มลพิษทางน้ํา

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าชี้แจงรายละเอียดในประเด็น ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ที่มีเงื่อนไขห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

วิกฤตสารหนูปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม

ปัญหาเรื่อง ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันผลการตรวจจากกรมพัฒนาที่ดินพบว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีสารหนูปนเปื้อนสูงถึง 164 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไปหลายเท่าตัว แต่กลับพบว่ายังมีการทำเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยที่รัฐยังไม่มีมาตรการเยียวยาหรือแจ้งเตือนที่ชัดเจน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลใจ คือเนื้อหาในร่าง TOR ฉบับดังกล่าวที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดมาจากฝั่งไทยเอง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องพยายามปิดบังข้อมูลสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน การที่รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่

  • การปนเปื้อนในแม่น้ำสายสำคัญ: แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง, แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำสาละวิน
  • ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร: พบค่าสารหนูในดินสูงเกินมาตรฐานอย่างน่าตกใจ
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: เรียกร้องให้รัฐมนตรีเปิดเผยรายละเอียด TOR เพื่อความเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งกำหนดวันเวลาที่พร้อมจะเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แทนการปล่อยให้เกษตรกรต้องรับมือกับสารพิษเพียงลำพัง การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความโปร่งใส นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับครับ

ที่มา – “ภัทรพงษ์” จี้ “สุชาติ” แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ

เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดตากโดยตรง ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่อำเภอพบพระและอำเภอแม่สอด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมนำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี ในการหารือร่วมกับผู้นำเมียนมาต่อไป

การลงพื้นที่ของ เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมาตรวจเยี่ยมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการลงลึกถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากสะเก็ดกระสุนข้ามแดนที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน รวมถึงการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในพื้นที่เสี่ยงภัย

มาตรการความปลอดภัยและข้อเสนอจากพื้นที่

จากการลงพื้นที่ เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ ได้เปิดเผยประเด็นสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะข้อเสนอเรื่องการผลักดันให้มีการขยับแนวปะทะออกห่างจากพื้นที่ชายแดนไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยอีก นอกจากนี้ ยังมีการหารือในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์
  • การปรับปรุงมาตรการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าขายของประชาชนในท้องถิ่น
  • การกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อส. และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน

ความตั้งใจจริงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนายเจเศรษฐ์ได้ย้ำชัดเจนว่า “พวกเราคือสายเลือดเดียวกันของกระทรวงมหาดไทย หน้าที่ของเราคือการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และเราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพังอย่างแน่นอน”

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด และหวังว่าการนำข้อมูลเหล่านี้เสนอเข้าสู่ระดับนโยบายจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ชายแดนต่อไปครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ ถกผู้นำเมียนมา

เปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ฝีมือคนไทย

เปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ฝีมือคนไทย

ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยริมฝั่งน้ำมาอย่างยาวนาน ล่าสุด นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ขึ้นมา เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอการเปิดเผยจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว

เว็บไซต์นี้ถูกจัดทำขึ้นด้วยความตั้งใจจริงโดย นายภัทรพงษ์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน ซึ่งน่าทึ่งมากที่โครงการนี้ใช้งบประมาณส่วนตัวเพียงหลักร้อยบาทสำหรับค่าจดโดเมนเท่านั้น และไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่บาทเดียว สะท้อนให้เห็นว่าหากมีความมุ่งมั่น ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็สามารถถูกรวบรวมและนำเสนอได้อย่างเป็นระบบ

รายละเอียดและจุดเด่นของการเปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ข้อมูลภายในเว็บไซต์ https://waterpollution.disaster-mp.org/ ได้รวบรวมเอาผลการตรวจสารพิษในน้ำ ตะกอนดิน และผลผลิตทางการเกษตรจากแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลำน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน หรือแม้แต่กระบุรี โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • รวบรวมพิกัดเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน
  • ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่ออธิบายเส้นทางการไหลของมลพิษ
  • มีการแสดงผลทั้งในรูปแบบข้อมูลตัวเลขและภาพเคลื่อนไหวที่เข้าใจง่าย
  • เตรียมขยายฐานข้อมูลครอบคลุมการตรวจสอบปลาและข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกแร่ในอนาคต

การเปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดนในครั้งนี้ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกว่าตรงไหนมีมลพิษบ้าง แต่เป็นการชี้เป้าไปยังต้นตอของปัญหา เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาระดับระหว่างประเทศได้อย่างแม่นยำและตรงจุด แทนที่จะมัวแต่ไล่ตามแก้ไขผลกระทบที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว

ถือเป็นเรื่องน่ายกย่องที่ภาคการเมืองลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลให้กับประชาชน ช่วยให้เราทุกคนมองเห็นภาพรวมของปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้น หากทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำในระยะยาวก็คงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไป คุณคิดว่าอย่างไรกันบ้างครับ หากรัฐบาลรับไม้ต่อจากข้อมูลนี้ไปใช้เจรจาอย่างจริงจัง ปัญหานี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้นแค่ไหน?

ที่มา – “ภัทรพงษ์” เปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ไม่ใช้งบสักบาท บอกรัฐเอาข้อมูลไปใช้ได้

“สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยล่าสุดทางด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาสร้างความเข้าใจใหม่ให้ชัดเจนว่า “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล ในการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของชาติให้ได้มากที่สุด

เข้าใจชัดเจนทำไม “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงความสำคัญของการใช้ UNCLOS 1982 เป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา โดยย้ำว่าการเข้าสู่กระบวนการที่กัมพูชาเป็นภาคีนั้น ไม่ได้หมายถึงการที่เราต้องไปขึ้นศาลหรือยอมรับอำนาจศาลระหว่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้ “กติกาที่เป็นกลาง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในเวทีโลก

ทำไมเราต้องใช้กรอบ UNCLOS ในการเจรจา?

  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ: การปฏิบัติตามกติกาสากลช่วยให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ไม่ใช่การสู้คดี: กระบวนการนี้เน้นไปที่การประนอมโดยตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การตัดสินแบบตัดสินชี้ขาดแพ้ชนะ
  • ลดผลกระทบต่ออธิปไตย: การเจรจาทวิภาคียังคงเป็นหัวใจสำคัญ และหากผลการประนอมไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งสองฝ่ายยังสามารถกลับมาเจรจากันต่อได้

หลายคนมีความกังวลเรื่องเส้นเขตแดน โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่รอบเกาะกูด ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของไทยเป็นที่ตั้ง การที่ “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล นั้น เพื่อต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังใช้ช่องทางการทูตและกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน ไม่ใช่การเสียเปรียบหรือเสียดินแดนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

นอกเหนือจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนภายใต้กติกาสากล จะช่วยให้การบริหารจัดการปัญหาข้ามชาติเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การยึดกติกาสากลถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพาอาศัยกัน การเจรจาด้วยความรอบคอบและตั้งอยู่บนหลักกฎหมายจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และช่วยให้ไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามโดยไม่สูญเสียอำนาจการต่อรองใดๆ ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนหลายท่านคงเริ่มกังวลกับสถานการณ์แหล่งน้ำในบ้านเรามากขึ้น เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับภาวะ สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน โดยชี้ว่าภาครัฐยังคงเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนไทย

สถานการณ์วิกฤต: สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน

ปัญหาเรื่องแม่น้ำเป็นพิษไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สารโลหะหนักจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ต้นทาง แต่กำลังขยายวงกว้างจนน่าเป็นห่วง:

  • แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย: พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานความปลอดภัยมาโดยตลอด
  • แม่น้ำโขงเขตอีสาน: ตรวจพบปลาที่มีการสะสมของสารหนูและตะกั่ว
  • แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกระบุรี: พบค่ามลพิษสูงเกินเกณฑ์ความปลอดภัยหลายเท่าตัว

นายภัทรพงษ์ย้ำชัดว่า การที่รัฐบาลยังนิ่งเฉย ไม่ยอมเจรจาต้นตอของปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่รู้ว่าแหล่งมลพิษมาจากการทำเหมืองที่คุมเข้มไม่ได้ ถือว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนรับกรรม ทั้งที่คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการทำเหมืองเหล่านั้นเลย

ผลกระทบที่รัฐบาลละเลย

เมื่อพูดถึงประเด็น สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “สุขภาพ” ของประชาชนในพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งเหล่านี้ในการอุปโภคบริโภค การประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าที่ผ่านมากลับพบว่าไม่มีแผนการเจรจาที่เป็นรูปธรรม แม้กระทั่งสหประชาชาติ (UN) ยังส่งหนังสือด่วนเตือน แต่รัฐบาลไทยกลับยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน

ในฐานะที่ติดตามปัญหานี้มาโดยตลอด การแก้ไขเรื่องนี้ต้องใช้การเจรจาระดับพหุภาคีระหว่างไทย จีน เมียนมา และลาว เพื่อหยุดต้นตอของมลพิษ ไม่ใช่เพียงแค่การเพิกเฉยหรือปล่อยให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ หากรัฐยังไม่รีบดำเนินการ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและชีวิตของคนไทยในระยะยาวอาจจะสายเกินแก้

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลิกเกรงใจและหันมาพูดคุยอย่างจริงจัง เพื่อคืนความปลอดภัยให้กับแหล่งน้ำของประเทศ และปกป้องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สส.เชียงใหม่ ปชน. อัดรัฐเฉยแก้สารหนูจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน แม่น้ำโขงกระทบแล้ว

Scroll to top