พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย เมื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ปรากฏตัวในงานสัมมนาพรรคประชาชน เพื่อส่งต่อพลังและประสบการณ์ให้กับสมาชิกพรรค โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดสำคัญที่ว่า “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปสู่การเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับการสร้าง Alternative Thailand

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตเศรษฐกิจ คุณพิธาได้เตือนให้ สส. พรรคประชาชนต้องมีความพร้อมและคิดให้เหนือกว่ารัฐบาลหนึ่งก้าวเสมอ การที่คุณพิธาได้เดินทางไปถ่ายทอดประสบการณ์ในต่างประเทศ ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชนถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ และนี่คือสิ่งที่ สส. ทุกคนต้องตระหนักถึงภารกิจในการสร้าง “Alternative Thailand” หรือประเทศไทยที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

  • เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย: เป็นคำสอนที่เตือนสติให้สมาชิกมองเห็นความสำเร็จที่ผ่านมา ทั้งการขยายฐานเสียงและการเติบโตของพรรค
  • การติดตามสถานการณ์โลก: การประเมินผลกระทบจากเวทีการเมืองโลก เพื่อนำมาปรับใช้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
  • ความสามัคคีคือหัวใจ: การยึดหลักปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน เพื่อสร้างทีมที่เข้มแข็ง

ด้านคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในทศวรรษที่ 2570 ว่าพรรคไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเมืองไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิม แต่เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคประชาชนสามารถเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้จริงและจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ที่ลอยลม

การสร้างฐานมวลชนที่เข้มแข็งผ่านการเอาชนะทั้งทางความคิดและการเมือง คือกุญแจสำคัญที่พรรคกำลังเร่งขับเคลื่อน หาก สส. สามารถเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวังและความเชื่อมั่นได้สำเร็จ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน สำหรับใครที่ติดตามทิศทางของพรรคประชาชน นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า พวกเขาจะนำพาประเทศไปสู่จุดเปลี่ยนที่ตั้งใจไว้ได้อย่างไร

ที่มา – “พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง 44 สส.ก้าวไกล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทยกันดีกว่า ที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ เลย นั่นคือกรณี ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เรื่องนี้หลายคนคงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โตขนาดนี้ มาฟังกันแบบชิลๆ เลยนะ

ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

อย่างที่ทราบกัน วันที่ 9 เมษายน 2567 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดๆ ว่าป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ตัวแทนไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อดำเนินคดีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับอดีต ส.ส. ก้าวไกลอีก 44 คน ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ป.ป.ช. ย้ำหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยสักนิด แต่เป็นการพิจารณาตามหลักจริยธรรมของ ส.ส. ว่าเนื้อหาในร่างกฎหมายที่พวกเขานำเสนอ มีความสมควรหรือไม่

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูนะ ส.ส. มีสิทธิ์เสนอร่างกฎหมายได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ป.ป.ช. บอกว่าต้องดูที่ ‘เนื้อหา’ และ ‘การกระทำ’ ด้วย เช่น เนื้อหาร่างกฎหมายนั้นสมควรไหม สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมของ ส.ส. หรือเปล่า โดยเฉพาะกรณีนี้ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็น敏感มาก ป.ป.ช. ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายไม่สมควร และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

กระบวนการพิจารณาของป.ป.ช. เป็นอย่างไร

ป.ป.ช. ยืนยันว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่รับเรื่อง วินิจฉัย จนยื่นศาล เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจังหวะการเมืองเลย ส่วนว่าจะให้ ส.ส. เหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ นั่นเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะตัดสินเอง ศาลจะดูหลักฐานและพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

  • เหตุผลหลัก: ส.ส. ต้องรักษามาตรฐานจริยธรรม ไม่กระทำการอันเป็นที่รังเกียจ
  • ไม่ใช่การเมือง: พิจารณาเนื้อหาและการกระทำจริงๆ
  • อำนาจศาล: ตัดสินหยุดหน้าที่ ส.ส. หรือไม่
  • 44 คน: รวมพิธาและ ส.ส. ก้าวไกลที่เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว

เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามในสังคมเยอะมาก เช่น มันจะกระทบพรรคก้าวไกลยังไง? จะทำให้ ส.ส. ต้องพักงานไหม? หรือเป็นจุดเริ่มต้นของคดีใหญ่? เพื่อนๆ คิดว่าป.ป.ช. ทำถูกหรือเปล่าในการตรวจสอบจริยธรรมแบบนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการเมืองไทย

ถ้าศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. 44 คนนี้ พรรคก้าวไกลอาจเสียกำลังหลักไปเยอะเลยนะ เพราะพิธาเป็นหัวหน้าที่มีบทบาทสำคัญ แถมพรรคนี้กำลังเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าคดีนี้จบยังไง ก็อาจกลายเป็นบทเรียนให้ ส.ส. ทุกพรรค ต้องระวังในการเสนอกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่敏感ต่อสังคม

ส่วนตัวผมคิดว่าการมีป.ป.ช. มาควบคุมจริยธรรมเป็นเรื่องดีนะ มันช่วยให้การเมืองสะอาดขึ้น แต่ก็ต้องโปร่งใสและยุติธรรมด้วย ไม่งั้นคนจะมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองซะแล้ว

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามบล็อกของเราเพิ่มเติมนะครับ เราจะอัปเดตทุกเรื่องร้อนให้ฟังแบบเป็นกันเอง มีความเห็นหรือมุมมองยังไง คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย! การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง อย่าพลาดเด็ดขาด

ที่มา – ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ป.ป.ช. ส่งสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ศาลฎีกา

ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามองในแวดวงการเมืองไทยวันนี้เลยนะครับ เมื่อเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เดินทางมาถึงศาลฎีกาพร้อมเอกสารกองโต เรียกได้ว่าจัดเต็มเพื่อยื่นคดีผิดจริยธรรมร้ายแรงต่อ สส. 44 คนจากพรรคก้าวไกล ที่เคยเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. นำรถตู้มาถึงถึง 3 คัน บรรทุกสำนวนคดีจำนวน 10 ลังใหญ่ ขนาดที่ต้องใช้รถเข็นช่วยกันลากเข้าไปในอาคารศาล มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลมาร่วมตรวจนับอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จะเดินทางเข้าไปยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ

ภาพรถตู้จอดเรียงรายและลังเอกสารที่กองพะเนิน กลายเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรอบคอบและจริงจังของ ป.ป.ช. ในการดำเนินคดีนี้ ซึ่งถือเป็นคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ สส. หลายสิบคน และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเมืองไทยในอนาคต

พื้นหลังของคดี ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง

คดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 หรือ พ.ศ. 2564 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้รวบรวมรายชื่อ สส. ในพรรคจำนวน 44 คน (ไม่ครบทุกคนในพรรค) เพื่อยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จำนวน 5 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นคือร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็น敏感ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม

ป.ป.ช. มองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงของ สส. ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอาจขัดต่อหลักการปกป้องสถาบันหลักของชาติ จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีจริยธรรม เพื่อวินิจฉัยและลงโทษ หากศาลรับคำร้องและมีคำสั่ง สส. เหล่านี้อาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

10 สส. พรรคประชาชนที่ยังคงถูกจับตา

ที่น่าสนใจคือ ในจำนวน 44 สส. ดังกล่าว มีถึง 10 คนที่ปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่ง สส. ในพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่สืบต่อจากพรรคก้าวไกล โดยแบ่งเป็น:

  • สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน:
  • 1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
  • 2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค
  • 3. นายรังสิมันต์ โรม
  • 4. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง
  • 5. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
  • 6. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
  • 7. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
  • 8. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
  • สส.แบบแบ่งเขต 2 คน:
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

บุคคลเหล่านี้เป็นแกนนำสำคัญของพรรค หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อพรรคประชาชนและการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตแน่นอน

ผลกระทบและการลุ้นผลคดี

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรม แต่ยังสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนการปฏิรูปสถาบัน กับฝ่ายที่ยึดมั่นในประเพณีเดิม การแก้ 112 เคยเป็นวาระใหญ่ของเยาวชนและนักเคลื่อนไหว แต่ถูกมองว่าเกินเลยในสายตาของ ป.ป.ช. และผู้พิทักษ์สถาบัน ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องศาลฎีกาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ และหากรับแล้ว จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. 10 คนหรือไม่

ในมุมมองของผม คดีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อเสรีภาพในการเสนอกฎหมายของ สส. ถ้าศาลตีความกว้างเกินไป อาจทำให้ สส. กลัวไม่กล้าเสนอร่างกฎหมายที่ sensitive แต่ถ้าศาลตีความแคบ จะช่วยรักษาสมดุลการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกำหนดทิศทางการเมืองไทยไปอีกนาน

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตทุกวันกับเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับคดีนี้!

ที่มา – ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว

มิราเคิล เล้าจน์ ร่อนแถลงขออภัย ทิม พิธา-ก้อย

เหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อ มิราเคิล เล้าจน์ ร่อนแถลงขออภัย ต่อคู่รักชื่อดังอย่าง “ทิม พิธา” และ “ก้อย อรัชพร” หลังจากเกิดกรณีพนักงานแอบถ่ายภาพภายในห้องรับรองสุดหรูของบริษัท สร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าหลายรายที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกแถลงการณ์ดังกล่าว การตอบสนองของบริษัท และบทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้ เพื่อให้คุณเข้าใจบริบททั้งหมด

มิราเคิล เล้าจน์ ร่อนแถลงขออภัย

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 เพจเฟซบุ๊ก MIRACLE LOUNGE ได้โพสต์แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นด้วยการทักทาย “เรียน ลูกค้าและผู้มีอุปการคุณทุกท่าน” บริษัทยอมรับว่าพึ่งทราบเรื่องจากสื่อสังคมออนไลน์เช่นเดียวกับสาธารณชน และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้า โดยเฉพาะคู่ “ทิม พิธา-ก้อย อรัชพร” ที่ตกเป็นเหยื่อของการแอบถ่าย

ในแถลงการณ์ระบุชัดเจนว่า บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับความเป็นส่วนตัว โดยมีนโยบายห้ามพนักงานถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ หรือเผยแพร่ข้อมูลลูกค้าเด็ดขาด เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรฐานจริยธรรมในการบริการ การกระทำของพนักงานดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบอย่างร้ายแรง โดยบริษัทไม่มีส่วนรู้เห็นหรืออนุมัติ

รายละเอียดการลงโทษและมาตรการแก้ไข

บริษัทมิราเคิล เล้าจน์ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และยืนยันว่าจะลงโทษพนักงานที่เกี่ยวข้องทางวินัยขั้นร้ายแรงโดยไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลพนักงาน สื่อสารนโยบายความเป็นส่วนตัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเสริมมาตรการควบคุมภายใน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

  • นโยบายห้ามถ่ายภาพ: พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด
  • การตรวจสอบ: ใช้เทคโนโลยีและการอบรมเพื่อป้องกันการละเมิด
  • การขออภัย: ขอโทษอย่างจริงใจต่อลูกค้าทุกท่านที่อาจเสียความเชื่อมั่น
  • การยกระดับบริการ: มุ่งรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด

บริบทของเหตุการณ์มิราเคิล เล้าจน์ ร่อนแถลงขออภัย

ห้องรับรองมิราเคิล เล้าจน์ เป็นสถานที่พักผ่อนสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าคนสำคัญ โดยปกติลูกค้าจะคาดหวังความเป็นส่วนตัวสูงสุด แต่เหตุการณ์พนักงานแอบถ่าย “ทิม พิธา-ก้อย อรัชพร” ทำให้เกิดคำถามถึงระบบรักษาความปลอดภัย PDPA ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562 กำหนดให้ธุรกิจต้องปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุด 5 ล้านบาท เหตุการณ์นี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในอุตสาหกรรมบริการหรู

ไม่เพียงแต่ดาราคนดังเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ลูกค้าทั่วไปก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันได้ ดังนั้น การที่ มิราเคิล เล้าจน์ ร่อนแถลงขออภัย อย่างรวดเร็วและโปร่งใส จึงเป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

บทเรียนและคำแนะนำสำหรับผู้ใช้บริการห้องล็องจ์

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้หลายประการ ประการแรก ลูกค้าควรตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของสถานก่อนเข้าใช้บริการ ประการที่สอง ธุรกิจต้องลงทุนในระบบ CCTV ที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ และอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สังคมโซเชียลก็มีส่วน โดยไม่ควรแชร์ภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต

PDPA ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือปกป้องสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์มีค่า เหตุการณ์มิราเคิล เล้าจน์ จึงเป็นเคสศึกษา-worthy ที่ทุกคนควรติดตาม

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าความไว้วางใจต้องสร้างจากความโปร่งใส มิราเคิล เล้าจน์ ทำได้ดีแล้วในการตอบสนองรวดเร็ว คุณคิดอย่างไรกับการจัดการครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์ประสบการณ์การใช้ห้องล็องจ์ของคุณให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ จะช่วยให้ทุกคนระวังตัวมากขึ้น!

ที่มา – “มิราเคิล เล้าจน์” ร่อนแถลงขออภัย “ทิม พิธา-ก้อย อรัชพร” สั่งลงโทษพนักงานแอบถ่าย

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามอง นั่นคือมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล จากกรณียื่นร่างแก้ไขมาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ม.112 ซึ่งถูกมองว่ามีเจตนาเซาะกร่อนและบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์แล้ว โดยชี้ว่าการกระทำนี้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อ สส. พรรคก้าวไกล 44 คน นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปรับปรุงเนื้อหา ม.112 ป.ป.ช. เห็นว่าการเสนอร่างนี้ไม่ใช่แค่สิทธิปกติของ สส. แต่มีเนื้อหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นการไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้า หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงนานนับปี ตั้งแต่กลางปี 2568 ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายได้คัดค้านและขอชี้แจงทั้งเป็นหนังสือและด้วยวาจา ป.ป.ช. จึงใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความยุติธรรม สุดท้ายมีมติส่งสำนวนทั้งหมดไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 30 วัน

เหตุผลหลักคือ การกระทำของทั้ง 44 คนมีเจตนาร่วมกัน ไม่สามารถแยกได้ว่าใครทำอะไรแยกต่างหาก ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 แม้เลขาธิการสภาฯ จะทักท้วงแล้ว แต่ สส. เหล่านี้ยังยืนยันเสนอต่อ นอกจากนี้ยังเอาเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งก่อความเสียหายต่อชาติอย่างร้ายแรง

ใครคือ 44 สส.ก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด

  • นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ผู้ริเริ่ม)
  • นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายสมชาย ฝั่งชลจิตร
  • และอื่นๆ รวม 44 ราย (รายชื่อเต็มดูในข่าวต้นทาง)

ทั้งหมดถูกกล่าวหาฐานไม่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อความเสื่อมเสียต่อตำแหน่ง สส. และขัดมาตรา 219 รัฐธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.บ.ปปช. มาตรา 28

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทยที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเส้นแดง การเสนอแก้ ม.112 ถูกตีความต่างกัน บางฝ่ายเห็นว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ ป.ป.ช. ชี้ว่าเกินขอบเขตจริยธรรม สส. ต้องยึดมั่นรัฐธรรมนูญ หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด อาจนำไปสู่การสิ้นสุดสถานะ สส. และผลกระทบต่อพรรคก้าวไกล

ในมุมมองของผู้เขียน มติมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงต้องเคารพหลักนิติธรรมและสถาบันหลัก หากละเลยอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไรในอนาคต? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิดทั้ง 44 สส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112 เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจงยังไม่มีสรุป

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองในช่วงนี้ หลังจากมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 44 คน จากพรรคก้าวไกล ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ออกมาโต้แย้งข่าวดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีการนำวาระดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 จริง แต่การประชุมครั้งนั้นเป็นการประชุมลับ และยังไม่สามารถสรุปผลได้ในทันที เลขาฯ ป.ป.ช. ฝากถึงสื่อมวลชนและประชาชนให้ใจเย็นๆ รอฟังผลอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจมีการแถลงในช่วงเย็นของวันเดียวกัน หากได้ข้อสรุป หรืออาจเลื่อนการประชุมหากยังไม่พร้อม

กรณีศึกษาการลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112

ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากอดีต สส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ที่ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นมาตราเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมของ สส. ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายจริยธรรม ป.ป.ช. จึงรับเรื่องมาพิจารณาเพื่อตรวจสอบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ โดยพิจารณาจากหลักฐานและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

  • อดีต สส. 44 คน ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112
  • ป.ป.ช. นำเข้าที่ประชุมลับเพื่อพิจารณา
  • ยังไม่มีมติชี้มูลความผิด
  • เลขาฯ ขอให้รอผลอย่างเป็นทางการ
  • อาจแถลงข่าวช่วงเย็นวันเดียวกัน

ผลกระทบและมุมมองต่อสังคม

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวอดีต สส. เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานอิสระที่ต้องรักษาความโปร่งใสและเป็นกลาง การโต้ข่าวลือของเลขาฯ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ถูกต้อง สังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเด็นจริยธรรมนักการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่กระจายข่าวสารอย่างรวดเร็ว ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดได้ง่าย ป.ป.ช. จึงต้องระมัดระวังในการสื่อสารเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ มาตรา 112 ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ การเสนอแก้ไขจึงมักถูกจับตามองจากทุกฝ่าย หาก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าผิดจริง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป แต่หากไม่ผิด ก็จะเป็นการคลี่คลายความตึงเครียดได้ หากคุณกำลังติดตามข่าวการเมืองไทย เรื่องนี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการตรวจสอบที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ

ในมุมมองของผู้เขียน การขอให้ “ใจเย็นๆ” จาก ป.ป.ช. เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงการไม่รีบร้อนตัดสินใจ ซึ่งช่วยรักษาความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม สุดท้ายแล้ว ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวปลอม

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ

5 แยกลาดพร้าวแตก ด้อมส้ม รอเจอ “ทิม-เท้ง” ขอมวลชนกาส้ม 2 ใบให้ถล่มทลาย

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดคึกคักที่ 5 แยกลาดพร้าวแตก ด้อมส้ม รอเจอ “ทิม-เท้ง” ขอมวลชนกาส้ม 2 ใบให้ถล่มทลาย กันเถอะ! ในวันหาเสียงสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แกนนำพรรคประชาชนอย่าง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, “ทิม” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และศิริกัญญา ตันสกุล ได้ผนึกกำลังขึ้นรถคาราวานหาเสียงทั่วกรุงเทพฯ อ้อนวอนพี่น้องประชาชนให้กาพรรคส้มทั้ง 2 ใบแบบถล่มทลาย เพื่อตั้งรัฐบาลประชาชนที่แท้จริง

คาราวานแบ่งเป็น 2 สายสุดมันส์: สาย “ก่อนอรุณจะรุ่ง” นำโดยเท้งและทิม วิ่งจากฝั่งธน ผ่านกาญจนาภิเษก กัลปพฤกษ์ บรมราชชนนี ตลาดสดธนบุรี พรานนก พุทธมณฑลสาย 4 ไปเยาวราช ส่วนสาย “ปักธงไชย” นำโดยพิธา วิ่งกรุงเทพเหนือ-ตะวันออก จากฉลองกรุง เลียบวารี ตลาดมีนบุรี รามอินทรา ตลาด AC สายไหม เกษตร รัชโยธิน ก่อนบรรจบที่ 5 แยกลาดพร้าวแตก ด้อมส้ม รอเจอ “ทิม-เท้ง” บรรยากาศตลอดทางอบอุ่นมาก ประชาชนออกมาต้อนรับ โบกมือ ถ่ายรูปแน่นขนัด โดยเฉพาะหน้าห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวและสถานีรถไฟฟ้า

คาราวานหาเสียงพรรคประชาชนที่ 5 แยกลาดพร้าวแตก ด้อมส้ม รอเจอ ทิม-เท้ง

ระหว่างทาง เท้งปราศรัยเชิญชวนให้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ต้องเผื่อใจ กาส้มทั้งสองใบเพื่อเปลี่ยนแปลง ทิมเน้นว่านี่โอกาสรอบ 30 ปี สลัดการเมืองอุปถัมภ์เพื่ออนาคตที่ดี ส่วนพิธาเตือนให้ไปโหวตตั้งแต่เช้า 8.00-17.00 น. ช่วยกาเห็นชอบประชามติ และเป็นอาสาเฝ้าหน่วยเลือกตั้งเพื่อความโปร่งใส บอกต่อให้ถล่มทลาย!

ผ่านหน้าพรรคภูมิใจไทย แซว “อยู่ภูมิใจไทย ก็เลือกประชาชนได้”

ฮาแตก! เวลา 14.15 น. ขบวนผ่านหน้าพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แซวเสียงดัง “สวัสดีพรรคภูมิใจไทย อยู่ภูมิใจไทยก็เลือกประชาชนได้” พิธาขอบคุณสื่อ ชี้ป้าย “มีส้มไม่มีเทา มีเราไม่มีสแกมเมอร์” ที่ติดหน้าพรรค บอกให้แข่งกันเต็มที่ ประชาชนตัดสิน พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล ขอฝากประชาชนกาพรรคประชาชนถล่มทลาย

ขบวนคาราวานผ่านพรรคภูมิใจไทย

5 แยกลาดพร้าวแตก ด้อมส้ม รอเจอ “ทิม-เท้ง” ขอมวลชนกาส้ม 2 ใบให้ถล่มทลาย

ประชาชนล้นทะลัก เรียก “นายกฯ เท้ง” ส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม

ไคลแม็กซ์ที่ 16.10 น. ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว! แกนนำปักหลักปราศรัยย่อย ประชาชนแน่นพื้นที่ หน้าห้างและสถานี BTS ล้นกว่าเดิมปี 66 เสียงเชียร์ “นายกฯ เท้ง” ดังลั่น เท้งขอ 20 ล้านเสียง ถล่มทลาย สัญญาทำงานหนักเป็นวัวเป็นควาย เจอกัน 9 ก.พ. ที่ทำเนียบ และทิ้งท้ายสุดน่ารัก “ตี๋ก็รักส้มเหมือนกัน”

ปราศรัยที่ 5 แยกลาดพร้าว
แซวพรรคภูมิใจไทย
ด้อมส้มที่ 5 แยกลาดพร้าวแตก
ประชาชนรอฟังปราศรัย
บรรยากาศคึกคัก
เรียกนายกฯ เท้ง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นพลังประชาชนที่พร้อมเปลี่ยนแปลง หากคุณอยากเห็นการเมืองที่ใสสะอาดเพื่อประชาชน ลุกขึ้นมากาให้พรรคส้มทั้ง 2 ใบพรุ่งนี้เลย! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ช่วยกันถล่มทลายเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – 5 แยกลาดพร้าวแตก ด้อมส้ม รอเจอ “ทิม-เท้ง” ขอมวลชนกาส้ม 2 ใบให้ถล่มทลาย

พิธา เสียดายไม่ได้เป็นนายกฯ กาส้ม 2 ใบม้วนเดียวจบ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ร้อนๆ จากการปราศรัยใหญ่ของ พรรคประชาชน ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 นำทีมโดยศิริกัญญา หรือ “ไหม” ตันสกุล, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, ปิยบุตร แสงกนกกุล และที่ขาดไม่ได้คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประชาชนมาร่วมฟังเพียบเลย บรรยากาศคึกคักมาก เพราะเป็นคาราวาน “ไหม” ส่งท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้

ทุกคนตื่นเต้นกับคำพูดสุดแซ่บ โดยเฉพาะประโยคเด็ดที่กลายเป็นไวรัล “พิธา เสียดายไม่ได้เป็นนายกฯ กาส้ม 2 ใบม้วนเดียวจบ” ซึ่งสะท้อนความรู้สึกจริงใจของพิธา มากกว่าแค่เสียใจ แต่คือความเสียดายที่ไม่มีโอกาสรับใช้ประชาชน โดยเฉพาะชาวอีสานกว่า 20 ล้านคน!

พิธา เสียดายไม่ได้เป็นนายกฯ กาส้ม 2 ใบม้วนเดียวจบ

มาฟังคำพูดจากปากพิธากันเลย พิธาเล่าว่า วันที่พรรคก้าวไกลถูกยุบ ตนคือคนที่ควรหมดหวังที่สุด แต่ตอนนี้ใกล้เส้นชัยแล้ว! “มากกว่าคำว่าเสียใจคือคำว่าเสียดายที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีชาวอีสานคนที่ 30” พิธากล่าว พร้อมย้ำว่าจะทำนโยบายอีสานสองเท่า ถ้าได้โอกาส แต่คราวนี้ขอให้ทุกคนช่วยกาให้ทั้ง 11 เข้าสภา กาส้ม 2 ใบม้วนเดียวจบ เพื่อให้ผลเลือกตั้งตรงกับการตั้งรัฐบาล ไม่มีพลิกเกมอีก

พิธา ลั่นขอครั้งนี้กาส้ม 2 ใบม้วนเดียวจบ สิ้นสุดหนังม้วนเก่า

พิธาเน้นย้ำว่า ถ้ากาแบบเดิม ทุกอย่างก็วนลูปเดิมๆ ขอโอกาสให้นายกฯ จากพรรคประชาชนเข้าไปทำแทน โดยเฉพาะนโยบายที่ค้างคาใจชาวอีสาน คำนี้ทำให้แฟนคลับกรี๊ดสนั่น!

ก่อนหน้านั้น วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พูดถึงการปฏิรูปกองทัพแบบจริงจัง เคียงข้างทหารชั้นผู้น้อย ไม่ปล่อยให้ถูกรังแก ตอบโต้สุทิน คลังแสง จากเพื่อไทย ที่โจมตีประโยค “ทหารมีไว้ทำไม” วิโรจน์ย้ำ จุดยืนพรรคส้มคือปกป้องความยุติธรรม ดาวบนบ่าต้องทำหน้าที่ ไม่ใช่รังแกลูกน้อง ขอบคุณนายทหารน้ำดีที่ร่วมงาน และขอให้กาพรรคประชาชน 2 ใบ เพื่อกองทัพมืออาชีพของประชาชน

ส่วนศิริกัญญา หรือไหม ขอให้ทุกคนเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ ตอบโต้ กกต. และธรรมนัส ที่พูดจาหมั่นไส้ ขอให้ออกมาโหวตถล่มทลาย กาส้ม 2 ใบให้ชนะขาด 50-60 ที่นั่ง ถ้าไม่ดีอีก 4 ปีไม่ต้องเลือก! ไหมบอก รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ถอดถอน กกต. ยาก แต่คราวนี้ไม่มี สว. มาช่วยเลือกนายกฯ แล้ว พรรคไหนชนะก็ตั้งรัฐบาลได้ นายกฯ คนใหม่คือเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถมกาเห็นชอบประชามติร่าง รธน. ใหม่ด้วย

ปิยบุตร แสงกนกกุล ย้อนประวัติศาสตร์อีสานหลัง 2475 ที่คนธรรมดาได้ chance เข้าสภา แต่การเมืองบ้านใหญ่แบบไม่มีอุดมการณ์ ซื้อเสียง ถอนทุน วนกระทรวงคมนาคม เกษตร มหาดไทย มาบล็อกทาง ขอให้กาส้มทะลุ 20 ล้านเสียง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ใครก็ขวางไม่ได้! ปิยบุตรบอก อย่ายอมให้หนังม้วนเดิม อย่ายอมยุบพรรค ตัดสิทธิ์อีก

  • ปฏิรูปกองทัพ เคียงข้างทหารชั้นล่าง
  • เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ กาส้มถล่มทลาย
  • กาส้มทะลุ 20 ล้าน ไร้ใครขวาง
  • พิธา เสียดายไม่ได้เป็นนายกฯ ขอครั้งนี้ม้วนเดียวจบ

สรุปคือ พรรคประชาชนพร้อมเปลี่ยนแปลงจริง ไม่วนลูปเก่า ทุกคำพูดสะท้อนวาระประชาชนชัดเจน เพื่อนๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ คิดยังไงกับ พิธา เสียดายไม่ได้เป็นนายกฯ กาส้ม 2 ใบม้วนเดียวจบ? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และที่สำคัญ อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ 8 ก.พ. นี้ กาส้ม 2 ใบ + เห็นชอบประชามติ แล้วเราจะได้รัฐบาลตรงปกที่แท้จริง!

ที่มา – “พิธา” รับ มากกว่าเสียใจคือเสียดายไม่ได้เป็นนายกฯ ขอครั้งนี้กาส้ม 2 ใบม้วนเดียวจบ

ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส พรรคประชาชน หรือ ปชน. กำลังปิดท้ายคาราวานหาเสียงอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น ที่กำลังจะเกิดขึ้นเย็นนี้ รับรองว่าสุดมันส์แน่นอน!

ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 คาราวานรถแห่เลือกอนาคตของพรรคประชาชนเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 แล้วนะครับ หลังจากคาราวานสายภาคใต้และภาคเหนือปิดฉากลง สายอื่นๆ ยังลุยต่อแบบเต็มสูบ ทุกที่ที่ไปประชาชนต้อนรับอบอุ่นมาก โบกมือทักทาย แถมยังนำอาหารและน้ำมาให้กำลังใจ เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจแทนจริงๆ

ไฮไลต์สำคัญคือคาราวานสายอีสานใต้ “คมแฝก” ที่ไปร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ก่อนจะรวมพลกับสายอีสานเหนือ “นายฮ้อยทมิฬ” ที่ขอนแก่น เย็นนี้เจอกันใหญ่ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น นำทีมโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 2, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่มาช่วยหาเสียงแบบแท็กทีมสุดปัง!

ปราศรัยขอนแก่น: แท็กทีมใหญ่ดึงใจชาวอีสาน

เวทีนี้ไม่ธรรมดาเลยครับ ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมฟังเพียบ เพราะทีมนำของพรรคประชาชนมาเต็ม ศิริกัญญาพร้อมเสนอนโยบายเด็ดๆ พิธาและปิยบุตรก็มาสร้างพลังบวก ชาวขอนแก่นเตรียมตัวให้พร้อมเลย

ส่วนคาราวานภาคตะวันออก “ลูกน้ำเค็ม” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียง ลุยฉะเชิงเทรา ช่วยผู้สมัคร สส. พบปะประชาชนทุกกลุ่ม ประชาชนคนนึงยังตื้นตันบอกว่าติดตามมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ครั้งนี้ขอให้ไปให้ไกล สุดซึ้ง!

คาราวานภาคกลาง “มนต์รักลูกทุ่ง” นำโดยพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ และกรุณพล เทียนสุวรรณ เช้าลุยสมุทรสาคร บ่ายเย็นปราศรัยสมุทรสงครามที่ลานหน้าศาลากลาง ร่วมกับพรรณิการ์ วานิช พิจารณ์ย้ำชัด การเลือกตั้ง 2566 ประชาชนให้โอกาสพรรคก้าวไกลแล้ว คราวนี้เลือกปชน. ทั้งสองใบให้ถล่มทลาย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน

  • คาราวานอีสานใต้ “คมแฝก”: ร้อยเอ็ด-มหาสารคาม-ขอนแก่น
  • คาราวานอีสานเหนือ “นายฮ้อยทมิฬ”: รวมปราศรัยใหญ่ขอนแก่น
  • คาราวานตะวันออก “ลูกน้ำเค็ม”: ธนาธรลุยฉะเชิงเทรา
  • คาราวานกลาง “มนต์รักลูกทุ่ง”: สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม
  • คาราวานเหนือสุด “รังสิมันต์ โรม”: แม่ฮ่องสอน ครบทั้งสองเขต

ขณะที่รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค กับเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลุยแม่ฮ่องสอน เช้าเมือง บ่ายแม่สะเรียง ขึ้นรถแห่รอบเมือง ประชาชนแห่ขอถ่ายรูปคึกคักมาก พรรคประชาชนครบ 77 จังหวัดแล้ว ก่อนปิดท้ายใหญ่ที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพฯ วันที่ 6 ก.พ.

เห็นภาพรวมแล้ว พรรคประชาชนกำลังมาแรงจริงๆ คาราวานแต่ละสายมีเอกลักษณ์ ชื่อเท่ๆ สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิด การหาเสียงแบบนี้แสดงให้เห็นพลังประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

คุณคิดยังไงกับการหาเสียงแบบคาราวานนี้? อย่าลืมไปร่วมเวทีปราศรัย หรือติดตามข่าวสารเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างมีสติในวันสำคัญนะครับ มันคืออนาคตของเรานี่แหละ!

ที่มา – ปชน. ส่งท้ายคาราวานหาเสียง “ศิริกัญญา-พิธา-ปิยบุตร” แท็กทีมใหญ่ปราศรัยขอนแก่น เย็นนี้

Scroll to top