พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาโต้กลับนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสอดไส้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยทางฝั่งนายพิสิษฐ์ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเด็นที่คนกำลังให้ความสนใจคือ สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่าข้อมูลที่นายสมชายนำมาพูดนั้นคลาดเคลื่อนและอาจเป็นการเสพข่าวแบบไม่ละเอียด พร้อมทั้งจี้ให้มีการแก้ไขข่าวให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชน

รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้กฎหมาย

ในการชี้แจงครั้งนี้ นายพิสิษฐ์ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้อธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับที่กำลังพิจารณานั้น ไม่ได้มีการแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งแต่อย่างใด สาระสำคัญหลักที่มีการเพิ่มเติมมีเพียงเรื่อง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อรองรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยปิดสนามบิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็น สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างที่ถูกกล่าวหา

  • การพิจารณากฎหมายเน้นความถูกต้องตามหลักการนิติบัญญัติ
  • ไม่ได้มีการสอดไส้ประเด็นฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตใดๆ
  • กระบวนการทางกฎหมายยังคงเดิมตามสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา

นายพิสิษฐ์ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นใจว่า สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. โดยเปรียบเปรยให้คนอ่านหนังสือให้ละเอียดเกินกว่า 8 บรรทัด เพื่อทำความเข้าใจบริบทของกฎหมาย แทนที่จะรีบนำข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้ภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบันเสียหาย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการนำเสนอสู่สาธารณะ เพราะในยุคที่ข่าวสารกระจายตัวเร็ว การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจสร้างความเข้าใจผิดที่ยากจะแก้ไข และกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรระดับประเทศได้ การพูดคุยด้วยข้อเท็จจริงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกในสังคม

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” สวน “สมชาย” ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ซัดอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัด จี้แก้ข่าวด้วย

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: ตัดเสียง สว. วุ่น! สว.ประเทืองขู่

การถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสิทธิ์ สว. ในการลงมติ ซึ่งนำไปสู่การโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนระหว่าง สส. และ สว. ประเด็นสำคัญอยู่ที่การลดเสียงของ สว. 1 ใน 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเปิดช่องให้เผด็จการรัฐสภาหวนคืนมา

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: โต้กันเดือดเรื่องการตัดเสียง สว.

ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 2 โดยมีประเด็นสำคัญคือ มาตรา 256/28 ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สว. หลายท่านได้ออกมาอภิปรายโดยมีแนวทางเดียวกันคือ ต้องการให้คงเสียงของ สว. 1 ใน 3 ไว้ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไปจนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ได้อภิปรายว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 จะสร้างดุลยสภาใน 4 ด้าน ได้แก่ ป้องกันเผด็จการรัฐสภา, เป็นหลักประกันคุณภาพในการแก้กติกาประเทศ, รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไป, และเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สว. กล่าวว่า สว. มาจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มอาชีพ ไม่ได้มาจากกลุ่มการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว.

ในขณะที่ นายขจิตร ชัยนิคม สส. กล่าวว่า การใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภามีความชอบธรรมแล้ว และไม่ควรตัดสินด้วยเสียงเพียง 1 ใน 3 ของ สว.

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กล่าวว่า อย่าให้ประชาชนตีตราว่าเป็นตัวถ่วงรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้นับเสียง สส. สว. 1 เสียงเท่ากัน

นางสาวภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน สว. กล่าวว่า การตัดอำนาจ สว. เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ และจะทำให้เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นการขโมยอำนาจประชาชน

สส.-สว. โต้กันเดือด เรื่องถกแก้รัฐธรรมนูญ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. กล่าวว่า สว. ก็เป็นนักการเมือง และอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย

นางสาวรัชนีกร โต้ตอบว่า เพิ่งมาเป็นนักการเมือง และไม่ใช่นักการเมืองที่เป็นตลอดปีตลอดชาติ

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส. กล่าวว่า การที่กรรมาธิการอ้างว่า สส. มองแต่คะแนนเสียง สว. มองแต่บ้านเมือง เป็นการดูถูก สส.

ในการประชุมได้เกิดการประท้วงไปมาระหว่าง สส. และ สว.

นายประเทือง มนตรี สว. กล่าวประท้วงว่า “ซ้ำซาก วนไปวนมา พวกท่านไม่ต้องคิดมาก ไปคิดคืนนี้ คิดว่าในวาระ 3 ถ้าทำอย่างนี้ ท่านคิดว่าจะได้เสียงจาก สว. หรือไม่ ขอให้ไปคิดตริตรองดูให้ดี”

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ต้องเคารพเสียงข้างมากของระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นการถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน

กมธ. ฝ่ายค้านแจง เสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งเสียงของ สว. 1 ใน 3 และยืนยันว่าหลักการเสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. กล่าวว่า กติกาที่มีอยู่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากมาก และต้องการให้ประเทศพ้นจากความล้าหลัง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. กล่าวว่า จะต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้งเพื่อถามความเห็นชอบจากประชาชน

การถกแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศในหลายด้าน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่ถูกแก้ไขเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับการโต้เถียงที่ดุเดือด

ที่มา – ถกแก้รธน. โต้กันเดือดตัดเสียง สว. 1 ใน 3 “สว.ประเทือง” ขู่ให้รอดู วาระ 3

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

“พิสิษฐ์” เผยรับได้หากแก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 รอดูร่างของพรรคการเมืองก่อน เชื่อ สว. พร้อมยกมือไม่มีการล็อบบี้ มองนักการเมืองกลัวอยู่ 2 คำ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-จริยธรรมร้ายแรง”

วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 ว่า ในความเห็นส่วนตัวหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการมาพิจารณาว่าแต่ละร่างมีเนื้อหาสาระอย่างไร แก้ไขอะไรบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าหากการแก้ไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอาจจะมีมุมมองเช่นเดียวกัน หากสมาชิกวุฒิสภาได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมของแต่ละพรรคการเมืองมีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร เชื่อว่า สว. ก็มีโอกาสได้หารือพูดคุยกัน พร้อมยังแสดงความเห็นว่าโมเดล ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม สามารถทำได้ ตามที่หลายภาคส่วนมีการเสนอโมเดลออกมา โดยไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน นายพิสิษฐ์ เผยอีกว่า ผู้ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงนักการเมือง ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชน ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองกลัว กลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวอยู่ 2 คำ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็น 2 คำที่นักการเมืองกลัวมาก ดังนั้นเขาจึงอยากแก้ ถามว่าประชาชนจะสนใจหรือไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจริยธรรมอย่างร้ายแรง พบว่าไม่กระทบกระเทือน”

ในตอนท้าย นายพิสิษฐ์ ระบุถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์กับ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อเป็น สว.สีน้ำเงิน ว่า เป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มองกัน แต่ยืนยันว่า สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนเองไม่ได้รู้จักนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการส่วนตัว หรือนักการเมืองเป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการคือพรรคการเมืองเสนอร่างมา หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้.

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

จากกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมากล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่าทีของ สว. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนและอาจส่งผลต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่นายพิสิษฐ์ระบุว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 สว. พร้อมที่จะให้ความเห็นนั้น แสดงให้เห็นว่า สว. ให้ความสำคัญกับการรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ สว. ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของชาติ การแสดงท่าทีดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้คำนึงถึงประเด็นนี้ในการยกร่างแก้ไข

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงความกลัวของนักการเมืองต่อคำว่า “สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “จริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการเมือง การที่นักการเมืองกลัวคำเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและจริยธรรมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจ: สว. กับการ แก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 คืออะไร?

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีเนื้อหาสาระอย่างไร และ สว. จะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างแก้ไขเหล่านั้น การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ การที่ สว. แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การที่นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว. พร้อมที่จะยกมือให้หากเห็นชอบด้วย และยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจมีแรงกดดันทางการเมืองเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ สว. ออกมาแสดงท่าทีว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น เป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 “พิสิษฐ์” เชื่อ สว. พร้อมยกมือ ไม่มีล็อบบี้

สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล

“สว.พิสิษฐ์” รอคุยวิป 3 ฝ่าย ก่อนเคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดสัปดาห์หน้าใช้เวลา 2 วัน หวังรัฐบาลให้ความสำคัญกับปากท้องประชาชนมากกว่ากลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม-แทรกแซงคดี

เวลา 09.15 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า วันอังคารหรือพุธนี้จะมีการหารือกันก่อน โดยเป็นการประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภา เพื่อกำหนดกรอบการประชุมและกำหนดเวลาของแต่ละฝ่าย ส่วนประเด็นในการอภิปรายนั้นหลักๆ คือเรื่องการแถลงนโยบายที่รัฐบาลนายอนุทินได้เสนอ และประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนี่คือ 2 เรื่องหลักที่วุฒิสภาจะอภิปราย

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ยังไม่มีการกำหนดคนที่จะมาอภิปราย ต้องรอดูโควตาว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ สว. จะได้ผู้อภิปรายเท่าไหร่ คาดว่าการแถลงนโยบายน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา บอกแล้วว่าวันที่ 25 กันยายนนี้ไม่ทัน และอีกอย่างยังไม่เคยคุยกันในวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นช่วง 29-30 กันยายน หรือ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 โดยคาดว่าการอภิปรายจะจบภายใน 2 วัน เนื่องจากวันที่ 29-30 กันยายน ตรงกับวันประชุมวุฒิสภาอยู่แล้ว ส่วนวันที่ 1-2 ตุลาคม ตรงกับวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรอาจจะใช้ฝั่งละ 1 วัน

เมื่อถามว่าวุฒิสภาคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ที่จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือนอย่างไรบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า “4 เดือนน้อยมากแต่ก็ทนมา 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นก็หวังว่า 4 เดือนรัฐบาลจะตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปกลั่นแกล้ง แต่เรื่องจะกำจัดฝ่ายตรงข้าม คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องอะไรบ้าง และอยากให้เน้นเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อยากให้รัฐบาลมุ่งเน้นเป็นหลัก 4 เดือนนี้ไม่เยอะเลย แต่ก็อยากให้เห็นผลเพราะใกล้จะปีใหม่แล้ว”

ส่วนคำถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รัฐบาลอาจไปยุ่งเหยิงกับคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. นายพิสิษฐ์ ระบุว่า คดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ไม่ใช่หน้าที่หลักของรัฐบาล หน้าที่หลักของรัฐบาลคือเอาประชาชนเป็นหลัก ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ แต่การที่จะไปยุ่งเรื่องเขากระโดงและฮั้ว สว. ไม่ใช่หน้าที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรที่จะสนใจคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้น วันนี้มันแย่จริงๆ ภาคการท่องเที่ยวก็ลดลงเยอะ จึงอยากให้รัฐบาลเน้นตรงนี้ดีกว่า เรื่องฮั้ว สว. เรื่องเขากระโดง มีคนที่ทำหน้าที่อยู่แล้วไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล

ขณะที่คำถามย้ำ สังคมยังกังวลใจว่ารัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงหน่วยงานที่รับผิดชอบ จนทำให้การแถลงนโยบายครั้งนี้อาจมีการอภิปรายเรื่องนี้ด้วย นายพิสิษฐ์ ตอบว่า เรื่องแทรกแซงคดีรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็แทรกแซงอยู่แล้ว ทุกวันนี้สิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล เช่น การเอากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปแทรกแซงทั้งๆ ที่ไม่ไปดูความมั่นคงเป็นหลัก อย่างนี้ไม่เรียกว่าแทรกแซงหรือ แทรกแซงชัดเจน เรื่องฮั้ว สว. ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กลับเอาหน่วยงานในกำกับไปแทรกแซงการทำงาน นี่เรียกว่าแทรกแซงเต็มๆ

สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ โดยประเด็นหลักในการอภิปรายจะเน้นไปที่นโยบายที่รัฐบาลเสนอและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การหารือระหว่างวิป 3 ฝ่ายมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดกรอบและเวลาสำหรับการอภิปราย สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล ยังเน้นย้ำถึงความคาดหวังที่วุฒิสภามีต่อรัฐบาลใหม่ แม้จะมีระยะเวลาเพียง 4 เดือน แต่ก็หวังว่าจะมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปากท้องและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

คาดการณ์วันแถลงนโยบายรัฐบาล

จากข้อมูลที่ได้ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดการณ์ว่าการแถลงนโยบายอาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน หรือ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 โดยการอภิปรายจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่รัฐบาลอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานอื่น ๆ โดยเน้นย้ำว่าหน้าที่หลักของรัฐบาลคือการดูแลประชาชนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

การติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพื่อดูว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนและวุฒิสภาได้หรือไม่

โดยรวมแล้ว ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังและความกังวลของสังคมที่มีต่อรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” รอคุย วิป 3 ฝ่าย เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดช่วงปลาย ก.ย.

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับความตั้งใจของวุฒิสภา (สว.) ที่จะคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นเพียง “มโน” ของผู้ที่ปล่อยข่าวเท่านั้น

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้แถลงข่าวยืนยันว่า วุฒิสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในวันที่ 1-2 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยจะเน้นการพิจารณาใน 4 ประเด็นหลักที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศ

4 ภัยคุกคามหลักที่ สว. จะพิจารณาในการพิจารณางบรายจ่ายปี 69

  • ภัยเศรษฐกิจ: ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงรายได้ของประชาชนที่ลดลง
  • ภัยความมั่นคง: ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ภัยธรรมชาติ: ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
  • ภัยสังคม: ปัญหายาเสพติด พนันออนไลน์ และบุหรี่ไฟฟ้า

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ อย่างเร่งด่วนภายใน 20 วันตามที่กำหนด และยืนยันว่าการกล่าวหาว่าวุฒิสภาจะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ของ สว. แต่ละคน และไม่มีการบังคับขู่เข็ญใดๆ ทั้งสิ้น

“คนที่กล่าวหา สว. เรื่องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ภาษาชาวบ้านคือ มโนสำคัญกว่าข้อเท็จจริง” นายพิสิษฐ์กล่าว “ขอยืนยันว่า สว. ไม่เคยมีการหารือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 แต่อย่างใด”

การแถลงข่าวของนายพิสิษฐ์ มีขึ้นเพื่อตอบโต้กระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนเกี่ยวกับอนาคตของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ประเด็นที่ สว. จะให้ความสำคัญในการพิจารณางบประมาณ คือการที่งบประมาณดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หาก สว. พิจารณาแล้วเห็นว่างบประมาณที่เสนอมานั้นไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ก็อาจมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการบริหารประเทศ เนื่องจากเป็นแผนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในรอบปีงบประมาณถัดไป การที่วุฒิสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นการสร้างความมั่นใจได้ว่า งบประมาณจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ของ สว.พิสิษฐ์ จึงเป็นการสร้างความกระจ่างและความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณในปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพต่อไป

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัดให้หยุดมโนวุฒิสภาจ้องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ยันไม่เคยหารือกัน

“พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

“สว.พิสิษฐ์” ยันไม่มีข่มขู่ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สว. 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ เชื่อมั่นทุกคนมาโดยสุจริต ลั่น ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ปัญญา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี สว.เสียงข้างน้อย ระบุว่าถูกข่มขู่หลังรวมรายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย สว. 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า การันตีได้ว่าไม่มีการข่มขู่และไม่มีการจ่ายเงิน เราเป็น สว. ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนกลุ่มอาชีพ เชื่อมั่นว่าทุกคนมาโดยสุจริต จึงเชื่อว่าไม่มีใครจะไปข่มขู่หรือจ่ายเงิน

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีมีลักษณะที่ว่าโทรศัพท์ไปข่มขู่ให้ถอนชื่อออก นายพิสิษฐ์ ระบุว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่ความเป็นจริงไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการโทรฯ ล่าสุดคนที่อยู่ในรายชื่อก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแล้วว่าเข้าใจผิดในสาระสำคัญ จึงต้องถอนชื่อ ส่วนการปลอมลายมือชื่อได้ลงบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ดำเนินการตามกฎหมาย ให้ทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภาเป็นผู้จัดการ

เมื่อถามย้ำว่าเวลาเสียงข้างน้อยเสนออะไรในที่ประชุมก็มีการแสดงความไม่พอใจ บางครั้งถึงขั้นจะทำร้ายร่างกายนั้น นายพิสิษฐ์ ระบุว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีจริงๆ ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลังแต่ใช้ปัญญา ส่วนคนที่กล่าวแบบนั้นอาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่คิดเองเออเอง ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน.

“พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่มีกระแสข่าว สว. บางส่วนถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อจากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ สว. ท่านใดทั้งสิ้น และเชื่อมั่นว่า สว. ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ สว. และการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และการดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตรวจสอบความชอบธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. หลายท่าน ในช่วงที่ผ่านมาได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อจากการยื่นเรื่องดังกล่าว ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของกระบวนการ โดยเน้นย้ำว่าไม่มีการข่มขู่หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการบีบบังคับให้ สว. ท่านใดต้องถอนชื่อออกจากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ เขายังแสดงความเชื่อมั่นในความสุจริตและความเป็นอิสระของ สว. ทุกท่านในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสข่าวการข่มขู่ และการดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพิสิษฐ์ ถือเป็นการตอบโต้กระแสข่าวที่เกิดขึ้น และเป็นการยืนยันว่า สว. ทุกท่านมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก การรักษาความเป็นอิสระและความสุจริตของ สว. เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่านายพิสิษฐ์จะยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ แต่สังคมยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทางการเมือง

ในอนาคตอันใกล้ เราคงจะได้เห็นความคืบหน้าของเรื่องนี้ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง และรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของ สว.

“พิสิษฐ์” ได้ออกมาให้ความมั่นใจอีกครั้งว่า สว. ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่และยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการทางการเมือง

เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพิสิษฐ์ จะช่วยคลี่คลายความกังวลของประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของ สว. ในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน

ที่มา – “พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่​ สว. ถอนชื่อส่งศาล​รัฐธรรมนูญ เชื่อมั่นทุกคนมาโดยสุจริต

Scroll to top