พื้นที่พลเรือน

รัฐบาลประณามกัมพูชา ใช้อาวุธจรวด BM-21

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลไทยออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของกัมพูชา ที่จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย รัฐบาลยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้าง

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 11.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานเหตุการณ์สุดสะเทือนใจจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่ามีลูกจรวด BM-21 ถล่มยิงเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองเม็ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนหนองเม็ก

นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตแล้ว เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน จำนวน 1 หลังเสียหายทั้งหลัง และยังมีบ้านเรือนอีกหลายหลังได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิด เคราะห์ดีที่ประชาชนส่วนใหญ่อพยพออกจากพื้นที่ได้ทัน ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว

รัฐบาลประณามกัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21

รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา โดยนายสิริพงศ์ได้กล่าวว่า “รัฐบาลขอประณามต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

รัฐบาลยังยืนยันว่าพลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารใดๆ ทั้งสิ้น การใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้หลักสากล และย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำโดยจงใจ ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามอ้างอย่างแน่นอน

ผลกระทบและความเสียหายจากเหตุจรวด BM-21

เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินไปจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียโดยตรง

รัฐบาลไทยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียเช่นนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัย

แม้ว่าเหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชานี้จะสร้างความเสียใจและความโกรธแค้นให้กับคนไทยจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาความอดทนอดกลั้นและยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรงตอบโต้นั้นไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยควรใช้ช่องทางการทูตและการเจรจาเพื่อเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการกระทำของตน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – รัฐบาล ประณาม กัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน

จิรายุ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

“จิรายุ” ยืนยันรัฐบาลเตรียมนำสื่อระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ยืนยันว่า รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ สัปดาห์หน้านี้ ในจุดที่ไทยถูกอาวุธหนักของกัมพูชาถล่ม อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียนและพื้นที่พลเรือน จากนั้น จะเชิญสื่อมวลชนระดับโลกไปยังพื้นที่ที่รวบรวมกับระเบิดที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้โดย TMAC ก่อนจะให้ชมการปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการรุกล้ำอธิปไตยไทย

ส่วนกรณีสำนักข่าวของกัมพูชารายงานข่าวของนายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่ไลฟ์สดชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้วยการเซ็ตฉากและกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี(14 ส.ค. 2568)ที่ผ่านมา และกล่าวหาประเทศไทยด้วยถ้อยคำรุนแรงและใส่ร้ายป้ายสีไทยด้านเดียว

จิรายุสั่งเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

เบรก “ไมเคิล”เหยียบไทย

“สัปดาห์ที่แล้วอยากเชิญนายไมเคิลฯ ที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวอยากให้มาเห็นของจริงในฝั่งไทยที่โดนเขมรถล่มหนักแค่ไหน เพราะนายไมเคิลฯ ได้ไลฟ์สดพูดโกหกใส่ร้ายป้ายสีไทยไปทั่วโลก และบอกว่าตนเองเป็นสื่อรัฐบาลสหรัฐฯ จะฟ้องประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งผมเห็นว่าหากมาเห็นอีกมุมที่ประเทศไทยโดนกัมพูชาโจมตีทั้งโรงเรียน พื้นที่พลเรือนและโรงพยาบาล ก็เป็นประโยชน์หากเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แต่ขณะนี้พบว่านายไมเคิลฯ ไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แถมยังแอบอ้างถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันนี้ตนจึงขอบอกว่า “จบข่าว” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป” นายจิรายุกล่าว

ทำไมจิรายุถึงเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมนายจิรายุถึงออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ สาเหตุหลักคือการที่นายไมเคิล อัลฟาโร ได้ทำการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจระหว่างประเทศได้

ด้วยเหตุนี้ การที่นายจิรายุออกมาเบรกไม่ให้นายไมเคิล ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย จึงเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์และความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของภาครัฐในการจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่จริง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สื่อต่างชาติได้เห็นความจริงและนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “จิรายุ”เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

Scroll to top