มาซูด เปเซชเคียน

อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้าน เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่ออิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้านเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ออกมาแถลงผ่านโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยย้ำว่าประเทศของเขาพยายามหลีกเลี่ยงสงครามมาโดยตลอด แต่ถูกบังคับให้ต้องป้องกันตัวเอง

อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้าน

ในข้อความที่โพสต์ ประธานาธิบดีเปเซชเคียน กล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียว่า อิหร่าน “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากการตอบโต้ หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เขายังขอบคุณความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านที่ช่วยพยายามหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ยืนยันว่าการป้องกันตัวเองเป็นสิทธิ์ขั้นสุดท้าย นอกจากนี้ ยังย้ำถึงการเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน และเชื่อว่าสันติภาพต้องมาจากภายในภูมิภาค

รายละเอียดการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน

หลังถูกโจมตี อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลำไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในประเทศอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และโอมาน รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ประเทศเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายเพราะถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

  • กาตาร์: ถูกยิงขีปนาวุธร่อน 2 ลูก และโดรน 10 ลำในช่วงรุ่งสาง แต่กองทัพอากาศและกองทัพเรือสกัดกั้นได้ทั้งหมด ไม่มีรายงานความเสียหาย
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): สกัดขีปนาวุธ 3 ลูก โดรน 121 ลำ และมีโดรนตก 8 ลำในเขตของตน UAE ระบุว่าถูกโจมตีมากกว่า 1,000 ครั้งนับตั้งแต่สงครามปะทุ
  • ซาอุดีอาระเบีย: มีโดรน 1 ลำพยายามโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura แต่ไม่ก่อความเสียหาย กระทรวงกลาโหมยืนยัน

การโจมตีเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันที สะท้อนถึงความเปราะบางของภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซีย

ผลกระทบและความเสี่ยงจากสถานการณ์นี้

เหตุการณ์อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้านนี้ กำลังจุดชนวนความขัดแย้งให้ลุกลาม ประเทศอาหรับหลายแห่งแสดงความกังวล โดย UAE และกาตาร์เรียกร้องให้มีการเจรจาระหว่างประเทศ สถานการณ์คล้ายกับความตึงเครียดในอดีต เช่น สงครามอ่าวครั้งก่อนๆ หรือการโจมตีโรงงานน้ำมัน Aramco ในปี 2019 ที่อิหร่านถูกกล่าวหา

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศชี้ว่า หากอิหร่านยังคงโจมตีต่อ อาจดึงซาอุดีอาระเบียและตุรกีเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้สงครามใหญ่ในตะวันออกกลางปะทุ นอกจากนี้ ยังกระทบเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันอาจทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

ด้านสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สั่งเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค ขณะที่อิสราเอลเตรียมพร้อมรับมือการตอบโต้รอบใหม่ อิหร่านเองก็ประกาศพร้อมยิงขีปนาวุธเพิ่มหากถูกคุกคาม

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลยาวนาน ตั้งแต่สงครามเงา โปรแกรมนิวเคลียร์ ไปจนถึงการสนับสนุนกลุ่มฮูธีและฮามาส ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันเป็นจุดเดือดที่คาดเดาไม่ได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการทูตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของจีนและรัสเซียที่อาจเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่หายนะมนุษยชาติ คำถามสำคัญคือ ประเทศเพื่อนบ้านจะยืนหยัดปกป้องตัวเองหรือหันมาเจรจากับอิหร่าน?

ติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้าน เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ-อิสราเอล

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย เป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง เมื่อประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านประกาศชัดเจนว่าพร้อมเปิดโต๊ะเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเตือนอย่างหนักแน่น หากไม่บรรลุข้อตกลง สิ่งเลวร้ายอาจเกิดขึ้นจริง

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายเปเซชเคียนได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่าอิหร่านพร้อมตอบรับคำร้องขอจาก “รัฐบาลที่เป็นมิตรในภูมิภาค” เพื่อเริ่มการหารือ โดยสั่งการให้นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ดำเนินการทันที แต่ต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปราศจากการข่มขู่และความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล

ประธานาธิบดีอิหร่านย้ำชัดว่า การเจรจาจะต้องยุติธรรม เสมอภาค และอยู่ภายใต้กรอบผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ก่อนหน้านี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ก็เคยเตือนว่าหากสหรัฐฯ โจมตี จะนำไปสู่ “สงครามระดับภูมิภาค” ซึ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น

ทรัมป์ตอบโต้หนัก ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ฝั่งสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ยอมน้อยหน้า ตอบโต้ผ่านสื่อว่าหากอิหร่านไม่ยอมตกลงเรื่องนิวเคลียร์และหยุดสังหารผู้ประท้วง สงครามที่ขู่อาจกลายเป็นจริง เมื่อถูกถามถึงโอกาสบรรลุข้อตกลง ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าทำได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ สิ่งเลวร้ายก็น่าจะเกิด” พร้อมย้ำว่ากองกำลังมหาศาลกำลังมุ่งหน้าสู่อิหร่าน รวมถึงเรือรบใหญ่ที่สุดอย่าง USS Abraham Lincoln ที่บรรทุกเครื่องบินรบกว่า 70 ลำ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธโทมาฮอว์กอีก 3 ลำ

รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าการเจรจาอาจเริ่มต้นที่กรุงอิสตันบูลในวันศุกร์นี้ โดยนายอารักชีจะพบกับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ และเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศจากอียิปต์ โอมาน ปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE เข้าร่วมด้วย ก่อนหน้านี้ นายอารักชีให้สัมภาษณ์ CNN ว่า “มั่นใจว่าจะบรรลุข้อตกลงได้” เพื่อยืนยันว่าไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้น แม้อิหร่านจะยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพเท่านั้น

  • ประเด็นหลักของการเจรจา: โครงการนิวเคลียร์และความมั่นคงภูมิภาค
  • เงื่อนไขอิหร่าน: ไม่ข่มขู่ ต้องยุติธรรม
  • ท่าทีสหรัฐฯ: เสริมกำลังทหารเต็มสูบ
  • ผู้เข้าร่วม: ประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษ โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ ถอนตัวจาก JCPOA ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2018 สหรัฐฯ ยังคงเสริมกำลังทหารในอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อเสนอ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเจรจาครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองในการลดความตึงเครียด หากทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว แต่หากล้มเหลว ภูมิภาคตะวันออกกลางอาจเผชิญวิกฤตใหญ่ โดยเฉพาะหากอิหร่านเร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือสหรัฐฯ ใช้กำลังทหาร

ติดตามพัฒนาการ ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้าความมั่นคงโลก คุณคิดว่าการเจรจาจะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

อิหร่านกร้าว! สร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ให้แกร่งกว่าเดิม

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ เมื่อประธานาธิบดีอิหร่านประกาศกร้าวถึงความตั้งใจที่จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม หลังโรงงานเดิมถูกโจมตีเสียหาย นี่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต่อไป แม้จะเผชิญกับแรงกดดันและการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้กล่าวระหว่างการเยือนองค์กรพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่านในกรุงเตหะราน ถึงแผนการ อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม โดยเน้นย้ำว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ

“การทำลายอาคาร… จะไม่ทำให้เราต้องถอยหลัง” นายเปเซชเคียนกล่าวย้ำ พร้อมเสริมว่านักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านยังคงมีความรู้ความชำนาญด้านนิวเคลียร์ที่จำเป็นอยู่ แม้จะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการก่อสร้างโรงงานใหม่

อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดในภูมิภาค โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่โรงงานนิวเคลียร์ ฐานทัพทหาร และพื้นที่ที่อยู่อาศัย ทำให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงของอิหร่าน

อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังเมืองต่างๆ ของอิสราเอล ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกแซงด้วยการส่งเครื่องบินรบเพื่อทิ้งระเบิดทำลายโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน

ทำไมอิหร่านถึง อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซากแล้ว แต่ขอบเขตความเสียหายที่แท้จริงยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และการประกาศล่าสุดของประธานาธิบดีอิหร่านก็เป็นการยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

ในขณะเดียวกัน ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจากันอีกครั้งเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนและความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ ทำให้การเจรจาประสบความยากลำบาก

นางสาวฟาติเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลอิหร่าน ยืนยันว่ารัฐบาลได้รับข้อความเกี่ยวกับการรื้อฟื้นกระบวนการทางการทูต แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาของการเจรจา

นอกจากนี้ สหประชาชาติได้กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ใช้กลไก “snapback” โดยอ้างว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558

สถานการณ์ที่ อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวล และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาทางการทูตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดขึ้น

โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงในระดับโลก การที่อิหร่านยืนกรานที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างยั่งยืน

ที่มา – อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

Scroll to top