มงคล สุระสัจจะ

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสเรื่องการลดโลกร้อนกันมาสักพักใหญ่แล้วนะครับ แต่วันนี้มีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เพราะล่าสุด สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานระดับประเทศในการหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังครับ

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดมาปรับใช้ภายในสถาบันฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ในครั้งนี้ จะกลายเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ในการเดินหน้าสู่สังคม Net Zero

เป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • การนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในการจัดการทรัพยากรภายในสถาบัน
  • การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากรและเครือข่าย
  • การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
  • การเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้เรื่องการจัดการคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จจากการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจต่อโลกมากขึ้น ซึ่งการบูรณาการระหว่าง ‘ความรู้’ จากสถาบันพระปกเกล้า และ ‘เทคโนโลยี’ จาก ปตท. ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ หากทุกองค์กรหันมาเอาจริงเอาจังแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตสีเขียวของประเทศไทยอยู่ไม่ไกลแน่นอนครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2 หลักฐานเด็ด กกต. เดินริบโพย มงคล

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำประเด็นร้อนแรงทางการเมืองได้ สำหรับคดีการเลือก สว. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2 กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่พรรคฝ่ายค้านได้เปิดเวทีแฉข้อมูลเชิงลึกที่ทำเอาหลายคนต้องตาค้างกับหลักฐานใหม่ๆ ที่ถูกนำเสนอออกมา

เจาะลึก ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือคุณไอติม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าผ่านเวทีวิปฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุใดคดีที่สังคมเฝ้ารอคอยมานานกว่า 2 ปี ถึงยังไปไม่ถึงศาลเสียที คุณไอติมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ กกต. ที่ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมและกระบวนการตรวจสอบที่ดูไม่โปร่งใสเท่าที่ควร

เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2

หลักฐานที่ทางฝ่ายค้านนำเสนอนั้นถือว่าน่าตกใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น:

  • พบโพยการลงคะแนนที่ผิดปกติอย่างชัดเจน
  • พฤติกรรมการจ้างวานโหวตและจ้างลงสมัครในหลายพื้นที่
  • มีเครือข่ายและพรรคการเมืองหนุนหลังอยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้
  • กรณีการเดินทางไปริบโพยของ กกต. ที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

คุณไอติมยังได้เชื่อมโยงไปถึงกรณีของนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่จะเกิดการเลือก สว. นั้น มีกระบวนการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือการแลกคะแนนทั่วไป แต่เป็นขบวนการที่วางแผนมาอย่างรัดกุมเพื่อชักใยผลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ในมุมมองของพวกเรา ประชาชนทุกคนควรจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความยุติธรรมขององค์กรอิสระในประเทศไทย หากหน่วยงานรัฐยังคงเกียร์ว่างหรือไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้อย่างกระจ่างแจ้ง ความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยของเราคงจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ เราต้องร่วมกันเป็นกระบอกเสียงและใช้การตรวจสอบภาคประชาชนให้มีประสิทธิภาพที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ที่มา – “ไอติม” ขยี้โกงสว. ภาค 2 มีหลักฐานชวนตาค้าง กกต. เดินริบโพย “มงคล”

“ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ “ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ” ขยับออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคลิปเหตุการณ์ในวันเลือก สว. ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความไม่ชอบมาพากล โดยชูประเด็นสำคัญที่ว่า “ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ซึ่งถือเป็นคำถามที่สังคมกำลังเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

“ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายพริษฐ์ได้เผยแพร่คลิปหลักฐานที่ปรากฏภาพของ กกต. ท่านหนึ่งกำลังเดินแจ้งเตือนผู้สมัครในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายไม่สุจริต โดยไอติมได้ตั้งคำถามสำคัญไปยัง กกต. ว่า ในเมื่อมีการเก็บเอกสารและมีการตักเตือน เหตุใดกระบวนการตรวจสอบจึงดูคลุมเครือ และทำไมจึงไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนให้กับประชาชนผู้เฝ้ามองกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้

เปิดปมร้อน การยื่นเอกสารท่ามกลางข้อกังขา

จากการสังเกตคลิปอย่างละเอียด พบว่ามีการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยในนาทีที่ 19:02:28 เมื่อปรากฏภาพผู้สมัครหมายเลข 84 ซึ่งคาดว่าเป็น สว. มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน กำลังยื่นเอกสารบางอย่างให้กับ กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่สังคมต้องได้รับทราบความจริงภายใต้หัวข้อ “ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่ เพราะเรื่องนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง โดยไอติมได้ตั้งคำถามตรงไปตรงมาดังนี้:

  • เอกสารดังกล่าวคืออะไร ใช่โพยรายชื่อผู้สมัครเพื่อการฮั้วหรือไม่?
  • ใครเป็นคนจัดทำโพยเหล่านั้น และท่านทราบหรือไม่ว่ามีคนอื่นที่มีโพยชุดเดียวกัน?
  • มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ตำแหน่ง หรืออำนาจ ในกระบวนการคัดเลือกครั้งนี้หรือไม่?

สิ่งที่สังคมต้องการเห็นไม่ใช่เพียงแค่การปฏิเสธ แต่คือการแสดงความโปร่งใสของนักการเมืองและผู้ทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง เพราะหากกระบวนการสว. มีการล็อคสเปคหรือฮั้วกันจริง ย่อมหมายถึงการทำลายรากฐานความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อวุฒิสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นว่า การมีส่วนร่วมตรวจสอบของภาคประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ในฐานะสื่อกลาง เราหวังว่าคำถามเหล่านี้จะได้รับการตอบสนองโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. ในครั้งนี้

ที่มา – “ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบอาหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนจากวงในวุฒิสภาที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 โดยมีมติจ่อตัดงบประมาณส่วนที่เกี่ยวกับการดูงานต่างประเทศและค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แล้วนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ประหยัดงบแผ่นดินจากประชาชน ทำให้ สว. ต้องปรับตัว จ่ายค่าอาหารเองแทนการใช้งบรัฐ เริ่มตั้งแต่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งที่ 5/2569

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือที่รู้จักกันในชื่อวิปวุฒิสภา ครั้งที่ 5/2569 ณ ที่ประชุมวุฒิสภา การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 ที่กำลังจะถูกนำเข้าสู่วาระวุฒิสภาในอนาคตอันใกล้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการถกเถียงครั้งนี้ค่อนข้างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อตอบสนองกระแสสังคมที่ต่อต้านการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

วาระสำคัญในการประชุม กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ที่ประชุมยังมีวาระอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • รับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิปวุฒิสภาในฐานะผู้แทนครม. ซึ่งจะถูกบรรจุในวาระประชุมวุฒิสภาต่อไป
  • เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ราย
  • เตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว

วาระเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของวุฒิสภาในการตรวจสอบและพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในปีหน้า

รายละเอียดการตัดงบดูงานต่างประเทศและค่าอาหาร

ไฮไลต์ของการประชุมคือการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 โดยมีการตัดงบประมาณในส่วนค่าใช้จ่ายการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการต่างๆ รวมถึงค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภาในช่วงสมัยประชุม นี่ถือเป็นการตอบสนองต่อกระแสวิจารณ์จากประชาชนที่มองว่างบประมาณส่วนนี้ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การตัดงบดังกล่าวจะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้จำนวนมาก และนำไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังทบทวนแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้ สว. ในวันประชุม โดยมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดหาร้านอาหารภายนอกมาเปิดบริการที่ห้องอาหาร สว. ชั้น 2 อาคารพระจันทร์ (ตึก สว.) ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สมาชิกวุฒิสภาจะต้องจ่ายค่าอาหารด้วยตนเอง แทนการเบิกจ่ายจากงบรัฐแบบเดิม วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสและให้ สว. ได้เลือกเมนูอาหารตามความชอบอีกด้วย

ผลกระทบและมุมมองต่อการตัดงบนี้

การตัดงบประมาณดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของวุฒิสภาในการแสดงความรับผิดชอบต่อเงินภาษีอากรของประชาชน ในอดีตเคยมีเสียงวิจารณ์หนักเรื่องงบดูงานต่างประเทศที่ดูหรูหราเกินไป หรือค่าอาหารที่แพงหูฉี่ ตอนนี้ สว. ต้านกระแสไม่ไหวแล้วครับ ต้องปรับตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ตามรอย โดยเฉพาะในปีงบ 2570 ที่คาดว่าจะมีงบรวมมหาศาล การประหยัดทุกบาททุกสตางค์จึงสำคัญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บางคนกังวลว่าการตัดงบดูงานต่างประเทศอาจกระทบต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศ แต่เชื่อว่าสามารถหาทางเลือกอื่น เช่น ประชุมออนไลน์หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาในประเทศได้ครับ

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวของ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการปรับตัวของนักการเมืองไทย คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการตัดงบหรือไม่ คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข่าวดีๆ แบบนี้ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่นี่เลย!

ที่มา – กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบฯ อาหาร-ดูงานต่างประเทศ

“มงคล” โชว์วิชั่น IPU ตุรกี เชิญพระปกเกล้าแขกพิเศษ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวเด่นในวงการการเมืองระหว่างประเทศกันเลยนะครับ! “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ เป็นหัวข้อที่กำลังฮือฮา เพราะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) โดยคณะไทยเน้นเดินทางขนาดเล็กสุด เพื่อประหยัดงบประมาณตามนโยบายรัฐบาล แต่ผลงานกลับอลังการมาก!

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

บรรยากาศในงานอบอุ่นสุดๆ นายมงคลได้พบปะประธาน IPU เลขาธิการ และประธานรัฐสภาภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ผ่าน “ทูตรัฐสภาเชิงรุก” ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐสภาไทย สิ่งที่พิเศษสุดคือ ครั้งนี้ IPU เชิญ สถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมในฐานะแขกพิเศษเป็นครั้งแรก! จัดที่นั่ง VIP ลำดับแรกเลย ก่อนผู้แทนประเทศอื่นๆ ตามตัวอักษร นับเป็นเกียรติยศสูงมากสำหรับประเทศไทย

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ
ภาพบรรยากาศ “มงคล” ที่ IPU ตุรกี สถาบันพระปกเกล้า VIP

ไทยได้เป็นเจ้าภาพประชุม PTI-IPU เดือนตุลาคม

นอกจากนี้ ที่ประชุม PTI IPU ยังตกลงเชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพประชุมสำนักงานเลขาธิการ PTI-IPU ครั้งที่ 1 ที่ไทยในเดือนตุลาคม 2567 เลขาธิการสถาบันตอบรับทันที และหลายประเทศขอเข้าร่วมแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลของไทย จะได้แสดงศักยภาพบนเวทีสากล

ถ้อยแถลงสุดปังของนายมงคลบนเวทีใหญ่

นายมงคลขึ้นกล่าวในห้องประชุมใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมความหวัง สร้างสันติภาพที่มั่นคง และอำนวยความยุติธรรมเพื่อคนรุ่นถัดไป” โดยเน้นว่ารัฐสภาต้องสร้างความยุติธรรมครอบคลุม ท่ามกลางความท้าทายโลกอย่าง AI ที่ก้าวกระโดด ต้องปฏิรูปกฎหมาย สวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มการศึกษาและทักษะให้เยาวชน

รัฐสภาไทยยังมีส่วนรับรองมติสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่

  • บทบาทรัฐสภาในการจัดการความขัดแย้งหลังสงคราม และฟื้นฟูสันติภาพยั่งยืน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เป็นธรรม ต่อต้านกีดกันการค้าและเลี่ยงภาษี
นายมงคล กล่าวสุนทรพจน์ IPU ตุรกี
“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี

IPU หรือ Inter-Parliamentary Union เป็นองค์กรระหว่างรัฐสภาที่เก่าแก่สุดในโลก ก่อตั้งปี 1889 มีสมาชิกกว่า 180 ประเทศ การที่ไทยและสถาบันพระปกเกล้าได้รับเกียรติแบบนี้ แสดงถึง soft power ของเราที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการทูตรัฐสภา นายมงคลทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ โชว์วิชั่นที่ตอบโจทย์ปัญหาโลกได้ตรงจุด

ในมุมมองผม การเข้าร่วม IPU ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปร่วมงาน แต่เป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ระยะยาว ไทยจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความขัดแย้งเยอะแบบนี้ คิดดูสิ ถ้าเยาวชนไทยได้ทักษะ AI จากนโยบายที่นายมงคลผลักดัน ก็น่าจะช่วยลดช่องว่างดิจิทัลได้เยอะเลย

คุณคิดยังไงกับการโชว์วิชั่นของ “มงคล” บนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีของไทยบนเวทีโลกกันเถอะ!

ที่มา – “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์”

การเมืองไทยร้อนฉ่าไม่หยุดหย่อน ล่าสุดในที่ประชุมรัฐสภา มีดราม่าหนัก เมื่อ “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน ทำให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยลุกฮือประท้วงกันยกใหญ่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นเวทีเปิดศึกกันอย่างดุเดือด

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานประชุมในวัน thứสองของการแถลงนโยบายรัฐบาล นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายโจมตีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะนโยบายปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนสีเทา และการทุจริตคอร์รัปชัน โรมย้ำว่าสังคมไทยไม่เชื่อมั่น เพราะการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ย้อนแย้งกับรัฐบาลชุดก่อนที่ใช้นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน

ประเด็นย้อนแย้งเรื่องคดีสแกมเมอร์และทุนเทา

โรมยกตัวอย่างกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ดำเนินคดีกับกลุ่มทุนเทาและสแกมเมอร์เรื่องสแกนม่านตา ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณา โรมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะจัดการคดีนี้รวดเร็วเท่าคดีของตัวเองหรือไม่ โดยนายอนุทินกลับโยกนายประเสริฐไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เยาวชน ซึ่งโรมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาทุจริตแบบ ‘ไม่เกรงใจ’ นายไชยชนก

นอกจากนี้ โรมยังพูดถึงการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ และตั้งข้อสงสัยว่ามีคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้องเกี่ยวเครือข่ายนี้หรือไม่ โรมชี้การคัดเลือก รมต. ที่ไม่ให้ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ดำรงตำแหน่งเพราะคดี DSI แต่กลับให้ประเสริฐที่เรื่องถึง ป.ป.ช. แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าปัญหาอยู่ที่คดีหรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณกันแน่

บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” กรณีน้ำมันเถื่อน

จุดเด่นของการอภิปรายคือการชี้เป้า ร.อ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.พลังงาน พรรคภูมิใจไทย กรณีจับกักตุนน้ำมันใน จ.อ่างทอง ที่พบว่า ‘เสี่ยตือ’ เป็นเจ้าของคลัง และมีคลังน้ำมันหลายแห่งตุนน้ำมันหลายล้านลิตร แต่รัฐบาลจัดการลำบาก โรมเผยว่าบริษัทของเสี่ยตือเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์กว่า 100 ล้านบาท จากสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับ นอกจากนี้ เดือนพฤศจิกายน 2568 ครอบครัวเสี่ยตือบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย 1 ล้านบาท ขณะราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยขายน้ำมันเถื่อนแต่ไม่โดนคดี

โรมเปรียบ ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นตีนไก่’ บอกว่ารัฐบาลไม่กล้าจัดการเพราะ ‘โม่ง’ อยู่ในรัฐบาล และมีข่าวสินบนไม่ปราบสแกมเมอร์จากลูกชายเสี่ยตือ โรมเรียกร้องให้นายกฯ ตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่าข้องเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนหรือทุนเทาหรือไม่ เพื่อให้การปราบทุจริตไม่เป็นแค่ลมปาก และไม่ปล่อยให้ทุนเทายึดชาติ

โรมปิดท้ายว่า ‘ผมและพรรคประชาชนไม่มีวันยอมแพ้ให้คนทำลายชาติและนิติธรรม’

ผลกระทบและการตอบโต้จาก ส.ส.ภูมิใจไทย

ระหว่างอภิปรายชื่อเสี่ยตือและนายพิพัฒน์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยอย่างนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล (อ่างทอง), นายยุพราช บัวอินทร์ (เพชรบูรณ์) และนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ (บัญชีรายชื่อ) ลุกประท้วงต่อเนื่อง ว่ามีลักษณะใส่ร้าย ประธานวินิจฉัยให้โรมอภิปรายต่อจนจบ

  • ประเด็นสำคัญ: การโยงนายพิพัฒน์กับเสี่ยตือผ่านหนี้สินและการบริจาคพรรค
  • ย้อนแย้งบุคคลากร: กรณีประเสริฐ vs สุดาวรรณ
  • ทุนเทาในรัฐบาล: สแกมเมอร์ สินบน กักตุนน้ำมัน
  • ความไม่เชื่อมั่น: นโยบายปราบโกงล้มเหลวเพราะย้อนแย้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่การตรวจสอบกันเองในสภาถูกขัดขวางด้วยการประท้วง และคำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะพิสูจน์ความโปร่งใสได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและทุนเทาที่กระทบประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การอภิปรายของโรมเป็นกระสุนสำคัญที่เจาะจุดอ่อนของรัฐบาล แสดงให้เห็นว่าการปราบโกงต้องเริ่มจากตัวบุคคลในอำนาจ หากปล่อยไว้ ประชาชนจะยิ่งไม่เชื่อมั่น ควรติดตามคดีเหล่านี้ต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย: แซว สว.รัชนีกร

การประชุมรัฐสภาเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรก ปรากฏว่า 20 มาตราผ่านไปได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม สว.รัชนีกร กลับถูกแซวอย่างหนักหลังยื่นขอสงวนความเห็นในแทบทุกมาตรา ทำเอาประธานในที่ประชุมอย่าง นายมงคล สุระสัจจะ ถึงกับต้องรีบสั่งพักการประชุม ด้วยอารมณ์ขันว่ายิ่งดึกประธานยิ่งแย่

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอ แม้จะมีกรรมาธิการบางส่วนขอสงวนคำแปรญัตติ ผลการลงมติในช่วงกลางดึกแสดงให้เห็นว่า สมาชิกรัฐสภายังคงเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสามารถโหวตเห็นชอบได้ถึง 14 มาตรา

ในช่วงการลงมติมาตรา 256/19 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายมงคลได้กดออดเรียกสมาชิกลงมติถึงสองครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขออีกมาตราเดียว พอเสร็จมาตรา 256/19 แล้ว มาตรา 256/20 ก็กลับบ้านได้” ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขอโต้แย้งว่า หากเป็นไปได้ขอให้จบที่มาตรา 256/22

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงว่า จากการพิจารณาคำขอสงวนความเห็นในแต่ละมาตรา คาดว่าจะสามารถไปถึงมาตรา 256/22 ได้ เนื่องจากผู้สงวนสิทธิ์ไม่ได้อภิปรายทุกมาตรา

นายมงคลตอบด้วยอารมณ์ขันว่า “ท่านยังไหว แต่ประธานชักจะแย่แล้วนะครับ ยิ่งดึกยิ่งแย่” นายปกรณ์วุฒิจึงกล่าวว่า ขอฝากความกรุณาไปยัง น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการด้วย ทำให้สมาชิกรัฐสภาหัวเราะออกมา

น.ส.รัชนีกร ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนเองได้ตัดเนื้อหาไปเยอะแล้ว และอภิปรายน้อยมาก และน่าจะขอบคุณตนเองด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย วาระ 2 ครั้งนี้ พบว่า น.ส.รัชนีกร ได้ขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตราจริง

ต่อมา ที่ประชุมพิจารณาและลงมติในมาตรา 256/20 โดยมีผู้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก 412+3 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 8 เสียง จากนั้น นายมงคล สั่งพักการประชุมในเวลา 23.31 น. และนัดประชุมใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย สว.รัชนีกรถูกแซว

ประเด็นสำคัญจากการถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย

  • การประชุมรัฐสภาวาระ 2 เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีความเห็นต่าง
  • สว.รัชนีกร กลายเป็นเป้าแซวหลังขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตรา
  • ประธานที่ประชุม นายมงคล สั่งพักการประชุมด้วยอารมณ์ขัน

การถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในมาตราต่อๆ ไปอาจต้องเผชิญกับความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นการมีส่วนร่วมและความเข้าใจของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – วันแรกถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย 20 มาตรา-แห่แซว สว.รัชนีกร หลังมีชื่อสงวนแปรญัตติทุกมาตรา

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

Scroll to top