มาริษ เสงี่ยมพงษ์

“มาริษ” แนะ ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา

“มาริษ” ชี้ ภัยสแกมเมอร์เป็นสงครามมวลมนุษยชาติ แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทยกับกัมพูชา ใช้การทูตดึงพลังมหาอำนาจ-UN ร่วมแก้ปัญหา

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีแรงงานต่างชาติหลายประเทศ ถูกหลอกกว่า 1,000 คน หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนเมียนมาเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังกองทัพเมียนมาได้บุกทลาย “เคเคพาร์ค” ว่า เป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งพบว่ามีการใช้อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ในศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ว่ามาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เข้มงวดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เริ่มหย่อนสมรรถภาพลงเรื่อยๆ

ทั้งนี้ หลัง นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาดด้วยนโยบาย 3 ตัดแล้ว มีแรงงานหลากหลายประเทศที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา หลบหนีข้ามพรมแดนเข้ามาในฝั่งไทยหลายพันคน ตนเองจึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในทันที และร่วมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเชิญ “กงอัน” หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน มาร่วมประชุมเพื่อคัดกรองแรงงานชาวจีนและเร่งส่งกลับ

รวมถึงตนเองยังได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานกับสถานทูตตามหลักมนุษยธรรม จนสามารถช่วยแรงงานต่างชาติให้เดินทางกลับมาตุภูมิได้โดยปลอดภัย ดังนั้น ตนอยากเห็นรัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจประสานงานกับประเทศต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแรงงานชาติต่างๆ ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา โดยใช้แบบแผนการทำงานที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการไว้ และประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือแรงงานต่างชาติที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา จนได้รับความชื่นชมไปจากทุกภูมิภาค

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังย้ำถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่า ถือเป็นสงครามมวลมนุษยชาติของประชาคมโลก ฉะนั้น ในขณะที่มีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย รัฐบาลควรจะมองเห็นและมีบทบาทนำในการดึงความร่วมมือกับนานาประเทศที่ประสบปัญหาการถูกโกงจากสแกมเมอร์ รวมทั้งจะต้องส่งเสริมความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของสหประชาชาติ ที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ ให้หมดไปจากประชาคม 

ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพรทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด มีจุดยืนที่ชัดเจน ในการร่วมมือกับนานาประเทศ และเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือทั้งหลายขององค์การสหประชาชาติ และอาเซียนทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศว่า เส้นทางการขนส่งเม็ดเงิน และได้ออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น ให้กระทรวงการคลังดำเนินการแก้ไขปัญหา ร่วมกับธนาคารต่างๆ เพื่อที่จะอายัดบัญชีเงินของนักธุรกิจที่ทำผิดกฎหมาย หรือจะนำไปใช้เป็นทุนในการสร้างธุรกิจสีเทา รวมทั้งมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ ที่มีมาตรการต่างๆ ในการเข้าไปปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา

นายมาริษ ยังยกตัวอย่างสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำไว้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นการดำเนินการหรือการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลได้ทำในอดีต คือ กระทรวงต่างประเทศ โดยตนและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่ม การประชุมหารือครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการประชุม 3 ฝ่าย โดยมีไทย เมียนมา และอินเดีย ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการประชุม 4 ฝ่าย โดยมีไทย จีน ลาว และเมียนมา ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาต้องการที่จะผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ 2 ประการ คือ ความพยายามที่จะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในประเทศเมียนมา เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และความต้องการที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ข้ามพรมแดน

โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถแก้ปัญหา 2 อย่างได้โดยใช้มาตรการ-กลยุทธ์เพียงอันเดียว ซึ่งหลังจากที่ไทยได้มีมาตรการในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในฝั่งประเทศเมียนมาอย่างรุนแรง จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มธุรกิจสีเทาจะหาทางออกโดยการย้ายฐานเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ดังนั้น หากรัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการสานต่อ หรือยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ทำไว้ ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมสูญเสียไป และเรื่องดังกล่าวทั้งหมด ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องต่อยอด เพื่อรักษาโมเมนตัมของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค ซึ่งไทยสามารถให้ประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจในการเข้ามาช่วยกดดัน

นายมาริษ ยังย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยร่วมกับจีน และได้มีการประชุมแบบลงรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เส้นทางการเงินของการทำธุรกิจสีเทา ซึ่งในท้ายที่สุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศว่าได้มีการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ผ่านนโยบาย 3 ตัด ซึ่งทั้งเมียนมา และรัฐบาลจีนเอง ก็ได้ให้ความร่วมมือจนนำไปซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ส่วนการแก้ไขปัญหากัมพูชานั้น นายมาริษ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาไทย-กัมพูชามีปัญหาการกระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน ซึ่งทำให้เห็นชัดว่ากัมพูชาไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกันกับไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความตั้งใจว่า จะใช้กลไกเช่นเดียวกันในการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งจะมีไทย จีน และกัมพูชา ที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในฝั่งของประเทศเมียนมา แต่ด้วยเหตุการณ์การกระทบกระทั่งกันจึงทำให้เรื่องเหล่านี้มีความล่าช้าออกไป แต่ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้หารือกับประเทศจีน รวมทั้งได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

ในช่วงท้าย นายมาริษ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยดำเนินการไว้ ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ แต่โจทย์วันนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีนโยบาย แต่เป็นเรื่องของการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง.

“มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

ทำไมต้องปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา?

การที่นายมาริษออกมาแนะนำให้รัฐบาลปัจจุบันปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การนำแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมาปรับใช้ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

โมเดลที่ว่านี้มีความสำคัญอย่างไร? การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้น เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการประสานงานกับต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จ

สถานการณ์ปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีตอย่างไร? แม้ว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังคงอยู่ แต่รูปแบบและวิธีการอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป การที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น การที่นายมาริษออกมาเสนอแนะให้รัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา จึงเป็นข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า รัฐบาลควรพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและการดึงพลังจากนานาชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ปัญหาแก๊งคอลฯ ก็จะสามารถแก้ไขได้ในที่สุด

การแก้ไขปัญหา ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหา จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การลดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

ทำเนียบฯ เหงา: ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสาร

ทำเนียบรัฐบาล เงียบเหงา “มาริษ” รมว.ต่างประเทศ ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ส่วนห้องทำงานนายกฯ “แพทองธาร” เก็บเอกสารสำคัญหมดแล้ว เหลือเพียงเฟอร์นิเจอร์บางส่วน ฮือฮา ตัวเงินตัวทองโผล่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า นี่คือภาพรวมบรรยากาศล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากทำเนียบรัฐบาล วันนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยเวลา 10.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุน เสริมสร้าง ศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง ครั้งที่ 2/2568 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 จากนั้นช่วงบ่าย นายประเสริฐ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 4/2568

ขณะที่เวลา 10.10 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งเวลา 11.40 น. นายมาริษ เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล

สำหรับความเคลื่อนไหวบนตึกไทยคู่ฟ้า ในส่วนของห้องทำงานนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เก็บเอกสารสำคัญทั้งหมดแล้วตั้งแต่ในช่วงหยุดปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงของใช้ส่วนตัว เหลือเพียงชุดเฟอร์นิเจอร์ทำงานบางส่วนเท่านั้น โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้นำกล่องพลาสติกเปล่าขนาดใหญ่หลายใบถือขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเช้านี้ได้ปรากฏตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ 2 ตัว ที่สนามหญ้าและถนนด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งได้รับความสนใจจากบรรดาช่างภาพและผู้สื่อข่าวต่างบันทึกภาพ

ทำเนียบฯ เหงา ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสารหมดแล้ว ฮือฮาตัวเงินตัวทองโผล่

วันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลค่อนข้างเงียบเหงา แม้ว่าจะมีรัฐมนตรีและข้าราชการเดินทางเข้ามาปฏิบัติงานบ้าง แต่บรรยากาศโดยรวมก็ดูจะซบเซาลงไปถนัดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับห้องทำงานของอดีตนายกฯ ที่มีการเก็บเอกสารสำคัญออกไปจนหมดสิ้น ทำให้หลายคนจับตามองถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล

จากรายงานข่าว ทำเนียบฯ เหงา ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสารหมดแล้ว ฮือฮาตัวเงินตัวทองโผล่ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว การปรากฏตัวของตัวเงินตัวทองบริเวณทำเนียบรัฐบาลก็สร้างความฮือฮาไม่น้อย หลายคนเชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ การจับตาดูความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้าและพัฒนาอย่างยั่งยืน

ความเงียบเหงาที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทำเนียบฯ เหงา ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสารหมดแล้ว ฮือฮาตัวเงินตัวทองโผล่

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

กระทรวงการต่างประเทศประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประณามกัมพูชาที่ใช้เด็ก สตรี และคนชราเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ยืนยันว่าเป็นเขตอธิปไตยของไทย และเร่งส่งหนังสือประท้วงไปยังสถานทูตทั่วโลก

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเหตุการณ์ที่มวลชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนามบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือน สตรี เด็ก และผู้สูงอายุในการรื้อลวดหนาม และก่อความวุ่นวายในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าบ้านหนองจานนั้นตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามในอดีต แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ชาวกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไป ซึ่งถือเป็นการละเมิด MOU2543 โดยไทยได้คัดค้านและประท้วงการล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ได้ตอบสนองใดๆ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนร่วมกัน รวมถึงพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน ขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ พร้อมย้ำว่าการวางลวดหนามในเขตอธิปไตยของไทยนั้นไม่ขัดต่อข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา โดยเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย ไม่ให้มีการรุกล้ำเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการป้องกันการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มีคลิปวิดีโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าทหารกัมพูชาปล่อยให้ประชาชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนาม สร้างสถานการณ์ที่เป็นการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง เช่น การตะโกนไล่ทหารไทย และแสดงท่าทีพร้อมที่จะก่อความรุนแรง มีภาพสตรีอุ้มทารกเข้าไปเผชิญหน้ากับทหารไทย ซึ่งทหารไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดต่อการยั่วยุดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงปล่อยให้ประชาชนของตนเองเป็นผู้ออกหน้าแทน ทั้งที่ในทางกลับกัน ฝ่ายทหารควรจะอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องประชาชน

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

ประเทศไทยขอประณามฝ่ายกัมพูชาที่ใช้ประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กบังหน้าเสมือนโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สอดคล้องต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งการจัดฉากโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือด้วย และเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังมีหนังสือตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และดำเนินกรอบในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ด้วย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังจะเดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม โดยมีภารกิจสำคัญในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่กัมพูชาลอบวางระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย จนเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลายครั้ง ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังจะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และจะใช้โอกาสนี้แสดงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และขัดต่อหลักกติกาสากลอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอ การใช้ทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร หรือการผลักดันเด็ก สตรี และผู้สูงอายุให้ออกมาเป็นหน้าด่าน รวมถึงพฤติกรรมล่าสุดในการยั่วยุเพื่อนำประชาชนมาเป็นโล่มนุษย์

ทำไมกัมพูชาถึงใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน?

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาอาจมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความกดดันต่อประเทศไทยในประเด็นพื้นที่ชายแดน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจานเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและควรได้รับการประนาม

การที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาประณามอย่างชัดเจนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทยก็ควรติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ทั้งที่เป็นเขตแดนไทย

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

กต. ประณามกัมพูชา รุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด!

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง หลังจากการตรวจสอบพบการรุกล้ำอธิปไตยของไทยและการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซ้ำอีกบริเวณชายแดนสุรินทร์ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เตรียมเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา หน่วยทหารของไทยได้ตรวจพบการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ในจังหวัดสุรินทร์ หลังจากการขับไล่กองกำลังดังกล่าวออกไป เจ้าหน้าที่ไทยได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน ละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) และข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่

มาริษเตรียมแจงประชาคมโลก กรณี กต. ประณามกัมพูชา

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายนิกรเดช เปิดเผยว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดการเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าพบและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก รวมถึงคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้ประชาคมโลกให้ความสนใจกับปัญหาการละเมิดอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้น

นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยได้ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 1 ทุ่น ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เคยพบทหารกัมพูชาดักซุ่มอยู่ เหตุการณ์นี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหา

นางสาวชยิกา ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้เรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ตามแนวชายแดนมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังจากฝ่ายกัมพูชา ทางการไทยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจับตาดูว่าคำกล่าวอ้างล่าสุดของกัมพูชาที่จะให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะเป็นเพียงการลดแรงกดดันจากนานาชาติหรือไม่

สถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การที่ กต. ประณามกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องความเป็นธรรม ส่วนการที่ กต. ประณามกัมพูชา นั้นเหมาะสมแล้วเพราะเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

การที่ กต. ประณามกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป แต่การดำเนินการเชิงรุกของกระทรวงการต่างประเทศในการสื่อสารไปยังประชาคมโลก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิดอีก “มาริษ” ลุยแจงประชาคมโลก

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

เรื่องราวสุดระทึก! หนุ่มดัตช์เขยไทย พร้อมภรรยา เข้าพบทูตประจำชาติ เล่าความจริงเหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน ที่เกิดขึ้นกับตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำคณะทูตานุทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด จำนวน 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา คณะฯ ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียบทุ่นระเบิด ก่อนเข้าห้องประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุป

ในขณะเดียวกัน นางพิศมัย อังคณา พร้อมด้วย มิสเตอร์รูจ ชาวเนเธอร์แลนด์ แฟนหนุ่ม ได้เดินทางมารอพบกับทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในพื้นที่ โดยนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี และได้เผชิญกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันแรก (24 กรกฎาคม 2568) ทั้งคู่ต้อง หนีตายหัวซุกหัวซุน จากจรวดที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทยในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

นางพิศมัยกล่าวว่า หลังจากทราบข่าวว่าท่านทูตเนเธอร์แลนด์จะเดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษ ตนจึงปรึกษาแฟนและตัดสินใจเดินทางมาพบท่านทูต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ตนเองได้ประสบพบเจอ และสิ่งที่ชาวไทยต้องเผชิญจากการกระทำของกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทย เเละต้องการให้ท่านทูตทราบว่า มีประชากรของประเทศตนเองอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

ทำไมเขยไทยถึงต้องแฉ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน?

เหตุผลที่นางพิศมัยเเละเเฟนหนุ่มชาวดัตช์ ตัดสินใจเข้าพบท่านทูต ก็เพื่อต้องการให้ท่านทูตได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เเท้จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายเเดน เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยเเเละชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นางพิศมัยได้มีโอกาสพบปะกับทูตประจำชาติเนเธอร์แลนด์ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทางทูตก็ได้ส่งยิ้มและโบกมือทักทาย

เหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก การที่นางพิศมัยและมิสเตอร์รูจออกมาเล่าเรื่องราว ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไปได้

เรื่องราวของนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจ เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และผลกระทบที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อให้เกิดความสงบสุขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – หนุ่มดัตช์ เขยไทย บุกพบทูตประจำชาติ แฉกัมพูชาโจมตีไทย ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน

“มาริษ” นำทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะทูตจาก 33 ประเทศ เยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน คณะทูตได้สังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด และรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดในพื้นที่

“มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อชี้แจงข้อมูลและเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ โดยมีคณะทูตและผู้แทนจำนวน 36 คน แบ่งเป็น 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนไทยและสื่อต่างประเทศเข้าร่วม

ก่อนออกเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศได้บรรยายข้อมูลให้แก่คณะ โดยนายมาริษกล่าวขอบคุณที่คณะทูตให้ความสนใจและเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ และหวังว่าทุกท่านจะได้รับข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ก่อนที่จะเดินทางไปยังจังหวัดศรีสะเกษ คณะได้แวะที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย

จากนั้น คณะทูตและสื่อมวลชนได้เดินทางขึ้นไปยังภูมะเขือและฐานปฏิบัติการ เพื่อสำรวจภูมิประเทศและเยี่ยมชมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ คณะทูตได้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความสำคัญของการสนับสนุนด้านการเงินและเทคนิคเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน การกำจัดทุ่นระเบิดทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ สนับสนุนการเกษตร การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากนี้ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาสงครามและความขัดแย้ง

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำคณะทูตมาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะทำให้พื้นที่ชายแดนปลอดภัยจากทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน การสนับสนุนและความร่วมมือจากนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

ที่มา – “มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

“มาริษ” แจงกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำ

“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ได้แจ้งต่อคณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ว่า “กัมพูชา” ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการวางใหม่ ซึ่งเป็นการจงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปถึงเหตุการณ์การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาผ่านบันทึกวิดีทัศน์ แก่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งประกอบด้วยเอกอัครราชทูต อุปทูตรักษาการชั่วคราว ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร และองค์การระหว่างประเทศ รวม 67 คน จาก 41 ประเทศ 1 องค์กร และ 4 องค์การระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแก่ประเทศสำคัญ ๆ และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ตลอดจนประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่จัดตั้งขึ้นตามการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 16 สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และประเทศผู้สังเกตการณ์และองค์กรอื่น ๆ

นายมาริษ ยืนยันว่า ประเทศไทยได้ยึดมั่นในพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างเต็มที่ โดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไทยได้กอบกู้และส่งคืนพื้นที่มีการวางทุ่นระเบิดกว่าร้อยละ 99 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางกิโลเมตร กลับคืนสู่ชุมชนไทย และยังคงให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและปกติสุข

ปัญหา“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งนี้ สร้างความสะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะประชาคมระหว่างประเทศได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดไปมากแล้ว จึงไม่ควรมีพื้นที่หรือเหตุผลใด ๆ ในการใช้อาวุธชนิดนี้อีกต่อไป

นายมาริษ กล่าวว่า แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 5 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีก 2 ครั้ง โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่โดยกัมพูชา

เหตุการณ์ทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า กัมพูชายังคงจงใจละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ กัมพูชายังจงใจละเมิดพันธกรณีหลักภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอีกด้วย ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเป็นการบ่อนทำลายความสมบูรณ์ของอนุสัญญาออตตาวา และเจตนารมณ์ของปฏิญญาเสียมราฐ-อังกอร์

การกระทำของกัมพูชาเหล่านี้ ยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหลักการที่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีฯ ยึดมั่นอยู่

ก่อนเกิดสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมต่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ชะลอการดำเนินการ ทำให้มาตรการเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาได้พยายามขัดขวางการปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดของไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ตอบสนองต่อการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามและร่วมมือ

ข้อกังวลเหล่านี้มีความสำคัญต่อชุมชนนานาชาติ โดยเฉพาะผู้บริจาคที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาด้วยความจริงใจ ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้แน่ใจว่ากัมพูชา จะหยุดการใช้ทุ่นระเบิดอย่างไร้มนุษยธรรม และปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งประเทศไทยได้แจ้งเรื่องนี้ต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และขอคำชี้แจงจากกัมพูชาตามมาตรา 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ ได้เรียกร้องประเทศสมาชิกอาเซียน ในฐานะคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team) ให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างถี่ถ้วนในการไปสำรวจพื้นที่ในอนาคต เพื่อให้บริเวณชายแดนปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของพลเรือนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเชิญร่วมการลงพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ทุ่นระเบิดด้วยตัวเอง ยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาออตตาวา และการหยุดยิง

ไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (MLC) ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ พร้อมด้วย นายหวัง อี้ ได้แถลงผลการประชุมร่วมกัน

นายมาริษ ระบุว่า ประเทศไทยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก ที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงร่วมกันไว้ ได้แก่:

  • การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์
  • การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยืดหยุ่นระหว่างกัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ความสามัคคีผ่านการเจรจาและความร่วมมือเชิงปฏิบัติมีความสำคัญมากกว่าเดิม

นายมาริษ ยังได้แสดงเจตจำนงของไทย ว่า เราจะมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 5 ในเดือนธันวาคมนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มาริษคุยจีน-กัมพูชา ย้ำร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนและกัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญที่กัมพูชาจะต้องร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความปกติสุขในพื้นที่

มาริษคุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศตามกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ให้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ไทย และกัมพูชา

นายมาริษได้แสดงความขอบคุณต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ และการบังคับใช้ให้เกิดการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน

ความสำคัญของการร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ประเด็นสำคัญที่นายมาริษเน้นย้ำคือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความเป็นปกติสุขในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศอีกด้วย

นายมาริษได้กล่าวขอบคุณนายหวัง อี้ สำหรับการสนับสนุนในประเด็นนี้ และคาดการณ์ว่าจะมีการหารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติมในการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในสื่อโซเชียล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น

การหารือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติวิธี โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากจีน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย การที่ไทย กัมพูชา และจีน จับมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดนควรเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการค้าชายแดนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การสร้างงาน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงไม่ใช่เพียงแค่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจอันดี การส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” คุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top