พิพัฒน์ รัชกิจประการ

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวการเตรียมขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งล่าสุด “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกลุ่มชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และแสดงความต้องการให้มีการทบทวนการนำจังหวัดเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นนโยบายหลักที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและพิจารณาตัดสินใจ

เบื้องลึกและเหตุผลของการพิจารณา

การตัดสินใจที่ยังคงคลุมเครือในเรื่องนี้มีความน่าสนใจหลายประการ โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การจัดการปัญหาขยะและมลพิษในพื้นที่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาด่วน
  • การพิจารณาถึงความเหมาะสมของสภาพัฒน์ ที่ได้มีการเสนอให้ขยายขอบเขตจาก 3 จังหวัดหลัก (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ไปยังปราจีนบุรี
  • การคาดการณ์เรื่องการเชื่อมต่อแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อาจทำได้สะดวกมากขึ้นหากมีการขยายเขตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามที่ว่าเหตุใดการตัดสินใจครั้งนี้ถึงกลายเป็นข้อถกเถียง นายพิพัฒน์ย้ำว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบาย EEC ได้เคยมีการพูดคุยเรื่องนี้จริง แต่เป็นการพิจารณาในมิติของเศรษฐกิจและแรงงาน โดยยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากผลการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ และในปัจจุบัน “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี อีกต่อไป เพื่อรอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าผลสรุปของการขยายเขต EEC จะออกมาในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่และการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกคนในสังคม

ที่มา – “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ พิพัฒน์ลั่นสวนมาสวนกลับ

ช่วงนี้วงการการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างดุเดือดเกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่สภาวะไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ที่มักจะมีการคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาลโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่รอบด้าน

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ สวนมาสวนกลับ

นายพิพัฒน์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก อ.จะนะ จ.สงขลา นั้น ทุกอย่างควรวางอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มเอ็นจีโอจะออกมาคัดค้าน ก็ควรจะมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าสิ่งที่คัดค้านนั้นเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศชาติอย่างไร ไม่ใช่เพียงเพราะนึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง ซึ่งการกระทำเช่นนี้สุดท้ายแล้วผลกระทบก็มักจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่เอง

มุมมองต่อการพัฒนาและไทยติดกับดักเอ็นจีโอ

นอกจากนี้ ท่านยังได้ย้ำถึงกรณีการประท้วงโครงการแลนด์บริดจ์หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่มีการยกเลิกไปแล้วแต่ยังคงมีการหยิบยกขึ้นมาทวงถาม โดยมองว่าการแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ท่านยังเสริมว่าตนเองเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ไม่ชอบพูดอ้อมค้อม ใครแรงมาก็พร้อมจะแรงกลับ เพราะเชื่อว่าการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง

  • รัฐบาลต้องมีหน้าที่นำเสนอโครงการเพื่อพัฒนาประเทศ
  • ฝ่ายค้านและเอ็นจีโอควรคัดค้านด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
  • โครงการท่าเรือน้ำลึกจะนะมีความจำเป็นเนื่องจากพื้นที่เดิมเต็มความจุ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลยุคนี้จะไม่ยอมให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงักเพียงเพราะการคัดค้านที่ไม่มีที่มาที่ไป หากมองในแง่การพัฒนา การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์และรับฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ตกหลุมพรางของการแบ่งแยกฝ่ายจนลืมเป้าหมายหลักคือการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

หากเราต้องการเห็นประเทศก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ เราอาจต้องเริ่มจากการเปิดใจรับฟังข้อมูลในเชิงลึกมากกว่าการฟังเพียงแค่กระแสในโซเชียลมีเดีย ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? การคัดค้านควรมีเส้นแบ่งแค่ไหนเพื่อไม่ให้กระทบกับการพัฒนาในภาพรวม มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” บอกไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ไม่ใช่นึกอยากค้านก็ค้านทุกเรื่อง ลั่น สวนมาสวนกลับ

เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ

เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหญ่ในภาคใต้มาฝากกันครับ เมื่อทางรัฐบาลโดยคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ นั่นก็คือการเตรียมส่งเรื่องให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

ทำไมต้องเริ่มศึกษาโครงการท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ อีกครั้ง?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องไปสร้างใหม่ ทั้งที่มีท่าเรือสงขลาอยู่แล้ว คำตอบสั้นๆ คือเรื่องของข้อจำกัดทางกายภาพครับ เนื่องจากปัจจุบันท่าเรือสงขลาเดิมนั้นไม่สามารถขยายให้รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ เพราะหากจะขุดลอกให้ลึกเกินกว่า 9 เมตร จะไปติดปัญหาเรื่องรากหินบริเวณ “เขาหัวแดง” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโบราณสถานสำคัญ ทำให้ไม่สามารถขุดเพิ่มได้ตามแผนที่วางไว้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่เกิดความกังวลอย่างมากว่าท่าเรือจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

การผลักดันให้ เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขุดท่าเรือเปล่าๆ แต่มีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม โดยเน้นให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนหลัก ซึ่งรัฐบาลจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในส่วนของการวางผังเมืองและการอนุมัติโครงการเป็นหลัก เพื่อให้สอดรับกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีรายได้ต่อหัวค่อนข้างต่ำในปัจจุบัน

  • แก้ปัญหาความแออัดของท่าเรือเดิม
  • รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ท่าเรือเดิมเข้าไม่ได้
  • กระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในพื้นที่ภาคใต้
  • ดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนด้วยการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ ยังต้องรอการศึกษาจากสภาพัฒน์อย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องของความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการปลดล็อกข้อจำกัดทางกายภาพเพื่อปูทางสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผม โครงการนี้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงให้กลายเป็นฮับการขนส่งและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง หากทำสำเร็จ เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจภาคใต้อย่างแน่นอนครับ มารอลุ้นกันครับว่าโปรเจกต์นี้จะมีความคืบหน้าอย่างไรต่อไป

ที่มา – เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ เหตุเขตท่าเรือสงขลา ขุดเพิ่มไม่ได้

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกถึงกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองว่าท่านรัฐมนตรีอาจจะตกเป็นเป้าหมายสำคัญ

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว.

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายพิพัฒน์ยืนยันอย่างมั่นใจว่า พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. อย่างแน่นอน โดยมองว่ากระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานที่ถูกจับตาและอภิปรายในทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว จึงถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเตรียมความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านสงสัยด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้

เปิดประเด็นฮั้ว สว. และความมั่นใจในความบริสุทธิ์

สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมนำเรื่องการฮั้ว สว. มาอภิปรายนั้น นายพิพัฒน์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมระบุว่าในรายชื่อ 229 คนที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่มีชื่อของตนปรากฏอยู่เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ กกต. ซึ่งต้องรอผลสรุปที่ชัดเจนต่อไป

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้เคลียร์ประเด็นต่างๆ ที่เคยเป็นข้อกังขา เช่น:

  • เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ปัจจุบันมีการยกเลิกการศึกษาไปแล้ว
  • การบริหารงานในกระทรวงคมนาคมที่เน้นความโปร่งใสมาโดยตลอด
  • ความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นซักฟอก เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์เมือง การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความชัดเจนและไม่หวั่นเกรงต่อการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะและความพร้อมในการทำงานเพื่อส่วนรวม แม้จะมีกระแสกดดันทางการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่หากทุกอย่างยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง การชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองในยุคปัจจุบัน

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการเตรียมตัวรับมือฝ่ายค้านของนายพิพัฒน์ในครั้งนี้? อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองกันอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของรัฐบาลที่ดีครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. ไม่อยู่ใน 229 ชื่อ

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้มาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เราเรียกกันว่า “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรับฟังเสียงจากคนในพื้นที่โดยตรงครับ

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวบรวมข้อมูล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้นำเสนอโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องในพื้นที่

รายละเอียดโครงการจากแต่ละจังหวัด

จากการประชุม “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ ได้เห็นถึงความตั้งใจของแต่ละจังหวัดที่เสนอโครงการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ:

  • จังหวัดสงขลา: เน้นโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์และระบบป้องกันตลิ่ง
  • จังหวัดสตูล: ชูแนวทางการเปิดเส้นทางเดินเรือสตูล-ปีนัง-ลังกาวี
  • จังหวัดยะลา: พัฒนาสนามบินเบตงและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
  • จังหวัดปัตตานี: ผลักดันการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดน
  • จังหวัดนราธิวาส: เน้นการบริหารจัดการน้ำและขยายทางหลวง

ความน่าสนใจอยู่ที่การเปิดกว้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยไม่จำกัดวงเงิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้ามาสนับสนุนได้อย่างเต็มที่และตรงจุดที่สุด ซึ่งคุณพิพัฒน์ได้ย้ำเสมอว่า การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและภาคท้องถิ่นคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาภาคใต้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองแบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง และหากโครงการเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดนหรือการท่องเที่ยว เรามาเอาใจช่วยและติดตามผลการประชุม ครม. สัญจรที่จะถึงนี้ไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่ในประเทศไทยมักจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มักจะได้รับอิทธิพลจากมรสุมในหลายช่วงเวลา ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ โดยมีคำสั่งจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง เร่งดำเนินการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ให้ความสำคัญกับรัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นที่การบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อให้การรับมือกับสถานการณ์น้ำเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็ว โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้:

แนวทางการดำเนินงานเพื่อรับมืออุทกภัย

  • การซักซ้อมรับมือภัยพิบัติ: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงชั่วคราวและจุดจอดรถยนต์ในพื้นที่สูง
  • การใช้เทคโนโลยี: นำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยา มาวิเคราะห์เพื่อบริหารจัดการการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างแม่นยำ
  • การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: กำหนดให้ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่ต้องได้รับความช่วยเหลือและดูแลอย่างใกล้ชิด
  • การสื่อสารสำรอง: เตรียมระบบการสื่อสารให้พร้อมในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการกับสถานการณ์น้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การเตรียมความพร้อมของคนในชุมชนเองถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายได้เป็นอย่างดี รัฐบาลยังคงยืนยันที่จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แม้ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็วก็ตาม

สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย หากพบเหตุการณ์ผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หรือหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน การเฝ้าระวังร่วมกันจะทำให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อจังหวัดพัทลุงกันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่เคยได้ไปสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแท้จริง ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อคุณสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่เพื่อผลักดันให้จังหวัดแห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ ภายใต้แนวคิด พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการปักหมุดหมายใหม่ให้กับพัทลุง โดยเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยคุณสุรศักดิ์ได้ย้ำว่าจังหวัดนี้มีต้นทุนทางธรรมชาติที่ยอดเยี่ยม ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำและประวัติศาสตร์ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน

ศักยภาพของพัทลุงที่ต้องบอกต่อ

นอกจากจะมีทรัพยากรที่สวยงามแล้ว พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาจุดเช็คอินสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • บ่อน้ำร้อน-ธารน้ำเย็น เขาชัยสน: ปั้นให้เป็นศูนย์กลาง Wellness Tourism เพื่อตอบโจทย์สายสุขภาพ
  • โครงการสะพานโนรา: การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
  • เส้นทางสายธรรมชาติและศรัทธา: การบูรณาการถ้ำน้ำลอดเขาแดง เข้ากับวิถีวัฒนธรรมมโนราห์ที่เป็นจุดกำเนิดทางศิลปวัฒนธรรม

ด้วยความตั้งใจนี้ การเดินทางไปเยือนพัทลุงจะไม่ใช่แค่การไปเที่ยวแบบผ่านๆ แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสถึงหัวใจของวัฒนธรรมท้องถิ่น และสนับสนุนรายได้ให้กับชุมชนอย่างแท้จริง การผลักดันจากภาครัฐที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกิจกรรมแช่น้ำร้อนเข้ากับโฮมสเตย์ และการนำเสนอเรื่องราวผ่านศิลปะมโนราห์ จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พำนักยาวนานขึ้น

ในฐานะนักเดินทาง เราอยากเห็นพัทลุงเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เดิมของจังหวัด หากคุณกำลังวางแผนทริปหน้า อย่าลืมใส่พัทลุงไว้ในลิสต์ที่ต้องไปเยือน รับรองว่าเสน่ห์ของเมืองรองแห่งนี้จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมพัทลุงถึงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้

ที่มา – พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก

พิพัฒน์ จับมือรัสเซียปฏิวัติเทคโนโลยีคมนาคม หนุนขนส่งอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ

พิพัฒน์ จับมือรัสเซียปฏิวัติเทคโนโลยีคมนาคม หนุนขนส่งอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ

ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการขนส่งไทย เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ในการนำเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะระดับโลกมาปรับใช้ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ศักยภาพใหม่จากความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างประเทศ

การหารือครั้งนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การนำเข้าอุปกรณ์ แต่เป็นการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 7 ด้าน ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง พิพัฒน์ จับมือรัสเซียปฏิวัติเทคโนโลยีคมนาคม หนุนขนส่งอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ฝ่ายรัสเซียได้แสดงความเชี่ยวชาญด้าน Unmanned Technology หรือเทคโนโลยีไร้คนขับ ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในระบบรถไฟใต้ดิน รถราง และการขนส่งสินค้าทางไกล โดยทางไทยพร้อมที่จะเรียนรู้และนำต้นแบบเหล่านั้นมาปรับใช้ภายใต้บริบทของประเทศไทย

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและทางถนน
  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อการขนส่ง
  • การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนงานวิจัยและพัฒนาบุคลากร
  • การผลักดันบทบาทไทยบนเวทีคมนาคมระดับสากล

เป็นที่ชัดเจนว่าการที่ พิพัฒน์ จับมือรัสเซียปฏิวัติเทคโนโลยีคมนาคม หนุนขนส่งอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลงนามในกระดาษ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรไทยสามารถบริหารจัดการเทคโนโลยีชั้นสูงเหล่านี้ได้ด้วยตนเองในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนเร่งต่อยอดความสำเร็จใน 4 สาขาหลัก คือ อากาศ น้ำ ราง และระบบขนส่งอัจฉริยะ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่จะสามารถเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยได้อย่างไร้รอยต่อ

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การนำเทคโนโลยีจากรัสเซียมาปรับใช้ในบ้านเรานั้น จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรและระบบขนส่งมวลชนให้ดีขึ้นได้เร็วแค่ไหน แต่เชื่อมั่นได้ว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้องในการเปลี่ยนผ่านไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” จับมือรัสเซียปฏิวัติเทคโนโลยีคมนาคม หนุนขนส่งอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ

Scroll to top