มหาสารคาม

บุกช่วยนักศึกษา ม.ดังมหาสารคาม ถูกแก๊งคอลฯ กักตัว

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าตกใจและเตือนใจชาวโซเชียลทุกคน สำหรับกรณี บุกช่วยนักศึกษา ม.ดังมหาสารคาม ถูกแก๊งคอลฯ กักตัว ให้พูดตามสคริปต์เพื่อหลอกเอาเงินพ่อแม่ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ร้ายแรงและใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยเหยื่อในกรณีนี้คือเด็กนักศึกษาปี 2 ที่ต้องตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพนานเกือบ 24 ชั่วโมง

บุกช่วยนักศึกษา ม.ดังมหาสารคาม ถูกแก๊งคอลฯ กักตัว

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจ สภ.กันทรวิชัย ได้รับแจ้งความจากเพื่อนและญาติของนักศึกษาคนหนึ่งที่หายตัวไปอย่างผิดปกติ หลังจากสืบสวนพบว่าน้องถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากค่ายมือถือ บอกว่าบัตรประชาชนของน้องถูกนำไปเปิดซิมที่เกี่ยวข้องกับคดีความผิดกฎหมาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้มีความเชี่ยวชาญมากในการใช้ข้อมูลส่วนตัวจริงมาอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนทำให้น้องหลงเชื่อและปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่าง

เบื้องลึกการหลอกลวงที่แนบเนียน

จากการตรวจสอบพบว่ามิจฉาชีพไม่ได้แค่โทรมาหลอกเท่านั้น แต่ยังมีการวิดีโอคอลเพื่อสั่งการ ให้น้องโอนย้ายที่พักไปยังหอพักรายวันและให้แชร์หน้าจอโทรศัพท์ตลอดเวลา เพื่อกักขังเหยื่อไว้ไม่ให้ติดต่อใครและสั่งให้พูดตามสคริปต์ที่เตรียมไว้ เพื่อขอเงินพ่อแม่จำนวน 50,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการดูงานต่างประเทศ ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ครอบครัวอาจต้องสูญเสียเงินก้อนนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

จุดสังเกตสำคัญที่ควรทราบ:

  • การอ้างชื่อหน่วยงาน: แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชอบอ้างตัวเป็นตำรวจ ปปง. หรือเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ
  • การข่มขู่: ส่งเอกสารปลอมที่มีตราครุฑ หรือรูปภาพผู้ต้องหามาให้ดูเพื่อให้เกิดความกลัว
  • ให้แอดไลน์: บังคับให้เปลี่ยนการสื่อสารมาเป็นไลน์เพื่อคุมสถานการณ์
  • สั่งการทางไกล: ให้ย้ายที่อยู่หรือห้ามปิดมือถือเด็ดขาด

เหตุการณ์ บุกช่วยนักศึกษา ม.ดังมหาสารคาม ถูกแก๊งคอลฯ กักตัว ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้ทุกคนต้องมีสติ หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดการติดต่อ และห้ามทำตามคำสั่งในสคริปต์ของมิจฉาชีพอเด็ดขาด ให้ปรึกษาญาติผู้ใหญ่หรือติดต่อตำรวจในพื้นที่ทันที เพราะไม่มีหน่วยงานราชการใดที่โทรศัพท์มาสั่งการให้โอนเงินหรือเปิดห้องพักเพื่อสอบสวนผ่านวิดีโอคอลแบบนี้แน่นอน

ในท้ายที่สุด ความปลอดภัยของลูกหลานเราขึ้นอยู่กับความรู้เท่าทันเทคโนโลยี หากเห็นความผิดปกติเพียงเล็กน้อย เช่น คนใกล้ชิดหายตัวไปกระทันหันหรือได้รับข้อความแปลกๆ อย่ารอช้าที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วยหยุดยั้งเหตุร้ายนี้ได้สำเร็จครับ

ที่มา – บุกช่วยนักศึกษา ม.ดังมหาสารคาม ถูกแก๊งคอลฯ กักตัว ให้พูดตามสคริปต์หลอกขอเงินพ่อแม่

“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. จังหวัดมหาสารคาม ได้ออกมาเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลของขบวนการเลือกตั้ง สว. ที่เธอระบุว่ามีการเซ็ตระบบไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ แม้จะถูกกดดันด้วยการฟ้องร้องคดีความเพื่อหวังปิดปาก แต่ดูเหมือนกลยุทธ์นี้จะใช้ไม่ได้ผล เพราะล่าสุด “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเปิดโปงความจริงให้สังคมได้รับรู้

เปิดเบื้องหลังขบวนการฮั้วและการสู้คดีของ “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

นางกุสุมาลวตีได้เปิดหลักฐานสำคัญเป็นภาพถ่ายคู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเธอย้ำว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามถึงกระบวนการเลือก สว. ที่เต็มไปด้วยความพิสดาร ข้ามกลุ่มอาชีพอย่างไม่น่าเชื่อ เธอเล่าว่าตนเองตั้งใจลงสมัครเพื่อรับใช้ประชาชน แต่กลับพบว่าตำแหน่งต่างๆ ถูกจัดสรรไว้แล้วตั้งแต่อยู่ในระดับอำเภอ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้มีดังนี้:

  • พบการสวมสิทธิ์ข้ามกลุ่มอาชีพ เช่น คนขายข้าวแกงไปสมัครในกลุ่มวิทยาศาสตร์
  • มีการล็อกตัวผู้สมัครไว้ตั้งแต่วันแรกเพื่อตัดโอกาสคนนอก
  • ถูกฟ้องร้องถึง 4 คดีหวังใช้ภาระค่าใช้จ่ายบีบให้ยอมถอย
  • การันตีความมั่นใจด้วยประโยคเด็ดว่า “เก่งมากนัก ก็แพ้ สส.แมว 4 คดีรวดค่ะ”

ด้วยความตั้งใจจริงที่จะพิสูจน์ความจริง ทำให้นางกุสุมาลวตีไม่หวั่นไหวต่อการฟ้องร้องปิดปากหรือ SLAPP และเธอยังพร้อมจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคประชาชนอย่าง iLaw เพื่อเดินหน้าหาความยุติธรรมต่อไป การขยับตัวในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส ซึ่งประชาชนทุกคนควรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของเรา นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเองและตรวจสอบอำนาจรัฐ แม้หนทางจะยาวไกล แต่ความพยายามของเธอจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีความยุติธรรมมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

เมนูเสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” เชื่อมโยงโรคมะเร็งท่อน้ำดี

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องความอันตรายของการกินของดิบกันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเมนูอาหารอีสานยอดฮิตที่หลายคนชื่นชอบ แต่รู้หรือไม่ว่าเมนูเหล่านี้อาจแฝงไปด้วยอันตรายจาก เมนูเสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” เชื่อมโยงโรคมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการบริโภคปลาน้ำจืดแบบดิบๆ อย่างแพร่หลาย

จากข้อมูลการรายงานสถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีการตรวจคัดกรองประชาชนและนักศึกษาในหลายพื้นที่ และพบอัตราการติดเชื้อพยาธิในระดับที่สูงจนน่าตกใจ การที่เชื้อพยาธิใบไม้ตับฝังตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน จะทำให้ท่อน้ำดีเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดีที่รักษายากและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด

เมนูเสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” เชื่อมโยงโรคมะเร็งท่อน้ำดี

หลายคนมักมองข้ามความอันตรายโดยคิดว่ากินแค่ไม่กี่ครั้งไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วเมนูเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของโรคร้าย ได้แก่ ก้อยปลา, ลาบปลาดิบ, ปลาส้ม, ปลาร้าดิบ, ปลาจ่อม และหม่ำปลา หากเรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การติดเชื้อย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

สัญญาณเตือนจากร่างกายที่ควรเช็ก

การหมั่นสังเกตอาการตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ หากคุณชอบกินของดิบและมีอาการเหล่านี้ อย่าชะล่าใจ:

  • ระยะเริ่มแรก: รู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด อาการอาหารไม่ย่อย หรือปวดใต้ชายโครงขวาบ่อยๆ
  • ระยะปานกลาง: ตับเริ่มโต ถุงน้ำดีเริ่มขยายผิดปกติ และเริ่มมีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ระยะรุนแรง: มีไข้เรื้อรัง น้ำหนักลดฮวบ ท้องมาน และอุจจาระสีซีดผิดปกติ

ความน่ากลัวของ เมนูเสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” เชื่อมโยงโรคมะเร็งท่อน้ำดี คืออาการมักไม่แสดงออกเด่นชัดในระยะแรก ทำให้หลายคนตรวจพบเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการ “กินสุก” เท่านั้น เพราะความร้อนคือศัตรูตัวฉกาจของพยาธิ การปรุงให้สุกอย่างทั่วถึงจะช่วยทำลายวงจรชีวิตพยาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การดูแลสุขอนามัย เช่น การล้างมือก่อนทานอาหาร การใช้ช้อนกลาง และที่สำคัญที่สุดคือการไปตรวจสุขภาพประจำปี หากใครที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการอัลตราซาวด์ช่องท้องเพื่อคัดกรองหามะเร็งท่อน้ำดีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาจะง่ายและมีโอกาสหายขาดได้มากกว่ามากครับ

สุขภาพเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยด้วยการเลิกทานปลาน้ำจืดดิบๆ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายให้น้อยลงได้มหาศาล หันมาใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสายเกินไปนะครับ

ที่มา – เมนูเสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” เชื่อมโยงโรคมะเร็งท่อน้ำดี เช็กอาการป่วย-วิธีป้องกัน

หมอแล็บเตือนเทรนด์ “กินดิบ” เสี่ยงพยาธิใบไม้ตับและมะเร็ง

หมอแล็บเตือนเทรนด์ “กินดิบ” เสี่ยงพยาธิใบไม้ตับและมะเร็ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ “หมอแล็บแพนด้า” หรือ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน ออกมาโพสต์แจ้งเตือนภัยใกล้ตัวที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาแต่แฝงไปด้วยความตาย นั่นคือเทรนด์ “หมอแล็บ” เตือนเทรนด์ “กินดิบ” ไม่ใช่แค่เสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” แต่นานไปอาจเป็นมะเร็งได้ หลังจากพบผลตรวจคัดกรองสุขภาพของนิสิตนักศึกษาในจังหวัดมหาสารคามที่พบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในปริมาณที่สูงอย่างน่าตกใจ

จากการรายงานสถานการณ์ พบว่าอัตราการตรวจคัดกรองในมหาวิทยาลัยหลายแห่งพบนักศึกษาติดพยาธิใบไม้ตับสูงถึง 33% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความนิยมในการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขที่หวนกลับมาอีกครั้งครับ

ความน่ากลัวของการ “กินดิบ” ที่เรามองข้าม

ใครที่ชอบทาน ก้อยปลา, ปลาส้ม, ปลาจ่อม, หรือแม้แต่ปลาร้าดิบที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก ต้องระวังให้ดีครับ เพราะอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งแพร่เชื้อชั้นดี “หมอแล็บ” เตือนเทรนด์ “กินดิบ” ไม่ใช่แค่เสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” แต่นานไปอาจเป็นมะเร็งได้ เพราะพยาธิพวกนี้มักฝังตัวอยู่ในปลาเกล็ดขาว และเมื่อเราทานเข้าไป ตัวอ่อนของพยาธิจะไปเจริญเติบโตในท่อน้ำดีภายในตับของคุณอย่างเงียบๆ

  • ทำไมถึงอันตราย: พยาธิจะเข้าไปอุดตันทางเดินน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง
  • อาการรุนแรง: หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา จะนำไปสู่ภาวะมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย
  • พฤติกรรมเสี่ยง: การชื่นชอบคอนเทนต์โชว์กินดิบ หรือความเคยชินในการกินปลาร้าแบบไม่ปรุงสุก คือปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้พยาธิแพร่ระบาด

หมอแล็บย้ำว่า เมื่อก่อนการรณรงค์เรื่องสุขอนามัยในประเทศไทยทำได้เข้มข้นมาก จนเราแทบไม่พบผู้ป่วยกลุ่มนี้แล้ว แต่ในปัจจุบันด้วยกระแสสังคมและวัฒนธรรมการกินที่เปลี่ยนไป ทำให้การ “หมอแล็บ” เตือนเทรนด์ “กินดิบ” ไม่ใช่แค่เสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” แต่นานไปอาจเป็นมะเร็งได้ กลายเป็นเรื่องที่ต้องหยิบมาพูดซ้ำเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงภัยเงียบที่ร้ายแรงถึงชีวิต

เราไม่ได้บอกให้คุณเลิกทานอาหารอีสานรสเด็ด แต่ขอให้เลือกปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงให้สุกสะอาด เพื่อความปลอดภัยของตับและร่างกายในระยะยาวครับ การมีสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการเลือกกินอาหารที่ปลอดภัย หากเราหยุดพฤติกรรมการกินดิบตั้งแต่วันนี้ เราก็จะลดความเสี่ยงที่น่ากลัวนี้ลงได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “หมอแล็บ” เตือนเทรนด์ “กินดิบ” ไม่ใช่แค่เสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” แต่นานไปอาจเป็นมะเร็งได้

นายกฯ ลั่น ไม่ช่วยคนทำผิดกฎหมาย หลังเกาหลีแบนแรงงานไทย 4 จังหวัดอีสาน

นายกฯ ลั่น ไม่ช่วยคนทำผิดกฎหมาย หลังเกาหลีแบนแรงงานไทย 4 จังหวัดอีสาน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงนี้ โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องชาวอีสานที่หวังไปทำงานในเกาหลีใต้เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่าประเด็นนี้เกิดอะไรขึ้น และรัฐบาลมีท่าทีอย่างไร

นายกฯ ลั่น ไม่ช่วยคนทำผิดกฎหมาย หลังเกาหลีแบนแรงงานไทย 4 จังหวัดอีสาน

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในกรณีที่ประเทศเกาหลีใต้ประกาศขึ้นบัญชีดำหรือแบนแรงงานไทยจาก 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุดรธานี, ขอนแก่น, ชัยภูมิ และมหาสารคาม โดยห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลตลอดทั้งปี 2569

นายกฯ อนุทิน ย้ำว่าต้องทำความเข้าใจก่อน หากแรงงานเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมาย ก็สมควรถูกแบน เหมือนกับที่ประเทศไทยแบนชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงานผิดกฎเช่นกัน เขายกตัวอย่างการลงพื้นที่ตรวจเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พบโรงแรมและวิลล่าเถื่อนไม่มีใบอนุญาต แม้จะอ้างว่านำเงินมาลงทุน แต่การทำผิดกฎหมายก็คือผิด

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร นายกฯ ตอบตรงๆ ว่า “ไม่ช่วยครับ ช่วยไม่ได้ครับ เพราะคุณทำผิดกฎหมายเอง” แต่หากถูกกลั่นแกล้งโดยทำถูกต้องแล้ว รัฐบาลพร้อมปกป้องเต็มที่ นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนจากผู้นำประเทศ

สาเหตุหลักที่เกาหลีใต้แบนแรงงานไทยจาก 4 จังหวัด

  • ปัญหาการลักลอบทำงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในภาคเกษตรและประมง
  • การละเมิดวีซ่าหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการทำงานตามฤดูกาล
  • ข้อมูลจากทางการเกาหลีระบุว่ามีแรงงานไทยจากจังหวัดเหล่านี้ก่อปัญหาบ่อยครั้ง
  • เป็นมาตรการป้องกันเพื่อรักษาความเป็นระเบียบในตลาดแรงงาน

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของแรงงานไทย โดยเฉพาะระบบ EPS (Employment Permit System) ที่เปิดรับแรงงานถูกกฎหมาย แต่หากมีการลักลอบ ก็ส่งผลกระทบทั้งระบบ ทำให้คนที่ทำถูกต้องเดือดร้อนไปด้วย

ผลกระทบต่อแรงงานไทยและเศรษฐกิจท้องถิ่น

การแบนนี้กระทบโดยตรงต่อครอบครัวใน 4 จังหวัดอีสาน ที่พึ่งพารายได้จากการไปทำงานเกาหลี หลายคนส่งเงินกลับบ้านเดือนละหลายหมื่นบาท ส่งผลให้รายได้ครอบครัวลดลง และอาจเกิดปัญหาหนี้สินตามมา นอกจากนี้ ยังกระทบภาพลักษณ์แรงงานไทยโดยรวม ทำให้โอกาสในการรับสมัครรุ่นใหม่ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายกฯ อนุทิน ชี้แจงว่าประเด็นนี้คนละเรื่องกับการท่องเที่ยว เขายกสุภาษิตไทย “ปลาเน่าตัวเดียว ทำให้เหม็นหมดทั้งข้อง” เพื่อเตือนให้มีสำนึก責任 เกาหลีใต้ยังคงต้องการนักท่องเที่ยวไทย เพราะเราเป็นคู่ค้าสำคัญทั้งช้อปปิ้งและความงาม หากมีปัญหา รัฐบาลพร้อมชี้แจง

ในมุมมองของเรา แรงงานไทยควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยศึกษากฎหมายเกาหลีให้ชัดเจน สมัครผ่านช่องทางถูกต้องอย่างกรมการจัดหางาน หรือเอกชนที่ได้รับอนุญาต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแบบนี้ รัฐบาลเองก็ควรเร่งเจรจากับเกาหลีเพื่อแก้ไขในระยะยาว

สุดท้ายแล้ว นายกฯ ลั่น ไม่ช่วยคนทำผิดกฎหมาย หลังเกาหลีแบนแรงงานไทย 4 จังหวัดอีสาน เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจทุกคน ทำถูกกฎหมายคือทางออกที่ดีที่สุด คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจไปทำงานเกาหลีได้รู้ด้วยนะครับ

ที่มา – นายกฯ ลั่น ไม่ช่วยคนทำผิดกฎหมาย หลังเกาหลีแบนแรงงานไทย 4 จังหวัดอีสาน

ร้อน-แล้ง “ฝูงลิงแสม” บุกเมือง รื้อบ้าน คุ้ยขยะหาอาหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นข่าวฮือฮาในจังหวัดมหาสารคามกันดีกว่า นั่นคือ ร้อน-แล้ง “ฝูงลิงแสม” บุกเมือง รื้อบ้าน คุ้ยขยะหาอาหาร วิกฤตร้อนอบอ้าวเกิน 40 องศาพร้อมความแห้งแล้งสุดขีด ทำให้ฝูงลิงแสมขนสีทองจากวนอุทยานโกสัมพีต้องออกจากป่ามาหากินในชุมชน สร้างความวุ่นวายให้ชาวบ้านไม่น้อยเลยทีเดียว

ร้อน-แล้ง “ฝูงลิงแสม” บุกเมือง รื้อบ้าน คุ้ยขยะหาอาหาร

จากรายงานเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 สภาพอากาศร้อนจัดในอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ทำให้แหล่งอาหารธรรมชาติในวนอุทยานโกสัมพีขาดแคลนอย่างหนัก ลิงแสมกว่า 800 ตัว โดยเฉพาะฝูงขนสีทองที่หายาก ต้องพากันบุกชุมชน รื้อค้นบ้านเรือน คุ้ยถังขยะ และเกาะต้นไม้ตามถนนเพื่อหาอาหารประทังชีวิต ชาวบ้านในเขตเทศบาลโกสุมพิสัยเล่าว่า ปกติลิงก็ออกมาเดินเล่นบ้าง แต่ช่วงหน้าแล้งแบบนี้รุนแรงมาก ลิงมาหลายฝูง ไปวัด โรงเรียน ถนน และบ้านคน จนบางหลังต้องล็อกประตูแน่นหนา

ฝูงลิงแสมบุกชุมชนรื้อบ้านหาอาหาร

สาเหตุหลักของปัญหา “ร้อน-แล้ง ฝูงลิงแสมบุกเมือง”

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ นะครับ แต่มีสาเหตุชัดเจน ดังนี้

  • อากาศร้อนเกิน 40 องศา: ผลไม้ป่าและอาหารธรรมชาติแห้งเหือด
  • ความแห้งแล้งยาวนาน: วนอุทยาน面积 120 ไร่ ไม่พอเลี้ยงลิง 800 ตัว
  • จำนวนลิงเพิ่มขึ้น: ลิงแสมขนสีทองมากที่สุดในเอเชีย พบเฉพาะที่นี่

วนอุทยานโกสัมพีหรือบุ่งลิง เป็นแหล่งท่องเที่ยวดังของมหาสารคาม มีลิงแสมทั้งขนเทาและทอง ลิงทองนี่แหละที่เป็นจุดขาย แต่พอแล้งหนัก ลิงก็ต้องปรับตัวแบบนี้แหละครับ

ผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับ

ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ลิงรื้อบ้าน ทำขยะกระจัดกระจาย กินของเสียหาย และบางตัวดุร้ายขึ้นเพราะหิว นอกจากนี้ยังเสี่ยงอันตรายเพราะลิงอาจพาหญิงแพร่โรคได้ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อาจกระทบการท่องเที่ยวด้วย เพราะนักท่องเที่ยวชอบมาดูลิง แต่ถ้าลิงบุกเมืองบ่อย ชาวบ้านอาจไม่ยินดี

ลิงแสมขนทองในวนอุทยานโกสัมพี

วิธีช่วยเหลือฝูงลิงแสมจากภัยแล้ง

เราช่วยได้นะครับ!

  • บริจาคเงินผ่าน กองทุนอาหารลิงอำเภอโกสุมพิสัย เพื่อซื้ออาหารให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้
  • ไม่ให้อาหารลิงในชุมชน เพื่อไม่ให้ติดเป็นนิสัย
  • สนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้เพิ่มแหล่งอาหารธรรมชาติ
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นถ้าลิงบุกมากเกินไป

นอกจากนี้ หน่วยงานท้องถิ่นกำลังหาทางแก้ เช่น เพิ่มอาหารในวนอุทยาน หรือทำรั้วกั้น แต่ต้องใช้เวลา

สุดท้ายนี้ คิดว่าปัญหา ร้อน-แล้ง “ฝูงลิงแสม” บุกเมือง รื้อบ้าน คุ้ยขยะหาอาหาร เป็นสัญญาณเตือนเรื่อง climate change ที่กระทบสัตว์ป่า ลองช่วยกันบริจาคหรือแชร์ข่าวนี้เพื่อระดมทุนช่วยลิงกันเถอะครับ จะได้เที่ยวบุ่งลิงได้อย่างสนุกโดยไม่วุ่นวาย! ถ้าคุณมีประสบการณ์เจอลิงบุกบ้าน แชร์ในคอมเมนต์ได้เลยนะ

ที่มา – ร้อน-แล้ง “ฝูงลิงแสม” บุกเมือง รื้อบ้าน คุ้ยขยะหาอาหาร

จับตัวแล้ว “มือยิงลูกดอกใส่ตำรวจ” เจ็บทะลุแก้ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีจาก จ.มหาสารคาม เลยนะ จับตัวแล้ว “มือยิงลูกดอกใส่ตำรวจ” เจ็บทะลุแก้ม เป็นอดีตผู้ต้องหาคดีเผาป่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ทำเอาทุกคนตกใจหนักมาก เพราะคนร้ายใช้อาวุธประดิษฐ์สุดโหดยิงลูกดอกทะลุแก้มเจ้าหน้าที่ตำรวจจนบาดเจ็บสาหัส

จับตัวแล้ว “มือยิงลูกดอกใส่ตำรวจ” เจ็บทะลุแก้ม เป็นอดีตผู้ต้องหาคดีเผาป่า

เหตุการณ์สุดระทึกเกิดขึ้นบริเวณจุดบริการประชาชน เทศบาลตำบลเชียงยืน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ด้านหลังวัดปัจจิม ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนในช่วงค่ำ คนร้ายที่สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างเข้ามาในความมืด ก่อนจะใช้ท่อไม้ไผ่เป่าลูกดอกที่อาจอาบยาพิษหรือลูกดอกเหล็ก ยิงตรงเข้าโหนกแก้มของตำรวจ จนทะลุและบาดเจ็บสาหัส จากนั้นคนร้ายก็เร่งเครื่องหลบหนีไปทันที

ภาพเหตุการณ์

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและร่องรอยทันที พล.ต.ต.พลาเดช เพ็ชรหว้าโง๊ะ ผบก.ภ.จว.มหาสารคาม เปิดเผยว่าสามารถทราบตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ชื่อ นายมงคล อายุ 45 ปี ชาว อ.เชียงยืน พบประวัติอาชญากรรมเพียบ เคยถูกจับคดีเผาป่าและยาเสพติดมาก่อน หลังก่อเหตุ นายมงคลขี่รถหลบหนีไปได้ 1 กิโลเมตร ก่อนทิ้งรถและอาวุธไว้ แล้วเปลี่ยนเส้นทางหนี ตำรวจเตือนประชาชนให้ระวัง เพราะเป็นบุคคลอันตราย มีทักษะทำอาวุธประดิษฐ์เก่ง

จับตัวแล้ว “มือยิงลูกดอกใส่ตำรวจ” ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

ภาพผู้ต้องหา

ชุดสืบสวน สภ.เชียงยืน ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ปิดล้อมบ้านผู้ต้องหา ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าจะจับกุมตัวนายมงคลได้ ส่งตัวให้พนักงานสอบสวนทันที เบื้องต้นยังไม่ชี้แจงแรงจูงใจ อาจมาจากความขัดแย้งส่วนตัว หรือปมคดีเก่าๆ อย่างเผาป่าหรือยาเสพติด

อาวุธประดิษฐ์สุดอันตราย ลูกดอกทะลุแก้ม

อาวุธที่คนร้ายใช้คือท่อไม้ไผ่เป่าลูกดอก แบบดั้งเดิมที่ชาวบ้านบางพื้นที่ยังใช้ล่าสัตว์ แต่ครั้งนี้โหดมากเพราะยิงใส่คน ลูกดอกทะลุแก้มแบบนั้น ถ้าไม่รีบรักษาอาจเสียชีวิตได้เลยนะครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามดูสิ น่ากลัวแค่ไหน

ประวัติผู้ต้องหา มือยิงลูกดอก

  • ชื่อ นายมงคล อายุ 45 ปี บ้านเชียงยืน มหาสารคาม
  • ประวัติคดีเผาป่าและยาเสพติด
  • มีทักษะทำอาวุธประดิษฐ์
  • เคยถูกจับมาก่อน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ยอมแพ้ ไล่ล่าคนร้ายจนจับได้ในเวลาอันสั้น สุดยอดมาก!

ในมุมมองของผม จับตัวแล้ว “มือยิงลูกดอกใส่ตำรวจ” เจ็บทะลุแก้ม เป็นอดีตผู้ต้องหาคดีเผาป่า เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องระวังตัวให้มากขึ้นในพื้นที่ชนบทที่มืดและหลบภัยง่าย ถ้าประชาชนเจอคนต้องสงสัย รีบแจ้งตำรวจเลยนะครับ จะได้ป้องกันเหตุร้ายได้ทัน

ติดตามข่าวอาชญากรรมและข่าวด่วนอื่นๆ ได้ที่บล็อกนี้ ถ้าชอบกดไลค์ แชร์ และกดติดตามด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – จับตัวแล้ว “มือยิงลูกดอกใส่ตำรวจ” เจ็บทะลุแก้ม เป็นอดีตผู้ต้องหาคดีเผาป่า

“น้องแป้ง” นิสิตปี 1 บริจาคหัวใจ ตับ ไต ดวงตา

วันนี้เรามีเรื่องราวน่าประทับใจที่อยากแชร์ให้ทุกคนฟังกันครับ “น้องแป้ง” นิสิตชั้นปีที่ 1 บริจาคหัวใจ ตับ ไต ดวงตา สร้างบุญกุศลใหญ่ครั้งสุดท้าย เป็นข่าวที่ทำให้หัวใจพองโตจริงๆ แม้จะเศร้าแต่เต็มไปด้วยความเมตตาและการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของน้องและครอบครัว

“น้องแป้ง” นิสิตชั้นปีที่ 1 บริจาคหัวใจ ตับ ไต ดวงตา สร้างบุญกุศลใหญ่ครั้งสุดท้าย

น้องแป้ง หรือ น.ส.ประวีนา สมพร อายุ 20 ปี เป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาดุริยางคศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เธอเป็นคนร่าเริง มีอนาคตไกล แต่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุจราจรเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูล) ทำให้มีเลือดออกในสมอง อาการหนักมาก แพทย์พยายามช่วยเต็มที่แต่ไม่ตอบสนอง ครอบครัวเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจอันยิ่งใหญ่

จากอุบัติเหตุสู่การตัดสินใจบริจาคอวัยวะ

หลังจากแพทย์แจ้งอาการ ทีม Transplant Coordinator Nurse (TCN) จากโรงพยาบาลมหาสารคาม เข้าไปพูดคุยกับครอบครัว ด้วยจิตเมตตา ครอบครัวยินยอมให้บริจาคอวัยวะทันที ประสานสภากาชาดไทยตรวจพบว่าสามารถบริจาคได้ หัวใจ ตับ ไต และดวงตา 2 ดวง นับเป็นผู้บริจาครายที่ 4 ของปีงบ 2567 และเป็นรายแรกของโรงพยาบาลที่บริจาคหัวใจได้เลยนะครับ

วันที่ 6 มีนาคม 2567 เวลา 09.30 น. เริ่มผ่าตัดเก็บอวัยวะ โดยทีมแพทย์ชั้นนำจากหลายโรงพยาบาลมาร่วมกัน:

  • ทีมผ่าตัดหัวใจ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี
  • ทีมผ่าตัดตับและไต จากโรงพยาบาลศรีนครินทร์
  • ทีมจัดเก็บดวงตา จากโรงพยาบาลมหาสารคาม

นี่คือครั้งแรกของจังหวัดมหาสารคามที่ผ่าตัดหัวใจผู้บริจาคสำเร็จ! ทีมขนส่งรีบนำอวัยวะไปสนามบิน เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยอำนวยความสะดวก ส่งไปโรงพยาบาลรามาธิบดีทันเวลา ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยที่รอคอย ส่วนร่างน้องแป้งถูกส่งกลับบ้านที่อุบลราชธานีอย่างสมเกียรติ

ทำไมเรื่อง “น้องแป้ง” นิสิตชั้นปีที่ 1 บริจาคหัวใจ ตับ ไต ดวงตา ถึงน่าประทับใจ?

ในประเทศไทย การบริจาคอวัยวะยังขาดแคลนมากครับ ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตต้องรอเฉลี่ย 5-10 ปี หัวใจยิ่งยาก เรื่องของน้องแป้งไม่ใช่แค่ช่วยชีวิต 4-5 ราย แต่ยังจุดประกายให้คนอื่นกล้าตัดสินใจบริจาค สร้างบุญกุศลใหญ่ครั้งสุดท้ายแบบนี้ มันสะท้อนความเมตตาแบบไทยๆ ที่ให้แบบไม่หวังผล

ลองนึกภาพสิครับ น้องแป้งที่รักดนตรี กลายเป็นฮีโร่ที่หัวใจเธอเต้นต่อในร่างคนอื่น ตับไตช่วยคนป่วยเรื้อรัง ดวงตามอบแสงสว่างให้ผู้บอด การเสียสละของครอบครัวนี่แหละที่ทำให้โลกนี้สวยงามขึ้น โรงพยาบาลมหาสารคามโพสต์แสดงความอาลัยและสดุดีสุดซึ้งในเฟซบุ๊กด้วย

จากประสบการณ์เราเห็นหลายเคสที่ครอบครัวลังเล แต่ครอบครัวน้องแป้งเลือกทางที่เมตตาที่สุด สอนให้เราคิดถึงบัตรบริจาคอวัยวะหรือดวงตาที่สภากาชาดมีแจกฟรี ทุกคนช่วยกันได้นะครับ

สุดท้ายนี้ เรื่องราวของน้องแป้งทำให้ผมคิดว่า ชีวิตสั้นแต่การให้ยาวนาน ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ลองแชร์เรื่องนี้ต่อ และพิจารณาลงทะเบียนบริจาคดวงตาหรืออวัยวะสิครับ มันอาจเป็นบุญกุศลใหญ่ที่สุดในชีวิตคุณได้เลย สนับสนุนการบริจาคอวัยวะไปด้วยกันนะ!

ที่มา – “น้องแป้ง” นิสิตชั้นปีที่ 1 บริจาคหัวใจ ตับ ไต ดวงตา สร้างบุญกุศลใหญ่ครั้งสุดท้าย

“ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์เสมอภาคเพศ

ในแวดวงการเมืองและสิทธิสตรีไทย ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ ย้ำขอวางบทบาทเป็นกลาง ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ครูธัญ” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อความชัดเจนต่อสาธารณะ

“ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ ย้ำขอวางบทบาทเป็นกลาง

เรื่องราวเริ่มต้นจากแถลงการณ์ของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ พรรคประชาชน ที่แสดงความผิดหวังต่อกระบวนการคัดสรรผู้สมัครในจังหวัดมหาสารคาม โดยมีชื่อของครูธัญถูกระบุว่าเป็นผู้ร่วมลงชื่อด้วย แต่ตัวครูธัญเองยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ยืนยันการร่วมลงชื่อแถลงการณ์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ทนายแจม หรือคุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ได้ส่งข้อความมาติดต่อในช่วงค่ำเพื่อขอให้ช่วยเป็นที่ปรึกษาและร่วมลงชื่อ แต่ครูธัญเพิ่งเห็นข้อความอีกทีตอนที่แถลงการณ์ถูกโพสต์ออกไปแล้ว

ครูธัญเน้นย้ำถึงสถานะปัจจุบันของตัวเองว่า ดำเนินงานในฐานะนักนโยบายสาธารณะและนักสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งขับเคลื่อนประเด็นความเสมอภาคทางเพศผ่านงานวิจัย โครงการ และสื่อสารสาธารณะ การทำงานในอนาคตจะเป็นอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และพร้อมจับมือทุกภาคส่วน รวมถึงทุกพรรคการเมือง เพื่อขับเคลื่อนความเท่าเทียมในสังคมไทย

รายละเอียดการชี้แจงจาก “ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ

  • สถานะปัจจุบัน: ทำงานอิสระด้านนโยบายและสิทธิมนุษยชน มุ่งความเสมอภาคทางเพศ ไม่ผูกมัดกับพรรคใด
  • การติดต่อ: ได้รับข้อความจากทนายแจมช่วงกลางคืน แต่ยังไม่ตอบยืนยัน ก่อนแถลงการณ์จะเผยแพร่
  • จุดยืน: ไม่ขัดแย้งกับหลักการต่อต้านความรุนแรงทางเพศหรือคัดกรองผู้สมัคร แต่ต้องรักษาความเป็นกลางเพื่องานวิชาการและรับทุน

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการวางตัวของนักกิจกรรมที่เคยมีบทบาททางการเมือง ครูธัญซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานด้านสิทธิสตรีและ LGBTQ+ ในอดีต ได้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส โดยชี้แจงทันทีเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด แม้จะไม่เห็นด้วยกับบางกระบวนการ แต่ก็ยืนหยัดในหลักการเสมอภาคโดยไม่เลือกข้างพรรคการเมือง

ในบริบทกว้างขึ้น ความเสมอภาคทางเพศกำลังเป็นวาระสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะในวงการเมืองที่ยังมีปัญหาความรุนแรงทางเพศและการเลือกปฏิบัติ การที่ครูธัญเลือกวางตัวเป็นกลาง ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับงานด้านสิทธิมนุษยชน เพราะนักวิชาการต้องเป็นกลางเพื่อให้สามารถทำงานกับทุกฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้กับองค์กรและพรรคการเมืองในการจัดการเอกสารและการสื่อสาร เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนในอนาคต หากคุณสนใจประเด็นสิทธิสตรีและการเมืองไทย ลองติดตามผลงานของครูธัญต่อไป เพราะเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

สุดท้ายแล้ว การชี้แจงครั้งนี้ย้ำถึงคุณค่าของความโปร่งใสและความเป็นกลาง ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนสังคมที่เท่าเทียม คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ

ที่มา – “ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ ย้ำขอวางบทบาทเป็นกลาง

Scroll to top