ภาษีสรรพสามิต

ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวความคืบหน้าเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่น่าสนใจมากมาฝากกันครับ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนในบ้านเราครับ

ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยถึงความสำเร็จในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยมีการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ผลจากการลงพื้นที่อย่างเข้มข้น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ได้เสียภาษีได้จำนวนมหาศาล โดยมียอดรวมกว่า 2.2 ล้านมวนเลยทีเดียวครับ

ผลกระทบและมาตรการจัดการกับบุหรี่เถื่อน

ทำไมเรื่อง ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง ถึงมีความสำคัญมาก? เพราะนอกจากจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตไปนับร้อยล้านบาทแล้ว สินค้าเหล่านี้ยังเป็นการทำลายระบบความเป็นธรรมทางการค้าอีกด้วยครับ สำหรับรายละเอียดผลการจับกุมที่ผ่านมามีดังนี้:

  • ตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศที่หลีกเลี่ยงภาษีได้กว่า 117,820 ซอง
  • คิดเป็นจำนวนมวนทั้งหมด 2,289,000 มวน
  • ประมาณการค่าปรับสูงถึง 106,439,490 บาท

นโยบายของรัฐบาลในตอนนี้ คือการกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้กระทำความผิดใช้พื้นที่แนวชายแดนเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าอีกต่อไปครับ การกระทำของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เราจะไม่ยอมให้มีการละเมิดกฎหมายจนส่งผลเสียต่อประเทศชาติในระยะยาว

ผมมองว่าการสกัดกั้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ เพราะบุหรี่เถื่อนนอกจากจะทำลายรายได้ภาษีที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศแล้ว สินค้าที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมากกว่าบุหรี่ปกติเสียอีก การที่รัฐบาลประกาศจุดยืน ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยให้กับสังคมไทย หวังว่ามาตรการนี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ผลประโยชน์ของชาติได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ครับ

ที่มา – ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

วราวุธ สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนเพิ่มมูลค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการเดินหน้าครั้งสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาประกาศนโยบายแบบจัดเต็ม เพื่อเป็นการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ อย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยต้องได้มากกว่าแค่เงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ต้องเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เติบโตไปพร้อมกัน

วิสัยทัศน์ วราวุธ สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI หรือแม้แต่อุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่

กลยุทธ์สำคัญในการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ จะส่งผลดีอย่างไร ทางกระทรวงได้วางกลยุทธ์ไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: เน้นสินค้า Made in Thailand (MiT) ที่มีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศสูง เพื่อสร้างแต้มต่อให้ผู้ผลิตไทย
  • การปรับฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม: เปลี่ยนปีฐาน MPI ให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของอุตสาหกรรมยุคใหม่
  • การปรับภาษีสรรพสามิต: สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Playing Field) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยไม่เสียเปรียบเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้า
  • การผลักดันกฎหมายทันสมัย: อัปเดต พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ให้รองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ฐานการผลิตที่มีมูลค่าสูง การที่เราหันมาโฟกัสเรื่อง Supply Chain จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน แทนที่จะเป็นแค่ฐานการผลิตราคาถูก เรากำลังก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นี่คือทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคนในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – “วราวุธ”สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าววงการยานยนต์คงตื่นเต้นไม่น้อย กับความเคลื่อนไหวล่าสุดจากฝั่งกระทรวงการคลัง เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ออกมาประกาศชัดเจนว่ากำลังเร่งเครื่องสั่งกรมสรรพสามิตให้ทำเรื่อง เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศของเราครับ

เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA อย่างจริงจัง

ปัญหาที่ผ่านมาคือ ผู้ผลิตรถยนต์ที่มาตั้งโรงงานในไทย ทั้งรถยนต์สันดาป รถไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มักจะเจอกับความเสียเปรียบเมื่อเทียบกับรถยนต์นำเข้าจากประเทศที่มีข้อตกลง FTA ซึ่งทำให้เสียภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำมาก การที่ เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA จึงเป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้คนที่ตั้งใจมาลงทุน สร้างงาน และใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่า

หลักการใหม่: ยิ่งใช้ชิ้นส่วนในไทย ยิ่งได้ภาษีที่ถูกลง

แนวทางของกระทรวงการคลังในครั้งนี้มีความน่าสนใจมาก โดยมีหลักการเบื้องต้นดังนี้ครับ:

  • เน้นผู้ประกอบการที่ลงทุนสร้างโรงงานและจ้างแรงงานคนไทย
  • สนับสนุนทั้งรถ ICE, Hybrid และ EV ไม่จำกัดแค่เทคโนโลยีเดียว
  • ใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นตัวปรับสมดุลแทนการพึ่งพาภาษีศุลกากรเพียงอย่างเดียว
  • ผู้ที่ไม่ได้ตั้งฐานผลิตในไทย อาจต้องเจอกับโครงสร้างภาษีที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

การที่ เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การทำลายข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่เป็นการสร้างกติกาที่ทำให้คนทำธุรกิจในบ้านเราสามารถแข่งกับรถนำเข้าได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของไทยแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน

หากถามความเห็นส่วนตัว ผมมองว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้องครับ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายรถได้เยอะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืน การที่รัฐบาลยื่นมือเข้ามาปรับจูนให้เกิดความเป็นธรรม จะช่วยให้ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับต้นๆ ของภูมิภาคต่อไปได้

เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ารายละเอียดของภาษีใหม่จะออกมาในทิศทางไหน แต่เชื่อว่าข่าวนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับค่ายรถที่ตัดสินใจลงทุนในไทยได้อย่างมหาศาลครับ

ที่มา – เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น พลังงานกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

การปรับลดค่าการกลั่นลงเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ตามที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ถูกมองว่ายังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเป็นจริง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กังวลคือการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการเจรจาแทนที่จะมีสูตรคำนวณที่ชัดเจนหรือการเก็บภาษีลาภลอย การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการดึงเงินจากประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเพื่อมาอุดหนุนราคา แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยว

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไร้การแก้ไข

ข้อวิจารณ์สำคัญที่ “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ยังครอบคลุมไปถึงนโยบายด้านไฟฟ้าอีกด้วย นายอภิสิทธิ์ระบุว่า:

  • การปรับสูตรค่าไฟฟ้ายังขาดความโปร่งใสและไม่ถึงมือผู้ที่ได้รับประโยชน์เกินควร
  • รัฐบาลมักวนเวียนอยู่กับการคิดแบบ “กระเป๋าซ้ายขวา” มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อความเป็นธรรม
  • ความผันผวนของราคาพลังงานเอื้อให้คนกลางรับผลตอบแทนสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลควรเข้าจัดการอย่างเร่งด่วน

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าแนวทางเดิมโดยไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ในโครงสร้างใหญ่ ประชาชนก็ยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงต่อไป ในฐานะผู้บริโภค เราคงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะหันมามองความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนมากกว่าการบริหารจัดการในระยะสั้นที่จบไปวันๆ หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับทิศทางราคาพลังงานในไทย สามารถส่งต่อมุมมองเพื่อสะท้อนเสียงของคุณให้ถึงผู้มีอำนาจได้ เพราะพลังงานคือชีวิตของทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวสำคัญว่า “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว หลังจากที่ได้มีการจัดสัมมนา สส. ของพรรคที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีหลายโครงการถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยพรรคได้นำแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบใช้งบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเดิมๆ ในการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและโซลาร์เซลล์ที่ใช้งบประมาณมหาศาลจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาท

เจาะลึกกลยุทธ์ “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ได้ย้ำชัดเจนว่า การที่ “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่มุ่งเน้นความโปร่งใส โดยประเด็นหลักที่จะนำมาอภิปรายประกอบไปด้วย:

  • ความผิดปกติในการเพิ่มบัญชีนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการจัดซื้อจัดจ้าง
  • การใช้งบเงินกู้ 400,000 ล้านบาทที่ขาดความชัดเจนและเร่งด่วนเกินความจำเป็น
  • ข้อเสนอแนะในการลดต้นทุนพลังงานเพื่อช่วยประชาชนแทนการแจกเงิน
  • การเปรียบเทียบแผนโครงการ “เซาเทิร์น คอนเนกต์” กับโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล

แม้จะมีจำนวน สส. ในสภาเพียง 21 เสียง แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มกำลัง นายอภิสิทธิ์ยังฝากทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยอมรับข้อเสนอแนะในการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดต้นทุนพลังงาน จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการก่อหนี้เพิ่มเพื่อมาหมุนเวียนแจกจ่ายในระยะสั้น การทำหน้าที่ฝ่ายค้านในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาเรื่องโจมตี แต่เป็นการเสนอทางออกเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาวอย่างแท้จริง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

สกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน

สกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน

เป็นเรื่องราวที่ต้องบอกว่าน่าตกใจไม่น้อยเลยครับ สำหรับคดีล่าสุดที่ทางด่านศุลกากรช่องจอมได้ผนึกกำลังกับไปรษณีย์นครราชสีมา เปิดปฏิบัติการสกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าอันตรายเหล่านี้หลุดรอดไปถึงมือประชาชนในพื้นที่อีสานใต้ งานนี้บอกเลยว่าพี่น้องเจ้าหน้าที่ทำงานกันหนักหน่วงตลอด 11 วัน 10 คืน จนสามารถยึดของกลางได้มหาศาลครับ

ทำไมต้องเร่งสกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน?

สาเหตุหลักที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกับปฏิบัติการสกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐให้ครบถ้วนเท่านั้นนะครับ แต่คือเรื่องของสุขภาพล้วนๆ เพราะบุหรี่เถื่อนเหล่านี้มักไม่ได้มาตรฐาน

  • มีความชื้นสูงจนเกิดเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อปอด
  • ไม่มีการควบคุมคุณภาพและสารเคมีตกค้าง
  • สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและทำลายความเป็นธรรมของผู้ค้าสุจริต

การตรวจค้นครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีว่า ขบวนการของเถื่อนมักใช้วิธีการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่มีรางวัลนำจับในส่วนนี้แล้ว แต่ทางกรมศุลกากรก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือบุหรี่เหล่านี้อาจดูเหมือนของจริง แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยมลพิษที่ซ่อนอยู่ หากใครที่ยังสูบบุหรี่ อยากให้มองเห็นถึงผลกระทบในระยะยาว ไม่ใช่แค่มะเร็งที่จะตามมา แต่คือคุณภาพชีวิตที่เสียไปจากการบริโภคสินค้าที่ไม่มีที่มาที่ไปครับ

หวังว่าการปราบปรามในครั้งนี้จะเป็นการลดวงจรการค้าผิดกฎหมายในพื้นที่อีสานใต้ให้เบาบางลง และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทำงานอย่างเสียสละครับ

ที่มา – สกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน เตรียมกระจายเข้าอีสานใต้

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ประเด็นร้อน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตส.ว. อดีต ส.ส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการคัดค้านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยชี้ว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง และการกู้เงินเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดชได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด โดยระบุว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันพุ่งสูงถึง 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 66% ของ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% ที่กฎหมายกำหนด หากทะลุเพดาน ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะใช้พัฒนาประเทศ นอกจากนี้ วิกฤตปัจจุบันคือต้นทุนการผลิตสูงจากราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตใหญ่โตเหมือนโควิด-19 หรือต้มยำกุ้งในอดีต จึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

เหตุผลหลักที่ “สุรเดช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นายสุรเดชเน้นย้ำว่าการกู้เงินจะกลายเป็นภาระติดตัวประชาชนรุ่นต่อรุ่น หากหนี้สาธารณะแตะ 70% นักลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น กลัวไทยกลายเป็นรัฐล้มละลาย ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว เขายังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเงินกู้ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนสูงได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ GDP ไทยประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท หากหนี้พุ่งถึง 13-14 ล้านล้าน จะเหลือเงินเหลือใช้จ่ายน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนข้าราชการ บัตรทอง และโครงการแลนด์บริดจ์ที่อาจต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท

  • หนี้สาธารณะใกล้เพดาน: เหลือแค่ 3-4% จะทะลุ 70% ส่งผลดอกเบี้ยพุ่ง
  • ไม่ใช่วิกฤตจริง: ต้นทุนสูงจากน้ำมัน เป็นกลไกตลาด ไม่ใช่ภัยพิบัติ
  • ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย: นักลงทุนหนี กลัวล้มละลาย

แนวคิดทางเลือก สนับสนุน “อภิสิทธิ์” แทนการกู้เงิน

นายสุรเดชเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอทางออกอื่นๆ โดยไม่ต้องกู้เงิน เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมันลงทันที รัฐบาลควรปรึกษาผู้มีประสบการณ์อย่างอภิสิทธิ์ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ก็ควรจับมือกันแก้ปัญหาชาติ

นอกจากนี้ นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ทางอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการกู้ เช่น

  • เก็บภาษีขาเข้า-ขาออกสนามบิน จาก 700 บาท เป็น 1,000-1,200 บาท
  • ขึ้นภาษีบุหรี่ สุรา เบียร์ 35-50% (สินค้าฟุ่มเฟือย)
  • ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แบรนด์เนม
  • โปรโมตส่งออก โดยใช้ความชำนาญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ขยายตลาดต่างประเทศ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามธรรมชาติ

คำเตือนถึง “เอกนิติ” และรัฐบาล

นายสุรเดชสอนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่มองว่าเป็นการช่วยประชาชนระยะยาว ว่า “อย่ามองแต่แง่บวก” ต้องมองแง่ลบด้วย แม้เจตนาดีแต่หากผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ? นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ ครม.? หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ก็จะมีปัญหาใหญ่ หากถอนเงินไปแล้วยิ่งแย่ รัฐบาลต้องระวัง อย่าให้เจตนาดีกลายเป็นซ้ำเติมประเทศ

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรไตร่ตรองทางเลือกอื่นก่อนรีบกู้เงิน การลดภาษีและเพิ่มรายได้จากแหล่งใหม่จะยั่งยืนกว่า สร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยในสายตานานาชาติ คุณคิดอย่างไรกับการค้าน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงกันต่อไปครับ

ที่มา – “สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมออกพระราชกำหนดการกู้เงิน (พ.ร.ก.) เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยชี้ว่าวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น และเสนอทางเลือกที่ดีกว่าอย่างการลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่า

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เขายังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตลอดให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุดก่อน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตและค่าการกลั่นน้ำมันที่ยังสามารถลดได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนน้ำมันได้ทันที หากรัฐช่วยลดต้นทุนได้มาก ความจำเป็นในการช่วยเหลือปลายทางด้วยเงินกู้ก็จะน้อยลง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ เช่น การเลือกช่วยเหลือกลุ่มใด และช่วยอย่างไร แต่หากลดค่าการกลั่นลงอีก 5 บาท จะช่วยทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่รวมถึงค่าขนส่งที่ถูกลง ส่งผลดีต่อราคาสินค้าทุกชนิด เขายังเข้าใจสถานการณ์การคลังที่อาจจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ แต่รัฐต้องมีแผนชัดเจนไม่ให้บานปลาย พร้อมแนวทางเพิ่มรายได้คืน

ข้อเสนอลดค่าการกลั่นและภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ยังได้พูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยืนยันว่าค่าการกลั่นที่ 7-8 บาท สามารถลดได้อีก แม้เดือนเมษายนราคาพรีเมี่ยมน้ำมันขึ้นเป็น 15 บาท เขาเสนอให้ใช้ระบบ “ภาษีลาภลอย” ที่ปรับตามสถานการณ์จริง แทนการรอราคาเฉลี่ย เช่น เดือนเมษายนที่ราคาสูงตั้งแต่ต้นเดือน หากเก็บภาษีพิเศษแบบนี้ จะช่วยได้มาก

  • ตัวอย่างราคาน้ำมันดีเซล: ปัจจุบันลิตรละ 42 บาท หากลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท และค่าการกลั่น 5 บาท ราคาจะเหลือใกล้ 30 บาท
  • ช่วยลดราคาสินค้าทุกประเภทที่พึ่งพาการขนส่ง
  • ลดภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือเพิ่มเติม

พรรคประชาธิปัตย์จึงเร่งให้รัฐบาลบริหารต้นทุนเร็วที่สุด เพื่อช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง โดยเชื่อว่าการประชุม กบง. วันพรุ่งนี้จะมีข่าวดี ลดราคาได้อีก เพราะรัฐมนตรียอมรับหลักการปรับตามราคาเดือนต่อเดือน แม้มีประเด็นโต้แย้งตัวเลข แต่ค่าการกลั่น 5 บาทยังทำได้สบาย

ประโยชน์ระยะยาวจากการลดต้นทุนน้ำมัน

นอกจากช่วยบรรเทาภาระประชาชนทันที การลดค่าการกลั่นยังป้องกันปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นตามน้ำมันแพง หากราคาน้ำมันลดลง สินค้าก็ต้องลดตาม รัฐบาลควรโฟกัสที่นี่ก่อนออก พ.ร.ก. เพื่อความยั่งยืน นี่คือมุมมองที่อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง ซึ่งหลายคนเห็นด้วยเพราะเป็นวิธีแก้ที่ต้นตอ

สุดท้าย การตัดสินใจของ กบง. จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลฟังข้อเสนอหรือไม่ คุณคิดว่ารัฐควรลดค่าการกลั่นก่อนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ปัญหาปลายทาง เชื่อลดค่าการกลั่นได้อีก ช่วยแบ่งเบาภาระ ปชช.

“ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อกู้ 5 แสนล้าน

“ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อขอกู้ 5 แสนล้าน-สว.ขู่รัฐบาล เบี้ยวแก้ รธน. เจอดีแน่ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้ หลังจากน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยชี้ว่ารัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติการคลังหนักหน่วง จนต้องเตรียมขอกู้เงินถึง 5 แสนล้านบาทเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่

ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันที่ 9 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารรัฐสภา “ไหม” ได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่โหมด “ข้าวยากหมากแพง” เติบโตต่ำ เงินเฟ้อพุ่งสูง รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเกลี่ยงบก่อนกู้เงิน สะท้อนถึงปัญหาการคลังที่ถังแตกจริงๆ แม้ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่าจะออกเป็น พ.ร.ก. แต่ “ไหม” เตือนว่าอาจเสียมากกว่าได้ เพราะงบถูกใช้ไปเกิน 60% แล้ว และรัฐธรรมนูญมาตรา 11 กำหนดให้เป็น พ.ร.บ.เท่านั้น อย่าข้ามหัวสภา

“ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อขอกู้ 5 แสนล้าน-สว.ขู่รัฐบาล เบี้ยวแก้ รธน. เจอดีแน่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้เพราะงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินถูกใช้เกือบหมดใน 4 เดือนแรก ทำให้ต้องกู้เงิน 5 แสนล้านบาท “ไหม” ถามว่าจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายคืน? เกรงว่ารัฐจะเก็บภาษีเพิ่ม เช่น ภาษีออกนอกประเทศ ภาษีน้ำมัน หรือ VAT สูงขึ้น สร้างภาระให้ประชาชนหนักกว่าเดิม

สว. ขู่รัฐบาล ถ้าเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญ เจอดีแน่

ด้านวุฒิสมาชิก (สว.) ก็ไม่ยอม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายขู่รัฐบาลว่าทำไมคำแถลงนโยบายไม่เอ่ยถึงการแก้รัฐธรรมนูญ หลังประชามติ 21 ล้านเสียงเรียกร้อง หากเบี้ยวจะเจอดีแน่ ต้องทำด่วนภายในสมัยนี้ อย่าเกินปี 2569

นายนรเศษฐ์ ปรัชญากร สว. เสริมว่ารัฐบาลจงใจไม่พูดเรื่องแก้ รธน. แสดงจุดยืนไม่ฟังประชาชน รักษาโครงสร้างอำนาจเก่า ถือเป็นการทำลายความชอบธรรมตั้งแต่วันแรก ขอให้ นายกฯ ตอบชัด จะเคารพ 21 ล้านเสียง หรือรักษาอำนาจตัวเอง?

สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทย ทั้งเศรษฐกิจถดถอยและการเมืองติดขัด การกู้ 5 แสนล้านอาจช่วยระยะสั้น แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้าง เช่น แก้ รธน. ให้เป็นธรรมมากขึ้น ปัญหาจะยิ่งบานปลาย

  • เศรษฐกิจเติบโตต่ำ เงินเฟ้อสูง
  • งบกลางหมดเกลี้ยง ต้องกู้เงินจำนวนมหาศาล
  • สว. กดดันแก้ รธน. ตามเจตจำนง 21 ล้านเสียง
  • เสี่ยงเก็บภาษีเพิ่ม กระทบประชาชน

ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะนโยบายเหล่านี้อาจกระทบกระเป๋าตังค์โดยตรง ในมุมมองผู้เขียน รัฐบาลต้องโปร่งใสและรับฟังเสียงประชาชนมากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาจริงจัง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้กันนะ!

ที่มา – “ไหม” อัดรัฐบาลถังแตก จ่อขอกู้ 5 แสนล้าน-สว.ขู่รัฐบาล เบี้ยวแก้ รธน. เจอดีแน่

Scroll to top