มนพร เจริญศรี

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามอง เมื่อล่าสุดมีกระแสตอบโต้กันไปมาระหว่างแกนนำพรรคกล้าธรรมและฝั่งรัฐบาล ถึงเรื่องการบริหารงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายไผ่ ลิกค์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาวิจารณ์การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม ว่าเป็นการหวงกระทรวงหรือไม่

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ ยืนยันว่าพรรคเพียงแค่ต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการสอดส่องดูแลความถูกต้องเท่านั้น โดยนายไผ่ได้ระบุชัดเจนว่า ตนไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลหรือตำแหน่งในกระทรวง แต่ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา จึงอยากเตือนให้ระวังการโยกย้ายข้าราชการที่อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนทำงานจริง

ประสบการณ์การทำงานคือสิ่งที่พรรคกล้าธรรมยึดถือ

นายไผ่ยังกล่าวเสริมว่า สิ่งที่พรรคกล้าธรรมนำมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ไม่ใช่การมโนขึ้นมาเอง แต่มาจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากคนในกระทรวง และหากมีการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นจริง พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเน้นย้ำว่า ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ แต่ห่วงเรื่องผลงานและการแก้ปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรมากกว่า พร้อมชี้ให้เห็นว่า หากกระทรวงขาดการบริหารงานที่โปร่งใส ปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการกินเปอร์เซ็นต์อาจกลับมาเป็นประเด็นใหญ่

  • การตรวจสอบการโยกย้ายข้าราชการต้องเป็นไปตามความเหมาะสม
  • ขวัญกำลังใจของข้าราชการคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเกษตรไทย
  • ฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบหากพบความไม่โปร่งใส

ในขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หรือเบนซ์ ได้ออกมาตอกกลับอย่างดุเดือดว่า อย่าเอามาตรฐานการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเหมารวมกับแนวทางการทำงานของคนอื่น โดยมองว่าในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส ดูแลกระทรวงนั้น มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและไม่ก้าวก่ายในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองคือการแข่งขันด้วยผลงาน ไม่ใช่การสร้างภาพ

สุดท้ายนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประชาชนกำลังเฝ้ามองว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าไปในทิศทางใด และการออกมาเตือนของกลุ่มพรรคกล้าธรรมจะเป็นจริงหรือไม่ในอนาคต

ที่มา – “ไผ่-เบนซ์” สวน “มนพร” อย่าร้อนตัว ลั่นกล้าธรรมไม่ได้หวง ก.เกษตรฯ แต่มีประสบการณ์

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่พรรคกล้าธรรมพยายามโจมตีและดิสเครดิตการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการ ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น เพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเกิดจากทัศนคติที่เคยบริหารงานมาก่อนหรือไม่

เปิดเบื้องหลังความขัดแย้งและการทำงานที่โปร่งใส

นางมนพร เจริญศรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาวิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเกษตรฯ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การโจมตีอย่างไร้หลักฐานนั้นไม่เป็นธรรม โดยนางมนพรย้ำว่า นายสุริยะทำงานโดยมุ่งเน้นประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นที่ตั้ง และการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ในกระทรวงฯ เป็นไปตามหลักความรู้ความสามารถตามระบบราชการปกติ โดยไม่มีเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์หรือการซื้อขายตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

บทเรียนที่น่าสนใจจากการโต้ตอบทางการเมืองในครั้งนี้คือ:

  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต้องยึดหลักข้อเท็จจริงมากกว่าข่าวลือ
  • ไม่ควรนำบรรทัดฐานส่วนตัวที่อาจเคยทำมาก่อนมาใช้ตัดสินคนอื่น
  • การให้ร้ายโดยไม่มีหลักฐานส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน

นอกจากนี้ นางมนพรยังฝากไปถึงพรรคกล้าธรรมว่า ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรฯ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลาหมอคางดำหรือโควตานมโรงเรียน ล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุคที่พรรคกล้าธรรมมีอำนาจบริหาร ดังนั้นการออกมาตั้งข้อสงสัยในตอนนี้จึงดูเหมือนเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคมเสียมากกว่า

หากพรรคกล้าธรรมมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะนายสุริยะได้ยืนยันความโปร่งใสมาโดยตลอด การออกมาดิสเครดิตกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรไทย การทำงานที่ใส่ใจประชาชนคือคำตอบที่แท้จริง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาใช้กระบวนการทางกฎหมายและข้อเท็จจริงแทนการปะทะกันด้วยวาทกรรม นี่ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าการเมืองแบบสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน

ที่มา – “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น ยัน “สุริยะ” ยึดเหมาะสมไม่มีเรียกผลประโยชน์

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 พร้อมประเมินผลงานรัฐมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุด โดยเฉพาะประเด็น “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

นางมนพรระบุว่า ทางวิปรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยไม่มีการนิรโทษกรรมในส่วนของมาตรา 112 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะโหวตเห็นชอบตามนั้นทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมกว่า 6,000 คน ที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ หากมัวแต่ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก

การประเมินผลงานรัฐมนตรีและจุดยืน “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

ในส่วนของคำถามเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้คาดโทษรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานนั้น นางมนพรกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่รู้สึกกังวล เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีการประเมินผลงานกันทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจจากการแถลงครั้งนี้คือ:

  • พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความสามัคคีในชาติ
  • ยืนยันว่ากลไกศาลเยาวชนและครอบครัวมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลเยาวชนโดยไม่จำเป็นต้องพ่วงมาตรา 112 เข้ากับร่าง พ.ร.บ. นี้
  • การบริหารงานในพรรคนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โปร่งใส และมีการตรวจสอบผลงานอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี แต่ทางพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่มุ่งเน้นความสงบเรียบร้อยและก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ช่วยเหลือประชาชนจำนวนมากในวงกว้างสามารถผ่านสภาฯ ออกมาบังคับใช้ได้จริงโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำงานการเมืองในยุคปัจจุบันความเร็วและความถูกต้องต้องควบคู่กันไป การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านผลงานที่จับต้องได้ คือหัวใจหลักที่พรรคเพื่อไทยพยายามพิสูจน์ให้เห็นในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลโหวตในสภาฯ จะนำพาประเทศก้าวไปสู่จุดที่สันติสุขได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ไม่ห่วงนายกฯ ขู่ปรับ ครม.

สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศในยุคปัจจุบัน โดยล่าสุดมีรายงานว่า สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ

สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ทางพรรคมีความพร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้รวบรวมรายชื่อจากบรรดา สส. ทั้งจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชาติ รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายพรรค รวมแล้วกว่า 180 ท่าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

รายละเอียดความคืบหน้าการยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเด็นสำคัญที่นางมนพรเน้นย้ำ คือการที่พรรคเพื่อไทยได้พยายามดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินการทั้งหมดนั้นต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขในครั้งนี้มีความราบรื่นและนำไปสู่การบังคับใช้ที่ยั่งยืน โดยในสัปดาห์นี้ ทางพรรคจะนัดหมายเพื่อยื่นเอกสารต่อประธานรัฐสภาตามขั้นตอนต่อไปครับ

หากเรามาไล่เรียงเหตุผลและความพยายามในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า:

  • มีการรวมเสียงจากหลายพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น
  • เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจหลัก
  • ต้องอยู่ในกรอบที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วถ้ามีร่างจากพรรคอื่น เช่น พรรคภูมิใจไทย จะสามารถนำมารวมกันได้หรือไม่? คำตอบคือต้องมาดูในรายละเอียดรายมาตราว่าสามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้ไหม แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการหารือในที่ประชุมรัฐสภา ว่าจะหาสูตรสำเร็จที่ลงตัวที่สุดได้อย่างไร

เราคงต้องติดตามกันต่อไปครับว่าเมื่อยื่นต่อประธานสภาฯ เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนการตรวจรับรายชื่อและการบรรจุระเบียบวาระจะมีความคืบหน้าอย่างไร การที่ สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถ้าถามมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่คือก้าวย่างที่สะท้อนถึงการเมืองที่พยายามปรับตัวเพื่อหาจุดร่วมท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นกติกาของทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเมืองไทยในขณะนี้ เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ออกมาแถลงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน เพื่อให้เกิดความยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน จริงหรือไม่?

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำว่าพรรคได้ตั้งคณะทำงานยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องสร้างความเข้าใจให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน

ทำไมต้อง สสร. 152 คน?

สำหรับที่มาของ สสร. 152 คนนั้น พรรคมีแนวคิดที่น่าสนใจ คือ:

  • ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมคัดเลือกเบื้องต้น
  • รัฐสภาจะทำการคัดเลือกขั้นสุดท้ายจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมา
  • เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมเสนอชื่อผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามา เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในประเด็นที่ว่า เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน นั้น ยังกำหนดกรอบเวลาการยกร่างไว้ที่ 300 วัน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนประชาชนร่วมกันถกเถียงและวางโครงสร้างกติกาหลักของประเทศ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อีกหนึ่งแกนนำพรรค ยังระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ต้องการลดข้อกังวลที่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกกำหนดโดยนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นการสร้างความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะลำพังเสียงของเพื่อไทยเพียง 74 เสียงนั้นไม่เพียงพอต่อการยื่นแก้ไข จึงต้องผนึกกำลังกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อให้เกิดความสง่างามและเป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผม การที่ เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนประเทศผ่านกติกาที่ยอมรับได้กว้างขวางขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นในสัปดาห์หน้าจะราบรื่นเพียงใด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความจริงใจในการผลักดันประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งและเป็นธรรมมากขึ้นครับ

ที่มา – เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ยกร่างใน 300 วัน ลุยขอเสียงพรรคอื่นหนุน

“มนพร” ยกย่อง “ทักษิณ” นายกฯ ในดวงใจคนไทยตลอดกาล

ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นให้กับคนไทยจำนวนมาก เมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและปล่อยตัวออกจากเรือนจำ หลังจากถูกจองจำในคดีที่หลายคนมองว่าเป็นการเมือง นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมต้อนรับและแสดงความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง

“มนพร” ยกย่อง “ทักษิณ” นายกฯ ในดวงใจคนไทยตลอดกาล

นางมนพร เปิดเผยด้วยน้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีว่า วันนี้คือวันแห่งรอยยิ้ม วันแห่งความรักและความอบอุ่น เป็นวันประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยที่ทุกคนจะจดจำ ภาพบรรยากาศที่นักการเมือง พี่น้องประชาชน กลุ่มคนเสื้อแดง และทีมงานครอบครัวเพื่อไทย แห่ต้อนรับนายทักษิณอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาและความรักที่ไม่เคยจางหาย แม้เวลาจะล่วงเลยมานานแค่ไหน

เธอยังยกย่องนายทักษิณว่าเป็น “วีรบุรุษทางการเมือง” ของประเทศไทย ผู้ที่ยอมพิสูจน์ตัวเองด้วยการติดคุก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์และความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน ท่านคือผู้สร้างรากฐานความมั่งคั่งให้กับคนไทยผ่านนโยบายที่ “สัมผัสได้จริง” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายไหน ก็ยังคงถูกนำมาใช้และเป็นที่รักของประชาชนทุกยุคทุกสมัย

ภาพต้อนรับทักษิณ

นโยบายกินได้จริงที่สร้างศรัทธาให้ทักษิณ

ตลอดเส้นทางการเมืองของนายทักษิณ มีนโยบายมากมายที่เปลี่ยนชีวิตคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนและคนชายขอบที่ไม่เคยถูกละเลย นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นสิ่งที่ประชาชน “กินได้” จริงๆ ดังนี้

  • โครงการกองทุนหมู่บ้าน: ช่วยให้ชุมชนมีเงินทุนหมุนเวียน สร้างอาชีพและเศรษฐกิจฐานราก
  • โครงการพักหนี้-แก้หนี้: ลดภาระหนี้สินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย
  • 30 บาทรักษาทุกโรค: สิทธิการรักษาพยาบาลถ้วนหน้าที่เข้าถึงทุกคน
  • เงินเดือนผู้สูงอายุ: ค่าครองชีพให้ผู้เฒ่าผู้แก่ มีศักดิ์ศรี

แม้จะเผชิญวิกฤติทางการเมืองหลายครั้ง แต่นายทักษิณเลือกที่จะยอมติดคุก แตกต่างจากอดีตนายกฯ คนอื่นๆ ที่ไม่เคยกล้าทำเช่นนั้น สิ่งนี้พิสูจน์ว่ามาตรฐานการเมืองไทยขาดความยุติธรรม แต่หัวใจของท่านคือประชาชนเสมอมา

ภาพมนพรและทักษิณ
ภาพกลุ่มต้อนรับ

นางมนพร ยืนยันว่า ศรัทธาของประชาชนต่อนายทักษิณไม่เคยลดลง ผ่านกี่ปีกี่สิบปี นโยบายเหล่านี้ยังคงถูกหยิบยกมาทำต่อ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าดูแลประชาชนต่อไป โดยมีศรัทธาจากประชาชนเป็นกำลังใจหลัก

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการต้อนรับบุคคลสำคัญ แต่ยังสะท้อนถึงพลังของประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ซึ่งผู้นำต้องเข้าใจและเข้าถึงประชาชน การที่นายทักษิณยังคงเป็น “นายกฯ ในดวงใจคนไทยตลอดกาล” แสดงให้เห็นว่านโยบายเพื่อประชาชนคือกุญแจสู่ความนิยมที่ยั่งยืน

ภาพเพิ่มเติม
ภาพครอบครัวเพื่อไทย

สำหรับผู้อ่านที่ชื่นชอบการเมืองไทย ลองคิดดูสิคะว่านโยบายแบบไหนที่คุณอยากเห็นในอนาคต? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ได้เลย เพื่อให้เราร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่านี้

ที่มา – “มนพร” ยกย่อง “ทักษิณ” นายกฯ ในดวงใจคนไทยตลอดกาล สะท้อนศรัทธาไม่เคยจางหาย

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม สำเร็จเรียบร้อยแล้ว! มาด้วยโครงการสุดยอดที่จับมือกรมการพัฒนาชุมชน หอการค้า ภาครัฐ เอกชน และประชาชน จัดเวทีอวดเสน่ห์เมืองนครพนมสู่คนกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดสร้างอัตลักษณ์เมืองและ Marketing 5 Must หรือ 5 สิ่งที่ต้องทำขาดไม่ได้ถ้ามานครพนม ไม่ว่าจะเป็นเที่ยว กิน ช้อป มู และพักผ่อน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ให้เมืองนครพนมกลายเป็นจุดหมายหลักที่ใครๆ ก็อยากมา

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม คืออะไร?

นางมนพร เจริญศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ สส.เดือน เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม เล่าว่า โครงการนี้เริ่มจากครม.สัญจรที่รัฐบาลเพื่อไทยจัดที่นครพนมเมื่อเมษายน 2568 มีการประชุมกรอ. เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จากนั้นผลักดันสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม โดยมีนายธนพัต ทีฆธนานนนท์ หรือเสี่ยบิ๊ก ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 2 เป็นตัวแทนเอกชน ขับเคลื่อน รัฐบาลสนับสนุนงบเกือบ 20 ล้านบาทผ่านกรมการพัฒนาชุมชน DNA นครพนม คือการถอดรหัสความโดดเด่น วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มาออกแบบเป็นฟอนต์ ลวดลาย สีสันจากอิฐ สายน้ำ ธรรมชาติ สีทองศรัทธา เป็นกราฟิกสัญลักษณ์ นำไปจารึกในผลิตภัณฑ์ ผ้าทอ จักสาน และโลโก้ 12 อำเภอ สร้างความจดจำให้ทุกคน

กิจกรรมอวดเสน่ห์นครพนมจากสส.เดือน มนพร เจริญศรี

เวทีอวดเสน่ห์นครพนมสู่คน กทม. ที่สามย่านมิตรทาวน์

ล่าสุด กรมการพัฒนาชุมชน หอการค้า และหน่วยงานต่างๆ ในนครพนม จัดงานใหญ่ที่ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ วันที่ 6-10 พฤษภาคม 2569 โดยนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิด มีโชว์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีร่วมสมัยจากหลากชนเผ่า เชื้อชาติ สะท้อนเอกลักษณ์นครพนม จัดจำหน่ายสินค้าของดี OTOP ดีไซน์ใหม่ ทำให้คนกรุงตื่นเต้น อยากไปนครพนมทันที!

DNA อัตลักษณ์นครพนมจากสส.เดือน มนพร เจริญศรี

5 Must ที่ต้องทำเมื่อไปนครพนม

นอกจาก DNA แล้ว ยังมีปฏิทินท่องเที่ยวเชื่อม 12 อำเภอ โปรโมทร้านอาหาร โรงแรม สินค้าชื่อดัง ผ่านทุกสื่อ ชูจุดขายแต่ละอำเภอ ภายใต้ 5 Must ดังนี้:

  • 1. Visit – เที่ยวชมความงามริมโขง ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด วัดพระธาตุพนม พระธาตุเรณู สัมผัสธรรมชาติและแม่น้ำมหาศาล
  • 2. Eat – กินอาหารถิ่นเลิศรส แกงอ่อมบอง ส้มตำปูปลาร้า ลาบปลาโขง อาหารอีสานแท้ๆ ที่หาทานยากในเมืองใหญ่
  • 3. Shop – ช้อปสินค้า OTOP ดีไซน์ใหม่ ผ้าทอ ลาย DNA งานจักสาน ผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพสูง ราคาเป็นกันเอง
  • 4. Mu – มูเสริมมงคล ไหว้พระธาตุ 4 องค์หลัก ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมดวงชะตาให้ปังทั้งปี
  • 5. Rest – พักผ่อนบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ อยู่รีสอร์ทริมน้ำ ปั่นจักรยานชมวิว ผ่อนคลายแบบชิลๆ 远离ความวุ่นวายกรุงเทพ
5 Must นครพนมจากสส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม ทำให้เมืองนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดปี สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทุกภาคส่วนที่แข็งแกร่ง หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ ที่ทั้งสนุก สวยงาม และได้บุญ ลองไปนครพนมตาม 5 Must ดูสิ แล้วจะติดใจ! แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ

ที่มา – สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” ถอดรหัส DNA จัดเวทีอวดเสน่ห์เมืองนครพนม สู่คน กทม.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและสังคมไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวมบุคคลสำคัญ

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ครอบคลุมผู้มีคุณงามความดีและผลงานโดดเด่นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการยกย่องผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมทั่วประเทศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยชั้นสายสะพาย ถือเป็นชั้นสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร และบุคคลากรอื่นๆ ที่อุทิศตนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน มีบุคคลชื่อดังในแวดวงการเมืองหลายราย เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้รับชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด นอกจากนี้ยังมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

รายชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ได้รับพระราชทาน

  • ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี
  • ชั้นมหาวชิรมงกุฎ: นายพิชัย นริพทะพันธุ์, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ, นางสาวจิราพร สินธุ์ไพร, นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก: นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย: นายอัครา พรหมเผ่า

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น พลเอก ณัฐพล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ การได้รับพระราชทานในครั้งนี้ ยืนยันถึงผลงานที่ผ่านมา แม้บางท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันแล้วก็ตาม

นอกจากบุคคลการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปอีกมากมายที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานในการยกย่องทุกภาคส่วนของสังคมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและการอุทิศตน

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก มอบให้ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติ ส่วนมงกุฎไทยเน้นเกียรติยศและความจงรักภักดี ชั้นสายสะพายคือชั้นสูงสุดที่ผู้รับสามารถสวมสายสะพายได้ในการพระราชพิธี ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้รับมักมีบทบาทนำในสังคม เช่น รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง

สำหรับผู้สนใจรายชื่อฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ เพื่อตรวจสอบชื่อตัวเองหรือบุคคลที่รู้จัก

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ในมุมมองของผม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ได้รับ ลองแชร์ความยินดีกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและราชการจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวม “ภูมิธรรม-ซาบีดา-อดีตรมต.”

ส่องทรัพย์สิน “บุญยิ่ง” รวย 708 ล้าน “อ้น ทิพานัน” 74 ล้าน

ส่องทรัพย์สิน “บุญยิ่ง” รวย 708 ล้าน! วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดบัญชีทรัพย์สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่พ้นจากตำแหน่งกันแบบเจาะลึก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 โดยมีบุคคลเด่น ๆ อย่าง “บุญยิ่ง นิติกาญจนา” ที่ร่ำรวยสุดด้วยยอดรวม 708 ล้านบาท รองลงมาคือ “อ้น ทิพานัน ศิริชนะ” 74 ล้านบาท และ “มนพร เจริญศรี” ที่มีทรัพย์น้อยสุดเพียง 3.2 ล้านบาท แถมไร้หนี้สินด้วย เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจของประชาชน เพราะช่วยสะท้อนภาพความโปร่งใสของนักการเมืองไทย

ส่องทรัพย์สิน “บุญยิ่ง” รวย 708 ล้าน

เริ่มกันที่ตัวท็อป “นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา” ยื่นบัญชีทรัพย์สินรวมกับคู่สมรส นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา รวมมูลค่า 708,902,563.29 บาท มีหนี้สินเพียง 688,644.87 บาทเท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวของนางบุญยิ่งอยู่ที่ 46,553,039.68 บาท รายได้ต่อปี 1,362,720 บาท รายจ่าย 2,429,806 บาท ส่วนคู่สมรสมีทรัพย์ถึง 662,349,523.61 บาท สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งคู่มีโฉนดที่ดินรวม 61 แปลง ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดราชบุรี รองลงมาเป็นสมุทรสงคราม

  • บ้านเรือน 3 หลัง มูลค่าสูงสุด 60 ล้านบาท
  • รถยนต์ Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium มูลค่า 6,308,411.21 บาท
  • ทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น เตียงนอนพร้อมตู้หัวเตียง 300,000 บาท นาฬิกาตั้งพื้นอิตาลี 220,000 บาท
  • อาวุธปืน 8 กระบอก พระเครื่อง เครื่องประดับ นาฬิกา กระเป๋าแบรนด์เนม

ทรัพย์สิน “อ้น ทิพานัน” รวม 74 ล้านบาท

ต่อมาคือ “นางสาวทิพานัน ศิริชนะ” หรือ “อ้น ทิพานัน” ที่ยื่นทรัพย์สิน 74,351,733.51 บาท รายได้ต่อปี 502,907.48 บาท รายจ่าย 638,818.90 บาท หนี้สิน 244,327.85 บาท ทรัพย์หลักได้แก่

  • โฉนดที่ดิน 2 แปลงในกรุงเทพฯ มูลค่า 5,700,000 บาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 5 หลัง เช่น ห้องชุด ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว รวม 29,750,000 บาท
  • รถยนต์ 2 คัน มูลค่า 9,000,000 บาท
  • เงินฝากธนาคาร 14 บัญชี รวม 12,580,626.94 บาท
  • ทรัพย์อื่น ๆ 12,158,837.50 บาท เช่น ทองคำ อัญมณี เครื่องประดับเพชร พระเครื่อง กระเป๋าแบรนด์เนม

มนพร เจริญศรี ทรัพย์น้อยสุด 3.2 ล้าน ไร้หนี้

ขณะที่ “นางมนพร เจริญศรี” มีทรัพย์รวม 3,221,981.66 บาท รายได้จากเงินเดือน 1,289,455.48 บาทต่อปี รายจ่าย 760,952 บาทต่อปี โดยไม่มีหนี้สินเลย ถือเป็นตัวอย่างของสส.ที่เรียบง่ายเมื่อเทียบกับคนอื่น

ทรัพย์สินสส.คนอื่นที่น่าสนใจ

นอกจากส่องทรัพย์สิน “บุญยิ่ง” รวย 708 ล้าน แล้ว ยังมี “นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร” ที่รวยสุดในลิสต์นี้ ร่วมกับคู่สมรส 1,649,564,965.57 บาท รายได้ 5,362,720 บาท รายจ่าย 6,500,000 บาท หนี้ 66,119.98 บาท

  • ที่ดิน 220 แปลง มูลค่า 1,238,587,603.33 บาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 29 หลัง 103,055,066 บาท

ส่วน “นายชัยชนะ เดชเดโช” ทรัพย์รวม 66,220,059.04 บาท รายได้ 5,622,320 บาท รายจ่าย 4,173,590 บาท หนี้ 29,167,032.96 บาท

  • ที่ดิน 15 แปลง 23,713,100 บาท
  • โรงเรือน 40,500,000 บาท
  • ทรัพย์อื่น เช่น ปืน 7 กระบอก งาช้าง 1 คู่ นาฬิกา Patek Philippe และ Rolex 2 เรือน

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเช่นนี้จาก ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบนักการเมือง สะท้อนถึงระดับความมั่งคั่งที่แตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่หลักล้านไปจนพันล้านบาท ซึ่งอาจมาจากธุรกิจครอบครัวหรือการลงทุนยาวนาน หากคุณสนใจเรื่องความโปร่งใสในแวดวงการเมืองไทย บทความนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดเจน ลองแชร์และแสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับทรัพย์สินเหล่านี้!

ที่มา – ส่องทรัพย์สิน “บุญยิ่ง” รวย 708 ล้าน “อ้น ทิพานัน” 74 ล้าน “มนพร” แค่ 3.2 ล้าน ไร้หนี้สิน

Scroll to top