มือปืน

มือปืนมอบตัว ตีสนิทลูกเจ้าของรีสอร์ท ชวนดื่มก่อนเป่าดับ 3 นัด

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในพื้นที่ระยอง เมื่อมือปืนมอบตัว ตีสนิทลูกเจ้าของรีสอร์ท ชวนดื่มก่อนเป่าดับ 3 นัด ทำให้ลูกชายเจ้าของรีสอร์ทชื่อดังในอำเภอบ้านค่ายเสียชีวิตอย่างทรมาน คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 มี.ค. 2569 และตำรวจเร่งคลี่คลายอย่างรวดเร็ว ล่าสุดผู้ต้องสงสัยมอบตัวแล้วที่ สภ.เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

มือปืนมอบตัว ตีสนิทลูกเจ้าของรีสอร์ท ชวนดื่มก่อนเป่าดับ 3 นัด

รายละเอียดของคดีนี้เริ่มจากผู้ก่อเหตุที่แสร้งทำเป็นเพื่อนสนิท โดยบุกเข้าไปเปิดห้องพักรีสอร์ทในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง จากนั้นชวนนายพันยศ หรือ “เอ้” วัย 47 ปี ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของรีสอร์ท นั่งดื่มเบียร์ด้วยกันอย่างเป็นกันเอง แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มือปืนลงมือยิงท้ายทอยของผู้ตายถึง 3 นัดติดต่อกัน จนนายพันยศเสียชีวิตคาที่ จากนั้นมือปืนรีบขึ้นรถยนต์ขับหลบหนี ทิ้งรถคันก่อเหตุไว้บนทางขึ้นเขาในพื้นที่บ้านค่าย

การสืบสวนและการมอบตัวของมือปืน

เช้าวันที่ 18 มี.ค. 2569 พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง เดินทางไปยัง สภ.บ้านค่าย ทันทีเพื่อประชุมด่วนกับ พ.ต.อ.ปราโมทย์ คงคาลัย ผู้กำกับการ สภ.บ้านค่าย ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดคลี่คลายคดี ตำรวจทำงานเต็มที่ตลอดคืน จนทราบตัวผู้ก่อเหตุและเบาะแสชัดเจน

พล.ต.ต.ปราโมทย์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด และล่าสุดมือปืนมอบตัวที่ สภ.เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีแล้ว ตำรวจ สภ.บ้านค่าย จะประสานงานนำตัวกลับมาสอบสวนทันที โดยจะขุดคุ้ยสาเหตุการลงมือก่อเหตุให้กระจ่าง

ปมสังหารที่ตำรวจตั้งไว้

เบื้องต้น ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดออก โดยตั้งประเด็นสังหารที่น่าสนใจหลายด้าน เพื่อให้การสืบสวนครอบคลุม ดังนี้

  • ธุรกิจสีเทา: อาจเกี่ยวข้องกับการค้าที่ผิดกฎหมายในพื้นที่รีสอร์ท ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
  • ความขัดแย้งส่วนตัว: อาจมีปัญหาค้างคาเก่ากับผู้ตาย
  • การเมืองท้องถิ่น: พื้นที่บ้านค่ายมีกระแสการเมืองร้อนแรงเสมอ
  • ปมชู้สาว: เรื่องราวความรักที่ซับซ้อนมักเป็นต้นตอคดีฆ่า

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในชุมชนท่องเที่ยว ซึ่งรีสอร์ทในระยองเป็นจุดหมายยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ การที่ผู้ตายเป็นลูกเจ้าของรีสอร์ท ยิ่งทำให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยในพื้นที่

นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจสอบกล้องวงจรปิด รถยนต์ที่ทิ้งไว้ และพยานแวดล้อม เพื่อรวบรวมหลักฐานให้แน่นหนา ผู้ต้องหาที่มอบตัวอาจให้การสารภาพหรือนำไปสู่ผู้บงการ หากมี

จากประสบการณ์คดีคล้ายๆ กันในอดีต เช่น คดียิงในรีสอร์ทหรือโรงแรม มักมีปมธุรกิจและส่วนตัวผสมโรง คดีมือปืนมอบตัว ตีสนิทลูกเจ้าของรีสอร์ท ชวนดื่มก่อนเป่าดับ 3 นัดนี้ น่าจะคลี่คลายได้เร็วเพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน

ในมุมมองของเรา คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานตำรวจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนมั่นใจในระบบยุติธรรมมากขึ้น หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือเคยเจอเหตุการณ์คล้ายกัน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.บ้านค่าย หรือสายด่วนตำรวจ 191 เพื่อช่วยเหลือคดีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ติดตามอัปเดตคดีนี้กับเราเพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ

ที่มา – มือปืนมอบตัว ตีสนิทลูกเจ้าของรีสอร์ท ชวนดื่มก่อนเป่าดับ 3 นัด

ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ

ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ สร้างความตื่นตระหนกให้กับชุมชนในรัฐมิชิแกน เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 ตำรวจสหรัฐฯ รีบเข้าควบคุมสถานการณ์หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่โบสถ์ยิว Temple Israel ในเขตเวสต์บลูมฟิลด์ นอกเมืองดีทรอยต์

ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ

เหตุการณ์เริ่มต้นด้วยรถบรรทุกพุ่งชนอาคารโบสถ์อย่างแรง ก่อนที่มือปืนจะลงมือกราดยิง สร้างควันพวยพุ่งจากหลังคา สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น WDIV-TV รายงานภาพรถตำรวจนับสิบคันล้อมรอบพื้นที่ ทางการประกาศล็อกดาวน์ทันทีเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่กำลังจัดการกับ “เหตุขับรถพุ่งชนและมือปืนกราดยิง” โบสถ์แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ธรรมดา แต่เป็นโบสถ์ยิวนิกายปฏิรูปที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ มีสมาชิกกว่า 12,000 คน ภายในยังมีศูนย์การศึกษาปฐมวัยและโปรแกรมเรียนสำหรับครอบครัว

ผลกระทบจากเหตุดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ

เขตการศึกษาเวสต์บลูมฟิลด์สั่งล็อกดาวน์โรงเรียนทันที ผู้ปกครองราว 12 คนได้รับอนุญาตให้รับบุตรหลานจากศูนย์เด็กปฐมวัย สหพันธ์ชาวยิวแห่งดีทรอยต์แนะนำให้ทุกองค์กรยิวในพื้นที่เข้าสู่โหมด lockout ห้ามเข้า-ออกอาคาร

โบสถ์ Temple Israel มีพันธกิจสำคัญในการสร้างชุมชนชาวยิวผ่านมุมมองศาสนายิวสายปฏิรูป และช่วยเหลือชุมชนยิวทั่วโลก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยอิสราเอลโจมตีอิหร่านและเลบานอนอย่างหนัก อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชุมชนชาวยิวเผชิญภัยคุกคามในสหรัฐฯ เหตุการณ์เช่นนี้เตือนใจให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ทางศาสนา ตำรวจและ FBI กำลังสืบสวนเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ชุมชนดีทรอยต์แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สนับสนุนเจ้าหน้าที่และส่งกำลังใจให้เหยื่อ ทางการขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่และติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าว官方

  • รถบรรทุกพุ่งชนโบสถ์ Temple Israel
  • มือปืนกราดยิงยังไม่ถูกจับกุม
  • ล็อกดาวน์โรงเรียนและองค์กรยิว
  • FBI เข้าสืบสวนทันที
  • เชื่อมโยงสถานการณ์ตะวันออกกลาง?

เหตุการณ์ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของสังคมในยุคปัจจุบัน การเพิ่มการเฝ้าระวังและความร่วมมือระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งจำเป็น

ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนของคุณ

ที่มา – ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ

จับได้แล้ว “หมี ช้างกลาง” มือปืนรายสำคัญ สร้างบ้านต้นไม้กบดานบนภูเขาสูง

จับได้แล้ว “หมี ช้างกลาง” มือปืนรายสำคัญ สร้างบ้านต้นไม้กบดานบนภูเขาสูง! เหตุการณ์นี้สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก เมื่อตำรวจและฝ่ายปกครองร่วมมือกันไล่ล่ามือปืนชื่อดังที่หลบหนีมานาน โดยผู้ต้องหาคือ นายโกมินทร์ หรือ หมี ช้างกลาง อายุ 51 ปี ชาวตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีหมายจับคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจากศาลจังหวัดเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จับได้แล้ว “หมี ช้างกลาง” มือปืนรายสำคัญ สร้างบ้านต้นไม้กบดานบนภูเขาสูง

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยพันตำรวจเอกชัยภัทร ศรีเรือง ผู้กำกับการ สภ.ถ้ำพรรณรา นำกำลังตำรวจ สภ.ถ้ำพรรณรา ร่วมกับชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และฝ่ายปกครองอำเภอถ้ำพรรณรา สืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด ข้อมูลชี้ว่าหมี ช้างกลาง ได้หลบหนีมากบดานบนภูเขาถ้ำกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นภูเขาสูงชันในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลดุสิต อำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช ติดรอยต่อกับเขานิพันธ์ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามจนพบว่านายโกมินทร์ลงจากภูเขาเพื่อซื้อเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็น เมื่อเห็นโอกาสจึงซุ่มรอและเข้าควบคุมตัวทันที แสดงหมายจับยืนยันตัวตน ก่อนค้นตัวพบอาวุธปืนพกขนาด 11 มม. 1 กระบอก พร้อมกระสุนจำนวนมาก จึงยึดไว้เป็นของกลาง

จับได้แล้ว หมี ช้างกลาง มือปืน สร้างบ้านต้นไม้

บ้านต้นไม้บนยอดภูเขาที่ซ่อนตัวอย่างแนบเนียน

หลังจับกุม ตำรวจสอบปากคำนายโกมินทร์ซึ่งยอมรับว่าซ่อนตัวบนภูเขามาตลอด โดยสร้าง บ้านต้นไม้ บนต้นไม้ใหญ่สูงชันบนภูเขาถ้ำกัลยาณมิตร หากไม่สังเกตให้ดีจะมองไม่เห็นเลย เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าขึ้นไปกว่า 2 กิโลเมตรเพื่อตรวจค้น พบอาวุธปืนลูกซองยาวอีก 1 กระบอกพร้อมกระสุนเพิ่มเติม สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดในการเอาตัวรอดของมือปืนรายนี้

บ้านต้นไม้กบดานของ หมี ช้างกลาง บนภูเขาสูง

ประวัติสุดโหดของมือปืนรับจ้าง “หมี ช้างกลาง”

นายโกมินทร์สารภาพว่าตลอดชีวิตก่อเหตุรับจ้างสังหารเหยื่อนับสิบราย บางคดีถูกจับ บางคดีรอดตัว คดีดังคือการสังหารผู้ใหญ่บ้านในอำเภอถ้ำพรรณราเมื่อหลายปีก่อน ถูกจำคุก 8 ปี หลังออกมาก็กลับไปรับงานฆ่าต่อเนื่อง ได้ค่าจ้างรายละหลักแสนบาท แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเพราะต้องหลบหนีตลอด ล่าสุดมีนายจ้างเก่าส่งมือปืนมาตามล่าเพื่อตัดตอน แต่ตำรวจดักจับได้ก่อน

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาอาชญากรรมรับจ้างในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังรุนแรง ตำรวจกำลังตรวจสอบคดีเก่าและหมายจับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหมี ช้างกลาง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

  • จุดเด่นของการจับกุม: การสืบสวนอย่างละเอียดและการเฝ้าติดตาม
  • อาวุธที่ยึดได้: ปืนพก 11 มม. และปืนลูกซองยาว
  • ที่ซ่อนตัว: บ้านต้นไม้บนภูเขาสูงชัน

การจับกุม “หมี ช้างกลาง” ถือเป็นชัยชนะสำคัญของเจ้าหน้าที่ ทำให้สังคมปลอดภัยยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมหรือเคล็ดลับป้องกันตัวเอง ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – จับได้แล้ว “หมี ช้างกลาง” มือปืนรายสำคัญ สร้างบ้านต้นไม้กบดานบนภูเขาสูง

รวบ “หมาโต” พร้อมหลานชาย ลวงสายข่าวตำรวจ ยิงทิ้งคืนวาเลนไทน์

วันนี้เรามาพูดถึงคดีสะเทือนขวัญที่เพิ่งปิดฉากไปในจังหวัดจันทบุรีกันครับ รวบ “หมาโต” พร้อมหลานชาย ลวงสายข่าวตำรวจ ยิงทิ้งคืนวาเลนไทน์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นคืนวันวาเลนไทน์ที่ควรจะโรแมนติก แต่กลับกลายเป็นคืนเลือดสำหรับนายชัยวัฒน์ สายสอน อายุ 30 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตอย่างโหดร้าย

รวบ “หมาโต” พร้อมหลานชาย ลวงสายข่าวตำรวจ ยิงทิ้งคืนวาเลนไทน์

ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี โดย พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการ และทีมสืบสวน ได้ปิดคดีนี้ได้อย่างรวดเร็ว หลังจาก รวบ “หมาโต” พร้อมหลานชาย ลวงสายข่าวตำรวจ ยิงทิ้งคืนวาเลนไทน์ นายเชาวลิต หรือ “หมาโต” เจริญมรรค อายุ 57 ปี มือปืนตัวหลัก ได้มามอบตัวที่ สภ.ท่าใหม่ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่หลานชายชื่อ นายประเสริฐ หรือ “เล็ก” พึ่งฝั่ง อายุ 48 ปี ถูกจับกุมก่อนหน้านี้แล้ว

แรงจูงใจจากความแค้นยาเสพติด

ที่มาของเรื่องทั้งหมดมาจากความแค้นส่วนตัวครับ ผู้ตายคือ นายชัยวัฒน์ เป็นสายข่าวให้ตำรวจและมีพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้ “หมาโต” ที่มีประวัติยาวนานในวงการยาเสพติด โกรธแค้นหนัก กลายเป็นวางแผนล่อลวงแบบซับซ้อน ครั้งแรกปล่อยยาเสพติดให้เพื่อสร้างความไว้วางใจ พอคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เวลา 22.50 น. ก็ล่อให้มารับของอีกครั้งที่ซอยหลังปั๊ม ปตท. สาขาพระยาตรัง-ท่าใหม่

พอเหยื่อมาถึง “หมาโต” ที่ซุ่มอยู่ในป่าละเมาะก็ยิงเข้าหัว 1 นัดทันที! ผู้ตายล้มคว่ำดับคาที่ ส่วนภรรยาที่อยู่ด้วยกัน โชคดีที่ปืนขัด ทำให้รอดมาได้ “หมาโต” รีบขึ้นรถที่หลานชายจอดรอหลบหนีไป

ภาพเหตุการณ์

ทีมสืบสวนเก่งมากครับ แกะรอยจากกล้องวงจรปิด จนจับนายประเสริฐได้ที่บ้าน ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ เขายอมรับแค่ว่าขับรถช่วยหลบหนี แต่กดดันต่อเนื่องจน “หมาโต” กลัวถูกวิสามัญต้องมอบตัว

ประวัติอาชญากรของ “หมาโต”

นายเชาวลิต หรือ “หมาโต” ไม่ใช่มือใหม่นะครับ เคยติดคดียิงคนตายมาก่อนในพื้นที่ สภ.เมืองจันทบุรี พ้นโทษมาแล้ว แต่ยังมีคดียาเสพติดค้างประกันตัว คราวนี้แจ้งข้อหาหนัก ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพา และยิงปืนในที่สาธารณะ คุมขังศาลจังหวัดจันทบุรี แม้จะปฏิเสธ แต่หลักฐานแน่นหนา ดำเนินคดีแน่

  • เหตุเกิด: คืน 14 ก.พ. 2569
  • สถานที่: ซอยหลังปั๊ม ปตท. ท่าช้าง อ.เมืองจันทบุรี
  • ผู้ต้องหา: “หมาโต” 57 ปี และหลาน “เล็ก” 48 ปี
  • แรงจูงใจ: แค้นเรื่องสายข่าวยาเสพติด

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าตำรวจจันทบุรีทำงานได้ดีเยี่ยม ปิดคดีเร็ว ไม่ปล่อยให้อาชญากรลอยนวล สะท้อนปัญหายาเสพติดที่ยังรุนแรงในพื้นที่ครับ

คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์บอกกันได้เลย หรือแชร์เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รู้ อย่าลืมติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตจากเราเพื่อความปลอดภัยในชุมชน

ที่มา – รวบ “หมาโต” พร้อมหลานชาย ลวงสายข่าวตำรวจ ยิงทิ้งคืนวาเลนไทน์

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวโลก เมื่อเกิดเหตุรุนแรงในรัฐไนเจอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ราย บ้านเรือนและร้านค้าถูกเผาวอด ชาวบ้านจำนวนหนึ่งถูกลักพาตัวไป สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ที่กลุ่มโจรผู้ร้ายครองอิทธิพล

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย

เหตุการณ์กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย เกิดขึ้นในเขตปกครองบอร์กู ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนสาธารณรัฐเบนิน กลุ่มมือปืนขี่รถจักรยานยนต์กว่า 200 คัน บุกเข้ามายิงกระจายตั้งแต่เช้ามืดประมาณ 03.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น พวกมันกวาดล้างหมู่บ้านตุนกา-มาเกรี คอนโกโซ และหมู่บ้านอื่นๆ ใกล้เคียง สร้างความพินาศให้กับชุมชน

รายละเอียดผู้เสียชีวิตและความเสียหายจากกลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย

นายวาซิอู อาบีโอดุน โฆษกตำรวจรัฐไนเจอร์ ยืนยันว่าที่หมู่บ้านตุนกา-มาเกรี มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บ้านเรือนถูกเผา และมีชาวบ้านถูกลักพาตัวไปแต่ยังไม่ทราบจำนวน จากนั้นกลุ่มโจรเคลื่อนย้ายไปโจมตีหมู่บ้านคอนโกโซ ซึ่งนายเจเรเมียห์ ทิโมธี ชาวบ้านที่รอดชีวิต เล่าว่า เสียงปืนดังสนั่นตั้งแต่เช้ามืด จนมีผู้เสียชีวิตถึง 26 ราย สถานีตำรวจ也被เผาเสียหายหนัก

พยานรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยนาม ระบุว่ามีรถจักรยานยนต์บุกมาเป็นขบวนใหญ่ ขณะที่นายเอาวัล อิบราฮิม จากตุนกา-มาเกรี บอกว่า “พวกโจรบุกเข้ามาเวลา 03.00 น. ขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวนมาก ยิงปืนเป็นระยะ ตัดศีรษะผู้คน 6 คน สังหารคนอื่นๆ เผาร้านค้า และบังคับให้ชาวบ้านหนีตายทั้งหมู่บ้าน”

สาเหตุและพื้นหลังของกลุ่มโจรในไนจีเรีย

รัฐบาลไนจีเรียกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มโจร” หรือ bandits ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในภาคเหนือของประเทศ พวกนี้ก่อเหตุโจมตี ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และทำให้ประชาชนต้องอพยพหนีตายนับหมื่นคน ปัญหานี้เชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างชาวเลี้ยงโคฟูลานีกับชาวนา รวมถึงกลุ่มก่อการร้ายอย่างโบโกฮารามที่แผ่ขยายอิทธิพล สถานการณ์ความมั่นคงในไนจีเรียแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในรัฐไนเจอร์และรัฐใกล้เคียง

  • ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 รายจากเหตุโจมตี
  • บ้านเรือนและร้านค้าถูกเผาวอดหลายหลัง
  • ชาวบ้านถูกลักพาตัวจำนวนไม่แน่ชัด
  • รถจักรยานยนต์โจรกว่า 200 คันบุกตะลุย
  • เกิดในเขตบอร์กู รัฐไนเจอร์ ใกล้ชายแดนเบนิน

ในปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย และประชาชนต้องพลัดถิ่นฐานกว่า 1 ล้านคน รัฐบาลพยายามส่งกำลังทหารปราบปราม แต่กลุ่มโจรยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่

ผลกระทบต่อชุมชนและการตอบสนองจากรัฐบาล

ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญความหวาดกลัวตลอดเวลา เด็กๆ ไม่กล้าไปโรงเรียน ผู้ใหญ่ไม่กล้าออกจากบ้าน กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรียครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความล้มเหลวของระบบรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ยังกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะร้านค้าถูกเผา ฟาร์มถูกทำลาย

เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนและติดตามกลุ่มโจร แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานการจับกุม รัฐบาลไนจีเรียประกาศเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ แต่ชาวบ้านเรียกร้องมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเจรจากับผู้นำชุมชน

เหตุการณ์กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย แสดงให้เห็นถึงวิกฤตความมั่นคงที่รุนแรงในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งอาจลุกลามข้ามพรมแดนได้ ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่จำเป็นคือความร่วมมือระหว่างประเทศและการแก้ปัญหาต้นตออย่างยากจนและความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ หากไม่เร่งแก้ไข ชีวิตผู้บริสุทธิ์จะต้องสูญเสียไปอีกมาก

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตเหตุการณ์ล่าสุด!

ที่มา – กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

ตรังระทึก! **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** กระสุนพรุนกว่า 50 รู

ตรังระทึก! **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** กระสุนพรุนกว่า 50 รู

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุอุกอาจ คนร้ายไม่ทราบจำนวน **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** อย่างอุกอาจ กระสุนทะลุรถยนต์และเจาะผนังบ้านกว่า 50 รู เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ สร้างความหวาดผวาให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าภายในบ้านมีเพียงผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กเท่านั้น ตำรวจคาดคนร้ายเดินเท้าเข้ามาก่อเหตุ เร่งสืบสวนหาสาเหตุและติดตามจับกุมตัว

**ยิงถล่มบ้านที่ตรัง**: รายละเอียดเหตุการณ์

พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ซูซัน รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง พร้อมกำลังตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.ตรัง เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ตรัง และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบบ้านหลังเกิดเหตุใน ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองตรัง หลังได้รับแจ้งเหตุ **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** เมื่อเวลาประมาณ 22.40 น. ของคืนวันที่ 26 มกราคม

จากการตรวจสอบ พบร่องรอยกระสุนปืนจำนวนมาก คาดว่าเป็นอาวุธปืนลูกซอง กระสุนเจาะเข้าที่รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่น TFR สีน้ำเงินเข้ม ทะเบียนสุราษฎร์ธานี ทั้งบริเวณตัวถัง กระจกหลัง และกระจกมองข้าง ทะลุเข้าไปในห้องโดยสารกว่า 20 รู นอกจากนี้ กระสุนยังโดนรถยนต์ยี่ห้อเอ็มจี สีดำ ทะเบียนภูเก็ต อีกหลายจุด แต่ไม่ทะลุเข้าไปภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้ บริเวณฝาผนังหน้าบ้าน ซึ่งด้านในเป็นห้องนอน พบร่องรอยกระสุนเจาะเข้าผนังปูนกว่า 20 รู แต่ไม่ทะลุเข้าไปด้านในตัวห้อง และในพงหญ้าข้างบ้านพบหมอนรองกระสุนปืนลูกซองตกอยู่จำนวน 2 ชิ้น เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อทำการตรวจสอบต่อไป

ความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในบ้านหลังถูก**ยิงถล่มบ้านที่ตรัง**

น.ส.ชิดชนก อายุ 32 ปี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกัน 3 นัด จากนั้นได้ยินเสียงคล้ายก้อนหินตกใส่หลังคาบ้าน เธอไม่กล้าออกจากห้องนอน เนื่องจากขณะนั้นอยู่ในห้องนอนกับหลาน เมื่อสอบถามพ่อ จึงทราบว่าเป็นเสียงปืนและรีบแจ้งตำรวจ เธอเล่าว่า ในคืนเกิดเหตุมีผู้อยู่อาศัยภายในบ้านรวม 5 คน เป็นผู้สูงอายุ 1 คน ตนเอง และเด็ก 3 คน อายุ 3 ขวบ 6 ขวบ และ 8 ขวบ

น.ส.ชิดชนก กล่าวด้วยความหวาดกลัวว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของพี่สาว แต่ตนมาอาศัยอยู่เพื่อเลี้ยงหลาน ครอบครัวได้ซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้านหลังนี้มาเกือบ 2 ปี ไม่เคยมีปัญหาหรือขัดแย้งกับใคร ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก เนื่องจากมีเด็กเล็กอาศัยอยู่ภายในบ้าน และเด็ก ๆ ต่างตกใจร้องไห้ด้วยความกลัว จึงอยากให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพราะเชื่อว่าคนร้ายตั้งใจและเจาะจงเข้ามาก่อเหตุ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเพียงบ้านหลังเดียว ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้

ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะเดินเท้าเข้ามาก่อเหตุ โดยใช้เส้นทางข้างบ้านซึ่งเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และผ่านสายห้วย ก่อนหลบหนีขึ้นถนนซอย ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อหาเบาะแสติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ รวมถึงหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เหตุการณ์ **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก และเป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย การเร่งสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

ที่มา – ยิงถล่มบ้านที่ตรัง กระสุนทะลุรถ-เจาะผนัง กว่า 50 รู

มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส

ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า เหตุการณ์มือปืนยิงหาดบอนได มีแรงจูงใจจากกลุ่มไอซิส โดยผู้ก่อเหตุเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

เมื่อวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 ตำรวจออสเตรเลียได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนไดอันน่าสลดใจ โดยระบุว่ามือปืนสองคนที่ก่อเหตุในเทศกาลฮานุกกะห์ที่หาดบอนได นครซิดนีย์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึง 15 รายนั้น ได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ก่อนที่จะกลับมาก่อเหตุร้ายดังกล่าว และจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า การกระทำของพวกเขามีแนวโน้มว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส

เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างละเอียดในฐานะคดีก่อการร้ายที่มีเป้าหมายไปยังชุมชนชาวยิว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ยังคงอยู่ที่ 15 ราย นอกเหนือจากมือปืนหนึ่งในสองคนที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ตำรวจได้ระบุชื่อของเขาคือ ซาจิด อัคราม วัย 50 ปี ส่วนลูกชายวัย 24 ปีของเขา นาวีด ซึ่งร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจยังเปิดเผยอีกว่า พ่อลูกอัครามได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนวัตถุประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้อย่างละเอียด

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์ให้ข้อมูลว่า ทั้งสองคนได้เดินทางไปยังกรุงมะนิลา และเดินทางต่อไปยังเมืองดาเวาทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน และเดินทางออกจากประเทศเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได

เจ้าหน้าที่ยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เป็นพ่อเดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางอินเดีย ในขณะที่ลูกชายใช้หนังสือเดินทางออสเตรเลีย และเสริมว่ายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ หรือได้รับการฝึกฝนในประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า เครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามมีการเคลื่อนไหวในประเทศฟิลิปปินส์ และมีอิทธิพลในบางพื้นที่ของเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเหล่านี้จะมีขนาดเล็กลงไปมากแล้วก็ตาม

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กล่าวในการแถลงข่าวว่า ข้อบ่งชี้เบื้องต้นชี้ไปที่การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม และย้ำว่า นี่คือการกระทำของผู้ที่เข้าร่วมกับองค์กรก่อการร้าย ไม่ใช่การกระทำที่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ตำรวจยังกล่าวอีกว่า ในรถยนต์ที่จดทะเบียนในชื่อของ นาวีด อัคราม พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (IEDs) และธงทำมือ 2 ผืนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอซิส ซึ่งในขณะนี้ทางการกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงได้อย่างไร

มือปืนยิงหาดบอนได แรงบันดาลใจจากไอซิส

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ มือปืนยิงหาดบอนได ทำให้เห็นถึงภัยคุกคามจากการก่อการร้ายที่ยังคงมีอยู่ และความสำคัญของการเฝ้าระวังและการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านภัยคุกคามนี้

มือปืนยิงหาดบอนได กับการเดินทางไปฟิลิปปินส์

การเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ของผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงหาดบอนได ก่อนเกิดเหตุ ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ และความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและภัยคุกคามของการก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มสุดโต่ง ซึ่งต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว เด็ดขาด และมีประสิทธิภาพจากทุกภาคส่วน

ที่มา – มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส ไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตามล่าหามือปืน ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ต่อ หลังจากพวกเขาปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยที่จับได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การตามล่าหาตัวมือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ วิทยาเขตเมืองโพรวิเดนซ์ รัฐโรดไอส์แลนด์ของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่ตัดสินใจปล่อยตัวชายต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้

เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ธ.ค.) ชายคนหนึ่งพร้อมปืนไรเฟิลได้บุกเข้าไปในอาคารที่กำลังมีการสอบอยู่ แล้วเปิดฉากยิงก่อนจะหลบหนีไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 9 ราย หนึ่งในนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ 7 รายมีอาการทรงตัวแต่ยังต้องอยู่ในโรงพยาบาล และอีกรายได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ประกาศการจับกุม “บุคคลที่น่าสนใจ” (person of interest) รายหนึ่ง และบอกว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ให้เบาะแสแก่การสืบสวนของรัฐบาลกลางแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ต้องถอนคำพูดดังกล่าวในช่วงเย็นวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงบุคคลผู้นี้เข้ากับเหตุกราดยิง และสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ตัดสินใจปล่อยตัวเขาไป

เบรตต์ สไมลีย์ นายกเทศมนตรีเมืองโพรวิเดนซ์ กล่าวว่า “เรารู้ว่าเรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความวิตกกังวลครั้งใหม่ให้กับชุมชนของเรา” “มันน่าตกใจและน่าเศร้ามาก ผมรู้จักนักเรียนที่นี่ ซึ่งหลายคนต้องหลบภัยอยู่หลายชั่วโมงเมื่อคืนนี้” “พวกเขาทุกคนรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก”

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยบราวน์เปิดเผยว่า การสอบปลายภาคที่กำหนดไว้ในวันอาทิตย์ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 เป็นต้นมา เกิดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปมากกว่า 300 ครั้งแล้ว โดยในงานคริสต์มาสที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดถึงเหตุกราดยิงมหาวิทยาลัยบราวน์สั้นๆ ว่า “สิ่งต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้” และขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ “หายดีโดยเร็ว”

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ ยังคงเป็นที่จับตาของสังคมอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้เกิดคำถามและความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชน

ความคืบหน้าในการ ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์

การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น โดยเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อที่จะจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด ทางการได้ร้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการให้ข้อมูลใดๆ ที่อาจนำไปสู่การจับกุมมือปืนรายนี้

เหตุการณ์ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม การเกิดเหตุกราดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยบราวน์ได้ออกมาตรการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ รวมถึงการจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาด้านจิตใจเพื่อช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความรุนแรงจากอาวุธปืนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ! เจ็บอื้อ

สถานการณ์ล่าสุดจากเหตุการณ์สุดสลดที่หาดบอนได ประเทศออสเตรเลีย ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุเหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพแล้ว และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันค่ะ

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ

ทางการออสเตรเลียได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนไดได้เพิ่มขึ้นเป็น 15 รายแล้ว ไม่รวมมือปืนที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุอีก 1 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกถึง 42 ราย ข้อมูลที่น่าตกใจคือ มือปืนทั้งสองรายเป็นพ่อลูกกัน และใช้อาวุธปืนถึง 6 กระบอกในการก่อเหตุครั้งนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยนายคริส มินส์ ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ได้ออกมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงที่งานเทศกาลชาวยิว บริเวณหาดบอนได ในนครซิดนีย์ โดยยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตที่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ถึง 15 ราย มีช่วงอายุตั้งแต่ 10 ขวบ ไปจนถึง 87 ปี

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 42 คนที่ยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ในส่วนของผู้ก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีจำนวน 2 คน โดยรายหนึ่งเป็นชายวัย 50 ปี ซึ่งถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ส่วนอีกรายเป็นชายวัย 24 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลภายใต้การคุ้มกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวด

นายมินส์ได้กล่าวแสดงความเสียใจและพยายามที่จะรวมใจของชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยกล่าวว่า “ขอให้พวกเขาทราบว่า ชาวออสเตรเลียทุกคนอยู่เคียงข้างพวกเขา และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีอันเลวร้ายที่มุ่งเป้าไปยังงานเทศกาล ซึ่งควรจะเป็นงานที่เต็มไปด้วยความสุข และเป็นสิทธิที่พวกเขาพึงมีในการแบ่งปันกับชุมชนบนหาดบอนได”

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้แถลงการณ์เพิ่มเติม โดยระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ถือเป็น “พฤติกรรมต่อต้านชาวยิว” และเป็นการ “ก่อการร้าย” ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินออสเตรเลีย พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะ “ทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างที่จำเป็นในการจัดการกับเรื่องนี้” อย่างเต็มที่

นายมาล แลนยอน ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กำลังตามหามือปืนรายอื่นเพิ่มเติมแล้ว โดยตำรวจได้สืบสวนจนทราบว่ามือปืนทั้งสองรายคือชายวัย 50 ปี และชายวัย 24 ปี เป็นพ่อลูกกัน และยืนยันว่าชายวัย 50 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนชายวัย 24 ปียังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

นายแลนยอนยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจค้นตามหมายค้นใน 2 สถานที่ในย่านชานเมืองทางตะวันตกของซิดนีย์ ได้แก่ บอนนีริก และแคมป์ซี

จากการสืบสวนพบว่า ชายวัย 50 ปี เป็นผู้มีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน และมีอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับเขาถึง 6 กระบอก ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า คาดว่าปืนทั้ง 6 กระบอกนี้ถูกนำมาใช้ในการก่อเหตุอาชญากรรมที่หาดบอนได

สถานการณ์ล่าสุด เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ

ดร.โดมินิก มอร์แกน ผู้บริหารสูงสุดของ “NSW Ambulance” ซึ่งเป็นหน่วยงานบริการฉุกเฉินของรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า ทีมรถพยาบาลได้เข้าถึงที่เกิดเหตุภายใน 10 นาที โดยเจ้าหน้าที่ชุดแรกได้ทำการขนส่งผู้บาดเจ็บ 24 รายไปยังโรงพยาบาล และช่วยเหลือผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 14 ราย

ดร.มอร์แกน เสริมว่า ในเวลาต่อมา มีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 42 รายที่ยังคงได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลต่างๆ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ในส่วนของแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้น นายแลนยอนระบุว่า ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยขณะนี้ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าผู้ก่อเหตุทั้งสองคนมีการวางแผนการโจมตีล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ที่สามารถใช้งานได้จริงในที่เกิดเหตุ 2 ลูก แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพครั้งนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก การสูญเสียชีวิตและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การเยียวยาจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต คือสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน

ที่มา – เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

Scroll to top