พื้นที่ชายแดน

ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่ซ่อนตัวตามแนวชายแดนไทยกำลังกลายเป็นภัยร้ายที่รัฐบาลต้องรับมืออย่างจริงจัง แต่มาตรการลดเสาสัญญาณและตัดเน็ตที่นำมาใช้กลับสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชายแดนแทน ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ได้ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนในประเด็น ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย โดยย้ำว่ารัฐต้องหาทางเทคนิคใหม่เพื่อควบคุมสัญญาณให้อยู่ภายในประเทศเท่านั้น

ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

วันที่ 28 เมษายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวบ้านชายแดนถูกลดเสาสัญญาณตามนโยบายปราบสแกมเมอร์ ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตได้ตามปกติ เขาชี้ว่ารัฐบาลต้องตรวจสอบให้เสาสัญญาณรับ-ส่งได้เฉพาะฝั่งไทย ซึ่งทางเทคนิคทำได้ โดย กสทช. มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์และขนาดเสาในการปรับแต่ง

ปัจจุบันยังขาดการดูแลรายละเอียดนี้ แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนมากมาย แต่บางพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชาได้ปรับสัญญาณให้หันเข้าประเทศไทยและลดขนาดลงแล้ว ทำให้ชาวบ้านยังใช้งานได้ต่อเนื่อง

ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

คุณโรมย้ำว่า ปัญหาหลักไม่ใช่การลดเสา แต่คือ วิธีทำให้สัญญาณอยู่เฉพาะฝั่งไทย เพื่อไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์นำไปใช้โทรหลอกลวงประชาชน นอกจากนี้ เขาเตือนถึงสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกากำลังปราบปรามสแกมเมอร์รุนแรงขึ้น รวมถึงบริการ Starlink ที่อาจถูกจำกัด ส่งผลให้กลุ่มอาชญากรในกัมพูชาหันมาใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากไทยแทน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่สัญญาณอาจล้ำข้ามไปได้ง่าย

ทางออกที่ชัดเจนคือ รัฐบาลต้องประสานงานกับผู้ให้บริการเครือข่าย (Operator) และ กสทช. เพื่อให้สัญญาณครอบคลุมทั่วดินแดนไทย พร้อมกำหนดกรอบเวลาแก้ปัญหาที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ล่าช้าแบบไม่มีกำหนด

“ผมคิดว่ารัฐต้องริเริ่ม แม้ กสทช. จะมีบทบาทมากกว่า แต่ประชาชนเลือก กสทช. ไม่ได้ จึงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาล แต่ต้องตั้งธงว่าให้สัญญาณอยู่เฉพาะในประเทศไทย ครอบคลุมใช้งานได้จริง” นายรังสิมันต์ กล่าว

ผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด

ชาวบ้านชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ติดกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ร้องเรียนหนักว่าสัญญาณหายไป ทำให้ติดต่อญาติไม่ได้ สั่งซื้อของออนไลน์ไม่ได้ ทำงานหาเลี้ยงชีพลำบาก ราวกับถูกตัดขาดจากโลกสมัยใหม่ มาตรการปราบสแกมต้องไม่กระทบผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องโฟกัสที่ต้นตอคือควบคุมสัญญาณไม่ให้รั่วไหลออกนอกประเทศ

  • ปรับทิศทางและกำลังส่งสัญญาณเสาให้ครอบคลุมเฉพาะไทย
  • ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตรวจจับและบล็อกการใช้งานผิดกฎหมาย
  • ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกัน
  • กำหนดระยะเวลาดำเนินการชัดเจนจาก กสทช. และโอเปอเรเตอร์
  • เตรียมรับมือกรณี Starlink ถูกปราบ ทำให้สัญญาณไทยถูกใช้มากขึ้น

ปัญหานี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐต้อง balance ระหว่างการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์กับสิทธิประชาชนในการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้ไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในมุมมองของผู้เขียนเห็นด้วยกับคุณโรมเต็มที่ รัฐควรลงมือทันทีเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม และป้องกันสแกมเมอร์ได้อย่างยั่งยืน คุณมีข้อเสนอแนะอย่างไรในการแก้ปัญหานี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้รัฐแก้ไขเร็วขึ้น

ที่มา – ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา รวม 8 จุด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามีอัปเดตร้อนๆ เกี่ยวกับกองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชากันเลย กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์สรุปสถานการณ์ไฟป่าบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พบจุดเกิดเหตุไฟป่ารวมทั้งสิ้น 8 จุด โดยไฟส่วนใหญ่ลุกไหม้ฝั่งกัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนไทยไม่กี่กิโลเมตร สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ฝ่ายไทยสามารถควบคุมได้ ไม่มีไฟลุกลามเข้าพื้นที่ไทยแต่อย่างใด

ช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ไฟป่ามักเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในป่าชายแดนที่แห้งแล้งและเข้าถึงยาก สาเหตุหลักมาจากการจุดไฟเผาป่าเพื่อหาของป่า การทำเลื่อยไม้ หรือแม้แต่ฟ้าผ่า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด กองทัพภาคที่ 2 ก็ได้ส่งกำลังพลลาดตระเวนและตั้งจุดเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องความมั่นคงและป้องกันไฟลามข้ามแดน สิ่งสำคัญคือช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และสุขภาพประชาชนจากควันพิษที่อาจพัดมา

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา

มาดูรายละเอียดสถานการณ์แต่ละจังหวัดกันแบบเจาะลึกเลยครับ

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี

พื้นที่ช่องบก: สถานการณ์ปกติ ไม่มีไฟป่าเกิดขึ้น

พื้นที่ช่องอานม้า:

  • ไฟลุกบริเวณด้านทิศใต้เนิน 500 พื้นที่ช่องอานม้า ฝั่งกัมพูชา ห่างแนวชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

จังหวัดศรีสะเกษ

จังหวัดนี้เป็นพื้นที่ที่มีจุดไฟหลายแห่ง รายละเอียดดังนี้

  • พื้นที่ซำแต, โดนตรวล, ภูผี, สัตตะโสม, พนมประสิทธิโส, ช่องตาเฒ่า: ไฟด้านทิศใต้พื้นที่ซำแต ห่าง 2.8 กม. และปราสาทโดนตรวล ห่าง 1.7 กม. ฝั่งกัมพูชา

พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย, ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์, ช่องสะงำ (อ.ภูสิงห์): สถานการณ์ปกติ

  • ช่องทับอู: ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างแนวชายแดน 800 เมตร
  • ช่องกระบาลกระใบ (อ.ขุนหาญ): ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่าง 800 เมตร

จังหวัดสุรินทร์

  • ช่องคลาคะมุม: ไฟด้านทิศใต้ ห่าง 700 เมตร
  • ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยี: สถานการณ์ปกติตลอดวัน
  • พื้นที่คนา: ไฟด้านทิศใต้ ห่าง 1.5 กม.
  • ปราสาทตาควาย: ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่าง 5 กม.
  • ช่องกร่าง, ตาเมือนธม: สถานการณ์ปกติ

จังหวัดบุรีรัมย์

พื้นที่ช่องสายตะกู: สถานการณ์ปกติ ไม่มีรายงานไฟป่า

สรุปภาพรวมและแนวโน้ม

จากรายงานกองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา พบว่าฝ่ายไทยยังคงยึดครองพื้นที่สำคัญและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม การปฏิบัติหลักคือการลาดตระเวนรบในพื้นที่เสี่ยง วางจุดเฝ้าตรวจ และเสริมฐานปฏิบัติการเพื่อความแข็งแกร่งในอนาคต แม้ไฟจะอยู่ฝั่งกัมพูชา แต่เราต้องระวังควันไฟและการลุกลามจากลมแรง

ในความเห็นส่วนตัว สถานการณ์นี้สะท้อนความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างมืออาชีพ ไม่เพียงปกป้องพรมแดน แต่ยังช่วยอนุรักษ์ป่าไม้ ลดมลพิษ และส่งเสริมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ประชาชนในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ควรเตรียมพร้อม เช่น สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงจุดไฟ และรายงานเหตุร้ายทันที

CTA: ช่วยกันติดตามและแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ สามารถเช็คอัปเดทล่าสุดได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะ!

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ “ไฟป่า” แนวชายแดน “ไทย–กัมพูชา” รวม 8 จุด

กกต. พร้อม! เลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.นี้

กกต. ประกาศพร้อมเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.นี้ โดยเน้นย้ำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตรวจสอบข้อมูลและจดจำสีของบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้อง เพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปอย่างราบรื่น

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค. ซึ่งจะมีขึ้นในวันดังกล่าว โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่จะทำการเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 4,985 แห่งทั่วประเทศ

บัตรเลือกตั้งสีอะไร? จำให้แม่น ก่อนไปใช้สิทธิ เลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.

เพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันความสับสน กกต. จึงเน้นย้ำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจดจำสีของบัตรเลือกตั้งให้แม่นยำ โดยบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. จะเป็นสีเขียว ส่วนบัตรเลือกตั้งนายก อบต. จะเป็นสีชมพู ดังนั้น ก่อนลงคะแนน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านหยิบบัตรสีที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมี อบต. รวม 15 แห่งนั้น กกต. ได้ประกาศเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ทำให้ประชาชนบางส่วนยังอยู่ในระหว่างการเคลื่อนย้ายออกจากศูนย์อพยพและยังไม่พร้อมที่จะกลับเข้าที่พักอาศัย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรอความพร้อมอีก 1 สัปดาห์

นอกจากนี้ รองเลขาธิการ กกต. ยังได้กล่าวถึงข้อห้ามในการหาเสียง โดยระบุว่า ผู้สมัครไม่สามารถทำการหาเสียงได้ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 10 มกราคม ไปจนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 11 มกราคม ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง หากผู้ใดฝ่าฝืน จะมีโทษจำคุก 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในส่วนของนายจ้าง หากมีการขัดขวางไม่ให้ลูกจ้างไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะมีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น นายจ้างควรให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามกฎหมาย

การเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค. นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะได้เลือกผู้แทนของตนเองเข้าไปบริหารและพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่านไปใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับท้องถิ่นของเรา

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของท่าน และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการไปใช้สิทธิในวันที่ 11 มกราคมนี้!

ที่มา – กกต. ประกาศพร้อมเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.

กกล.ผาเมือง ยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ที่เวียงแก่น

กองกำลังผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 สุดยอด! ตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ซุกซ่อนริมป่าในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย งานนี้เตรียมขยายผลเพื่อตามล่าหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. กองกำลังผาเมือง โดย ฉก.ทัพเจ้าตาก ได้สนธิกำลังร่วมกับร้อย ตชด.326 และร้อย.ทพ.3104 ฉก.ทพ.31 เปิดปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนบ้านร่มฟ้าทอง หมู่ 18 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นไปตามแผนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564

ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นวัตถุต้องสงสัยถูกห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำ วางอยู่บริเวณแนวป่าริมถนน พิกัด PB 532975 จึงเข้าไปทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ผลปรากฏว่าเป็นกระสอบหลากสีที่ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 6 กระสอบ โดยแบ่งเป็นกระสอบละ 200,000 เม็ด จำนวน 5 กระสอบ และกระสอบละ 100,000 เม็ด จำนวน 1 กระสอบ รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,100,000 เม็ด โอ้โห! เยอะมากๆ

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า กลุ่มลำเลียงยาเสพติดน่าจะนำของกลางมาซุกซ่อนไว้เพื่อรอจังหวะในการขนส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนใน แต่เนื่องจากอาจจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ จึงตัดสินใจทิ้งของกลางทั้งหมดไว้ก่อนเพื่อหลบหนี

ขณะนี้ของกลางทั้งหมดได้ถูกนำไปเก็บรักษาและตรวจสอบเพิ่มเติมที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

กกล.ผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 ตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ซุกริมป่าพื้นที่ อ.เวียงแก่น

การจับกุมยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของกองกำลังผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มุ่งมั่นในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่ชุมชนและสังคมไทย

ความสำคัญของการตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ในครั้งนี้

การตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

  • ป้องกันการแพร่ระบาด: ช่วยลดปริมาณยาเสพติดที่เข้าสู่ตลาดและป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไป
  • ลดอาชญากรรม: ยาเสพติดมักเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การก่ออาชญากรรม การลดปริมาณยาเสพติดจึงช่วยลดปัญหาอาชญากรรมได้อีกทางหนึ่ง
  • สร้างความปลอดภัย: การปราบปรามยาเสพติดช่วยสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับสังคม

นอกจากนี้ การจับกุมครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดว่า ทางการไทยมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากประเทศ

การทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งของ กองกำลังผาเมือง และ ตชด.326 เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังต่อไป เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – กกล.ผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 ตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ซุกริมป่าพื้นที่ อ.เวียงแก่น

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน: จุดแรกจันทบุรี

กองทัพไทยเตรียมสร้างรั้วชายแดน โดยคาดว่าจุดแรกที่จะดำเนินการคือบริเวณจังหวัดจันทบุรี หลักเขตที่ 52–54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า การก่อสร้างจะเน้นในพื้นที่ราบเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ

รายละเอียดโครงการสร้างรั้วชายแดน

สำหรับการดำเนินการในจังหวัดต่างๆ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว (หลักเขตที่ 49-50) มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริเวณช่องจอม (หลักเขตที่ 14-15) ก็เป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสำรวจเพื่อสร้างรั้วชายแดนได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บ้านหนองจานหรือบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ยังมีปัญหาเรื่องหลักเขตที่ไม่ตรงกัน ทำให้การสร้างรั้วในบริเวณนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่จะมีการปักหมุดชั่วคราวเพื่อแสดงแนวเขตแดนอ้างอิง

“สิ่งใดที่ล้ำออกมาจากแนวนี้จะถือว่าเป็นการรุกล้ำ เราก็ต้องผลักดันสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาที่รุกล้ำออกไป” พล.ต.วิทัย กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพไทยได้เริ่มสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์บริเวณด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในหลักกิโลเมตรที่ 50 และกำลังขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม สำหรับรั้วที่เป็นกำแพงนั้น จะเริ่มสร้างในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาหรือพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว โดยจังหวัดจันทบุรีจะเป็นจุดเริ่มต้นในหลักเขตที่ 52-54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร

ความสำคัญของรั้วชายแดน

  • เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • ควบคุมการค้าชายแดนที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • แสดงแนวเขตแดนที่ชัดเจน

การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน การเริ่มต้นโครงการในจังหวัดจันทบุรีจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างกำแพง แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยชายแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

ไทยพร้อมส่งเชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ

กองทัพบก เผย ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึกกลับตามหลักกติกาสากล แต่กัมพูชาต้องร่วมมือ 4 ประเด็นสำคัญด้วยความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรมก่อน การตัดสินใจส่งตัวเชลยศึกกลับประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปตามหลักการสากล

วันที่ 29 ต.ค. 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับการปล่อยตัวเชลยศึก ภายหลังไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ที่ผ่านมาว่าการพิจารณาปล่อยตัวเชลยศึกของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกติกาสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากลักษณะท่าทีของความเป็นปฏิปักษ์ ที่เคยมีต่อกัน ต้องมีการลดระดับลงชัดเจน ผ่านผลการดำเนินการตามข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันไว้แล้ว 4 ข้อหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึกนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ากัมพูชาต้องให้ความร่วมมืออย่างแท้จริงใน 4 ประเด็นหลักที่กล่าวมา

ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ

จุดเริ่มต้นเคลื่อนย้ายรถถัง

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้เริ่มจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ตามกรอบห้วงเวลา และเริ่มปฏิบัติแล้วบางส่วน เช่น การถอนอาวุธหนัก อย่างกรณีการเคลื่อนย้ายรถถังออกจากพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 แม้จะเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสอดรับผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินการตามข้อตกลง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ได้มีการประชุมฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา เพื่อลงรายละเอียดขั้นตอนการปรับกำลังและถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นระบบ

การเคลื่อนย้ายรถถัง แม้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

เสนอ 13 พื้นที่เก็บทุ่นระเบิด

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ฝ่ายไทยได้เสนอพื้นที่ดำเนินการเบื้องต้นจำนวน 13 พื้นที่ ครอบคลุมเขตปฏิบัติของกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วใน 4 พื้นที่ และจะขยายผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป โดยเฉพาะในช่วงหลักเขตที่ 42–47 ซึ่งเมื่อพื้นที่มีความปลอดภัย จะเข้าสู่กระบวนการสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนชั่วคราว และตรวจสอบสิทธิการถือครอง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน หากพื้นที่นั้นปลอดภัยจากทุ่นระเบิดแล้ว ประชาชนก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นได้อย่างเต็มที่

ส่งข้อมูลสแกมเมอร์ให้กัมพูชา

ในส่วนของการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการสแกมเมอร์ รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันดำเนินการ โดยได้ประสานส่งข้อมูลเป้าหมายให้กับทางการกัมพูชา พร้อมจัดตั้งทีมเฉพาะกิจร่วม (Joint Task Force) เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างประเทศ การที่ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันในเรื่องนี้ จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

ตามติดความก้าวหน้า

หลังจากนี้ ฝ่ายไทยจะดำเนินการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการตามแผนและขั้นตอน ตามที่ได้มีการตกลงและเห็นชอบร่วมกันไว้ ผ่านเวทีการประชุม JBC, GBC และ RBC เพราะหากสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ ไม่บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมที่เพียงพอ กองทัพบกอาจจะพิจารณาเสริมใช้มาตรการอื่นภายใต้กรอบกฎหมาย และกติกาสากลมาสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อดำรงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ

เงื่อนไขสำคัญ: กัมพูชาร่วมมือจริงจัง

การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ จริงจังใน 4 ประเด็น ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจน การให้ความร่วมมืออย่างจริงใจของกัมพูชาเท่านั้นที่จะนำไปสู่การปล่อยตัวเชลยศึกได้ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ

การดำเนินการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จะยิ่งสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายว่าการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน การที่กองทัพบกติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา

โดยสรุปแล้ว การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ อย่างจริงจัง ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ แต่ความสำเร็จของกระบวนการนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่าย

ที่มา – กองทัพบก เผย ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ 4 ประเด็นสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม

“บิ๊กดุลย์” โยน GBC-RBC ถก หลังกัมพูชาไม่รับ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองล่าสุด รมช.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือระหว่างไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นชายแดนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยมีการโยนให้วง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ได้ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามและเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริเวณชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล

โครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อให้กำลังพลมีไฟฟ้าใช้ และมีการสร้างถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่ง รวมถึงการปรับปรุงระบบสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้กำลังพลสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ที่ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากกัมพูชาไม่ยอมรับเงื่อนไขที่ไทยเสนอ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาชายแดน

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หากกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขของไทย ก็จะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา และ RBC ที่จะหารือร่วมกัน เพื่อหาทางออกในภาพรวม

“บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

การที่กัมพูชาไม่ยอมรับเงื่อนไขของไทยในการประชุม RBC ทำให้สถานการณ์ชายแดนมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนดแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการเจรจาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายแดน

อนาคตของการเจรจา GBC-RBC

การที่ พล.ท.อดุลย์ โยนประเด็นนี้ให้วง GBC-RBC ถกร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหาทางออกในระดับที่สูงขึ้น โดยหวังว่าการหารือในวงกว้างจะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชาไม่รับเงื่อนไขของไทยในการประชุม RBC ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายแดน จำเป็นต้องมีการเจรจาและหารือในระดับที่สูงขึ้นเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • การพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ
  • การดูแลคุณภาพชีวิตของกำลังพลเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การที่ “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย นั้น อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องติดตามต่อไปว่าผลการหารือจะเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างไรบ้าง

การเจรจาและการแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจและพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่าย เชื่อว่าเราจะสามารถหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศได้ในที่สุด

การที่ “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจและความร่วมมือที่ดียิ่งขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ประธานอนุกรรมาธิการสุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพใส่ใจภาวะจิตใจของกำลังพลในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ ชี้กองทัพไม่ควรชี้แจงแค่ทหารส่วนน้อย เพราะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตกำลังพลในระยะยาว

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา น.ส.สิริภัส กองตระการ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพจิตของประชาชนในทุกช่วงวัย สภาผู้แทนราษฎร แสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บจากกรณีพลทหารก่อเหตุยิง 2 พลเรือนจนได้รับบาดเจ็บและยิงตัวเองเสียชีวิต โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มทหารชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่มีความตึงเครียดสูง ทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมในกำลังพล การสูญเสียชีวิต ทั้งของพลทหารและพลเรือนบาดเจ็บเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ แม้ปัจจุบันจะมีทีมแพทย์และทีมสนับสนุน เช่น ทีม MCAT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment) ลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเสี่ยงทั้งทหารและประชาชน แต่เมื่อเทียบกับความต้องการและจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในพื้นที่จริงแล้ว ยังไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะรองรับความต้องการทั้งหมด

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ย้ำผลกระทบทหารระยะยาว

“อีกปัจจัยสำคัญคือ ทหารที่อยู่ในภาวะเครียดสูงอาจไม่เลือกที่จะปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์ประจำอยู่ในพื้นที่ เพราะขาดความไว้วางใจ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเปิดเผยความรู้สึกของตน ซึ่งการประเมินสุขภาพจิตไม่สามารถดูได้จากภายนอก แต่ต้องอาศัยการพูดคุย การติดตามจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด แม้ว่ากองทัพจะออกมาชี้แจงว่า มีทหารเพียง “ส่วนน้อย” แต่ตนเห็นว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกลดทอนความสำคัญลง และไม่ควรแก้ไขเพียงชั่วคราวเฉพาะหน้าหลังเกิดเหตุเท่านั้น เพราะมีผลกระทบส่งผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตของกำลังพล

ทั้งนี้อนุกรรมาธิการฯ จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับมาตรการด้านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

ทำไมต้องใส่ใจ สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน?

การที่กำลังพลต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความเครียดสูงในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้มากกว่าคนทั่วไป ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพชีวิตส่วนตัว ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การดูแลสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน: สิ่งที่กองทัพควรทำ

  • เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และทีมสนับสนุน: จัดสรรบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลอย่างทั่วถึง
  • สร้างความไว้วางใจและความปลอดภัย: ส่งเสริมให้กำลังพลกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกและเข้ารับการปรึกษา โดยสร้างบรรยากาศที่เข้าใจและไม่ตัดสิน
  • การฝึกอบรมและให้ความรู้: จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตแก่ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้
  • การประเมินสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ: จัดให้มีการประเมินสุขภาพจิตเป็นประจำ เพื่อตรวจจับปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที

การดูแลสุขภาพจิตของกำลังพลไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขภาพจิตของกำลังพลทุกคนจะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์tragic และสร้างขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

ที่มา – ประธานอนุกมธ.สุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพอย่าปล่อยผ่านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

Scroll to top