พื้นที่น้ําท่วม

วิกฤต! น้ำท่วมอยุธยา นาน 4 เดือน กระทบหนัก

สถานการณ์ น้ำท่วมอยุธยา ยังคงส่งผลกระทบอย่างหนัก แม้จะผ่านมานานกว่า 4 เดือนแล้ว หลายโรงเรียนเพิ่งเริ่มทำความสะอาดเพื่อเตรียมเปิดเรียนอีกครั้ง หลังต้องปิดการเรียนการสอนไปนานเนื่องจาก น้ำท่วมอยุธยา ขณะที่บ้านเรือนและอาคารที่อยู่ริมแม่น้ำหลายแห่ง ยังคงมีระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร ทำให้ต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวได้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า หลังจากที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้ปรับลดการระบายน้ำลงเหลือ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแล้วก็ตาม แต่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยยังคงสูงอยู่ ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องอาศัยอยู่ริมถนน และเมื่อระดับน้ำลดลง โรงเรียนหลายแห่งจึงได้เริ่มทำความสะอาดเพื่อเตรียมเปิดเรียนในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ปัจจุบัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมอยุธยา ทั้งหมด 13 อำเภอ จาก 16 อำเภอ รวม 160 ตำบล 1,017 หมู่บ้าน มีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนถึง 72,440 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 20 ราย อำเภอที่ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ ได้แก่ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอบางไทร อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน อำเภอบางปะหัน อำเภอบางซ้าย อำเภอบ้านแพรก อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอมหาราช อำเภอนครหลวง และอำเภอวังน้อย ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนประชากรรังสฤษฏ์ ในตำบลบางหลวง อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าระดับน้ำเริ่มลดลงไปบ้างแล้วกว่า 1 เมตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการและครูต่างเร่งทำความสะอาดอาคารเรียนหลังน้ำลด รวมถึงทาสีโต๊ะนักเรียนและอาคารที่ถูกน้ำท่วม เพื่อลบรอยคราบน้ำ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเรียนในวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2566 หลังจากที่ต้องหยุดเรียนไปนานเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม

สำหรับอาคารที่อยู่ริมแม่น้ำน้อย ยังคงมีน้ำท่วมสูง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ถนนหนทางยังถูกน้ำตัดขาด ทำให้ต้องจอดรถไว้บนถนน และใช้เรือเป็นหลักในการเดินทาง ซึ่งบางพื้นที่ถูกน้ำท่วมนานกว่า 4-5 เดือนแล้ว

นายจักรกฤษณ์ สุขเกษม อายุ 41 ปี ครูชำนาญการ สอนวิชาศิลปะ เปิดเผยว่า น้ำเพิ่งลดลงไปมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนจึงได้เร่งบูรณะซ่อมแซม ทาสี และทำความสะอาด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียนที่จะมาเรียนในวันจันทร์นี้ โดยจะเริ่มเปิดเรียนสำหรับนักเรียนชั้น ป.1 – ป.6 ก่อน

ส่วนอาคารด้านล่างจะต้องรอให้น้ำลดลงจนหมดก่อน จึงจะสามารถดำเนินการทำความสะอาดได้ คุณครูและนักเรียนก็จะช่วยกัน รวมถึงทางชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน และกำนันก็จะมาช่วยกันล้างทำความสะอาด ซึ่งอาคารที่ติดริมน้ำนั้น ตอนนี้ยังมีน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร

นายจักรกฤษณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรู้สึกเกี่ยวกับ น้ำท่วมอยุธยา ในปีนี้คือ ท่วมหนักมาก เข้าใจว่ามีการระบายน้ำ แต่ปีนี้น้ำท่วมนานและหนักจนกระทบต่อชาวบ้าน นักเรียน และชุมชนเป็นวงกว้าง จึงต้องช่วยเหลือกัน และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก คาดการณ์ว่าสถานการณ์น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังปีใหม่

ทั้งนี้ ชาวบ้านในชุมชน วัด และโรงเรียนอีกหลายแห่งยังคงต้องปิดทำการ เนื่องจากระดับน้ำยังคงล้นตลิ่งและท่วมสูงอยู่ แม้ว่าระดับน้ำจะลดลงไปบ้างแล้วก็ตาม แต่การเดินทางยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถนน โรงเรียน และวัดอีกหลายแห่งยังคงจมอยู่ใต้น้ำ ทำให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก

น้ำท่วมอยุธยา

ผลกระทบจากน้ำท่วมอยุธยาที่ยังคงอยู่

สถานการณ์น้ำท่วมที่อยุธยาแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของชุมชนที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและมาตรการป้องกันในระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

ที่มา – “น้ำท่วมอยุธยา” กว่า 4 เดือน กระทบแล้ว 72,440 ครัวเรือน ถนนบางจุดยังถูกตัดขาด

ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 8 จังหวัดที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก

ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปภ. จึงได้ระดมสรรพกำลังและเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการส่ง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยมี 8 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา ซึ่งมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ปภ. ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคใต้เร่งส่ง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด อย่างเร่งด่วน โดยมีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ รถบรรทุก และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อช่วยในการระบายน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา ได้สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัย รวม 11 รายการ กระจายกำลังปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง

การติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ต่างๆ

สำหรับจังหวัดสงขลา มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดท่อส่ง 12 นิ้ว และขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว จำนวน 7 เครื่อง ในพื้นที่ 7 จุด ได้แก่

  • ชุมชนแหล่งพระราม ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • ชุมชนท่าเรือประมงเก่า ต.บ่อยาง อ.เมืองขลา
  • สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • หน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • ตำบลทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา
  • เทศบาลตำบลพะวง อ.เมืองสงขลา
  • เทศบาลตำบลกำแพงเพชร อ.รัตภูมิ

ในส่วนของจังหวัดปัตตานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว และขนาดท่อส่ง 16 นิ้ว จำนวน 4 เครื่อง ในพื้นที่ 3 จุด ได้แก่

  • หน้าร้านไทปัน ทม.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี
  • เชิงสะพานเดชานุชิต ทม.ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี
  • หน้าวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี ทม.ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี

ปภ. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีการกระจายกำลัง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด รวม 338 รายการ เจ้าหน้าที่รวม 159 คน จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 แห่ง

นอกจากพื้นที่ภาคใต้แล้ว ปภ. ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หากเรามีการวางแผนที่ดีและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด เป็นสัญญาณที่ดีของการพร้อมช่วยเหลือ

ที่มา – ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

นครศรีธรรมราชยังอ่วม! น้ำท่วมสูง สั่งปิด อช.น้ำตกโยง

นครศรีธรรมราชยังอ่วม! สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครศรีธรรมราชยังคงน่าเป็นห่วง ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมสูง และล่าสุดอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 พบว่าสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต เนื่องจากฝนยังคงตกต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้ว มวลน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราชได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชได้สรุปสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 12 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมือง ท่าศาลา พรหมคีรี ทุ่งสง ร่อนพิบูลย์ นาบอน สิชล ฉวาง เฉลิมพระเกียรติ หัวไทร และลานสกา รวม 79 ตำบล 515 หมู่บ้าน 9 ชุมชน มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 80,000 ครัวเรือน หรือกว่า 200,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ความเสียหายด้านที่อยู่อาศัย การเกษตร และสาธารณประโยชน์อยู่ระหว่างการสำรวจ

นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายอำเภอทั้ง 23 อำเภอติดตามเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ได้ทันที

สภาพอากาศโดยทั่วไปตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาจนถึงเช้าวันนี้ (21 พ.ย.) ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องสลับกับฝนตกหนัก ส่งผลให้ภายในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสายเพนียดใน ถนนหน้าตลาดสดคูขวาง ถนนพัฒนาการคูขวาง ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ ชุมชนบ่อทรัพย์ ถนนหน้าวัดศรีทวี สะพานยาว และถนนราชดำเนินช่วงสะพานราเมศวร์ รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้

ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และตามตรอกซอยต่างๆ ได้ทำการเก็บข้าวของขึ้นที่สูง และมีการอพยพไปยังโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลแล้ว

ด้านระบบการระบายน้ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วย ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผู้อำนวยการชลประทานที่ 15 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมและสั่งการให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในจุดวิกฤต เร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์นครศรีธรรมราชยังอ่วม

ล่าสุดระดับน้ำยังคงท่วมในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากยังมีฝนตกลงมาอย่างหนักในเช้าวันนี้ และคาดว่าหากฝนยังไม่หยุดตก ระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงปิดชั่วคราว

ขณะที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ของอุทยานเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากฝนตกหนักมากในพื้นที่และมีแนวโน้มที่จะตกอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

สถานการณ์ นครศรีธรรมราชยังอ่วม ในขณะนี้ต้องการความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน หากท่านใดต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถบริจาคสิ่งของจำเป็นหรือเงินช่วยเหลือผ่านช่องทางต่างๆ ที่หน่วยงานราชการและองค์กรต่างๆ ได้เปิดรับบริจาค

การที่ นครศรีธรรมราชยังอ่วม ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การวางแผนผังเมืองที่ดี และการจัดการระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ที่มา – นครศรีธรรมราชยังอ่วม ฝนตกต่อเนื่อง น้ำท่วมสูงหลายจุด สั่งปิด อช.น้ำตกโยง ชั่วคราว

นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้

นายกฯ ปรับแผนบินด่วนอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นระเบิดพรุ่งนี้ เรียกประชุมหน่วยความมั่นคงเดินหน้าหยุดปฏิญญาสันติภาพ และเตรียมลงตรวจน้ำท่วม 12 พ.ย. 

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปรับแผนการทำงานใหม่โดยช่วงบ่ายวันนี้ เวลาประมาณ 15.30 น. จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ที่กระทรวงการคลัง หลังจากนั้นเวลาประมาณ 16.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมด่วนเพื่อรับมือและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่อยู่ในช่วงวิกฤตในหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางขณะนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้เรียกนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรมชลประทาน เข้าหารือเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนที่วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท และอ่างทอง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำด้วยตัวเอง

ส่วนวันพรุ่งนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะเดินทางด่วนไปเยี่ยมทหารที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และจะเดินทางไปที่ห้วยตามาเรีย ตรงข้ามปราสาทพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งเป็นประธานการประชุมหาแนวทางหยุดปฏิญญาสันติภาพ ที่ได้ลงนาม Joint Declaration ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้

ตามที่มีรายงานข่าวว่า นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้ ทำให้หลายคนให้ความสนใจถึงภารกิจเร่งด่วนของท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่ท่านมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

นอกจากการเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว การเดินทางไปยังจังหวัดศรีสะเกษเพื่อเป็นประธานการประชุมหาแนวทางหยุดปฏิญญาสันติภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ภารกิจเร่งด่วน นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้

การที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจปรับแผนการทำงานและเดินทางด่วนไปยังจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษในวันพรุ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยชื่นชมและให้กำลังใจ

การลงพื้นที่เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำท่วมในวันที่ 12 พฤศจิกายน ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคกลางยังคงน่าเป็นห่วง และการที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้สามารถรับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำที่รอบด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศชาติต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับภารกิจของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราได้รับทราบถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และร่วมเป็นกำลังใจให้กับท่านในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

เราหวังว่าการเดินทางไป นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้ จะเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทหารที่บาดเจ็บ และนำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ บินด่วนอุบลฯ – ศรีสะเกษ พรุ่งนี้ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นระเบิด

น้ำทะลัก! วัดชินวรารามวรวิหาร เร่งสูบน้ำออก

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดปทุมธานียังคงน่าเป็นห่วง ประชาชนเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์น้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสูบระบายน้ำออกเป็นการด่วน

เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำในจังหวัดปทุมธานีได้รับผลกระทบจากการปรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาท ซึ่งเพิ่มอัตราการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนเป็น 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการแจ้งเตือนประชาชนผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอเมืองและอำเภอสามโคก ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ต่างให้ความสนใจและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลายพื้นที่ได้เสริมคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นและเข้าท่วมพื้นที่ภายใน

นายนพดล ลัดดาแย้ม หรือ สจ.ตุ้ย อดีต สจ.ปทุมธานี ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์น้ำและประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับการเพิ่มปริมาณการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งพบว่าระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่สูงขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุน ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่างเฝ้าระวังระดับน้ำและเตรียมพร้อมที่จะขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง โดยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังพบว่าร้านอาหารหลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยายังคงเปิดให้บริการลูกค้าได้ โดยได้สร้างทางเดินยกระดับจากพื้นเดิมขึ้นมาประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเดินได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ และลูกจ้าง เช่น เด็กเสิร์ฟ พ่อครัว และแม่ครัว ยังคงสามารถทำงานและมีรายได้ในช่วงน้ำท่วมนี้

สถานการณ์น้ำที่ วัดชินวรารามวรวิหาร

สำหรับสถานการณ์ที่วัดชินวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง ในตำบลบางแขยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่าน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดันผุดขึ้นมาจากท่อภายในวัด ทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณโดยรอบวัด เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) ได้นำรถสูบส่งน้ำระยะไกล ซึ่งมีท่อขนาดใหญ่ มาทำการสูบน้ำจากภายในท่อรอบวัด เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ เทศบาลตำบลบางแขยง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู จังหวัดปทุมธานี ได้นำเครื่องสูบน้ำชนิดท่อพญานาค มาช่วยเร่งระบายน้ำออกจากท่อระบายน้ำขนาดเล็ก เพื่อลดระดับน้ำในพื้นที่รอบวัด

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าพื้นที่วัดประมาณ 80 เซนติเมตร ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้ แต่เนื่องจากน้ำได้ดันขึ้นมาจากท่อสามทางของวัด ทำให้ไม่สามารถปิดท่อได้ทัน น้ำจึงทะลักเอ่อล้นเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องระดมกำลังจากทุกฝ่ายเพื่อช่วยกันสูบระบายน้ำออก เพื่อลดระดับน้ำลง เนื่องจากมีความกังวลว่าน้ำจะเข้าท่วมวิหารสมเด็จพระสังฆราชและตำหนักชินวร ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญภายในวัด

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่วัดชินวรารามวรวิหาร

การแก้ไขปัญหาน้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” เป็นไปอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าจะต้องทำการสูบน้ำและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับศาสนสถานสำคัญ

สถานการณ์น้ำท่วมในปทุมธานียังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าหลายหน่วยงานจะพยายามช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่การเตรียมพร้อมรับมือและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน

ประชาชนต้องเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การติดตามข่าวสาร และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

น้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราไม่ประมาท และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ

ที่มา – น้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” เจ้าหน้าที่เร่งสูบระบายน้ำออก เฝ้าระวังทั้งคืน

Scroll to top