ภาคเอกชน

พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน คืนเงิน 5 สต./ลิตร

พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน คืนเงิน 5 สต./ลิตร ให้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการยกเลิกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำเงินคืนให้ประชาชน โดยมองว่าการเก็บเงิน 5 สตางค์ต่อลิตรจากค่าน้ำมันนั้นไม่ควรถูกนำไปใช้อย่างไม่ตรงจุด

นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงปัญหาการตรวจสอบงบประมาณของกองทุนฯ นี้ว่า ตนได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เนื่องจากพบปัญหาการใช้เงินที่ไม่โปร่งใสและหลักเกณฑ์ที่ไม่รัดกุม ทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งเข้าถึงงบประมาณได้ง่ายเกินไป ทั้งที่มีงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว แทนที่จะนำเงินส่วนนี้ไปสนับสนุนภาคเอกชนที่คิดค้นเทคโนโลยีประหยัดพลังงานจริงๆ

ทำไมต้องเลิก? ความจริงเบื้องหลัง พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน

ปัญหาสำคัญที่นายพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตคือ กองทุนนี้ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำให้เงินทั้งหมดต้องไปฝากไว้ในชื่อของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีเงินคงเหลือสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินที่เก็บมาจากหยาดเหงื่อของประชาชน แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่น่าสนใจจากการตรวจสอบมีประเด็นหลักๆ ดังนี้:

  • กองทุนมีช่องโหว่ด้านระเบียบการใช้จ่ายเงินจนถูกท้วงติงจาก ป.ป.ช.
  • เงินกองทุนถูกนำไปใช้ในโครงการของกระทรวงต่างๆ ที่มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว
  • การยกเลิกกองทุนจะช่วยลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชนลงได้ 5 สตางค์ต่อลิตรทันที

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้ย้ำว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน ได้มีการทำงานร่วมกับ สตง. เพื่อแก้ไขระเบียบต่างๆ และรับรองงบดุลปี 2566-2568 เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ทุกอย่างมีความโปร่งใสที่สุด การที่เขาออกมาเรียกร้องให้มีการ **พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน** ครั้งนี้ จึงเป็นการเสนอทางออกเพื่อคืนประโยชน์สูงสุดให้กับผู้บริโภคที่แบกรับภาระราคาน้ำมันมาอย่างยาวนาน

บทสรุปและมุมมอง: การนำเงินที่เก็บจากประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือหัวใจสำคัญ หากกองทุนฯ ไม่สามารถแสดงผลงานที่จับต้องได้ หรือมีขั้นตอนการใช้จ่ายที่ซับซ้อนและมีช่องโหว่ การคืนเงิน 5 สตางค์ต่อลิตรให้ถึงมือประชาชนโดยตรงถือเป็นแนวคิดที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนลดภาระค่าครองชีพในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน หากภาครัฐกล้าที่จะปฏิรูปเรื่องนี้ ก็นับเป็นการคืนความสุขให้คนไทยได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” จี้ยุบ “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” คืนเงิน 5 สต./ลิตร ให้ประชาชน

เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น

เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนหาดใหญ่ต้องเผชิญกับมรสุมหลายระลอก ทั้งจากภัยธรรมชาติและปัญหาเศรษฐกิจ จนล่าสุดต้องออกมาสะท้อนความเดือดร้อนว่า เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายกำลังแบกรับภาระหนักอึ้ง

จากการสัมมนาของพรรคประชาธิปัตย์ที่โรงแรมบุรีศรีภู โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจและภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมสะท้อนปัญหาพบว่า หลังจากมาตรการพักดอกเบี้ย 6 เดือน และเงินต้น 1 ปี ได้สิ้นสุดลง สภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหวัง กำลังซื้อในพื้นที่หายไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มไม่สามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ อุปนายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ ได้ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่ภาคธุรกิจพบคือการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ แม้ภาครัฐจะมีโครงการสนับสนุน แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการตรวจสอบเครดิตบูโร ทำให้การเข้าถึงเงินทุนเป็นไปได้ยาก การที่ เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะผู้ประกอบการต้องเผชิญหน้ากับภาระดอกเบี้ยที่กลับมาเรียกเก็บอีกครั้ง ในขณะที่รายได้ยังไม่กลับมาเป็นปกติ

  • การเยียวยาจากภาครัฐยังเข้าไม่ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง
  • ปัญหาการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมที่ยังมีความเสี่ยงซ้ำซาก
  • ภาคธุรกิจโรงแรมกังวลต่อฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ทางออกและความคาดหวังจากภาคธุรกิจ

ทางออกที่ภาคเอกชนเรียกร้องคือการที่รัฐบาลต้องปรับเกณฑ์การประเมินสินเชื่อใหม่ ไม่ใช่ตรวจสอบแค่เครดิตเก่า แต่ต้องดูศักยภาพและการอยู่รอดของธุรกิจในภาพรวมด้วย รวมถึงการมีมาตรการบริหารจัดการเมืองอย่างชัดเจน เช่น “หาดใหญ่โมเดล” เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า หาดใหญ่จะไม่จมอยู่ในวงจรน้ำท่วมซ้ำซากอีกต่อไป

สถานการณ์ที่ เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญไปยังภาครัฐ หากปล่อยให้สภาพคล่องในพื้นที่สุดไปมากกว่านี้ อาจเกิดปัญหาการเลิกจ้างและธุรกิจปิดตัวลงเป็นโดมิโน รัฐบาลจึงควรเร่งหามาตรการเยียวยาที่ตรงจุดและรวดเร็วมากกว่าการช่วยเหลือในรูปแบบเดิมๆ ก่อนที่หาดใหญ่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปมากกว่านี้

ที่มา – ภาคเอกชน อ.หาดใหญ่ ครวญ หมดโปรพักดอกเบี้ย-เงินต้น ศก. ฟุบยาวยังโงหัวไม่ขึ้น

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน

ข่าวดีสำหรับภาคเศรษฐกิจไทย เมื่อล่าสุด ส.อ.ท. ได้เปิดเผยผลสำรวจ ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน โดยตัวเลขฟื้นตัวแตะระดับ 88.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 84.7 ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการไทย หลังจากที่ต้องเผชิญกับสภาวะซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแตช่วงต้นปี

ปัจจัยหนุนหลักที่ทำให้ ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากมาตรการเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นทั้งกำลังซื้อในประเทศและการลงทุนข้ามพรมแดน ดังนี้:

  • โครงการไทยช่วยไทยพลัส: มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 43,200 ล้านบาท ส่งผลดีโดยตรงต่อกลุ่ม SMEs และสินค้าอุปโภคบริโภค
  • Thailand Fastpass: อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเร่งรัดการลงทุนจาก BOI ที่ช่วยปลดล็อกขั้นตอนเอกสาร ทำให้เกิดการลงทุนจริงแล้วกว่า 223,000 ล้านบาท
  • นโยบายด้านพลังงานและดอกเบี้ย: การคงอัตราดอกเบี้ยและบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่ทำให้ ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน ได้สำเร็จ

ด้วยเป้าหมายการลงทุนใหม่ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตั้งเป้าไว้ที่ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ พร้อมเสริมด้วยโครงการ ‘Skill Bridge’ เพื่อพัฒนาแรงงานไทย เราจึงมองเห็นอนาคตที่สดใสขึ้น โดยดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าพุ่งแตะระดับ 94.5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความมั่นใจในทิศทางเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนสำคัญจากการฟื้นตัวรอบนี้คือ การที่ภาครัฐสามารถวางนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชนได้ตรงจุด โดยใช้กลไกการลงทุนและการเยียวยาฐานรากควบคู่กันไป หากรัฐบาลยังคงรักษาจังหวะการขับเคลื่อนนี้ต่อไป เชื่อได้ว่าภาคการผลิตของไทยจะสามารถผ่านพ้นครึ่งปีหลังได้อย่างแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอน

ที่มา – ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน มาตรการ ศก. แรงหนุนสำคัญ

ปกรณ์เผยจ่อถกเอกชน กกร. แก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัย

เชื่อว่าเพื่อนๆ ผู้ประกอบการหลายท่านคงเคยเจอปัญหาเรื่องการทำธุรกิจที่ติดขัด เพราะกฎระเบียบต่างๆ ที่ดูจะล้าหลังไปบ้าง ล่าสุดมีข่าวดีครับ เมื่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าเตรียมหารือร่วมกับกลุ่มเอกชนระดับบิ๊กอย่าง กกร. เพื่อหาทางออกเรื่อง ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะมาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายให้ธุรกิจไทยเดินหน้าได้เร็วขึ้นครับ

ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ

การหารือที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ รัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารไทย เพื่อทำแผนงาน Reinvent Thailand โดยเน้นไปที่การปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ ระเบียบ และกฎกระทรวงต่างๆ ที่กลายเป็นภาระโดยไม่จำเป็นต่อผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าเราสามารถรื้อฟื้นกฎเกณฑ์ที่ไม่ทันสมัยทิ้งไปได้ ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยได้อย่างมหาศาลครับ

นำร่อง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลง

สำหรับแนวทางของ ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ ครั้งนี้ จะเริ่มนำร่องจาก 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่:

  • ภาคการเกษตรสมัยใหม่
  • กลุ่มยานยนต์
  • อุตสาหกรรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์
  • ธุรกิจสุขภาพ (Health Care)
  • กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการ
  • ธุรกิจค้าปลีก
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์

รัฐบาลไม่ได้จะแค่แก้กฎหมายตามใจเอกชนเท่านั้นนะครับ แต่กระบวนการหลังจากได้รับข้อเสนอแล้ว จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในวงกว้างผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้แน่ใจว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง ก่อนที่จะนำเสนอ ครม. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบของตนเองต่อไป

หนึ่งในไฮไลท์ที่น่าสนใจที่สุดในการหารือครั้งนี้ คือการเตรียมนำระบบ “Super License” หรือใบอนุญาตพวงมาใช้ครับ นี่คือความหวังใหม่ของ SME เลย เพราะต่อไปเราไม่ต้องเสียเวลาเดินเรื่องขอใบอนุญาตหลายใบซ้ำซ้อนกันอีก แค่ใบอนุญาตหลักใบเดียวก็ครอบคลุมการเริ่มธุรกิจได้เลย เช่น ธุรกิจโรงแรมหรือร้านกาแฟ จะช่วยลดต้นทุนแฝงและประหยัดเวลาได้มากจริงๆ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมืออย่างใกล้ชิดและกล้าที่จัดทำมาตรการอย่าง ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ ถือเป็นสัญญาณบวกของเศรษฐกิจไทยครับ หากโปรเจกต์นี้เดินหน้าได้จริง จะช่วยดึงดูดการลงทุนและทำให้ผู้ประกอบการไทยลืมตาอ้าปากได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ใครที่เป็นนักธุรกิจต้องคอยติดตามข่าวนี้ให้ดีครับ เพราะกฎหมายที่เปลี่ยนไปอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ธุรกิจของคุณโตแบบก้าวกระโดดได้เลย!

ที่มา – “ปกรณ์” เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศไทย นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อรับมือกับการย้ายฐานการผลิตเข้าอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่ต้องเร่งดึงดูดนักลงทุนผ่านนโยบายเชิงรุก รัฐบาลได้หารือกับภาคเอกชนในกิจกรรม “เอกชนพูด รัฐบาลฟัง” เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยผลการประชุมที่เห็นพ้องกันว่าวิกฤตนี้คือโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน รับลูกข้อเสนอ 6 ด้าน

นายกรัฐมนตรีรับข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชน 6 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) ชุดย่อยในการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ และดึงดูดการลงทุนมูลค่ามหาศาลเข้าประเทศ ข้อเสนอเหล่านี้ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการปราบปรามคอร์รัปชัน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน

รายละเอียดข้อเสนอ 6 ด้านจากภาคเอกชน

  • 1. เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด: เน้นทรัพยากรน้ำรองรับเกษตรกรจากเอลนีโญ พลังงานโซลาร์เซลล์ และ Smart Grid เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
  • 2. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ด้วย AI: พัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล Upskilling เพื่อเตรียมพร้อมรับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0
  • 3. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน: โฟกัส Wellness Tourism ดิจิทัล เกษตรสมัยใหม่ Data Center Cloud และ Semiconductor สนับสนุนธนาคารไทยเป็น Regional Financial Hub ผ่านการควบรวมธุรกิจ
  • 4. ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน: เร่งใบอนุญาต จัดการที่ดินสาธารณะ ชื่นชม BOI Fast Pass ที่ดึงลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทในไตรมาส 4
  • 5. จัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชัน: สร้างความเชื่อมั่นให้ инвесторต่างชาติด้วยมาตรการรูปธรรม
  • 6. ดูแลเงินเฟ้อและ SMEs: ควบคุมราคาและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยจากผลกระทบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 4T ได้แก่ Target (เป้าหมายชัดเจน), Transition (เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด), Transform (ปฏิรูปทักษะมนุษย์) และ Together (รัฐ-เอกชนร่วมมือ) โดยเน้น PPP ที่เอกชนนำ รัฐสนับสนุน รวมถึงพัฒนาท่าเรือระนองและรถไฟ Missing Link ชุมพร-ระนอง เพื่อเสริมจุดแข็งอาเซียน

โอกาสเศรษฐกิจไทยจากนโยบายนี้

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 โดยเฉพาะการดึง Supply Chain จากจีนและเวียดนามมาที่ไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและแรงงานคุณภาพสูง ในยุคที่ AI และพลังงานสะอาดเป็นเทรนด์โลก รัฐบาลยังไม่ละเลยปัญหาเร่งด่วนอย่างเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และ SMEs ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวเร็ว

การดำเนินการผ่าน กรอ. จะทำให้ข้อเสนอเอกชนกลายเป็นรูปธรรม ลดเวลาลงทุน เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับ GDP การลงทุนในพลังงานสะอาดจะช่วยลดคาร์บอน ตอบโจทย์ ESG ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการ ขณะที่ AI จะสร้างงานใหม่นับล้านตำแหน่ง นี่คือโอกาสที่ไทยไม่ควรพลาด

สุดท้าย การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟังเสียงเอกชนจริงjัง สร้างความเชื่อมั่นให้ инвестор หากดำเนินต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียนอย่างแท้จริง คุณคิดว่านโยบายไหนจะให้ผลมากที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวเศรษฐกิจล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมรับลูกข้อเสนอ 6 ด้านเอกชน

เอกชนจี้รัฐเร่งฟื้น “ภาคเกษตร” ชี้จุดตายเศรษฐกิจ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายมากมาย เอกชนจี้รัฐเร่งฟื้น “ภาคเกษตร” ชี้เป็นจุดตายเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ภาคเอกชนตะโกนดัง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลงมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน ภาคเกษตรซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศ มีประชากรเกี่ยวข้องกว่า 30 ล้านคน และแรงงานถึง 11 ล้านคน หากปล่อยให้อ่อนแอต่อไป จะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร

เอกชนจี้รัฐเร่งฟื้น “ภาคเกษตร” ชี้เป็นจุดตายเศรษฐกิจ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยหลังการประชุมหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนว่า หอการค้าฯ ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล โดยให้การปฏิรูปภาคเกษตรเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

นายพจน์ย้ำชัดว่ารัฐบาลต้องเร่งรัดแก้ปัญหานี้ เพราะหากภาคเกษตรไม่แข็งแกร่ง จะกลายเป็นจุดตายของเศรษฐกิจไทยแน่นอน ปัญหาหลักที่พบคือต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตต่ำ เกษตรกรขาดทุนต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินและย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ สร้างแรงกดดันต่อระบบสังคม

ข้อเสนอหลักเพื่อฟื้นฟูภาคเกษตร

  • บริหารจัดการสินค้าทางการเกษตรให้ต้นทุนต่ำ ลดภาระเกษตรกร
  • กำหนดราคาตลาดที่เป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้พอเลี้ยงชีพ
  • พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การเกษตรแม่นยำ ระบบชลประทานสมัยใหม่
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร สร้างอำนาจต่อรองในตลาด
  • ปรับโครงสร้างหนี้สินและให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังผลักดันให้รัฐบาลยก การปราบคอร์รัปชัน เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง เพราะคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนา ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน และบ่อนทำลายงบประมาณที่ควรไปสู่โครงการฟื้นฟูภาคเกษตร

การประชุมครั้งนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี นายกรัฐมนตรีเปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะหอการค้า สภาธุรกิจ สมาคมธนาคาร หรือบริษัทเอกชนใหญ่ ทุกภาคส่วนร่วมเสนอแนวทางเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้า

ทำไมภาคเกษตรถึงเป็นจุดตายเศรษฐกิจไทย?

ภาคเกษตรไทยเคยเป็นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ปัจจุบันเผชิญปัญหาโลกร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม การแข่งขันจากต่างประเทศ และนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ GDP จากภาคเกษตรลดลงเหลือเพียง 8-10% แต่กลับจ้างงานกว่า 30% ของประชากร หากไม่ฟื้นฟู จะเกิดวิกฤตว่างงาน ราคาอาหารพุ่ง และความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น

ตัวอย่างเช่น ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง ที่เคยเป็นสินค้าหลัก แต่เกษตรกรขาดทุนหนักจากราคาตกต่ำและต้นทุนปุ๋ย-น้ำมันแพง รัฐต้องมีนโยบายระยะยาว เช่น สร้างตลาดออนไลน์เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง ลดพ่อค้าคนกลาง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเกษตร เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และระบบน้ำอัจฉริยะ จะช่วยเพิ่มผลผลิต 20-30% และลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ การฝึกอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น โดรนตรวจสอบพืชผล หรือ AI พยากรณ์อากาศ จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคเกษตรให้ทันสมัย

สำหรับการปราบคอร์รัปชัน ภาคเอกชนเสนอให้ตั้งหน่วยงานอิสระตรวจสอบโครงการรัฐทุกโครงการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเกษตร เพื่อให้เงินถึงประชาชนตัวจริง ไม่รั่วไหล

สุดท้าย เอกชนจี้รัฐเร่งฟื้น “ภาคเกษตร” ชี้เป็นจุดตายเศรษฐกิจ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน หากรัฐบาลลงมือจริงจัง ไทยจะมีเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และแข็งแกร่งต่อวิกฤต คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อร่วมผลักดันนโยบายที่ดีต่อเกษตรกรไทย

ที่มา – เอกชนจี้รัฐเร่งฟื้น “ภาคเกษตร” ชี้เป็นจุดตายเศรษฐกิจ

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เป็นประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงการหารือที่ยาวนานกับเหล่าผู้ประกอบการชั้นนำของไทย การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยธรรมดา แต่เต็มไปด้วยสาระสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีและผู้ประกอบการภาคเอกชนชั้นนำ ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) หลังจากการหารือเรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยนานกว่า 2 ชั่วโมง นายกฯ เดินลงมาพร้อมนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงบรรยากาศการหารือ นายกฯ ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “โอ้โห คิดดูสิ คนระดับนี้ 2 ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” และเมื่อถามย้ำ นายกฯ หัวเราะก่อนกล่าวว่า “หูชาเลย” คำพูดนี้สะท้อนถึงความเข้มข้นและจริงจังของการสนทนา ที่เหล่าบิ๊ก CEO หรือเจ้าสัวชื่อดังไม่ได้มาเพื่อสุนทรียสนทนา แต่มาพร้อมข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม

รายละเอียดการหารือและแบบสอบถามจากภาคเอกชน

ในการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลได้ใช้กลไกแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ โดยถามถึงมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากให้รัฐบาลยุติ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจวางกรอบนโยบายในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อพิเศษคือ หากให้สื่อสารกับนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว 1 นาที จะบอกอะไร? ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ภาคเอกชนได้ระบายความในใจอย่างตรงไปตรงมา

ตัวอย่างประเด็นที่อาจถูกหยิบยก เช่น นโยบายภาษีที่ซับซ้อน ระเบียบ行政ที่ล่าช้า หรืออุปสรรคในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การฟังเสียงจากภาคเอกชนระดับนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงว่ารัฐบาลยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความเห็นจากผู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง

  • การพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจ
  • ข้อเสนอแนะนโยบายที่ควรปรับปรุงหรือยุติ
  • ความเห็นส่วนตัวต่อนายกรัฐมนตรี
  • แนวทางส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรม

หลังการประชุม นายกฯ ยังมีโมเมนต์น่ารักเมื่อเดินกลับตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมนางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด โดยปล่อยมุก “ควงสาว” กับผู้สื่อข่าว สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน

ความสำคัญของการหารือครั้งนี้ต่อเศรษฐกิจไทย

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจริงจังกับการรับฟังภาคเอกชน ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 และเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าโลก การนำความเห็นจาก CEO ชั้นนำมาปรับนโยบาย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

จากข้อมูลล่าสุด เศรษฐกิจไทยโต 2.5% ในไตรมาสแรก แต่ยังต้องเร่งเครื่องในด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว การประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากรัฐบาลนำข้อเสนอไปปฏิบัติจริง จะช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การหารือแบบนี้ควรจัดบ่อยๆ เพื่อให้รัฐและเอกชนเดินไปด้วยกัน คุณล่ะคิดอย่างไร? คิดว่านโยบายไหนที่ภาคเอกชนอยากให้ยุติมากที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะ

ที่มา – นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

วงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน

วงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน เป็นภาพที่สร้างความฮือฮาในแวดวงเศรษฐกิจไทย เมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จัดการประชุมสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับเหล่าซีอีโอบิ๊กธุรกิจชั้นนำของประเทศ ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ยิ้มแย้มทักทายกันอย่างอบอุ่น โดยนายกฯ นั่งหัวโต๊ะตรงกลาง ขณะที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการบริษัทสหพัฒนพิบูล (สหพัฒน์) นั่งประกบข้างซ้ายขวาแบบใกล้ชิดสุดๆ

วงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน

วงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน

การประชุมครั้งนี้มีธีมหลักคือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่ารัฐบาลและภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกันในทิศทางเดียว เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดธุรกิจ เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การเงินระหว่างประเทศ และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลพร้อมลดอุปสรรค เช่น กฎระเบียบซ้ำซ้อน ขั้นตอนอนุญาตยุ่งยาก ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสมัยใหม่ และผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว

นายกฯ กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “ในวงนี้ไม่มีหัวโต๊ะ ทุกคนคือหัวโต๊ะ” และเชิตรัฐมนตรีมานั่งแซมด้วย เพื่อรับฟังตรงๆ จากผู้ประกอบการ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ กว่า 35 คน นอกจากนี้ยังเล่าประสบการณ์จากประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ที่ไทยผลักดันพลังงานสะอาด ความมั่นคงทางอาหาร และโลจิสติกส์ โดยย้ำว่าไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางอาเซียน รัฐพร้อมอำนวยความสะดวก ไม่ยึดติดกฎเก่าๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยุติธรรม

ภาพการประชุมวงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน

ประเด็นสำคัญจากวงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน

  • ลดต้นทุนธุรกิจ: แก้กฎระเบียบซ้ำซ้อน ลดขั้นตอนอนุญาต
  • พัฒนาแรงงาน: เพิ่มทักษะให้สอดคล้องอุตสาหกรรม 4.0
  • อุตสาหกรรมสีเขียว: สนับสนุนพลังงานสะอาดและความยั่งยืน
  • ขยายตลาด: ใช้โอกาสอาเซียนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ
  • เพิ่มการจ้างงาน: สร้างรายได้ให้ประชาชน

หลังประชุมตอน 17.00 น. มีการถ่ายภาพหมู่ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เวลา 18.00 น. และนายกฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำที่ตึกสันติไมตรี เวลา 19.00 น. พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคน โดยย้ำว่า “ถ้ายังไม่หนำใจ ไปทานข้าวเย็นกัน รัฐบาลเป็นเจ้ามือ” แสดงถึงความใกล้ชิดและจริงจัง

นายกฯ อนุทินกับเจ้าสัวในวงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา

การชูธง “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ครั้งนี้ นายกฯ อนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมว่า พร้อมนำข้อเสนอไปต่อยอด เพื่อขยายกิจการ สร้างความมั่งคั่ง และเศรษฐกิจยั่งยืน โดยรัฐบาลจะไม่ทำนโยบายเดี่ยวๆ แต่สอบถามภาคเอกชนก่อนเสมอ

ภาพเพิ่มเติมวงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน

ในมุมมองของผม การประชุมนี้เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับภาคเอกชนตัวจริง ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำจริง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจข่าวเศรษฐกิจ ลองติดตามดูว่าข้อเสนอเหล่านี้จะกลายเป็นนโยบายจริงเมื่อไหร่ แล้วคุณคิดว่าประเทศไทยจะแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – วงบิ๊ก CEO “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบซ้าย-ขวา นายกฯ อนุทิน

ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กำลังเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการระบาดของโรค การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก หรือความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่น่ายินดีคือ ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม ที่ได้ริเริ่มจัดเวทีรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหารือร่วมกับรัฐบาลในเย็นวันเดียวกัน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยระบุว่าภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะที่พร้อมนำเสนออยู่แล้ว เพื่อช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างตรงจุด

ในทำนองเดียวกัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ประสานเสียงชื่นชมรัฐบาล โดยบอกว่า ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม ในการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วม แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอทั้งหมด แต่ยืนยันว่ามีหลายประเด็นที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอสำคัญที่ภาคเอกชนเตรียมนำเสนอ

จากที่ได้สัมภาษณ์ ทั้งสองท่านเน้นย้ำถึงประเด็นหลักที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายแอนตี้คอร์รัปชันเพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบการทำงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก โดยมองว่าเป็น quick win ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ทันที

  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การลดขั้นตอนราชการ และการสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมหลัก
  • ผลักดันแอนตี้คอร์รัปชัน: สร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส ลดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริต
  • ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น สนับสนุน SME และแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
  • ความร่วมมือรัฐ-เอกชน: รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านนโยบาย ขณะที่เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

นายพจน์ ยังเสริมว่าการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะรับฟังตรงจาก CEO และตัวแทนภาคเอกชนชั้นนำ ซึ่งเป็นโอกาสดีในการถ่ายทอดปัญหาและข้อเสนอแนะที่มาจากประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ โดยการติดต่อเชิญเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและจริงจังของรัฐบาล

นิมิตหมายดีต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

ทั้งนางพิมพ์ใจและนายพจน์ ต่างย้ำว่าการจัดเวทีเช่นนี้เป็นนิมิตหมายดีมาก โดยนางพิมพ์ใจบอกว่า “ดีมาก” และนายพจน์เสริมว่า “เยี่ยมเลย” เพราะในอดีต รัฐและเอกชนมักทำงานแยกกัน แต่ครั้งนี้แสดงถึงการ synergy ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตรงจุด เช่น GDP ที่เติบโตช้า อัตราการว่างงานสูง และการลงทุนที่ชะลอตัว

จากข้อมูลของธนาคารโลก เศรษฐกิจไทยต้องการการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อแข่งขันกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย การที่รัฐบาลเปิดรับฟังจึงเป็นก้าวสำคัญ หากข้อเสนอเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติ จะช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวได้เร็วขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานความยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนเต็มที่ หากรัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นต่อเนื่อง

คุณคิดอย่างไรกับการร่วมมือครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม จัดเวทีรับฟังภาคเอกชน ชี้เป็นนิมิตหมายดี

Scroll to top