ภูมิรัฐศาสตร์

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมออกมาเผยแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งหัวข้อที่น่าจับตามองที่สุดคือ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน บนเวทีระดับประเทศครับ

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเวทีนี้ถึงสำคัญ? ต้องบอกว่าโลกของเราในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งเรื่องของระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีทิศทางที่ชัดเจนครับ

การที่ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน ในงาน The INTANIA Forum ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะเป็นการถอดรหัสความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ไม่เป็นเพียงแค่ผู้ตาม แต่เป็นผู้กำหนดทิศทางในเวทีโลก

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับเวที The INTANIA Forum

ภายในงานจะมีการพูดคุยและเสนอแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่:

  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนยุคใหม่
  • การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • กลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิรัฐศาสตร์โลก

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เราต้องมาลุ้นกันครับว่าวิสัยทัศน์ที่ท่านนายกฯ จะนำเสนอนั้น จะช่วยให้คนไทยมีความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

ในมุมมองของผม นี่ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่เตรียมตัวรับมือกับความผันผวนของโลกตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะเสียโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงครับ มาร่วมติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์จากเวทีนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงหรือไม่

ที่มา – “อนุทิน” จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสยบข่าวลือที่ว่ารัฐบาลเตรียมพับโครงการใหญ่ โดยยืนยันว่า อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและสถานการณ์โลกเอื้ออำนวย

อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที หลังปรับแผนให้สอดรับสถานการณ์

การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ได้สั่งยกเลิก เพียงแต่เป็นการปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน โดยเน้นกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจฐานรากและคอขวดของระบบขนส่ง

กลยุทธ์เน้นเชื่อมต่อ Missing Link ควบคู่ไปกับโครงการเดิม

ท่านนายกฯ มองว่าสิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเร่งสร้าง “Missing Link” หรือโครงข่ายเส้นทางรถไฟที่ยังขาดช่วงไป เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ภาคตะวันตกให้สมบูรณ์ โดย อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที เมื่อปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มีความพร้อม และเมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟมีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับปริมาณสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ การปรับปรุงท่าเรือทั้งสองฝั่งยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งต้องผ่านการศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การลงทุนในทุกบาททุกสตางค์มีความคุ้มค่า โดยท่านนายกฯ เตรียมหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้ต่อไป

  • การศึกษาศักยภาพท่าเรือระนองและฝั่งอ่าวไทย
  • การเชื่อมต่อรถไฟเพื่อการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
  • การผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินที่ยังดำเนินอยู่

ในส่วนของคำถามเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน นายอนุทินกล่าวว่า สัญญาระดับประเทศมีความซับซ้อนและมีการดูแลอย่างรัดกุม การจะยกเลิกไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพรวมของรัฐและนักลงทุน ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม

โดยภาพรวมแล้ว โครงสร้างพื้นฐานของประเทศยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการปรับจูนเครื่องยนต์ให้เร่งความเร็วได้ถูกต้องตามจังหวะเวลา หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการ การรอคอยความชัดเจนในจุดนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ในอนาคตครับ

ที่มา – “อนุทิน” ยันยังไม่พับ “แลนด์บริดจ์” พร้อมปัดฝุ่นทันทีเมื่อถึงเวลา

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล โดยย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย นี่คือข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการเศรษฐกิจและการเมืองไทย วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge ซึ่งเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งทางบกจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล

หลังจากที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แต่งตั้งนายเอกนิติเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ การดำเนินงานจะมุ่งสร้างความชัดเจนให้สังคม โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจภาพรวม เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาการขนส่งทางทะเลที่ติดขัด คณะกรรมการจะใช้กรอบเวลาเพียง 90 วันในการศึกษาอย่างเข้มข้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ จะไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่จะนำผลการศึกษาจากหน่วยงานเดิม เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ มาอัปเดตให้ทันสมัย โดยเพิ่มปัจจัยใหม่ๆ เช่น ผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามในยูเครนและตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาช่องแคบซุเอซและปานามาที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด

ทำไม “เอกนิติ” ถึงเน้นหลักโปร่งใสในการศึกษา “แลนด์บริดจ์”

นายเอกนิติย้ำชัดว่า การศึกษาครั้งนี้จะครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่ เพราะโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพรและสงขลา ทางรถไฟความเร็วสูงยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร เพื่อให้ไทยเป็นแลนด์บริดจ์ของเอเชีย สร้างรายได้มหาศาลจากการขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว

  • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: ลดเวลาขนส่งจาก 10-15 วันเหลือ 1-2 วัน สร้าง GDP เพิ่มหลายแสนล้านบาท
  • ด้านภูมิรัฐศาสตร์: ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ทำให้ไทยเป็นฮับสำคัญท่ามกลางความตึงเครียดจีน-สหรัฐ
  • สิ่งแวดล้อมและสังคม: ศึกษาผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและระบบนิเวศอย่างรอบคอบ
  • การลงทุน: ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีนที่เคยเสนอลงทุน

ในฐานะที่สภาพัฒน์ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ นายเอกนิติมั่นใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา เพื่อให้ผลศึกษานำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน “ผมยืนยันว่าจะทำดีที่สุดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง” เขากล่าว

โอกาสและความท้าทายของโครงการแลนด์บริดจ์ในยุคใหม่

โครงการนี้เคยถูกพูดถึงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนๆ แต่ถูกหยุดชะงักเพราะข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ชาติ ปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป เช่น การ blockade ช่องแคบต่างๆ ทำให้แลนด์บริดจ์กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้น หากศึกษาอย่างครบถ้วน โครงการนี้จะช่วยยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าของอาเซียน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 30-40% และสร้างงานนับล้านตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยง เช่น การแข่งขันกับโครงการอื่นในภูมิภาค และการจัดการหนี้สินจากการลงทุนขนาดใหญ่ นายเอกนิติและทีมจะนำข้อมูลจริงมาประเมิน เพื่อให้การตัดสินใจถูกต้อง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการ “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล นี้คือก้าวสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม หากทำด้วยความโปร่งใส จะเป็นมรดกทางเศรษฐกิจให้รุ่นหลัง คุณคิดอย่างไรกับโครงการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนไทยรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

“เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่พุ่งปรี๊ด หรือความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์อย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ล่าสุด “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านเวที IMF Governor Talks ในการประชุม Spring Meetings 2569 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โชว์ไอเดียเจ๋งๆ ในการรับมือความท้าทายเหล่านี้ โดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมากเลยครับ

“เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ในเวทีนี้ นายเอกนิติชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเจอข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลงทุนที่ต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลเลยตั้งเป้า “ยกระดับการลงทุน” เป็นหัวใจหลัก เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล AI พัฒนาทุนมนุษย์ และปรับกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ สร้างการเติบโตยั่งยืน นอกจากนี้ ยังพูดถึงบทบาทเอเชียและไทยในการรับมือโลกที่ไม่แน่นอน

"เอกนิติ" โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

สิ่งที่เด็ดสุดคือกรอบนโยบาย “4T” ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือโดยตรง ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นขึ้นท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก

กรอบนโยบาย “4T” จาก “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

  • Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า): แทนที่จะแจกกระจาย เน้นช่วยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น กลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
  • Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด): เร่งพัฒนา Smart Grid Direct PPA และพลังงานหมุนเวียน ลดพึ่งพาน้ำมันราคาแพง
  • Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ): เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล ยกระดับการแข่งขัน
  • Together (ความร่วมมือทุกภาคส่วน): รัฐ เอกชน ประชาชน รวมพลังกันรับมือความเสี่ยง

นโยบายการคลังก็แบบตรงจุด ไม่ใช่กระตุ้นแบบเหวี่ยงแห รัฐบาลจะช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ควบคู่ลงทุนเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อความยั่งยืนระยะยาว นอกจากนี้ ยังเน้นบทบาทอาเซียนเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” ในโลกที่แตกแยก

ไทยยังจะเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” มุ่งสร้างโอกาสใหม่ การเติบโตยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และยกระดับอาเซียน

ชมคลิป IMF Governor Talks ฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)

วิสัยทัศน์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีแผนชัดเจนในการพายเรือฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก ถ้าทำได้จริง เศรษฐกิจไทยน่าจะโตแบบยั่งยืนแน่นอน คุณคิดยังไงกับกรอบ 4T นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ นะครับ!

ที่มา – “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านหลัก วันนี้ 9 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ประชาชนสามารถติดตามรับชมได้ทางสถานีโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าพลาดเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางประเทศในปีข้างหน้า

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือ 9-10 เมษายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องแถลงนโยบายก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำแถลงนโยบายแก้ปัญหา 5 ด้าน

เอกสารคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีความยาว 19 หน้า ครอบคลุมนโยบายหลักที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ซึ่งรัฐบาลอนุทินตั้งใจจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นโยบายหลัก 5 ด้านของรัฐบาลอนุทิน

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ สนับสนุน SME และเกษตรกร ผ่านมาตรการลดภาษี จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดน เจรจาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงนโยบายการค้าต่างประเทศให้ได้เปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่
  • ด้านสังคม: พัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มงบประมาณโรงเรียนและโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: เตรียมรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาเขื่อนและระบบชลประทาน รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ลดความซับซ้อนของระบบราชการ ดิจิทัลทรานสฟอร์มการบริการสาธารณะ ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการทุจริต

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากโควิดและสงครามการค้าโลก

ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายเข้มข้น

ฝ่ายค้านไม่ยอมแพ้ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน โฟกัสปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กระทบประชาชนภาคเหนือ นอกจากนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะช่วยสะท้อนปัญหาทุกภูมิภาค อาจขึ้นอภิปรายสรุปหากมีเวลา

กำหนดการอภิปรายรวม 32.30 ชั่วโมง แบ่งเป็น ประธานที่ประชุม 1.30 ชม., นายกฯ แถลง 1.30 ชม., ครม.ชี้แจง 6 ชม., สว. 4 ชม., ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชม., ส.ส.ฝ่ายค้าน 14.30 ชม. คาดว่าจะเข้มข้นและอาจยืดเยื้อ

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยนำโคไลอิชั่น ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน เพื่อติดตามว่ารัฐบาลจะนำนโยบายไปปฏิบัติจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เรามีความเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากทำได้จริงจะช่วยพลิกฟื้นประเทศได้แน่นอน

เชิญชวนทุกท่านติดตามรับชมถ่ายทอดสดและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้บ้าง!

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

สนามบินดูไบระงับเที่ยวบิน หลังโดรนโจมตี

สนามบินดูไบระงับเที่ยวบิน หลังโดรนโจมตี เป็นข่าวร้ายที่ทำเอาผู้โดยสารหลายคนใจหายใจคว่ำเลยทีเดียว เมื่อสนามบินนานาชาติดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในฮับการบินที่คึกคักที่สุดในโลก ต้องประกาศระงับเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกชั่วคราว หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีจากอิหร่าน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้ต้องอพยพผู้คนและหยุดบริการเพื่อความปลอดภัย

สนามบินดูไบระงับเที่ยวบิน หลังโดรนโจมตี: สาเหตุและผลกระทบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านปล่อยโดรนโจมตีในบริเวณใกล้สนามบิน ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงที่ถังเก็บน้ำมันใกล้เคียง แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่สนามบินดูไบระงับเที่ยวบิน หลังโดรนโจมตี ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างปลอดภัย 100% สำหรับผู้โดยสารและพนักงาน

เจ้าหน้าที่การบินพลเรือนของดูไบยืนยันว่า ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ แต่ความเสียหายเกิดกับโครงสร้างพื้นฐานใกล้เคียง เช่น ถังน้ำมัน ซึ่งอาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค สายการบินยักษ์ใหญ่อย่างเอมิเรตส์ (Emirates) ก็ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าต้องระงับทุกเที่ยวบินที่ไป-จากดูไบชั่วคราว ผู้โดยสารที่กำลังรอขึ้นเครื่องควรตรวจสอบสถานะทันที

บริบทความขัดแย้งที่นำไปสู่เหตุโดรนโจมตี

เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนกว่า 2,000 ลูก มุ่งเป้าฐานทัพสหรัฐในประเทศแถบอ่าว รวมถึงโครงสร้างสำคัญอย่างท่าเรือ สนามบิน และโรงกลั่นน้ำมัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐและอิสราเอล กลายเป็นเป้าหมายหลัก โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธกว่า 1,800 ลูกใส่ UAE สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล

UAE เคยมีสัมพันธ์ตึงเครียดกับอิหร่านตั้งแต่ปี 2020 แต่ครั้งนี้กลับถูกโจมตีโดยตรง ส่งผลให้ภาคการบินและน้ำมัน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ UAE ได้รับผลกระทบหนัก

  • ผลกระทบต่อผู้โดยสาร: เที่ยวบินล่าช้า อพยพฉุกเฉิน ต้องรอการตรวจสอบความปลอดภัย
  • ผลกระทบต่อสายการบิน: Emirates และสายการบินอื่นๆ ต้องปรับตารางบิน สูญเสียรายได้
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: น้ำมันราคาพุ่ง การขนส่งหยุดชะงัก
  • มาตรการป้องกัน: สนามบินเพิ่มระบบตรวจจับโดรนและขีปนาวุธ

ผู้โดยสารควรทำอย่างไร หากมีเที่ยวบินที่ดูไบ

หากคุณมีแผนเดินทางผ่านสนามบินดูไบ แนะนำให้ติดตามประกาศจากสายการบินอย่างใกล้ชิด ใช้แอปอย่าง Emirates App หรือเว็บไซต์สนามบินดูไบเพื่อเช็คสถานะเรียลไทม์ นอกจากนี้ ควรเตรียมแผนสำรอง เช่น เปลี่ยนเส้นทางผ่านสนามบินอื่นในภูมิภาคอย่างอาบูดาบีหรือโดฮา

สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่าความขัดแย้งทางการเมืองสามารถกระทบชีวิตประจำวันได้รวดเร็วแค่ไหน สนามบินดูไบซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงในการบิน วันนี้ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ๆ ในยุคโดรนและสงครามไฮเทค

ในมุมมองของผม สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงน่ากังวล ผู้โดยสารและนักธุรกิจควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเตรียมตัวรับมือกับความไม่แน่นอน ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สนามบินดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกโดรนโจมตีไฟลุกในพื้นที่ใกล้เคียง

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้ – ข่าวใหญ่จากเวทีประชุมความมั่นคงมิวนิกที่กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก เมื่อเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศแผนส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังมหาสมุทรอาร์กติก เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรนาโต ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากรัสเซีย จีน และกระแสจากสหรัฐฯ ภายใต้นายโดนัลด์ ทรัมป์

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

ในการประชุมมิวนิกเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 นายกฯ สตาร์เมอร์ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า สหราชอาณาจักรจะส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์ นำกองเรือไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและภูมิภาคไฮนอร์ธ (High North) ในปีนี้ การเคลื่อนไหวนี้จะร่วมมือกับสหรัฐฯ แคนาดา และพันธมิตรนาโตอื่นๆ เพื่อแสดงพลังทางทหารที่แข็งแกร่งต่อความมั่นคงของยุโรป-แอตแลนติก

เหตุผลหลักมาจากความกังวลเรื่องอาร์กติกที่กำลังร้อนระอุ เนื่องจากน้ำแข็งละลายเปิดทางให้เส้นทางการค้าและทรัพยากรใหม่ๆ แต่ก็ดึงดูดมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนที่เพิ่มการแสดงแสนยานุภาพในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกรีนแลนด์ที่ทรัมป์เคยขู่ยึดครอง สร้างความหวาดหวั่นให้ยุโรป

ยุโรปต้องยืนด้วยขาตัวเอง ท่ามกลางวิกฤตยูเครน

นายกฯ สตาร์เมอร์ ย้ำถึงการยึดมั่นใน มาตรา 5 ของนาโต ซึ่งถือว่าการโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่งคือการโจมตีทั้งหมด เขากล่าวว่า “ความมุ่งมั่นของเราต่อมาตรา 5 ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม หากถูกเรียก สหราชอาณาจักรพร้อมช่วยเหลือทันที” ท่ามกลางสงครามยูเครนที่รัสเซียบุกโจมตี ซึ่งเขามองว่าเป็น “ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” ของมอสโก

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ยุโรป “ยืนด้วยขาของตัวเอง” โดยวางการเมืองเล็กๆ น้อยๆ ลง ทำงานร่วมกันสร้างยุโรปที่แข็งแกร่งและนาโตที่เป็นยุโรปมากขึ้น หากมาตรา 5 ถูกกระตุ้น ชาวบริเตนหลายพันคนอาจต้องไปรบแนวหน้า แต่เขายืนยันว่า “เราต้องพร้อมต่อสู้เพื่อปกป้องประชาชน คุณค่า และวิถีชีวิต”

ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกและไทย

การส่งเรือรบไปอาร์กติกไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็นการเตรียมพร้อมจริงจัง ท่ามจากทรัมป์ที่เคยขู่ตั้งกำแพงภาษีกับยุโรป แม้จะถอนคำขู่ แต่ความสัมพันธ์ยังเปราะบาง สำหรับไทยในฐานะชาติที่พึ่งพาการค้าทั่วโลก สถานการณ์นี้กระทบเส้นทางการค้าและราคาพลังงาน หากอาร์กติกกลายเป็นจุดร้อน

  • จุดสำคัญของการประกาศ: ส่งเรือเอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์นำทัพ
  • พันธมิตร: สหรัฐฯ แคนาดา นาโต
  • เป้าหมาย: แสดงความมุ่งมั่นต่อมาตรา 5 และความมั่นคงยุโรป
  • บริบท: รัสเซียบุกยูเครน จีน-รัสเซียในอาร์กติก ทรัมป์กับกรีนแลนด์

นโยบายนี้สะท้อนยุคใหม่ที่ยุโรปต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น ไม่รอสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อนาโต แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงสงครามเย็นรอบใหม่

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของนายกฯ UK? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำร่วมมือสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเปิดการประชุมอาเซียน ระบุว่า อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าสู่ “ครอบครัว”

เมื่อ 26 ต.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยระบุว่า อาเซียนจะต้องมีความกล้าหาญในการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ และกระชับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน

“สันติภาพและความมั่งคั่งที่ค่อนข้างมั่นคงซึ่งอาเซียนได้รับมาตลอดเกือบหกทศวรรษนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” นายอันวาร์กล่าว “สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูผ่านความร่วมมือ และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือเหตุผลที่อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

นักวิเคราะห์ได้ยกให้การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปีนี้ เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมการประชุม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

นอกจากผู้นำอาเซียนแล้ว ผู้เข้าร่วมยังรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงในช่วงเช้าวันอาทิตย์ และได้รับการต้อนรับจากนายอันวาร์ที่สนามบิน, นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ, ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซีริล รามาโฟซา และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

“ปี 2025 เป็นปีที่ต้องการสิ่งต่าง ๆ จากเรามากขึ้น โลกดูไม่มั่นคง – ระเบียบเก่าไม่แน่นอนอีกต่อไป ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ถูกกำหนด” นายอันวาร์กล่าว “ทั่วทุกภูมิภาค เราเห็นการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนที่ขยายตัว ลมปะทะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทดสอบเศรษฐกิจของเราเท่านั้น แต่ยังทดสอบความมุ่งมั่นโดยรวมของเราที่จะรักษาศรัทธาในความร่วมมือ และความเชื่อที่ว่า ความเข้าใจและการเจรจายังคงสามารถมีชัยได้ในยุคที่แตกแยกนี้”

นายอันวาร์ยังยกตัวอย่างความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาเซียนได้สร้างขึ้นและการกระชับความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ไปที่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 2 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน เมื่อต้นปีนี้

ประธานอาเซียนกล่าวด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์นี้ ก็จะส่งเสริมเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ให้บรรลุศักยภาพสูงสุดอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ในการประชุมอาเซียนครั้งนี้จะมีการยกระดับ “ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน” (ATIGA) ด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดระดับภูมิภาคที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและแรงงาน

อนึ่ง ATIGA มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลง การค้าเพิ่มขึ้น และมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงเกิดการประหยัดจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economies of scale) สำหรับภาคธุรกิจ

นับจนถึงปี 2563 ที่ผ่านมา ATIGA ได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายกันภายในอาเซียนไปแล้ว 98.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ประชุมอาเซียนมีเป้าหมายที่จะลดภาษีศุลกากรลงภายใต้ข้อตกลง ATIGA ลงอีก และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิก

นายอันวาร์ยังกล่าวต้อนรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ ทำให้อาเซียนเป็น “ครอบครัวที่สมบูรณ์” โดยเป็นการยืนยันชะตากรรมร่วมกันของเราและความรู้สึกผูกพันในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“ภายใต้ประชาคมนี้ การพัฒนาและความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของติมอร์-เลสเตจะได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอันวาร์กล่าว

การประชุมที่ว่าด้วย อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง เป็นหัวข้อที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน ทำให้การร่วมมือกันในระดับภูมิภาคเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด การที่นายอันวาร์ อิบราฮิม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่งในการประชุมอาเซียน จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาเซียนตระหนักถึงบทบาทสำคัญของตนเองในการสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความสำคัญของการที่อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

การที่ อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง นั้นแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำอาเซียนที่มองเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมือง หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การร่วมมือกันเท่านั้นที่จะทำให้อาเซียนสามารถก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

การเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การขยายการค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศสมาชิก การยกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอาเซียนในการลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค

นอกจากนี้ การต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาเซียนเปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับทุกประเทศในภูมิภาค การรวมติมอร์-เลสเตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความเป็นเอกภาพของภูมิภาค

การที่ อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับอาเซียนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

Scroll to top