มติคณะรัฐมนตรี

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องสำคัญมาอัปเดตกันนะครับ เรื่อง ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองเลยทีเดียว จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยออกมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และสั่งการให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวน พิจารณาให้เสร็จ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อนำเสนอครม. อีกครั้ง ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อก่อนครบกำหนด 12 พฤษภาคม 2569 นี่คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมากๆ เลยครับ เพราะถ้าพลาดกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ร่างกฎหมายเหล่านี้จะ “ตกไป” ทันทีหลังยุบสภา

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

ทำไมถึงต้องเร่งขนาดนี้? เพราะหลังเลือกตั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาแค่ 60 วันในการยื่นขอให้สภานำร่างกฎหมายที่ตกไปกลับมาพิจารณา ถ้าช้าไปนิดเดียว โครงการสำคัญๆ หลายอย่างอาจสะดุดได้ครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู หรือกฎหมายปราบฟอกเงินที่ค้างอยู่ ถ้าตกไปหมด จะกระทบประชาชนยังไงบ้าง รัฐบาลเลยไม่รอช้า มอบหมายให้แต่ละกระทรวงลงมือทันที

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ: รายชื่อกฎหมายค้างจากหน่วยงานต่างๆ

มาดูกันครับว่าร่างกฎหมาย 24 ฉบับนี้มาจากไหนบ้าง แบ่งเป็นค้างสภาผู้แทนฯ 20 ฉบับ และวุฒิสภา 4 ฉบับ ดังนี้

  • กระทรวงกลาโหม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงการคลัง (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)
    • ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุ… ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. ….
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงคมนาคม (5 ฉบับ) ที่น่าสนใจมากเพราะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่มเรื่องค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหา… โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนครราพิพัฒน์…
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืน… รถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี…
    • ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระ… รถไฟฟ้าสายสีชมพู…
    • ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราต้องการมากในยุคนี้)
  • กระทรวงยุติธรรม (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติยกเลิก พ.ร.บ.เช็ค พ.ศ. 2534
    • ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย… (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..)
  • กระทรวงสาธารณสุข (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหา (ฉบับที่ ..)
  • สำนักงาน ก.พ.ร. (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
  • สำนักงาน ปปง. (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..)
    • ร่างยกเลิกบทบัญญัติมูลฐานฟอกเงิน
  • สำนักงานศาลยุติธรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เจ้าพนักงานคดี)
    • ร่างระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (เจ้าพนักงานคดีประจำศาล)

เห็นรายชื่อแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องสำคัญเยอะแยะเลยครับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอากาศสะอาด ปราบฟอกเงิน หรือแม้แต่แพทย์แผนไทยที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้ากฎหมายเหล่านี้ผ่าน จะช่วยพัฒนาประเทศได้มาก การที่ ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการผลักดันนโยบายให้ทันเวลา

ในมุมมองของผมนะครับ นี่เป็นโอกาสดีที่จะเห็นการทำงานร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน เราน่าจะเห็นความคืบหน้าหลายเรื่องในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลย รับรองไม่พลาดทุกมติครม.!

ที่มา – ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

ครม. เห็นชอบต่ออายุ MOU ไทย-ญี่ปุ่น LNG 3 ปี

ครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว เป็นข่าวดีล่าสุดที่ช่วยยกระดับความมั่นคงพลังงานของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในยุคที่ราคาพลังงานโลกผันผวนหนัก การร่วมมือกับพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นจะช่วยให้ไทยเข้าถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้มั่นคงและยั่งยืนมากกว่าเดิม

ครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างเอกสารแสดงความยินยอมต่ออายุบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว และข้อริเริ่มความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระหว่างกระทรวงพลังงานไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น โดยกระทรวงพลังงานเป็นผู้เสนอ

ครม. ยังอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้มอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามเอกสารนี้ ในงานประชุมระดับรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโด-แปซิฟิก (IPEM) ระหว่าง 14-15 มีนาคม 2569 ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น

ประวัติความร่วมมือและการต่ออายุ

MOU ฉบับเดิมลงนามเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2565 โดยมุ่งกำหนดกรอบลงทุนธุรกิจต้นน้ำ LNG และพัฒนาถังเก็บ เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานทั้งสองประเทศ กำหนดครบอายุ 16 พฤศจิกายน 2568 การต่ออายุครั้งนี้ขยายไปอีก 3 ปี ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึง 15 พฤศจิกายน 2571 และต่ออัตโนมัติทุก 3 ปี เว้นแต่แจ้งล่วงหน้า 3 เดือน

ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นพลังงานสำคัญของไทย โดยไทยนำเข้ากว่า 50% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติ ญี่ปุ่นเป็นผู้เล่นใหญ่ในตลาด LNG ระดับโลก มีเทคโนโลยีและแหล่งทรัพยากรชั้นนำ การร่วมมือนี้ช่วยไทยกระจายแหล่งนำเข้า ลดความเสี่ยงจากผู้ส่งมอบรายเดียว และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถังเก็บที่ท่าเรือมาบตาพุดหรือระยอง

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากความร่วมมือนี้

  • เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว: ได้รับ LNG มั่นคง ลดผลกระทบจากวิกฤตโลก เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาก๊าซพุ่ง
  • ลงทุนธุรกิจต้นน้ำ: ร่วมสำรวจและผลิตในแหล่งก๊าซต่างประเทศ ลดต้นทุนนำเข้า
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ถังเก็บ LNG ใหม่ เพิ่มความสามารถรับ LNG จากหลายแหล่ง
  • กระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจ: เสริมการค้าด้วยกัน ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นลงทุนเพิ่ม

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันว่าเอกสารนี้ไม่ใช่สนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ผูกพันครม. ชุดต่อไปตามมาตรา 169 รัฐธรรมนูญ ทำให้ดำเนินการได้รวดเร็ว

ในบริบทแผน PDP (แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า) ของไทยที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันและถ่านหิน 转向 LNG เป็นเชื้อเพลิงสะอาด LNG จะเป็นสะพานไปสู่พลังงานหมุนเวียน การร่วมมือกับญี่ปุ่นซึ่งมีประสบการณ์ FSRU (เรือบรรทุก LNG แบบลอยน้ำ) จะช่วยไทยเร่งโครงการดังกล่าว

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนโลก การตัดสินใจครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว นี้ จึงเป็นเชิงรุกที่ชาญฉลาด

สุดท้าย การร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยไทยในวันนี้ แต่ปูทางสู่พลังงานยั่งยืนในอนาคต คุณคิดว่าความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นจะช่วยลดค่าไฟได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวพลังงานอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว

ขีดเส้น 31 มี.ค. นายจ้างรีบยื่นต่อใบอนุญาตแรงงานลาวเมียนมา

สวัสดีครับเพื่อนๆ เจ้านายทั้งหลายที่กำลังใช้แรงงานต่างด้าวจากลาว เมียนมา และเวียดนามอยู่ ถ้าคุณยังไม่อยากปวดหัวกับเรื่องกฎหมายแรงงาน ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ให้เรียบร้อยนะครับ รัฐบาลเขาขีดเส้นชัดเจนเลย ถ้าพลาดเดดล็อคทั้งนายจ้างไทยและลูกจ้างต่างด้าวเลยทีเดียว วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าต้องทำยังไงบ้าง จะได้ไม่พลาดโอกาส

ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

ตามที่รัฐบาลประกาศตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบเก่าหมดอายุ 31 มี.ค. 2569 อีก 1 ปี จนถึง 31 มี.ค. 2570 แต่ต้องยื่นผ่านระบบออนไลน์ eworkpermit.doe.go.th ให้ทันนะครับ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกชัดว่าถ้าพ้นกำหนดแล้วกรมการจัดหางานตรวจเจอ มีลงโทษหนักทั้งสองฝ่ายเลย

ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้? เพราะแรงงานกลุ่มนี้เป็นกำลังหลักในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงงานผลิต และบริการต่างๆ ถ้าขาดไป ธุรกิจสะดุดแน่นอน ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวกว่า 2 ล้านคน โดยเฉพาะ 3 สัญชาตินี้กว่า 1 ล้านคน ถ้าทุกคนทำถูกกฎหมาย ทุกฝ่ายก็ win-win กันหมด

ขขั้นตอนยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ก่อนขีดเส้น 31 มี.ค.

ไม่ต้องกังวลครับ ระบบออนไลน์ทำให้ง่ายขึ้นมาก นายจ้างเป็นคนยื่นแทนลูกจ้างได้เลย ขั้นตอนหลักๆ มีดังนี้:

  • ขั้นตอนที่ 1: ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่าน eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสาร เช่น ใบรับรองแพทย์ ประกันสุขภาพหรือประกันสังคม เอกสารนายจ้าง ชำระค่ายื่น 100 บาท/ฉบับ และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 900 บาท/ฉบับ ต้องทำก่อน 31 มี.ค. 2569
  • ขั้นตอนที่ 2: รอนายทะเบียนพิจารณา ระหว่างนี้ใช้ทะเบียนใบอนุญาตเป็นหลักฐานทำงานได้ชั่วคราว จนกว่าจะได้ใบใหม่ แรงงานอยู่และทำงานต่อได้ถึง 31 มี.ค. 2570
  • ขั้นตอนที่ 3: แรงงานต้องไปตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตอยู่ชั่วคราวให้เสร็จภายใน 28 ก.ย. 2569 แล้วอัพโหลดเอกสารครบในระบบ

เตรียมเอกสารให้พร้อมล่วงหน้าเลยครับ เช่น พาสปอร์ตหรือเอกสารแทน รูปถ่าย และหลักฐานอื่นๆ ถ้ามีปัญหาเรื่องเอกสาร สามารถขอคำปรึกษาได้ ห้ามปล่อยให้เลยเดดไลน์เด็ดขาด!

ผลที่ตามมาถ้าพลาดขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

ถ้าถูกตรวจเจอทำงานผิดกฎหมาย นายจ้างโดนปรับสูงสุด 800,000 บาท ต่อแรงงาน 1 คน แรงงานเองก็โดนปรับ ขับออกนอกประเทศ และแบนกลับมาทำงานไม่ได้อีก อย่าคิดว่าไม่เป็นไรนะครับ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มมาก โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ การยื่นต่อถูกต้องยังช่วยให้นายจ้างเข้าถึงสิทธิประโยชน์ เช่น ลดหย่อนภาษี สนับสนุนจากรัฐ และลูกจ้างก็มีสวัสดิการดีขึ้น ธุรกิจยั่งยืนกว่าเดิมเยอะ

มีเคสจริงจากโรงงานในสมุทรปราการที่ลืมยื่น โดนปิดกิจการชั่วคราว ปรับเป็นล้าน ต้องรีสตาร์ทใหม่หมด ถ้าคุณไม่อยากเจอแบบนี้ รีบเช็คสถานะลูกจ้างแต่ละคนเลยครับ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับนายจ้าง

1. ใช้แอป DOL WORKPOINT ช่วยจัดการข้อมูลได้สะดวก
2. จัดอบรมลูกจ้างเรื่องกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหา
3. วางแผนงบค่าธรรมเนียมล่วงหน้า คิดเฉลี่ยคนละ 1,000 บาท
4. ถ้ามีหลายคน จัดทีมยื่นพร้อมกันประหยัดเวลา

ถ้าสงสัยอะไร โทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือไปสำนักงานจัดหางานใกล้บ้านได้เลยครับ

สรุปนะครับ ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม เป็นโอกาสทองให้ธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง รีบดำเนินการวันนี้ ผ่านเว็บ eworkpermit.doe.go.th แล้วธุรกิจคุณจะมั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายอีกต่อไป ลุยเลยครับ!

คำถามยอดฮิต:

  • ยื่นสายได้ไหม? ไม่ได้ครับ ต้องก่อน 31 มี.ค. 2569
  • เอกสารแพทย์ต้องอายุเท่าไหร่? ไม่เกิน 3 เดือน
  • แรงงานที่อยู่นอกประเทศล่ะ? ต้องกลับมาดำเนินการ

การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตธุรกิจที่ยั่งยืนครับ

ที่มา – ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลาง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง พร้อมจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกประชาชนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง สส. และการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน โดยขอให้หน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. ใน 6 ประเด็น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม ดังนี้

  1. ให้บุคลากรของรัฐทุกระดับปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
  2. ให้การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง
  3. ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมให้บริการคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
  4. ให้การสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่างๆ
  5. กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้หน่วยงานของรัฐ จัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้งและนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งตามประกาศ กกต. และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง สำหรับประชาชนในพื้นที่สถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติสำหรับการออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม การกำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างอิสระ

การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง การตรวจสอบความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

มาตรการช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชาในการเลือกตั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการเข้าถึงสิทธิทางการเมืองของประชาชน แม้ในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่สงบเกิดขึ้น การประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งก็เป็นอีกมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลางนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และทุกเสียงของประชาชนจะมีความหมายอย่างแท้จริง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น เป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การที่ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดจึงเป็นการรักษาหลักการประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 69: บูรพาวิถี-กาญจนาภิเษก

เตรียมเฮ! รัฐบาลใจดีให้ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 บนทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก เริ่ม 30 ธ.ค. 68 ถึง 5 ม.ค. 69 นี้ เตรียมวางแผนเดินทางกันได้เลย!

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษสำหรับ:

  • ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี)
  • ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์)

ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยมาตรการขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 จะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 24.00 น. รวมทั้งสิ้น 7 วันเต็มๆ ถือเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน

“คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเตรียมความพร้อมด้านการจราจรและความปลอดภัยอย่างเต็มที่” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์)
ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์)

ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 ช่วยอะไรบ้าง?

การยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษกในช่วงปีใหม่นี้ นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น:

  • ลดเวลาในการเดินทาง
  • เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัย
  • ลดมลพิษทางอากาศบริเวณด่านเก็บเงิน

ใครได้ประโยชน์จาก ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569?

มาตรการนี้ส่งผลดีต่อผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ยังช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรที่หนาแน่นบนทางพิเศษในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และช่วยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการทางพิเศษทั้งสองสายทางมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ดังนั้น ใครที่มีแพลนเดินทางในช่วงปีใหม่ 2569 อย่าลืมตรวจสอบเส้นทางและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย และอย่าลืมใช้สิทธิ์ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 บนทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษกกันด้วยนะครับ!

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อม และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่นะครับ

ที่มา – ขึ้นทางด่วนฟรี ปีใหม่ 2569 “บูรพาวิถี-กาญจนาภิเษก” 30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69

ครม.ช่วยวัดค้างค่าน้ำไฟ มอบ พศ. สำรวจ

ครม. บรรเทาความเดือดร้อนวัดค้างชำระค่าสาธารณูปโภค เคาะมาตรการระยะสั้น ขอ กฟน.-กฟภ.-กปน.-กปภ. อย่าเพิ่งตัดน้ำตัดไฟ มอบสำนักพุทธฯ สำรวจ พร้อมวางระบบบริหารจัดการเงินวัดให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้ได้รับการร้องเรียนจากวัดจำนวนมาก ว่า ในปัจจุบันวัดได้รับความเดือดร้อนมาจากการที่คนไปทำบุญน้อย และวัดต้องมีภาระค่าน้ำ ค่าไฟ อยู่จำนวนมาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยใน ครม. ว่าจะขอให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) มีมาตรการในการดำเนินการเพื่อเป็นการผ่อนผันให้กับวัดเหล่านี้ อย่าเพิ่งตัดน้ำตัดไฟ

โดยที่ ครม. มีความเห็นหลากหลาย สุดท้ายมีมติให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดำเนินการสำรวจช่วยเหลือวัดเหล่านั้น ซึ่งจะมีการสำรวจและช่วยเหลือตามความเป็นจริง อาจมีการบริหารจัดการเงินบริจาคในรูปแบบอื่น ที่สามารถทำให้วัดใหญ่และวัดเล็กสามารถอยู่ได้ ซึ่งเป็นแนวทางในอนาคต

1. ขอความร่วมมือให้ กฟน., กฟภ., การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ โดยงดการระงับการให้บริการไว้ก่อน

2. ขอความร่วมมือให้ กฟน., กฟภ., กปน. และ กปภ. แจ้งรายละเอียดค่าบริการดังกล่าวของวัดที่ค้างชำระไปยัง พศ. เพื่อให้ พศ. รวบรวมและเสนอคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป

3. มอบหมายให้ พศ. ดำเนินการรณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อควบคุมการใช้พลังงานภายในวัดให้เหมาะสม รวมทั้งให้วัดจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดให้ชัดเจนเป็นระบบ เพื่อให้วัดสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินและการบริหารจัดการได้โดยไม่เกิดภาระหนี้ในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่ประสบปัญหามีหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ และการประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์สามารถดำเนินต่อไปได้ สำหรับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพื่อไม่ให้วัดถูกระงับการใช้บริการสาธารณูปโภค และให้การประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์ดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ในระยะยาวควรพัฒนาแนวทางเชิงระบบโดยวางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดรู้สถานะการเงินของตนเองและสามารถบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายได้โดยไม่เกิดภาระหนี้สิน.

ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ

จากสถานการณ์ที่วัดหลายแห่งประสบปัญหาค้างชำระค่าน้ำค่าไฟ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือวัดที่กำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าว มาตรการนี้มีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้วัดถูกตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่างๆ ของวัด

รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือวัดค้างค่าน้ำไฟ

มาตรการที่ ครม. อนุมัติมีรายละเอียดดังนี้:

  • ขอความร่วมมือจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในการงดการระงับการให้บริการแก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ
  • ขอความร่วมมือให้หน่วยงานดังกล่าวแจ้งรายละเอียดค่าบริการที่ค้างชำระของวัดไปยังสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
  • พศ. จะรวบรวมข้อมูลและเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลางเพื่อช่วยเหลือวัด
  • มอบหมายให้ พศ. รณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงานและจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินในอนาคต

มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาระยะยาว จึงได้มอบหมายให้ พศ. วางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดสามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การช่วยเหลือวัดที่ค้างชำระค่าน้ำไฟเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนและเป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบศาสนกิจ การที่วัดสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างราบรื่นจึงเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาและความเดือดร้อนของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ การที่ ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนวัดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ เพื่อให้วัดสามารถดำเนินกิจของสงฆ์ต่อไปได้

การที่วัดสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์ต่อวัดในระยะยาว และจะช่วยให้วัดสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

ที่มา – ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ

ครม.อนุมัติงบ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

มติ ครม. เห็นชอบจัดสรรงบประมาณ 455,962,200 บาท ค่าใช้จ่ายการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 คาดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5,200 ล้าน

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) วงเงินงบประมาณ 455,962,200 บาท ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอประกอบด้วย

1. ค่าใช้จ่ายสาขาพิธีเปิด-ปิดการแข่งขัน และไฟพระฤกษ์ จำนวน 166,282,000 บาท รายละเอียด ดังนี้

  • 1.1 จ้างจัดงานพิธีเปิด-พิธีปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) จำนวน 147,953,000 บาท
  • 1.2 จ้างจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ ในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (ค.ศ. 2025) และการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 (ค.ศ. 2025) จำนวน 14,683,500 บาท
  • 1.3 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสำรวจ/เข้าร่วมพิธีเปิด-ปิด/เข้าร่วมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์/งานพิธีไฟพระฤกษ์ของคณะกรรมการสาขา/คณะทำงาน/เจ้าหน้าที่ จำนวน 3,645,500 บาท

2. ค่าใช้จ่ายสาขาการประชาสัมพันธ์ การดำเนินการศูนย์ถ่ายทอดสัญญาณ (IBC) จำนวน 30,000,000 บาท

3. ค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างดำเนินการจัดหาที่พัก อาหาร ขนส่ง และค่าซักรีด ของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากต่างประเทศ จำนวน 259,680,200 บาท

โดยให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ดำเนินการจัดหารายได้จากการแข่งขัน ตลอดจนการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดภาระต่องบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณากำหนดกลไกในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้านให้ครอบคลุมในทุกมิติ รวมถึงสถานการณ์หรือผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความปลอดภัยในการจัดการแข่งขันด้วย และเพื่อให้การจัดการแข่งขัน กีฬาซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ เกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะเดียวกัน เห็นควรให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผน แนวทาง กลยุทธ์ และเป้าหมายในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ขอให้การกีฬาแห่งประเทศไทยรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับการจัดงานในครั้งนี้ให้สำนักงบประมาณทราบด้วย

ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมีดังนี้

(1) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมอาเซียน ผ่านการถ่ายทอดสดการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนนานาชาติ ให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศเกิดการหมุนเวียนในระบบ

(2) แสดงความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงในฐานะเป็นประเทศที่มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการจัดกิจกรรมกีฬาและการแข่งขันกีฬาทุกระดับเพิ่มขึ้น

(3) สร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬาไทยและเยาวชนที่รักการออกกำลังกายและแข่งขันกีฬา มีความมุ่งมั่นใฝ่ฝันที่จะก้าวมาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย สร้างแรงกระตุ้นในการมีส่วนร่วมและความภูมิใจของประชาชนชาวไทยในการที่ประเทศไทยได้เป็นประเทศเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)

(4) ประเทศไทยและนักกีฬาประสบความสำเร็จเป็นเจ้าเหรียญทอง โดยมีเป้าหมายเหรียญรางวัลในการแข่งขัน ได้แก่ กีฬาซีเกมส์ 252 เหรียญทอง และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 233 เหรียญทอง

(5) ประมาณการมูลค่าทางเศรษฐกิจ จำนวน 5,285,000,000 บาท

ครม.อนุมัติงบ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

การที่ ครม. อนุมัติงบประมาณสำหรับการจัดกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ในปี 2568 นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมกีฬาและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย

ทำไมต้องเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการจัดการ การท่องเที่ยว และการกีฬา ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ

ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเป็นเจ้าภาพ จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 มาร่วมเป็นกำลังใจให้นักกีฬาไทยและร่วมสร้างความประทับใจให้กับนักกีฬาและผู้เข้าร่วมจากทั่วอาเซียนกันนะครับ!

จัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก

ที่มา – ครม. ไฟเขียวงบฯ เฉียด 456 ล้าน เป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ปี 2568

ครม.ตั้ง “ภูมิธรรม” แทนนายกฯ นั่งเลขาฯ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ มีมติเห็นชอบให้ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่านโยบายใดที่มีผลผูกพัน ครม. ชุดใหม่ ไม่ควรพิจารณาในขณะนี้

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ)

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมว่า ครม. ได้พิจารณาและมีมติในเรื่องสำคัญดังนี้:

  1. การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี โดยมีมติเห็นชอบให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รัฐมนตรีทั้งคณะจึงพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 (1) แต่เนื่องจากเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 (4) ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 (1)

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 วรรคสี่ กำหนดว่าในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เพราะนายกรัฐมนตรีเสียชีวิต ขาดคุณสมบัติ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หรือวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

  1. ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
  2. เรื่องแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ตามที่ สลค. เสนอ สรุปได้ดังนี้
    • แม้ ครม. สิ้นสุดลง แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยยังคงมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
    • เรื่องที่เป็นนโยบายซึ่งมีผลผูกพัน ครม. ชุดใหม่ ไม่ควรพิจารณา
    • เรื่องที่จำเป็น เร่งด่วน หรือเรื่องที่ต่อเนื่อง ให้พิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น การอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันฯ รายการใหม่ การจัดตั้งหน่วยงานใหม่
    • ร่าง พ.ร.บ. (1) กรณี ครม. อนุมัติหลักการก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของ สคก. หาก สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วและต้องเสนอ ครม. พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ให้รอเสนอ ครม. ชุดใหม่ (2) ร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม. มีมติอนุมัติหลักการก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และ สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป (3) ร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังจะเสนอ ครม. หากมีความจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ให้ดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
  3. ข้าราชการการเมืองที่ นรม. แต่งตั้ง เช่น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้แทนการค้าไทย และ คกก. ที่ นรม. แต่งตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ซึ่งหากจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ดำเนินการแต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อมวลชนว่า ที่ประชุม ครม. (นัดพิเศษ) ยังได้มีการพูดคุยถึงเรื่องกฎหมายที่ผ่าน ครม. ไปแล้ว และอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ในหลักปฏิบัติต้องให้ ครม. ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติ (approve) ด้วย แต่ในเชิงนโยบายที่อาจจะผูกพันรัฐบาลชุดใหม่ จึงมีมติให้ชะลอไว้ก่อน ซึ่งเป็นหลักทั่วไปที่ปฏิบัติกันมา

สถานการณ์ไทย-กัมพูชา แม้คำสั่งแต่งตั้งต่าง ๆ ของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นผลลง แต่จะมีการเสนอ ศบ.ทก. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

การตัดสินใจของ ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ ครั้งนี้เป็นไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล การมอบหมายอำนาจและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลและความมั่นคงของประเทศ

ทำความเข้าใจ ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ที่เน้นการพิจารณาเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องนโยบายที่อาจผูกพันรัฐบาลใหม่ สะท้อนถึงความรับผิดชอบและความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตย การตัดสินใจในครั้งนี้ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานภาครัฐ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมือง

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย การมีกลไกและกระบวนการที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างราบรื่นและสงบสุข การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจในฐานะพลเมืองได้อย่างมีข้อมูล

โดยรวมแล้ว การประชุม ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ เป็นก้าวสำคัญในการรักษาสมดุลทางการเมือง และสร้างความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน ชี้ข้าราชการใช้เงินรัฐ ไม่มีสีสันทางการเมือง!

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์กรณีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการล้างสายสีน้ำเงิน โดยขอให้ผู้บริหารชุดใหม่สบายใจได้ว่าตนไม่เคยโทรศัพท์ถึงปลัดกระทรวงฯ หรือนัดหมายเพื่อขอให้ทำสิ่งใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังโยนคำถามไปยังรัฐบาลว่ามีการเตรียมพร้อมรับมืออุบัติเหตุทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายอนุทินฯ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการล้างสายสีน้ำเงิน ว่า “คำถามเหล่านี้อย่าถามผมเลย วันนี้เราไม่ได้มีหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยแล้ว จึงไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารชุดใหม่ แต่ถ้าวันใดที่ผมมีโอกาสกลับเข้าไปบริหารและมีนโยบายอย่างไร ผมคิดว่าคงไม่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมเช่นกัน ซึ่งถือว่าแฟร์ๆ ดี แต่ละคนมีสไตล์การทำงานที่ไม่เหมือนกัน ใครมีนโยบายอย่างไรก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้”

นายอนุทินฯ ยังยืนยันว่าไม่มีข้าราชการสายน้ำเงินหรือสายแดง พร้อมตั้งคำถามกลับว่า “พรรคภูมิใจไทยไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือไม่” ดังนั้นทุกคนควรตระหนักว่าตนเป็นข้าราชการของพี่น้องประชาชน กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ใช้เงินของรัฐ ดังนั้นคำว่าสายน้ำเงิน สายแดง หรือสายใดๆ ก็ตาม ไม่ควรมีอยู่อีกต่อไป

“ตั้งแต่ผมออกจากกระทรวงมหาดไทย ผมเจอท่านปลัดกระทรวงฯ กี่ครั้ง ลองไปถามท่านดูสิ ผมต้องให้เกียรท่าน แต่โทรไปเดี๋ยวท่านเดือดร้อน ผมไม่เคยโทรไปหาท่าน ดังนั้นต้องเลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้ว ต้องสบายใจได้แล้ว ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยชุดใหม่ก็สบายใจได้เลย ผมไม่เคยมีการพบปะกันแบบตั้งใจมาสุมหัว นัดคุยกันว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ให้ผมได้ไหม หากเจอกันตามงานก็ไม่เกินครึ่งนาทีก็ต้องแยกย้าย เรารู้บทบาทของเรา” นายอนุทิน กล่าว

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหลังวันที่ 29 สิงหาคมหรือไม่ นายอนุทินฯ ตอบว่า “ต้องไปถามเขา”

ทำไมอนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน?

การที่นายอนุทินฯ ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง และต้องการให้ผู้บริหารชุดใหม่ของกระทรวงมหาดไทยสามารถทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่มีแรงกดดันจากภายนอก นอกจากนี้ การที่นายอนุทินฯ ย้ำว่าข้าราชการทุกคนควรทำงานเพื่อประชาชน โดยไม่แบ่งแยกสีสันทางการเมือง แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ในสังคม

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ ข้าราชการต้องทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลใด การโยกย้ายเป็นเรื่องปกติของการบริหารราชการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรกระทำ อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นไปที่การทำงานเพื่อประชาชนและการสร้างความสามัคคีในชาติยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน แต่เน้นย้ำถึงการทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่แบ่งสี ถือเป็นจุดยืนที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุน

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่พวกเราในฐานะประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างมีสติ ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน เป็นการแสดงออกถึงการเคารพการตัดสินใจของผู้บริหารชุดใหม่ และเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือหากได้รับการร้องขอ

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ขอวิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน ชี้ ขรก. ใช้เงินรัฐ ไม่มีสี

Scroll to top