มลพิษ

ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี

ปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กำลังกลายเป็นวิกฤตที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หลังจากพบว่า ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี เพราะมีกลุ่มทุนเทาและผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์วิกฤต: ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี

จากการลงพื้นที่ของพรรคประชาชน พบว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่การลักลอบทิ้งขยะ แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบอุปถัมภ์และกลุ่มทุนต่างชาติ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ได้สะท้อนประสบการณ์ตรงว่าเพียงแค่เปิดประตูรถก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง ซึ่งแม้จะสวมหน้ากาก N95 ก็ไม่สามารถป้องกันได้ ชี้ให้เห็นว่าสารเคมีได้กระจายตัวอยู่ในอากาศและซึมลึกสู่แหล่งน้ำใต้ดินไปแล้ว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหากากขยะอุตสาหกรรม

การปล่อยปละละเลยให้เกิดการทิ้งขยะพิษส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้:

  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: สารพิษปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ ทำลายระบบนิเวศในพื้นที่เกษตรกรรม
  • ภัยต่อสุขภาพ: ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีตกค้างและโรคทางเดินหายใจ
  • การคุกคามประชาชน: ผู้ที่ออกมาร้องเรียนมักถูกข่มขู่ ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐที่ปล่อยให้โรงงานเถื่อนตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่มีการกำกับดูแล โดยนายณัฐพงษ์ยังเสนอให้ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA เข้ามาช่วยตรวจสอบโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในเชิงโครงสร้างทางการเมือง นายณัฐพงษ์เชื่อว่าปัญหานี้เป็นผลสะท้อนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กลุ่มทุนเทาประสานผลประโยชน์กับเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ยิ่งมีการผลักดันโครงการ EEC โดยขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด ปัญหาก็ยิ่งขยายตัว การแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่การสั่งปิดโรงงาน แต่ต้องเป็นการรื้อระบบการเรียกรับส่วยและหยุดยั้งผู้มีอิทธิพลอย่างถึงรากถึงโคน

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเลิกเพิกเฉยและหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มทุน หากรัฐบาลยังคงนิ่งนอนใจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปราจีนบุรีอาจลุกลามจนกลายเป็นหายนะระดับประเทศที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต

ที่มา – “ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ชี้ “ทุนเทา” ยิ่งเข้มปัญหายิ่งรุนแรง

โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลไทย ในการต้อนรับการมาเยือนของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ที่กำลังเดินทางมายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงเปิดบ้านต้อนรับในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย นั้นมีเหตุผลซ่อนอยู่อย่างไร

โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย

ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทย แต่ทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลไม่ได้มีความกังวลในประเด็นนี้แต่อย่างใด เหตุผลสำคัญคือความเป็นเพื่อนบ้านที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน หากเมียนมามีความสงบสุข ย่อมส่งผลดีต่อประชาชนไทยในเขตแนวชายแดนอย่างแน่นอน โดยการเดินทางมาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเบงกอล (BIMSTEC) ซึ่งเป็นเวทีที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

เหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการหารือระดับสูง

รัฐบาลไทยมองว่าการที่ โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย เพราะเรามีวาระเร่งด่วนที่ต้องเจรจามากมาย โดยประเด็นหลักที่นายกรัฐมนตรีไทยจะหารือกับผู้นำเมียนมา ได้แก่:

  • การสร้างสันติภาพในเมียนมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยตามแนวชายแดน
  • การปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดและแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ
  • การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหา PM 2.5 และสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ ยังมีการขอความร่วมมือด้านวิชาการจากฝั่งเมียนมาในการจัดการแก้ไขปัญหามลพิษจากการเผาป่า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยมาอย่างยาวนาน รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าการสร้างช่องทางสื่อสารและทูตการทูตเชิงรุก คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเลือกที่จะปิดกั้นหรือหันหลังให้กัน

การย้ำชัดจากโฆษกรัฐบาลว่า โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการเมืองระหว่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win Solution) การมองข้ามความคิดเห็นเชิงลบจากบุคคลภายนอกที่ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ชายแดน ถือเป็นความกล้าหาญทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยหวังว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำสันติภาพและความสงบสุขมาสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการหารือจะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในประเด็นต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนคนไทยรอคอยหรือไม่ ในฐานะเพื่อนบ้านเราทำได้เพียงร่วมลุ้นให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยครับ

ที่มา – “โฆษกรัฐบาล” ยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง “มิน อ่อง หล่าย” จ่อเยือนไทย

“อิสริยะ” จี้รัฐชี้แจงมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่

“อิสริยะ” จี้รัฐตอบให้ชัดมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะลดใช้น้ำมัน หรือส่งเสริมผลิตรถยนต์ในประเทศ สส.อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จากพรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เกี่ยวกับนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน โดยตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่ยังคลุมเครือ ว่าต้องการลดการใช้น้ำมันเพื่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือแค่กระตุ้นการผลิตรถยนต์ในประเทศ

มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ ถูกนำเสนอในฐานะส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 แต่สส.อิสริยะชี้ว่ายังขาดความชัดเจน รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนกว่านี้เพื่อไม่ให้เป็นแค่นโยบายลอยๆ

มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ควรโฟกัสอะไรเป็นหลัก?

สส.อิสริยะยกตัวอย่างปัญหาหลักของไทยคือการขาดแคลนน้ำมันดีเซล ไม่ใช่เบนซิน โดยยอดขายดีเซลเฉลี่ยวันละ 81.63 ล้านลิตร เบนซินเพียง 35.10 ล้านลิตร ดังนั้นมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ควรเน้นลดดีเซลจากรถกระบะ รถบรรทุก รถบัส ไม่ใช่รถเก๋งส่วนบุคคลที่ตลาด EV กำลังบูมอยู่แล้ว

ข้อสังเกตข้อ 1: ไม่ควรรถเก๋งในมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่

ตลาดรถเก๋ง BEV และ HEV กำลังทำงานเต็มประสิทธิภาพ ยอดจอง BEV ในมอเตอร์โชว์ 2026 สูงถึง 60% รัฐเคยช่วยในช่วงแรกด้วยส่วนลด 1-1.5 แสนบาท แต่ตอนนี้ราคารถ EV ลงมา 4-5 แสนบาท กลไกตลาดเพียงพอแล้ว ควรเอางบไปช่วยด้านอื่น

ข้อสังเกตข้อ 2: โฟกัสดีเซลจากรถกระบะเก่า

ไทยมีรถกระบะเก่าจำนวนมาก ใช้งานหนัก สิ้นเปลืองน้ำมันสูง ปล่อย CO2 และควันดำ สถิติกรมการขนส่งทางบก ชี้รถกระบะไม่ผ่านตรวจสภาพ 2.51% สูงกว่ารถเก๋ง (0.71%) มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ควรยิงนก 3 ตัว ลดน้ำมัน ลดคาร์บอน ลดมลพิษ

แม้กระบะไฟฟ้าออกมาแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัด น้ำหนักบรรทุกน้อย ระยะทางสั้น ชาร์จช้า ราคาเกิน 1 ล้านบาท (เทียบกระบะดีเซล 5-6 แสน) ยอดจด BEV ใหม่เดือนมี.ค. 2569 รถกระบะฯ แค่ 71 คัน แต่เก๋ง 26,000 คัน

ข้อเสนอทางเลือกรัฐบาลสำหรับรถเก่าแลกรถใหม่

  • กระบะดีเซลเก่าแลกกระบะดีเซลใหม่: เทคโนโลยีใหม่ สิ้นเปลืองน้อยลง ลดคาร์บอน
  • กระบะดีเซลเก่าแลกกระบะ HEV: ไฮบริดเบนซิน-ไฟฟ้า ลดดีเซล เป็นทางกลาง
  • กระบะดีเซลเก่าแลกกระบะ BEV: ไฟฟ้าล้วน ไม่ใช้น้ำมัน ไม่ปล่อย CO2

รัฐควรจูงใจแบบขั้นบันได จากน้อยไปมาก เพื่อให้ผู้ใช้เปลี่ยนรถเก่าได้จริง

นอกจากนี้ สส.อิสริยะยังย้ำว่ารัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามนโยบาย Net Zero ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

สรุปมุมมอง: มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่มีศักยภาพสูง หากโฟกัสถูกจุดอย่างรถกระบะเก่า จะช่วยลดการใช้น้ำมัน ลดโลกร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวได้จริง ไม่ใช่แค่ช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่นี้? มีรถเก่าอยู่หรือเปล่า สนใจเปลี่ยนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจรถ EV และไฮบริดนะครับ!

ที่มา – “อิสริยะ” จี้รัฐตอบให้ชัดมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะลดใช้น้ำมัน หรือส่งเสริมผลิตรถยนต์ในประเทศ

“สุชาติ” ชี้เผาป่าหาของต้นเหตุ PM2.5 รัฐหนุน พรบ.อากาศสะอาด

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาวิกฤตในภาคเหนือของไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่ประชาชนต้องเผชิญกับอากาศเสีย สุขภาพเสี่ยงอันตรายจากมลพิษนี้ รัฐบาลเร่งแก้ไขหลายมาตรการ ล่าสุด “สุชาติ” ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงสาเหตุหลักและแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจน

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวถึงการลงพื้นที่เชียงใหม่ของนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีรายงานจากทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ขณะนี้มีกำลังพลกว่า 6,000-7,000 นาย ลงพื้นที่ดับไฟป่า ปีนี้สถานการณ์แห้งแล้งรุนแรง ฝนทิ้งช่วง ทำให้ไฟป่าลุกลามง่าย สาเหตุหลักมาจากประชาชนที่เข้าไปเผาป่าหาของป่า มากกว่าไฟจากธรรมชาติ ซึ่งลดลงมาก รัฐบาลใช้เฮลิคอปเตอร์ดับไฟจากยอดเขา ลดฮอตสปอตได้จำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่เหนื่อยล้า ต้องทำงานกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงฮีทสโตรก งบประมาณใช้จากรายได้อุทยานแห่งชาติภาคใต้

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

นายสุชาติ วอนประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาป่า ที่ก่อมลพิษต่อคนหมู่มาก กระทรวงทรัพยากรฯ จะบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กรมประชาสัมพันธ์ต้องสื่อสารผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายกฯ สั่งแก้ปัญหาหลายด้าน เช่น ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนสำหรับนักเรียน

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเกณฑ์ชัดเจนอยู่แล้ว การลงพื้นที่ของนายกฯ เป็นการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รัฐบาลผลักดัน “เชียงดาวโมเดล” ชวนชุมชนรอบป่ามาช่วยรักษาผืนป่า และหาทางเลือกให้คนหาของป่ามีรายได้จากแหล่งอื่น

รัฐบาลยินดีหนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาดเต็มที่

รัฐบาลสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด 100% แม้ร่างกฎหมายค้างวาระ 2 ในวุฒิสภา กำลังพิจารณาความขัดแย้งบางประเด็น เช่น ไม่ป้องกันนายทุน แต่ต้องสมดุลกับการดึงดูดนักลงทุนผ่าน BOI ที่มีสิทธิประโยชน์มาก กฎหมายต้องไม่ขัด พ.ร.บ.การลงทุน

ประเด็นสำคัญที่ต้องดู เช่น การตีความ “กลุ่มเปราะบางทำงานกลางแจ้ง” วิธีเยียวยา และอัตราค่าปรับให้เหมาะสม กฎหมายต้องครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ ปัญหา PM2.5 ส่งผลกระทบสุขภาพรุนแรง หายใจลำบาก โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ สาเหตุหลักจาก

  • การเผาป่าหาของป่าและเกษตรกรรม
  • ควันจากยานพาหนะ
  • โรงงานอุตสาหกรรม
  • ฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน เช่น เพิ่มการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ส่งเสริมพืชคลุมดินแทนเผาไหม้ และรณรงค์ลดใช้รถส่วนตัว

สุดท้าย “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่ออนาคตอากาศบริสุทธิ์ ประชาชนช่วยกันงดเผาป่า เลือกทางเลือกยั่งยืน สนับสนุนกฎหมายนี้เพื่อสุขภาพทุกคน

เชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้ เพื่อสร้างความตระหนักและลด PM2.5 ทั่วไทย!

ที่มา – “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

สส.พรรคประชาชนถามไฟไหม้บ่อขยะทุกปีหรือ

ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะกลายเป็นประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทยแทบทุกปี ล่าสุด สส.พรรคประชาชน นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามหนักแน่นถึงรัฐบาลว่า จะปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในภูเก็ตและหาดใหญ่ช่วงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง

ไฟไหม้บ่อขยะ: ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความล้มเหลวของรัฐ

นายพูนศักดิ์ ชี้แจงชัดเจนว่า ไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากระบบจัดการขยะที่ล้มเหลวทั้งโครงสร้าง ปัจจุบันประเทศไทยมีหลุมทิ้งขยะหรือบ่อขยะแบบเทกองกว่า 2,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีระบบจัดการน้ำชะขยะ (leachate) และที่สำคัญกว่านั้นคือไม่มีระบบควบคุมก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ ซึ่งก๊าซชนิดนี้ติดไฟง่ายมาก เพียงแค่านิดเดียวก็ลุกเป็นเพลิงได้ทันที

ปีที่แล้วเพียงปีเดียวก็เกิดเหตุไฟไหม้บ่อขยะมากกว่า 150 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียงต้องสูดดมควันพิษ สารก่อมะเร็ง และมลพิษทางอากาศเข้าไปเต็มปอดทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่อากาศแห้ง ทำให้ไฟลุกลามง่ายยิ่งขึ้น

สาเหตุหลักของไฟไหม้บ่อขยะที่รัฐมองข้าม

จากข้อมูลที่ สส.พูนศักดิ์ นำเสนอ ปัญหานี้มีรากเหง้าจากหลายปัจจัย เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • ขาดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขยะผสมกัน ย่อยสลายผลิตก๊าซมีเทนจำนวนมาก
  • การฝังกลบแบบเทกอง ไม่มีระบบระบายก๊าซหรือน้ำชะขยะ
  • ขาดการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ควบคุมโรงงานหรือผู้ก่อมลพิษ
  • นโยบายรัฐบาลไม่ชัดเจน ขาดงบประมาณและเทคโนโลยีจัดการขยะสมัยใหม่
  • โครงสร้างพื้นฐานล้าหลัง ไม่มีโรงเผาขยะหรือรีไซเคิลที่เพียงพอ

นายพูนศักดิ์ ยังย้อนกลับไปถึงวันแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่เขาเคยเตือนไว้แล้วว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายจัดการขยะที่ชัดเจน แต่จนถึงวันนี้ปัญหายังคงเดิม

สส. พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาบ่อขยะที่ไฟไหม้ได้อย่างไร? หรือสุดท้ายก็ปล่อยให้ไฟไหม้ให้ประชาชนรับกรรมเหมือนเดิม” คำถามนี้จาก สส.พรรคประชาชน ทำให้หลายคนเริ่มตื่นตัวกับปัญหาที่ถูกมองข้ามมานาน ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่แค่ไฟไหม้ธรรมดา แต่เป็น “ระเบิดเวลามลพิษ” ที่คุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เช่น สร้างระบบตรวจจับก๊าซมีเทนในบ่อขยะทุกแห่ง, ส่งเสริมการคัดแยกขยะชุมชน, ลงทุนในโรงงานจัดการขยะแบบครบวงจร และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ รัฐควรจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงบ่อขยะเก่าให้ได้มาตรฐานสากล ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหานี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการจัดการขยะให้มากขึ้น หากปล่อยไว้แบบนี้ ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้นทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

คุณล่ะคิดอย่างไรกับปัญหาไฟไหม้บ่อขยะนี้? รัฐบาลควรทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดซ้ำ? แชร์ความเห็นและประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลย แล้วช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส. พรรคประชาชน ถามรัฐบาลจะปล่อยให้ไฟไหม้บ่อขยะเกิดขึ้นทุกปีแบบนี้หรือ

นิวเดลีคุมเข้ม! สกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

กรุงนิวเดลีเผชิญวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง ทางการจึงออกมาตรการ กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง โดยห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานเข้าพื้นที่ พร้อมจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อหวังลดปริมาณมลพิษในอากาศ

สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงนิวเดลีทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ทางการต้องเร่งออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหา

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

มาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ การห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษล่าสุดเข้าพื้นที่เมือง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองและสารพิษที่ปล่อยออกมาจากรถยนต์ นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน โดยให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการเดินทางและปริมาณรถยนต์บนท้องถนน

คณะกรรมาธิการบริหารจัดการคุณภาพอากาศได้บังคับใช้แผนรับมือมลพิษขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ Graded Response Action Plan (GRAP) ครอบคลุมกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ โดยมีมาตรการเพิ่มเติมดังนี้:

  • ห้ามรถบรรทุกดีเซลรุ่นเก่าเข้าพื้นที่เมือง
  • ระงับงานก่อสร้างทุกประเภท รวมถึงโครงการภาครัฐ
  • ใช้ระบบการเรียนแบบผสม เพื่อลดการเดินทางของนักเรียน

ผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือ

มาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานก่อสร้างจำนวนมาก เนื่องจากงานก่อสร้างถูกระงับชั่วคราว รัฐบาลจึงให้ความช่วยเหลือโดยจ่ายเงินชดเชย 10,000 รูปี ให้แก่แรงงานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมกรุงเดลีกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำให้อากาศในเดลีสะอาดขึ้น และจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่องในช่วงวันข้างหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง ถือเป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหามลพิษที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงเดลีเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี อากาศเย็นและความกดอากาศสูงทำให้มลพิษจากรถยนต์ ไซต์ก่อสร้าง และการเผาพื้นที่เกษตรในรัฐใกล้เคียงถูกกักเก็บไว้ ส่งผลให้ระดับฝุ่นพิษ PM2.5 พุ่งสูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเดลีจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดและต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ และการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของมลพิษทางอากาศและความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

วิกฤตฝุ่นพิษในกรุงนิวเดลีเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนและการละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกคน

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหามลพิษในระยะยาว การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กรุงนิวเดลีและเมืองอื่นๆ ทั่วโลกสามารถเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

4 จังหวัดน่าห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน! สส.ชี้รัฐบาลละเลย

สส.พรรคประชาชนชี้น้ำโขงวิกฤต 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในภาคอีสาน! โวยรัฐบาล “หนีปัญหา” ปิดบังข้อมูล และไม่เข้าร่วมประชุมเวทีนานาชาติ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ถึงปัญหามลพิษข้ามแดนจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อภาคอีสาน โดยระบุว่า สถานการณ์น่ากังวลอย่างยิ่งหลังตรวจพบ “สารหนูเกินมาตรฐาน” ในแหล่งน้ำของจังหวัดเลย บึงกาฬ หนองคาย และนครพนม ทำให้เกิดคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการละเลยและปกปิดข้อมูลต่อสาธารณชน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ทำการตรวจพบสารหนูในปริมาณที่เกินมาตรฐานเกือบสองเท่าใน 4 จุดตรวจ แต่ข้อมูลสำคัญนี้กลับไม่ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์หลักของ คพ. แต่กลับถูกเก็บไว้ในส่วนย่อยของเว็บไซต์สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 อุดรธานี ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการละเลยปัญหาอย่างชัดเจนจากภาครัฐ

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุถูกละเลยมาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การตั้งคณะทำงานที่ซ้ำซ้อน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับขาดแคลนงบประมาณเฉพาะกิจสำหรับการดำเนินงานที่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องยังได้ “โดดประชุม” เวทีนานาชาติถึงสองครั้ง ทั้งเวทีอาเซียนและเวทีสิ่งแวดล้อมอาเซียน-จีน (12 ต.ค. และ 21 ต.ค.) โดยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงเข้าร่วมแทน ซึ่งเป็นการ “เสียโอกาส” ในการเจรจาพหุภาคีที่สำคัญกับรัฐมนตรีจากประเทศอื่นๆ อย่างน่าเสียดาย

สส.พรรคประชาชนเน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภัยเงียบที่มาจากการสะสมของสารพิษในน้ำประปา อาหาร และในร่างกายของประชาชน ผลการตรวจทางการแพทย์ยังพบสารหนูในปัสสาวะของประชาชนเกินเกณฑ์ที่กำหนด และยังไม่มีการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวที่ปลูกโดยใช้น้ำจากพื้นที่เสี่ยง

มีการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการหลีกเลี่ยงปัญหา และดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในสองแนวทางหลัก:

  • ด้านการต่างประเทศ: รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเร่งดำเนินการเจรจาพหุภาคีกับเมียนมา ลาว และจีน โดยทันที เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง
  • ภายในประเทศ: รัฐบาลต้องยอมรับปัญหาและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณและบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบและจัดการปัญหาในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการสะสมสารพิษในร่างกายของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน: วิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข

ผลกระทบจากสารหนูเกินมาตรฐานในแหล่งน้ำ

การที่ 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในแหล่งน้ำนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนที่ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค สารหนูเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกายและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ในระยะยาว เช่น โรคผิวหนัง โรคระบบประสาท และมะเร็ง

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร เนื่องจากน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีสารพิษสะสม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของเกษตรกร

การปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาด แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

รัฐบาลควรตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน และดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การปกปิดข้อมูลและการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติในระยะยาว

ที่มา – 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน สส.ประชาชนชี้รัฐบาลละเลยและปกปิดข้อมูล

Scroll to top