มาตรการคุมเข้ม

กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในสนามบินมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดทางกระทรวงคมนาคมได้ออกมาขยับตัวครั้งใหญ่ หลังจากมีเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับสังคม ทำให้เกิดนโยบายกระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว เพื่อสกัดกั้นขบวนการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจังครับ

กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการยกระดับความปลอดภัยครั้งสำคัญ โดยเน้นย้ำว่าแม้เดิมจะมีมาตรการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว แต่จากสถานการณ์ที่ผู้กระทำความผิดพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงการตรวจสอบอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกที่เข้มงวดกว่าเดิม

สรุปมาตรการคุมเข้มที่สายการบินต้องทราบ

  • การห้ามรับหิ้วของ: ออกกฎชัดเจนไปยังทุกสายการบินเรื่องการห้ามรับหิ้วของแปลกหน้า เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกใช้เป็นเครื่องมือขนสิ่งผิดกฎหมาย
  • การเพิ่มสุนัขดมกลิ่น (K9): ผนึกกำลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร นำสุนัข K9 กว่า 60 ตัว มาช่วยตรวจตราสัมภาระอย่างเข้มข้น
  • ยกระดับงานข่าว: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อติดตามและเฝ้าระวังกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
  • อบรมเจ้าหน้าที่: พัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ให้มีความแม่นยำในการตรวจจับสิ่งผิดปกติให้มากขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องคุมเข้มขนาดนี้? คำตอบคือมาตรฐานความปลอดภัยในสนามบินไม่มีคำว่าประมาทครับ การที่กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ไว้ใจบุคลากร แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยความใจดีหรือการว่าจ้างหิ้วของเป็นช่องทางหาผลประโยชน์

ผมเชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนเดินทางได้อย่างอุ่นใจขึ้นแน่นอนครับ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับการที่ต้องเข้มงวดในการตรวจสัมภาระมากยิ่งขึ้นแบบนี้? ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ หรือหากใครมีแพลนจะเดินทางไปต่างประเทศช่วงนี้ ก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อการเดินทางที่ราบรื่นไร้ปัญหาครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” เผย ก.คมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

ไวรัสฮันตากำลังกลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก หลังจากเกิดการระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius ทำให้หลายประเทศต้องเร่งรัด มาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตา เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังทวีปต่างๆ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันพบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 5 รายที่เชื่อมโยงกับเรือลำนี้ สถานการณ์คล้ายกับจุดเริ่มต้นของโควิด-19 ที่ทำให้ทุกคนตื่นตัวอีกครั้ง วันนี้เราจะมาส่อง มาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ กันว่ามีอะไรบ้าง

มาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตา ของหลายประเทศหลังผู้ติดเชื้อกระจาย

ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสฮันตา สายพันธุ์แอนดีส ยังคงอยู่ที่ 3 ราย ได้แก่ คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และชาวเยอรมัน 1 ราย ชายวัย 70 ปีรายแรกเสียชีวิตบนเรือเมื่อ 11 เมษายน ด้วยอาการไข้ สูง ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย ปัจจุบันมีผู้โดยสารและลูกเรือ 146 คน จาก 23 ประเทศ รวมชาวอเมริกัน 17 ราย ถูกกักไว้บนเรือ กำหนดเทียรที่หมู่เกาะคานารี สเปน สุดสัปดาห์นี้

WHO ชี้ว่าไวรัสฮันตาสายพันธุ์นี้หายาก สามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดได้ แม้ไม่น่าจะระบาดใหญ่ แต่หลายประเทศไม่รอช้า รีบติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงและเฝ้าระวังอาการอย่างเข้มงวด

ไวรัสฮันตาคืออะไร และอันตรายอย่างไร

ก่อนไปดู มาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตา มาทำความรู้จักเชื้อนี้ก่อน ไวรัสฮันตามักมาจากหนูพาหะหลัก ผ่านปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย สายพันธุ์แอนดีสพิเศษเพราะแพร่คนต่อคนได้ อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่รุนแรงถึงหายใจลำบาก ตายสูงถึง 40% การระบาดบนเรือสำราญยิ่งน่ากลัวเพราะคนแออัด

ส่องมาตรการของแต่ละประเทศ

นี่คือสรุป มาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตา ที่น่าสนใจ:

  • เนเธอร์แลนด์: อพยพผู้ป่วย 3 รายกลับประเทศ (อังกฤษ 1, เยอรมัน 1, ดัตช์ 1) 2 รายอาการหนัก สถาบันสาธารณสุขตรวจผู้สัมผัสบนเครื่องบิน รวมลูกเรือ KLM ที่ใกล้ชิดหญิงดัตช์ผู้เสียชีวิตในแอฟริกาใต้
  • แอฟริกาใต้: ชายอังกฤษป่วยบนเรือ 27 เมษายน เข้า ICU โจฮันเนสเบิร์ก อาการดีขึ้นแล้ว
  • สวิตเซอร์แลนด์: ผู้โดยสาร 1 รายกลับประเทศ ผลตรวจพบเชื้อ กำลังรักษาที่ซูริก
  • สหราชอาณาจักร: ชาวอังกฤษ 2 รายที่ลงเรือเกาะเซนต์เฮเลนา 24 เมษายน กักตัวที่บ้าน ติดตามเพิ่มเติม
  • สหรัฐฯ: เฝ้าติดตามผู้โดยสารหลายรายในเวอร์จิเนีย เท็กซัส จอร์เจีย แอริโซนา แคลิฟอร์เนีย ยังไร้อาการ
  • สิงคโปร์: ชายวัย 60 ปี 2 รายกักตัว 1 รายน้ำมูกไหล
  • แคนาดา: กัก 3 ราย ในออนแทรีโอและควิเบก 1 รายนั่งเครื่องเดียวกับผู้สัมผัส
  • ฝรั่งเศส: ผู้สัมผัส 8 รายจากเที่ยวบินเซนต์เฮเลนา-โจฮันเนสเบิร์ก 1 รายมีอาการเล็กน้อย
  • อาร์เจนตินา: สอบสวนต้นตอ ส่งทีมดักจับหนูตามเส้นทางคู่ดัตช์

WHO กำลังประสานงานทุกฝ่ายเพื่อจำกัดการแพร่กระจาย สถานการณ์บนเรือยังคงเป็นจุดจับตา

จากที่เห็น มาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตา ของหลายประเทศนี้ แสดงให้เห็นถึงบทเรียนจากโควิดที่ทุกชาติเรียนรู้มาแล้ว การตอบสนองรวดเร็วคือกุญแจสำคัญ อย่าลืมรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงหนู หากเดินทางไปต่างประเทศควรติดตามข่าวสารจาก WHO และหน่วยงานสาธารณสุข ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

นิวเดลีคุมเข้ม! สกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

กรุงนิวเดลีเผชิญวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง ทางการจึงออกมาตรการ กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง โดยห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานเข้าพื้นที่ พร้อมจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อหวังลดปริมาณมลพิษในอากาศ

สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงนิวเดลีทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ทางการต้องเร่งออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหา

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

มาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ การห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษล่าสุดเข้าพื้นที่เมือง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองและสารพิษที่ปล่อยออกมาจากรถยนต์ นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน โดยให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการเดินทางและปริมาณรถยนต์บนท้องถนน

คณะกรรมาธิการบริหารจัดการคุณภาพอากาศได้บังคับใช้แผนรับมือมลพิษขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ Graded Response Action Plan (GRAP) ครอบคลุมกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ โดยมีมาตรการเพิ่มเติมดังนี้:

  • ห้ามรถบรรทุกดีเซลรุ่นเก่าเข้าพื้นที่เมือง
  • ระงับงานก่อสร้างทุกประเภท รวมถึงโครงการภาครัฐ
  • ใช้ระบบการเรียนแบบผสม เพื่อลดการเดินทางของนักเรียน

ผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือ

มาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานก่อสร้างจำนวนมาก เนื่องจากงานก่อสร้างถูกระงับชั่วคราว รัฐบาลจึงให้ความช่วยเหลือโดยจ่ายเงินชดเชย 10,000 รูปี ให้แก่แรงงานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมกรุงเดลีกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำให้อากาศในเดลีสะอาดขึ้น และจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่องในช่วงวันข้างหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง ถือเป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหามลพิษที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงเดลีเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี อากาศเย็นและความกดอากาศสูงทำให้มลพิษจากรถยนต์ ไซต์ก่อสร้าง และการเผาพื้นที่เกษตรในรัฐใกล้เคียงถูกกักเก็บไว้ ส่งผลให้ระดับฝุ่นพิษ PM2.5 พุ่งสูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเดลีจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดและต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ และการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของมลพิษทางอากาศและความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

วิกฤตฝุ่นพิษในกรุงนิวเดลีเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนและการละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกคน

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหามลพิษในระยะยาว การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กรุงนิวเดลีและเมืองอื่นๆ ทั่วโลกสามารถเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ เริ่มแล้ว!

เลขาธิการ ป.ป.ส. สั่งการเด็ดขาด ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ เริ่ม 12 ต.ค.นี้ ห้ามเร่ขาย-ตั้งแผงลอยใกล้โรงเรียน ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 50,000 บาท

วันที่ 12 ต.ค. 2568 พ.ต.ต. สุริยาฯ สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่าตามอำนาจแห่ง ประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้เป็นวันแรก ตนได้มี ข้อสั่งการเด็ดขาด ไปยังหน่วยงานของสำนักงาน ปปส. ภาค ทั่วประเทศ ให้เริ่มบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดระเบียบการขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมทันที “สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยหน่วยงานในพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค ได้ลงพื้นที่รณรงค์สร้างความเข้าใจกับผู้ค้าและประชาชนล่วงหน้า พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานภาคี เพื่อให้เห็นว่าเราเอาจริงเอาจังกับการจัดระเบียบสังคมให้เกิดความปลอดภัย”

การคุมเข้มการขายกระท่อมทั่วประเทศครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องเยาวชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สำหรับสาระสำคัญของประกาศฯ ที่ผู้ค้าและประชาชนต้องรับทราบและปฏิบัติโดยเคร่งครัด มีดังนี้

  1. ห้ามขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อม ในสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ในระยะ 1,000 เมตร (1 กิโลเมตร) จากสถานศึกษาทุกแห่ง
  2. ห้ามขาย ในลักษณะของการ “เร่ขาย” (เช่น หาบเร่, รถเข็น, รถยนต์เร่ขาย) หรือการตั้ง “แผงลอย” ในที่หรือทางสาธารณะ
  3. ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ย้ำถึงเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการนี้ว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพืชกระท่อมและการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม ประโยชน์สูงสุดคือการปกป้องเด็กและเยาวชนของเรา ไม่ให้เข้าถึงกระท่อมได้โดยง่าย และเพื่อจัดระเบียบการขายให้เป็นไปตามที่ประกาศฯ กำหนด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกท่านปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมในทางที่สร้างสรรค์และปลอดภัยไปพร้อมกัน หากประชาชนพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืน สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ท่านแจ้ง เราจับ ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด”

ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ นั้น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมการเข้าถึงพืชกระท่อม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน การ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมพืชกระท่อมและการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมโดยรวม

การที่สำนักงาน ป.ป.ส. เน้นย้ำถึงการปกป้องเด็กเเละเยาวชนนั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่ออนาคตของชาติ การปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงพืชกระท่อมได้โดยง่าย อาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการคุมเข้มขายกระท่อม

ต่อไปนี้เป็นข้อควรรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับการ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ:

  • สถานที่ห้ามขาย: ห้ามขายในระยะ 1,000 เมตรจากสถานศึกษา
  • ลักษณะการขายที่ห้าม: ห้ามเร่ขาย และห้ามตั้งแผงลอยในที่สาธารณะ
  • บทลงโทษ: ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย

หากพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อควบคุมการเข้าถึงกระท่อม โดยเฉพาะในสถานที่ที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น บริเวณใกล้โรงเรียน การคุมเข้มนี้จะช่วยลดโอกาสที่เยาวชนจะลองใช้กระท่อม ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น ๆ ในอนาคต แม้ว่ากระท่อมจะมีประโยชน์ในทางการแพทย์แผนไทย แต่การใช้โดยไม่มีการควบคุมก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน

การคุมเข้มครั้งนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมและการปกป้องสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

ที่มา – เริ่มแล้ว ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 50,000 บาท

Scroll to top