหรับช่วงวันที่ 3-6 กรกฎาคม 2569 พี่น้องประชาชนในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ควรระมัดระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ นอกจากนี้ทางทะเลยังมีคลื่นลมแรง โดยเฉพาะทะเลอันดามันตอนบนที่มีคลื่นสูงถึง 2-3 เมตร ชาวเรือควรตรวจสอบสภาพอากาศและงดออกจากฝั่งหากมีประกาศเตือนครับ

  • ภาคเหนือและอีสานตอนบน: ระวังฝนตกหนักถึงหนักมากตลอดช่วง
  • ชาวเรือ: ควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในพื้นที่ที่มีฝนฟ้าคะนอง
  • การเดินทาง: วางแผนการเดินทางล่วงหน้าและตรวจสอบเส้นทางที่อาจเกิดน้ำท่วมขัง

สถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงนี้ถือเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เลยนะครับ นอกจากต้องดูแลสุขภาพจากอาการเจ็บป่วยที่มาพร้อมกับสายฝนแล้ว การหมั่นติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอจะช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพและเดินทางด้วยความปลอดภัยครับ

ที่มา – กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 3 “พายุไมสัก” ทำไทยฝนตกเพิ่มขึ้น เช็กจังหวัดคาดได้รับผลกระทบ

ปภ.แจ้งติดตามเส้นทาง พายุดีเปรสชัน ไม่กระทบไทยโดยตรง

ปภ.แจ้งติดตามเส้นทาง พายุดีเปรสชัน ไม่กระทบไทยโดยตรง

ในช่วงสัปดาห์นี้ ใครที่วางแผนจะเดินทางหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งคงต้องเช็กสภาพอากาศกันให้ดีนะครับ เพราะล่าสุดทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกมาประกาศให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ปภ.แจ้งติดตามเส้นทาง พายุดีเปรสชัน ที่ก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางอย่างใกล้ชิด แม้ว่าในขณะนี้แนวโน้มจะระบุว่าพายุลูกนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ความแปรปรวนของสภาพอากาศก็ยังเป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้เลยครับ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการติดตามเส้นทาง พายุดีเปรสชัน

แม้ศูนย์กลางของพายุจะไม่เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่การที่ ปภ.แจ้งติดตามเส้นทาง พายุดีเปรสชัน ครั้งนี้ ก็เพื่อเตือนให้ประชาชนในหลายพื้นที่รับมือกับปริมาณฝนที่อาจเพิ่มสูงขึ้น โดยอิทธิพลของพายุลูกนี้ประกอบกับร่องมรสุมอาจทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ดังต่อไปนี้ครับ:

  • ภาคเหนือ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
  • ภาคกลาง

นอกจากนี้ ในส่วนของภาคใต้ฝั่งอันดามัน ยังต้องเจอกับอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง พี่น้องในพื้นที่เหล่านี้ควรจัดเตรียมแผนการเดินทางและระมัดระวังเรื่องน้ำท่วมขังหรือดินโคลนถล่มด้วยนะครับ

การที่ ปภ.แจ้งติดตามเส้นทาง พายุดีเปรสชัน ในช่วงวันที่ 2-6 กรกฎาคม 2569 นี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณให้เราทุกคนไม่ประมาท สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาหรือประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอยู่เสมอ เพราะสถานการณ์พายุสามารถเปลี่ยนทิศทางหรือเพิ่มความรุนแรงได้ตลอดเวลา หากใครพบเหตุสาธารณภัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ในมุมมองของผม การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องเกินความจำเป็นครับ แม้พายุจะไม่ได้ปะทะเราเต็มๆ แต่ฝนที่ตกหนักก็อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตหรือการเดินทางได้ ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพและติดตามข่าวพยากรณ์อากาศรายวันเพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัวนะครับ

ที่มา – ปภ.แจ้งติดตามเส้นทาง “พายุดีเปรสชัน” ไม่กระทบไทยโดยตรง แต่ทำให้ฝนตกเพิ่มขึ้น

2 รมต.ฉะเชิงเทรา! รับมือวิกฤตน้ำ สั่งตั้งเครื่องผลักดัน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด 2 รัฐมนตรีลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา สั่งการเชิงรุกรับมือวิกฤตน้ำ “สุรศักดิ์” ย้ำ อว. พร้อมบูรณาการร่วมหน่วยงานในพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา วางแผนระบายน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำรับมือพายุถล่ม

วันที่ 9 พฤศจิกายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเร่งด่วน ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการระบายน้ำในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก โดยมี นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นายไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วม ที่ลานอเนกประสงค์วัดสุทธาวาส ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

จากสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเข้าสู่ภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเผชิญหน้ากับปัจจัยซ้อนทางอุทกภัยถึง 3 ระลอกพร้อมกัน ได้แก่ 1) น้ำเหนือหลากและน้ำท่วมขังเดิม: พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะทุ่งรับน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำสะสมในระดับสูง 2) น้ำทะเลหนุนสูง: ในช่วงวันที่ 6-13 พฤศจิกายน 2568 ภาวะน้ำทะเลหนุนดันมวลน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ช้าลงอย่างมาก และ 3) น้ำฝนจากพายุลูกใหม่: อิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” จะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ในช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 นั้น ก่อให้เกิดมวลน้ำมหาศาลไว้ในพื้นที่ ทำให้ศักยภาพการระบายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานขึ้น

นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกันในเชิงรุก ซึ่งขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอู่ทหารเรือ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการสำรวจและกำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำหรือเรือผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก จำนวน 10 จุด เรือผลักดันน้ำ 50 ลำ คาดการณ์สามารถผลักดันน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการนำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเราไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุน แต่คือหน่วยงานที่ทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ โดยมีหน่วยงานหลักอย่าง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่จะร่วมกันบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อรับมือวิกฤตน้ำในพื้นที่ อาทิ ข้อมูลดาวเทียมจากดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ในการติดตามและจัดทำแผนที่พื้นที่น้ำท่วมจริง (Real-time Flood Extent) ทำให้เราเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และแอปพลิเคชัน Thai water ครอบคลุมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า เช่น ปริมาณฝน, ระดับน้ำในแม่น้ำและเขื่อน, คลื่นลมในทะเล, พายุ และคุณภาพอากาศ

“นอกจากนี้ การบูรณาการข้อมูลดังกล่าวจะทำให้หน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถวางแผนการระบายน้ำล่วงหน้า กำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำได้อย่างตรงจุด และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นความมุ่งหวังของ อว. ที่จะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ เพื่อบรรเทาผลกระทบและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนให้ได้มากที่สุด“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

2 รมต.ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา รับมือวิกฤตน้ำ สั่งตั้งเครื่องผลักดัน

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีทั้งสองท่านในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตน้ำและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุน

เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อรับมือวิกฤตน้ำ

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

  • กำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 10 จุด
  • ใช้เรือผลักดันน้ำ 50 ลำ
  • คาดการณ์ผลักดันน้ำ 5 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

การบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เป็นกุญแจสำคัญในการรับมือวิกฤตน้ำในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไป จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – 2 รมต.ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา รับมือวิกฤตน้ำ รมว.อว. สั่งตั้ง 50 เครื่องผลักดันน้ำบรรเทาอุทกภัย

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เข้าไทย

สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานถึงการอ่อนกำลังของพายุ “คัลแมกี” ซึ่งกำลังสลายตัว แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในอีก 1-2 วันข้างหน้า

ส่วน พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ที่หลายคนจับตามองนั้น มีการคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศในประเทศของเรา ณ ขณะนี้

อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยวิเคราะห์แผนที่อากาศผิวพื้นและภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าพายุ “คัลแมกี” ได้อ่อนกำลังลงและกำลังจะสลายตัว กลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมภาคเหนือและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีกลุ่มเมฆฝนปกคลุมต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบกลุ่มฝนกำลังอ่อนถึงปานกลางปกคลุมต่อเนื่องทางภาคเหนือและภาคกลางด้านตะวันตก ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่

เส้นทางล่าสุดของพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง”

สำหรับเส้นทางของ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” นั้น ณ เวลา 04:00 น. ของวันที่ 8 พฤศจิกายน พายุฯ กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายน หลังจากนั้น พายุจะเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ มุ่งหน้าไปยังช่องแคบไต้หวัน และขึ้นฝั่งทางด้านตะวันออกของประเทศจีน

ถึงแม้ว่า พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทยโดยตรง แต่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย

สถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แม้ว่าพายุจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนที่เรารัก

ที่มา – อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ

ทล. เฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. พร้อมเส้นทางเลี่ยง

กรมทางหลวง (ทล.) สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตรวจสอบเส้นทางน้ำท่วมและแนะนำเส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง

จากสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า “พายุคัลแมกี” จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่อาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก กรมทางหลวงจึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องจักรกล และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ สุโขทัย นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และอุทัยธานี ซึ่งอาจมีฝนตกต่อเนื่องและมีน้ำล้นตลิ่งในบางจุด กรมทางหลวงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการดังนี้:

  • เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและอุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงที่ตัดผ่านพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก พร้อมรายงานสถานการณ์ไปยังศูนย์บริหารงานอุบัติภัย กรมทางหลวง
  • ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายบอกระดับน้ำ และเสาแสดงแนวเขตทางอย่างชัดเจน เพื่อเตือนผู้ใช้ทางให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และเมื่อระดับน้ำลดลง ให้เร่งประเมินความเสียหายและซ่อมแซมเบื้องต้นโดยเร็ว
  • บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนกำลังคน เครื่องจักรกลหนัก รถบรรทุกน้ำ ยานพาหนะ และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชน
  • จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งการอำนวยความสะดวกในการสัญจร การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น

กรมทางหลวงได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบัน และเส้นทางเลี่ยง

ปัจจุบัน โครงข่ายทางหลวงหลายแห่งประสบปัญหาอุทกภัย ทำให้บางเส้นทางไม่สามารถสัญจรได้ กรมทางหลวงจึงได้ประกาศเส้นทางเลี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

เส้นทางที่ได้รับผลกระทบและเส้นทางเลี่ยง (ข้อมูล ณ วันที่…)

  1. จังหวัดเชียงใหม่
    • ทล.1012 ฮอด – วังลุง – บ้านนาคอเรือ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
    • ทล.1322 เชียงดาว – บ้านเมืองนะ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
  2. จังหวัดสุโขทัย
    • ทล.125 ช่วงกม.14+000 – 19+800 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.1272 และ สท.3017
    • ทล.1347 ช่วงกม. 0+100 – 5+200 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.125 (โค้งตานก) และ ทล.12
  3. จังหวัดอุทัยธานี
    • ทล.3319 ช่วงกม. 17+800 – 18+400 อ.ทับทัน (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางเลียบเขื่อนวังล่ม และ ทล.3221

หากต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัยบนทางหลวง สามารถติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเดินทาง

การเตรียมพร้อมรับมือกับ “พายุคัลแมกี” และสถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งสำคัญ กรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด วางแผนการเดินทางล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

ช่วงฤดูฝนแบบนี้ การตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ที่มา – ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

“พิพัฒน์” รับลูก “นายกฯ อนุทิน” กำชับทุกหน่วยคมนาคมเฝ้าระวังพายุ “คัลแมกี” เฝ้าระวัง 9 จังหวัดอีสาน เสี่ยงน้ำท่วม ย้ำโครงข่ายคมนาคม “ถนน–ราง–น้ำ–อากาศ” เตรียมแผนรับมือพร้อมคน เครื่องมือ เข้าพื้นที่ทันทีใน 24 ชม.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) กรมเจ้าท่า (จท.) และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำหากเกิดน้ำท่วมให้เร่งระบายน้ำออกโดยเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ชุมชนหนาแน่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตเสี่ยงภัยน้ำท่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 6–7 พฤศจิกายน ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชัน จากนั้นจะเคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 โดยจะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก (มากกว่า 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และ นครราชสีมา

อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และถนนชำรุดเสียหาย ต้องเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งด้านบก ราง น้ำ และอากาศ จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมวางแผนรับมือเฉพาะหน้าในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ลำธาร และพื้นที่ริมแม่น้ำที่อาจเกิดน้ำล้นตลิ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนในกรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าพื้นที่บริหารจัดการเส้นทางทันที เตรียมอุปกรณ์พร้อมจัดทำทางเลี่ยงและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน หากมีการร้องขอ และหากพบถนนหรือสะพานขาด ให้เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้โดยเร็ว ในกรณีที่มีต้นไม้หักโค่นหรือสิ่งกีดขวางถนน ให้ระดมเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการเก็บกู้และเปิดทางทันที รวมถึงจัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยงทันที

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของการเดินทางทางน้ำ ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด หากมีพายุหรือคลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วนเรือขนาดใหญ่ควรชะลอการเดินทางจนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ

สำหรับประชาชนทั่วไป หากพบพื้นที่มีน้ำท่วมขัง น้ำหลาก หรือมีความเสี่ยงต่อการสัญจร ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจมีสายไฟฟ้า กิ่งไม้ หรือสิ่งกีดขวางที่เป็นอันตราย พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำและป้ายเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดทุกแห่งให้เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์เส้นทาง และมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา หากประชาชนต้องการสอบถามหรือติดต่อแจ้งเหตุ สามารถโทรสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชม.) และเว็บไซต์ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (HDMS) สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 และสายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า “กระทรวงคมนาคมพร้อมทำงานเชิงรุกตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า ทุกเส้นทางคมนาคมจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หน่วยงานของกระทรวงจะเข้าช่วยเหลือภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน”.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

จากสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย กระทรวงคมนาคมได้เตรียมพร้อมรับมือและช่วยเหลือประชาชนใน 9 จังหวัดภาคอีสานอย่างเต็มที่ หน่วยงานต่างๆ ได้ถูกสั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทันท่วงที นี่คือความมุ่งมั่นของกระทรวง“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

มาตรการ “คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

กระทรวงคมนาคมได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อ“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี ดังนี้:

  • จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
  • เตรียมพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน
  • จัดทำทางเลี่ยงในกรณีที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด
  • ติดตั้งสะพานเบลีย์ในกรณีที่ถนนหรือสะพานขาด
  • จัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำให้ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจเกิดขึ้นในช่วงพายุ

“คมนาคม” ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามหรือแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมตลอด 24 ชั่วโมง.

การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญ และกระทรวงคมนาคมได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การทำงานเชิงรุกและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “คมนาคม” รับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งทุกหน่วยพร้อมช่วย 9 จว.อีสาน ตลอด 24 ชม.

ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุคัลแมกี! ไทยฝนตกหนักมาก

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! “กรมอุตุนิยมวิทยา” ออกประกาศฉบับที่ 2 เตือนภัยจากพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ระหว่างวันที่ 7–9 พฤศจิกายนนี้ หลายจังหวัดอาจได้รับผลกระทบ เตรียมรับมือกันให้พร้อม!

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนเรื่องพายุ “คัลแมกี” ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (KALMAEGI) บริเวณทะเลจีนใต้ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนกลางช่วงวันที่ 6-7 พ.ย. 2568 ก่อนจะอ่อนกำลังลง

ผลกระทบจากพายุคัลแมกี จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 พ.ย. 2568 และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ทางกรมอุตุฯ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงเกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันจะมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย. 68

กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ที่กำลังจะมาถึง

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, และอุบลราชธานี

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ขอนแก่น, และชัยภูมิ

ภาคกลาง : นครสวรรค์, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, และตราด

ภาคใต้ : พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, และสตูล

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, และสกลนคร

ภาคกลาง : นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครปฐม, สมุทรสงคราม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองบัวลำภู, และหนองคาย.

เตรียมพร้อมรับมือ! ไทยฝนตกหนักมาก จากพายุคัลแมกี

สถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

ที่มา – ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เช็กจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

พายุไต้ฝุ่นบัวลอยจ่อขึ้นฝั่งเวียดนาม ฝนตกหนักไทย

พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนาม กระทบไทย “ฝนตกหนัก” หลายพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศฉบับที่ 6 เกี่ยวกับ พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนาม กระทบไทย “ฝนตกหนัก” หลายพื้นที่ โดยพายุนี้กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งเวียดนาม และจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในรูปแบบของฝนตกหนักที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 28-30 กันยายน 2568

พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนาม กระทบไทย “ฝนตกหนัก” หลายพื้นที่

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2568 พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” (BUALOI) อยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ห่างจากเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ 170 กิโลเมตรทางทิศตะวันออก ที่ละติจูด 16.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 109.8 องศาตะวันออก โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนในวันที่ 29 กันยายน 2568 จากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันตามลำดับ

อิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” จะทำให้ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ซึ่งมีกำลังแรง ส่งผลให้เกิด ฝนตกหนัก ในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่อาจมีฝนตกหนักมากบางแห่ง

พื้นที่เสี่ยงภัยจากพายุไต้ฝุ่น “บัวลอย”

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมตัวรับมือกับฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่

  • น้ำท่วมฉับพลัน
  • น้ำป่าไหลหลาก
  • น้ำล้นตลิ่ง

โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และที่ลุ่มน้ำขัง นอกจากนี้ คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงเกิน 3 เมตรในที่ที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูง 2 เมตร และสูงเกินในจุดฝนตก

ขอให้ชาวเรือระมัดระวังในการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนที่ควรงดออกจากฝั่งในช่วง 28-30 กันยายน 2568 เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

จากสถานการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าพายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” ไม่เพียงกระทบเวียดนามเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพอากาศในไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักที่อาจรบกวนการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน ผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศอย่างสม่ำเสมอและเตรียมอุปกรณ์กันฝนหรือย้ายไปพื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับในการรับมือฝนตกหนัก เช่น การติดตั้งระบบระบายน้ำในบ้านเรือน การหลีกเลี่ยงการข้ามสะพานน้ำท่วม และการเตรียมเสบียงอาหารและน้ำดื่มไว้ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์พายุไต้ฝุ่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นในยุคปัจจุบัน การติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้จะช่วยให้เราปรับตัวได้ทันท่วงที

ขอให้ทุกท่านโปรดติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยในช่วงฝนตกหนักนี้ หากมีข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุฯ หรือโทรสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนาม กระทบไทย “ฝนตกหนัก” หลายพื้นที่

Scroll to top