มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลวันแม่ที่ทุกคนรอคอย ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย โดยระบุว่า ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและทัศนคติทางสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจนครับ

จากการสำรวจพบว่าในช่วงเทศกาลวันแม่ปี 2569 นี้ จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจรวมกว่า 11,139 ล้านบาท แม้จะเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ปี แต่เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไป จะพบว่าสาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งวันหยุดยังตรงกับช่วงกลางสัปดาห์ ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยมีความจำกัดในเชิงรูปแบบกิจกรรม

เจาะลึกมุมมองสังคม: ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก?

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจคือผลสำรวจที่ระบุว่า ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่แสดงความกังวลอย่างชัดเจนในเรื่องของค่าครองชีพ ภาระการเลี้ยงดูบุตรที่สูงลิ่ว รวมถึงความไม่มั่นคงในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้การสร้างครอบครัวไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไป

พฤติกรรมการใช้จ่ายในวันแม่ที่น่าสนใจ:

  • 40.9% เลือกที่จะไม่ซื้อของขวัญ หรือลดการใช้จ่ายในส่วนนี้
  • กิจกรรมยอดนิยมคือการพาแม่ไปทานอาหารนอกบ้าน ตามด้วยการทำบุญ
  • สินค้าที่ได้รับความนิยมยังคงเป็น พวงมาลัย ดอกไม้ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • โปรโมชั่นและราคาสินค้าเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักในการเลือกซื้อของขวัญ

ในปัจจุบัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงต้องเผชิญกับภาระหนี้สิน โดยปัจจัยหลักมาจากการที่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น แม้ตัวเลขการสะพัดของเงินจะดูสูง แต่นั่นอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของค่าครองชีพที่แพงขึ้นตามกลไกตลาด ไม่ใช่เพราะกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริงครับ

บทสรุปของสถานการณ์นี้คือ การสะท้อนถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านการใช้จ่ายและการวางแผนชีวิต ครอบครัวไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบโดยไร้คนรุ่นใหม่มาเติมเต็ม ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไขในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะวางแผนอนาคตมากขึ้น

ที่มา – ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ฟุตบอลโลก 2026 คาดเงินพนันฟุตบอล พุ่ง 4.7 หมื่นล้าน

ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ฟุตบอลโลก 2026 คาดเงินพนันฟุตบอล พุ่ง 4.7 หมื่นล้าน

ใกล้เข้ามาแล้วครับสำหรับมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก 2026 ล่าสุดทาง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาเปิดเผยรายงานที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการใช้จ่ายและพฤติกรรมของคนไทยในช่วงการแข่งขัน โดยหัวข้อที่หลายคนจับตามองคือเรื่อง ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ฟุตบอลโลก 2026 คาดเงินพนันฟุตบอล พุ่ง 4.7 หมื่นล้าน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน

จากการวิเคราะห์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าหากมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศไทย จะมีเงินสะพัดรวมกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท แม้ตัวเลขนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงฟุตบอลยูโร 2024 ที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน ตัวเลขของวงการพนันกลับยังคงอยู่ในระดับที่สูงจนน่าตกใจ

เจาะลึกพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงบอลโลก 2026

ปัญหาที่น่ากังวลคือ ในปีนี้แม้กำลังซื้อโดยรวมจะดูแผ่วลง แต่ ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ฟุตบอลโลก 2026 คาดเงินพนันฟุตบอล พุ่ง 4.7 หมื่นล้าน โดยกลุ่มคนที่เล่นพนันนั้นมีแนวโน้มการใช้เงินต่อนัดที่สูงขึ้น ซึ่งมักนำเงินจากรายได้หลัก หรือแม้แต่เงินจากโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐมาใช้จ่ายในส่วนนี้ นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังมองว่าในปัจจุบันการเข้าถึงแหล่งพนันทำได้ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

นอกเหนือจากเรื่องการพนัน เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจริงจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายในกลุ่มเหล่านี้:

  • ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งการสั่งเดลิเวอรี่และออกไปทานนอกบ้าน
  • การซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์หรือแพ็กเกจสตรีมมิ่ง
  • สินค้าของที่ระลึกและของสะสมเกี่ยวกับฟุตบอลโลก
  • ค่าบริการอินเทอร์เน็ตและแพ็กเกจมือถือเพื่อติดตามการแข่งขัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

เมื่อมองในแง่ของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาบรรเทาค่าครองชีพ แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังซื้อจะเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การที่ ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ฟุตบอลโลก 2026 คาดเงินพนันฟุตบอล พุ่ง 4.7 หมื่นล้าน นั้นสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนยังคงมีความต้องการเสี่ยงโชคสูง แม้สภาพคล่องการเงินจะรัดตัว ซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวหากการพนันกลายเป็นค่าใช้จ่ายหลักของครัวเรือน

มุมมองทิ้งท้าย: ฟุตบอลโลกควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานและการกระชับความสัมพันธ์ผ่านกีฬา มากกว่าการเสียเงินไปกับสิ่งผิดกฎหมาย การวางแผนการเงินให้ดีก่อนเริ่มเชียร์บอลถัดจากนี้ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เรามีความสุขกับเกมลูกหนังโดยไม่สร้างภาระหนี้สินเพิ่มให้กับตัวเองครับ

ที่มา – ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ฟุตบอลโลก 2026 คาดเงินพนันฟุตบอล พุ่ง 4.7 หมื่นล้าน

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหาย 4 หมื่นล้าน

หอค้าไทยออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก รองลงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยประเมินว่าความเสียหายรวมในเดือนเดียวนั้นสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับผลกระทบมากที่สุด หอการค้าไทยยังชี้ว่าประชาชนและผู้ประกอบการต้องการเงินเยียวยาโดยตรงมากกว่ามาตรการสินเชื่อ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ฝนตกหนักและ “น้ำท่วมใต้” ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ แต่เบื้องต้นกระทรวงการคลังประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท หากเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีความเสียหายประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เหตุการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับสองของประเทศไทย

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา “น้ำท่วมใต้” ใน 10 จังหวัดส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 2.19 ล้านคน หรือประมาณ 798,600 ครัวเรือน โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาคือนครศรีธรรมราชและพัทลุง เบื้องต้นประเมินว่ามีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวันในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือรวมกว่า 40,000 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหาย 0.22% ต่อ GDP ภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับความเสียหายมากที่สุด สูงถึงกว่า 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมาก ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ ผลกระทบจากการยกเลิกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจของภาคใต้ รองลงมาคือภาคเกษตรกรรม ประมาณ 10,000 ล้านบาท และภาคการผลิตและสาธารณูปโภค ประมาณ 6,800 ล้านบาท

ผลกระทบจาก “น้ำท่วมใต้” ต่อเศรษฐกิจ

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ พบว่าการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลานานกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต็อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย สิ่งที่ผู้ประกอบการและประชาชนต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ “เงินสด” ไม่ใช่ “หนี้สิน” ภาครัฐควรอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชยเพื่อให้ถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด มาตรการ “สินเชื่อ” ควรเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่มาตรการหลัก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และจัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาพร้อมใช้งานโดยเร็ว

สถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและการเยียวยาที่ตรงจุดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบและช่วยให้ภาคใต้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

การวางแผนรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประเมินความเสี่ยงและเตรียมแผนป้องกันที่ครอบคลุม เพื่อลดความเสียหายจากเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน ภาคท่องเที่ยว-บริการพังหนักสุด

“ลอยกระทง 2568” ไม่คึกคัก หอการค้าไทยชี้!

หอการค้าไทย ประเมินสถานการณ์ “ลอยกระทง 2568” ปีนี้อาจจะไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยคาดการณ์ว่าเม็ดเงินสะพัดจะอยู่ที่ 9.6 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความรู้สึกของผู้บริโภคในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะที่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ยังไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้เท่าที่ควร

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงวัน “ลอยกระทง 2568” พบว่าบรรยากาศโดยรวมอาจจะไม่สดใสเท่าปีก่อนๆ แม้ว่ากิจกรรมตามประเพณีจะยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าอาจจะไม่ได้ออกไปร่วมงาน เนื่องจากความรู้สึกอยู่ในช่วงไว้อาลัยและความโศกเศร้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการใช้จ่ายที่คาดว่าจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขคาดการณ์เม็ดเงินสะพัด 9,677 ล้านบาทนั้น หดตัวลงถึง 6.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีมูลค่า 10,355 ล้านบาท และถือเป็นการขยายตัวติดลบครั้งแรกในรอบ 4 ปี ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นสถิติต่ำสุดในรอบ 10 ปีอีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสำคัญ

“ลอยกระทง 2568” เงินสะพัดน้อย หอการค้าไทยกังวล

สำหรับคำอธิษฐานในการลอยกระทงปีนี้ ส่วนใหญ่ประชาชนตั้งใจที่จะขอส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และขอให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชินี รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง

ในส่วนของโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะตอบว่าจะนำไปใช้จ่ายในช่วง “ลอยกระทง 2568” แต่จากข้อมูลการใช้จ่ายในช่วงแรกที่ผ่านมา พบว่ายอดการใช้จ่ายยังค่อนข้างน้อย (ประมาณ 750 ล้านบาท) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล

ปัจจัยที่ทำให้ “ลอยกระทง 2568” ไม่คึกคัก

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการที่ร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสยังมีจำนวนน้อย (ประมาณ 6 แสนราย หรือ 20% ของ SMEs ทั้งประเทศ) ทำให้รัฐบาลควรเร่งเปิดลงทะเบียนร้านค้าเพิ่มเติม เพื่อให้โครงการนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยประคอง GDP ของประเทศให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ (ประมาณ 2%)

  • เศรษฐกิจชะลอตัว: สภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • ความรู้สึกของผู้บริโภค: สถานการณ์ต่างๆ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย
  • โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ: โครงการต่างๆ ของรัฐบาลยังไม่สามารถดึงดูดให้ประชาชนใช้จ่ายอย่างเต็มที่

โดยรวมแล้ว แม้ว่าเทศกาล “ลอยกระทง 2568” จะยังคงมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประเพณี แต่ในแง่ของเศรษฐกิจอาจจะไม่สามารถสร้างความคึกคักได้เท่าที่ควร รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “หอการค้าไทย” ชี้ “ลอยกระทง 2568” ไม่คึกคัก คาดเงินสะพัด 9.6 พันล้าน ต่ำสุดในรอบ 10 ปี

บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ด้วย Design Your L.I.F.E.

บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ยุคใหม่ ผ่านแนวคิด Design Your L.I.F.E. มุ่งเน้นการออกแบบชีวิตด้วยตนเอง และสร้างบัณฑิตที่สามารถ “เรียนแล้วทำได้จริง” ตอบโจทย์โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในยุคที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับมือกับความผันผวน (Disruption) จึงเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ที่มีความพร้อมทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ ผ่านแนวคิด GS Purpose: Design Your L.I.F.E. ซึ่งเป็นการออกแบบชีวิตด้วยตนเอง ผสานกับการเรียนรู้แบบ Practice-Based Learning และการใช้ AI เพื่อสร้างบัณฑิตที่ “เรียนแล้วทำได้จริง”

ดร.อารดา มหามิตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงแค่สถานที่เรียน แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคน ทั้งนักศึกษา อาจารย์ และภาคธุรกิจ ได้ร่วมกันออกแบบชีวิต เรียนรู้ เติบโต และสร้างสังคมแห่งความไว้วางใจ” แนวคิด L.I.F.E. ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ดร.อารดา กล่าวเสริมว่า บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง โดยมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์มากมาย อาทิ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย Entrepreneurs’ Organization Association, Thailand Chapter และ Toyota Motor (Thailand) และ Impact Exhibition รวมถึงองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์จริงขององค์กร ได้เข้าร่วมโครงการที่ช่วยต่อยอดอาชีพและธุรกิจ และได้สร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง

ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้อธิบายถึงจุดแข็งของการเรียนการสอนว่า “เราใช้รูปแบบ Practice-Based Learning นักศึกษามีโอกาสลงมือทำจริง ไม่ได้เรียนแค่ในห้องเรียน แต่ได้ทำโครงการจริง แก้ปัญหาจริง และใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมในการวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และตัดสินใจ”

การผสานรวม AI เข้าไปในหลักสูตร ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มความทันสมัย แต่เป็นการสอนให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรในยุคดิจิทัล

บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต

ก้าวต่อไปของบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต คือการผลิตบัณฑิตที่ “พร้อมใช้งาน” ในโลกธุรกิจจริงในอนาคต โดยมุ่งเน้นการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ทักษะปฏิบัติ และทัศนคติที่พร้อมเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เพื่อให้คำว่า “เรียนแล้วรู้จริง ทำได้จริง” ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่เป็นมาตรฐานของบัณฑิตทุกคนที่จบจากที่นี่

หลักสูตรที่น่าสนใจจาก บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย

  • หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA)
  • หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (MPA)
  • หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.)

หากคุณกำลังมองหาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และช่วยให้คุณพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย คือตัวเลือกที่น่าสนใจ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหลักสูตรปริญญาโท–ปริญญาเอก ของบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย ได้ที่เว็บไซต์: https://gs.utcc.ac.th

การสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถรอบด้าน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นพันธกิจที่สำคัญของสถาบันการศึกษาในยุคปัจจุบัน บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และสร้างบัณฑิตที่สามารถสร้างความแตกต่างในโลกธุรกิจได้

ที่มา – บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ผ่านแนวคิด Design Your L.I.F.E.

Scroll to top